"เอ๊ะ~~~เมื่อกี้พยายามลุกยืน ยันตัวให้ตั้งตรง จนลืมสังเกตร่างกายไป ทำไมร่างกายเราถึงเปลือยเปล่า ไม่มีเสื้อผ้าสวมแบบนี้ แถมบรรยากาศรอบๆก็ไม่ใช่ห้องของเราหรือว่าเราฝันอยู่?" พึมพำกับตนไปจนหมดประโยค แล้วจึงคอยมองสำรวจสถานที่รอบๆข้างทีละน้อย จากการคาดนะเนคล้ายอยู่ในโพรงหินขนาดเล็ก ก้มต่ำลงมาเรื่อยๆจนสายตาห่างจากพื้นไม่ถึงสองวากับพบร่างผู้หญิงนางหนึ่งนอนสลบสิ้นสติอยู่บนผ้าบางผืนใหญ่
ร่างเปลือยค่อยสืบเท้าไปหาร่างหญิงสาวดังกล่าว นั่งยองๆจับตามเนื้อตัวกลับพบร่องรอยบวบซ้ำอยู่บางหลายจุด กอปรกับหญิงคนนี้นอนนิ่งไม่ไหวติง จึงแมะชีพจรไปบริเวณข้อแขนด้านใน จึงพบว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่แม้ชีพจรจะเต้นช้ากว่าคนทั่วไปก็ตาม
มาถึงเวลานี้ดวงตาของเ้าของร่างเปลือยค่อยปรับตัวตามแสงไฟกองน้อยภายในถ้ำโพรง จึงมองเห็นรอบข้างถนัดถนี่ชัดตาขึ้น ความผิดปกติแถวท่อนร่างของหญิงผู้นี้ จึงปรากฏออกมาให้เห็นเต็มสองตากลมโต
นั่นคือรอยคราบเืกองโตกองหนึ่งอยู่บนผ้าปูและส่วนเกินไหลซึมออกไปบนพื้นว่างเปล่า ไม่ต้องพิจารณาให้มากความ ถึงจะเป็หมอฟันแต่ก็จัดเป็บุคลากรทางการแพทย์จากโลกเก่า มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่ตกทิ้งไว้จากการทำคลอดเด็กทารก
"ในเมื่อมีดูจากคราบตกเืนี่คือการคลอดเด็กชัดๆ แล้วทารกน้อยอยู่ตรงไหนบนพื้น?" กล่าวออกไปสายตาก็กวาดตามพื้นบริเวณใกล้ๆอีกสองสามรอบ กลับไม่พบแม้แต่ร่องลอยน้อย
น้อยนิดอันใด ว่าแล้วจึงนั่งขัดสมาธิลงบริเวณผ้าปูที่ว่างเปล่า ซุกคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดถ้วนถี่
'ดูท่าจะไม่ใช่ฝัน แล้วทำไมเราถึงตื่นขึ้นมาตัวเปล่าแบบนี้ได้หละ? แล้วยังตื่นขึ้นมาบนพื้นดินพื้นหิน ไม่มีเตียงหลังเก่าที่เราเคยนอนมาหลายปีอีกต่างหาก ส่วนหญิงคนสวยคนตรงหน้าเรา ก็มีที่มาทีไปแปลกประหลาด เหมือนโดนรุมทำร้ายตอนท้องใกล้คลอดอีกต่างหาก อืมส์...คิดไปก็ปวดหัว ถ้ายังคิดไม่ออก ก็ปล่อยไว้ก่อนแล้วกัน อึกกก ความรู้สึกแปลกประหลาดอะไรกัน วูบวาบ เหมือนมีอะไรเรียกหาอยู่เราเลย' ปรากฏการณ์ความรู้สึกเรียกหาบางอย่างเมื่อเกิดขึ้น ความอยากรู้ใคร่ความจริงของร่างเปลือย จึงตัดสินใจอุ้มร่างหญิงสาวนางนี้ไปพิงอิงข้างผนังถ้ำไว้ นำผ้าผืนโตด้านล่างมาห่อหุ้มทำเป็ชุดเพื่อใช้ปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าราวกับทารกแรกเกิดของตนไว้
ว่าแล้วจึงโอบอุ้มร่างไร้สติของนงคราญรูปงามด้านข้างผนังถ้ำ พุ่งตรงออกไปจากปากถ้ำ มุ่งสู่ทิศทางหนึ่ง ตามความรู้สึกดึงดูดบางอย่างที่ได้นำพาชักนำไป ดุจราวกับว่ามีเข็มทิศแผนที่ทิพย์บังเกิดขึ้นมาในจิตใจตน
ซึ่งความจริงแล้วการเดินทางเข้านอกออกในป่าแห่งแม้แต่ผู้ฝึกยุทธสี่สามระดับสุดท้าย ยังอดหวั่นเกรงต่อการมาเยือน ณ ป่าชั้นกลางขึ้นไปเช่นนี้มิได้ กล่าวกันว่าถ้ามิใช่มีเหตุจำเป็ทันด่วนอะไร ก็มิมีผู้ฝึกยุทธคนใดอยากจะย่างกรายเข้ามาลึกถึงเขตแดนชั้นป่าเหล่านี้
เดินทางมุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายตามสัญชาตญาณซึ่งกู่ร้องก้องดังตูมตามอยู่ทุกเมื่อ ขึ้นมาภายในจิตใจ ผ่านลำธารไหลเย็นน้อยใหญ่ ดงดอกไม้ป่าบ้าง ดงพุ่มไม้หนาทึบบ้าง กอปรทิวทัศน์แปลกประหลาดพิศสดาร รอบข้างทางที่มีให้เห็นเกือบทุกย่างก้าว แม้ยามค่ำคืนดวงสุริยันลับขอบฟ้ามุดลงลับสู่ทิวเขาไปนานหลายชั่วยามแล้วก็ตาม แต่ดวงตาคมเข้มยังคงมองเห็นบรรกาศน่าประทับใจได้ชัดเจนท่ามกลางใต้ฟ้ารัตติกาลก็เพราะว่า แสงสีนวลเหลืองอร่ามที่ทอดส่งลงมาจากท้องนภากว้างใหญ่ไพศาลผืนนี้
หลังจากบุกป่าฝ่าดงจนใกล้ถึงยามไฮ่(21.00-22.59น.) พบหนึ่งบุรุษดพิจารณาภายนอกอายุราว18หนาวกับหญิงงามร่างไร้ความรู้สึกนางหนึ่งกำลังก้าวตรงไปยังสิ่งปลูกสร้าง เห็นเลือนลางจากแสงจันทราตรงกระทบคลับคล้ายหอคอยขนาดใหญ่สูงเฉียดฟ้า เห็นเบื้องหน้าเป็เช่นนั้น จึงไม่รีรออันใด อุ้มกระชับร่างไร้สติให้แน่ขึ้น กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏรูปร่างลางๆขึ้นดังกล่าว
ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเด่นชัด เมื่อเข้าสู่อาณาเขตบริเวณ เท้าเปล่ากับััพื้นผิวต่างระดับจากเรียบผสมขรุขระ เป็เม็ดหยาบละเอียด เท้าทั้งสองเหยียบยวบยาบจมลง จึงก้มศรีษะลงสำรวจพื้นผิวด้านล่างเท้าเล็กน้อย บริเวณที่ตั้งกลับตั้งตระหง่าอยู่หน้าทะเลกว้างใหญ่ มองไกลออกไปด้านหลังกลับไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเกลียวคลื่นที่เคลื่อนไหวสอดคล้องไปมากับลมทะเลที่พัดขึ้นลงจากฝั่ง
"ที่แท้สุดขอบป่าลึกกลับติดชายขอบทะเลกว้างใหญ่เช่นนี้ คร่าแรกคาดคะเนว่าสิ่งปลูกสร้างไร้ชีวิตสิ่งนี้จะเป็หอคอยสูงใหญ่มโหลาฬ กลับกลายเป็แท่งหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ราว10คนโอบได้ ดูธรรมดาแต่ก็ไม่น่าใช่ มองขึ้นไป้ายังไม่เห็นส่วนยอด อีกทั้งความรู้สึกประหลาดที่ดึงดูดตัวเราเมื่อแรกเริ่ม ก็หยุดลงทันที เมื่อตัวเราก้าวเข้าสู่อาณาเขตแห่งนี้ คงต้องมีอันใดผิดพลาด?" ว่าแล้วจึงวางหญิงงามในอ้อมอกลงกับพื้นศิลา แนบพิงอิงกายกับเสาสี่เหลี่ยมในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วจึงเริ่มเดินสำรวจเสาสี่เหลี่ยมอย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่าลักษณะสิ่งนี้คล้ายเป็หินชนวนแต่เนื้อละเอียดแวววาดูแข็งแกร่งกว่าหินธรรมดานัก มีลวดลายฉลุคล้ายอักษรคล้ายรูปภาพแต่ยังคิดอ่านไม่ออกว่าคือสิ่งใดกันแน่ และยังสัณนิษฐานได้อีกหนึ่งสิ่งว่า มันตรงอยู่บนลานรูปทรงสี่เหลี่ยมยกสูงจากพื้นทรายราวๆหนึ่งวา ด้านข้างสี่ทิศมีหินศิลาแลงกว้างราวสองคนโอบ สูงราวห้าวาตั้งอยู่แท่งละทิศ
'เอ๊ะ' ลูบไล้ไปมาหลายรอบกลับพบลวดลายในด้านหนึ่งสลักไว้ด้วยรูปฝ่ามือขวาดูแล้ว พอดีพอเจาะกับมือขวาของเขายิ่ง จึงกางนิ้วทั้งห้าทาบลงไปตามรอยสลักลึก รอไปสองสามพริบตากลับไม่มีสิ่งใดไหวติงตอบสนอง จึงนำมือขวาออกมือซ้ายจับคางทำท่าครุ่นคิด 'มาในลักษณะแบบนี้ คงไม่พ้นต้องมีวิธีพิเศษวิธีประหลาดบางอย่าง ทำออกมาให้ปรากฏผลแน่นอน' เมื่อสักครู่ทาบมือลงช่องหลุมยุบรูปฝ่ามือ มีโลหิตแห้งกลังจากตัวติดเราไปด้วย คล้ายมีความรู้สึกบางสิ่งอย่างผุดขึ้นมา ไม่รอช้ากัดปลายนิ้วมือทั้งห้าด้านขวาให้โลหิตไหลซึมออกมา ทาบสู่ร่องรอยเบื้องหน้าทันที
พริบตาเดียวโลหิตจากนิ้วมือทั้งห้าต่างไหลรินออกจากร่างกาย พุ่งออกมาดุจสายธารเล็กสายหนึ่ง ถมลงสู่หลุมลึกไร้ก้นบึ่ง ไม่มีท่าทีจะหยุดสูบกินเืจากร่างโปร่งแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่ร่างกายและเสาสี่เหลี่ยม ทั้งสองสิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลง แต่รอบข้างบรรยากาศกลับแปรปรวนเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด แสงเขียวฟ้าวูบวาบเกิดขึ้นเหนือแท่งเสาสี่เหลี่ยม เสียงอัสนีร้องกังวาลราวัร้อยตัวพันตัวกู่ร้องแข่งขันกัน เซ็งแซ่กับเหล่าหมู่สรรพสิ่งบนพื้นโลก
เหตุการณ์ประหลาดพิกลเหล่านี้ เกิดขึ้นยาวนานติดต่อกันั้แ่เที่ยงคืนในวันนั้น เป็เวลา7วัน7คืนอย่างไม่หยุดยั้ง สร้างความแตกตื่นวุ่นวายไปทั่วทุกสี่ทิศแปดทาง สะท้านฟ้าะเืพสุธามหาสมุทรวุ่นวายอย่างที่หาเปรียบมิได้ มิว่าผู้ใดต่างใคร่รู้อยากทราบถึงสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ บ้างก็หวาดกลัว บ้างว่าพระเ้าพิโรธ บ้างว่าสิ่งอัศจรรย์ยิ่งใหญ่บังเกิด เหนือสิ่งใดเหตุการณ์คราครั้งนี้ถูกบันทึกจดจำไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาตาร์โลกแห่งพลังยามะและจิติญญาหลอมโอสถแห่งนี้
วันเดือนเวียนผ่านไปครบสี่ฤดูกาล เข้าสู่เหมันตฤดูนับเป็เวลาหนึ่งปีหลังจากที่ร่างบางอุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้ พื้นที่กว้างขวางภายในเสาศิลาสี่เหลี่ยม เกิดมีปรากฎการณ์แปรปรวน เกิดกลุ่มแสงสีดำขาวคลอเคลียเวียนเป็วงกลมกันไปมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งมองขึ้นตรงไป กลุ่มก้อนทั้งมวลซึ่งลอยร่องอยู่กลางอากาศธาตุ กลับอัดแน่นหลอมรวมเกิดเป็ร่างมนุษย์หนุ่มเพศชายผู้หนึ่งบังเกิดขึ้นมา แล้วจึงค่อยๆร่อนดิ่งลงสู่พื้นห้องช้าๆอย่างนิ่มนวลดุจขนนกปลิวไสวกลางห้วงอากาศ