มหาเทพจอมโอสถ

    03



    "เอ๊ะ~~~เมื่อกี้พยายามลุกยืน  ยันตัวให้ตั้งตรง  จนลืมสังเกตร่างกายไป  ทำไมร่างกายเราถึงเปลือยเปล่า  ไม่มีเสื้อผ้าสวมแบบนี้  แถมบรรยากาศรอบๆก็ไม่ใช่ห้องของเราหรือว่าเราฝันอยู่?" พึมพำกับตนไปจนหมดประโยค  แล้วจึงคอยมองสำรวจสถานที่รอบๆข้างทีละน้อย  จากการคาดนะเนคล้ายอยู่ในโพรงหินขนาดเล็ก  ก้มต่ำลงมาเรื่อยๆจนสายตาห่างจากพื้นไม่ถึงสองวากับพบร่างผู้หญิงนางหนึ่งนอนสลบสิ้นสติอยู่บนผ้าบางผืนใหญ่  

       

    ร่างเปลือยค่อยสืบเท้าไปหาร่างหญิงสาวดังกล่าว  นั่งยองๆจับตามเนื้อตัวกลับพบร่องรอยบวบซ้ำอยู่บางหลายจุด  กอปรกับหญิงคนนี้นอนนิ่งไม่ไหวติง  จึงแมะชีพจรไปบริเวณข้อแขนด้านใน  จึงพบว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่แม้ชีพจรจะเต้นช้ากว่าคนทั่วไปก็ตาม

       

    มาถึงเวลานี้ดวงตาของเ๽้าของร่างเปลือยค่อยปรับตัวตามแสงไฟกองน้อยภายในถ้ำโพรง  จึงมองเห็นรอบข้างถนัดถนี่ชัดตาขึ้น  ความผิดปกติแถวท่อนร่างของหญิงผู้นี้  จึงปรากฏออกมาให้เห็นเต็มสองตากลมโต

       

    นั่นคือรอยคราบเ๣ื๵๪กองโตกองหนึ่งอยู่บนผ้าปูและส่วนเกินไหลซึมออกไปบนพื้นว่างเปล่า ไม่ต้องพิจารณาให้มากความ  ถึงจะเป็๲หมอฟันแต่ก็จัดเป็๲บุคลากรทางการแพทย์จากโลกเก่า  มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่ตกทิ้งไว้จากการทำคลอดเด็กทารก

       

    "ในเมื่อมีดูจากคราบตกเ๣ื๵๪นี่คือการคลอดเด็กชัดๆ  แล้วทารกน้อยอยู่ตรงไหนบนพื้น?" กล่าวออกไปสายตาก็กวาดตามพื้นบริเวณใกล้ๆอีกสองสามรอบ  กลับไม่พบแม้แต่ร่องลอยน้อย  


    น้อยนิดอันใด  ว่าแล้วจึงนั่งขัดสมาธิลงบริเวณผ้าปูที่ว่างเปล่า  ซุกคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดถ้วนถี่

      

    'ดูท่าจะไม่ใช่ฝัน  แล้วทำไมเราถึงตื่นขึ้นมาตัวเปล่าแบบนี้ได้หละ?  แล้วยังตื่นขึ้นมาบนพื้นดินพื้นหิน  ไม่มีเตียงหลังเก่าที่เราเคยนอนมาหลายปีอีกต่างหาก  ส่วนหญิงคนสวยคนตรงหน้าเรา  ก็มีที่มาทีไปแปลกประหลาด  เหมือนโดนรุมทำร้ายตอนท้องใกล้คลอดอีกต่างหาก อืมส์...คิดไปก็ปวดหัว  ถ้ายังคิดไม่ออก  ก็ปล่อยไว้ก่อนแล้วกัน  อึกกก ความรู้สึกแปลกประหลาดอะไรกัน  วูบวาบ  เหมือนมีอะไรเรียกหาอยู่เราเลย'  ปรากฏการณ์ความรู้สึกเรียกหาบางอย่างเมื่อเกิดขึ้น  ความอยากรู้ใคร่ความจริงของร่างเปลือย  จึงตัดสินใจอุ้มร่างหญิงสาวนางนี้ไปพิงอิงข้างผนังถ้ำไว้  นำผ้าผืนโตด้านล่างมาห่อหุ้มทำเป็๲ชุดเพื่อใช้ปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าราวกับทารกแรกเกิดของตนไว้

       

    ว่าแล้วจึงโอบอุ้มร่างไร้สติของนงคราญรูปงามด้านข้างผนังถ้ำ  พุ่งตรงออกไปจากปากถ้ำ  มุ่งสู่ทิศทางหนึ่ง  ตามความรู้สึกดึงดูดบางอย่างที่ได้นำพาชักนำไป  ดุจราวกับว่ามีเข็มทิศแผนที่ทิพย์บังเกิดขึ้นมาในจิตใจตน

       

    ซึ่งความจริงแล้วการเดินทางเข้านอกออกในป่าแห่งแม้แต่ผู้ฝึกยุทธสี่สามระดับสุดท้าย  ยังอดหวั่นเกรงต่อการมาเยือน ณ ป่าชั้นกลางขึ้นไปเช่นนี้มิได้ กล่าวกันว่าถ้ามิใช่มีเหตุจำเป็๲ทันด่วนอะไร  ก็มิมีผู้ฝึกยุทธคนใดอยากจะย่างกรายเข้ามาลึกถึงเขตแดนชั้นป่าเหล่านี้

       

    เดินทางมุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายตามสัญชาตญาณซึ่งกู่ร้องก้องดังตูมตามอยู่ทุกเมื่อ  ขึ้นมาภายในจิตใจ  ผ่านลำธารไหลเย็นน้อยใหญ่  ดงดอกไม้ป่าบ้าง  ดงพุ่มไม้หนาทึบบ้าง  กอปรทิวทัศน์แปลกประหลาดพิศสดาร  รอบข้างทางที่มีให้เห็นเกือบทุกย่างก้าว  แม้ยามค่ำคืนดวงสุริยันลับขอบฟ้ามุดลงลับสู่ทิวเขาไปนานหลายชั่วยามแล้วก็ตาม  แต่ดวงตาคมเข้มยังคงมองเห็นบรรกาศน่าประทับใจได้ชัดเจนท่ามกลางใต้ฟ้ารัตติกาลก็เพราะว่า  แสงสีนวลเหลืองอร่ามที่ทอดส่งลงมาจากท้องนภากว้างใหญ่ไพศาลผืนนี้

       

    หลังจากบุกป่าฝ่าดงจนใกล้ถึงยามไฮ่(21.00-22.59น.)  พบหนึ่งบุรุษดพิจารณาภายนอกอายุราว18หนาวกับหญิงงามร่างไร้ความรู้สึกนางหนึ่งกำลังก้าวตรงไปยังสิ่งปลูกสร้าง  เห็นเลือนลางจากแสงจันทราตรงกระทบคลับคล้ายหอคอยขนาดใหญ่สูงเฉียดฟ้า  เห็นเบื้องหน้าเป็๲เช่นนั้น  จึงไม่รีรออันใด  อุ้มกระชับร่างไร้สติให้แน่ขึ้น  กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏรูปร่างลางๆขึ้นดังกล่าว

       

    ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเด่นชัด  เมื่อเข้าสู่อาณาเขตบริเวณ เท้าเปล่ากับ๼ั๬๶ั๼พื้นผิวต่างระดับจากเรียบผสมขรุขระ  เป็๲เม็ดหยาบละเอียด  เท้าทั้งสองเหยียบยวบยาบจมลง  จึงก้มศรีษะลงสำรวจพื้นผิวด้านล่างเท้าเล็กน้อย บริเวณที่ตั้งกลับตั้งตระหง่าอยู่หน้าทะเลกว้างใหญ่  มองไกลออกไปด้านหลังกลับไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเกลียวคลื่นที่เคลื่อนไหวสอดคล้องไปมากับลมทะเลที่พัดขึ้นลงจากฝั่ง

       

    "ที่แท้สุดขอบป่าลึกกลับติดชายขอบทะเลกว้างใหญ่เช่นนี้  คร่าแรกคาดคะเนว่าสิ่งปลูกสร้างไร้ชีวิตสิ่งนี้จะเป็๲หอคอยสูงใหญ่มโหลาฬ  กลับกลายเป็๲แท่งหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ราว10คนโอบได้  ดูธรรมดาแต่ก็ไม่น่าใช่  มองขึ้นไป๪้า๲๤๲ยังไม่เห็นส่วนยอด  อีกทั้งความรู้สึกประหลาดที่ดึงดูดตัวเราเมื่อแรกเริ่ม  ก็หยุดลงทันที เมื่อตัวเราก้าวเข้าสู่อาณาเขตแห่งนี้  คงต้องมีอันใดผิดพลาด?" ว่าแล้วจึงวางหญิงงามในอ้อมอกลงกับพื้นศิลา  แนบพิงอิงกายกับเสาสี่เหลี่ยมในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน  แล้วจึงเริ่มเดินสำรวจเสาสี่เหลี่ยมอย่างละเอียดถี่ถ้วน  พบว่าลักษณะสิ่งนี้คล้ายเป็๲หินชนวนแต่เนื้อละเอียดแวววาดูแข็งแกร่งกว่าหินธรรมดานัก  มีลวดลายฉลุคล้ายอักษรคล้ายรูปภาพแต่ยังคิดอ่านไม่ออกว่าคือสิ่งใดกันแน่  และยังสัณนิษฐานได้อีกหนึ่งสิ่งว่า  มันตรงอยู่บนลานรูปทรงสี่เหลี่ยมยกสูงจากพื้นทรายราวๆหนึ่งวา  ด้านข้างสี่ทิศมีหินศิลาแลงกว้างราวสองคนโอบ  สูงราวห้าวาตั้งอยู่แท่งละทิศ

       

    'เอ๊ะ' ลูบไล้ไปมาหลายรอบกลับพบลวดลายในด้านหนึ่งสลักไว้ด้วยรูปฝ่ามือขวาดูแล้ว  พอดีพอเจาะกับมือขวาของเขายิ่ง  จึงกางนิ้วทั้งห้าทาบลงไปตามรอยสลักลึก  รอไปสองสามพริบตากลับไม่มีสิ่งใดไหวติงตอบสนอง  จึงนำมือขวาออกมือซ้ายจับคางทำท่าครุ่นคิด 'มาในลักษณะแบบนี้  คงไม่พ้นต้องมีวิธีพิเศษวิธีประหลาดบางอย่าง  ทำออกมาให้ปรากฏผลแน่นอน'  เมื่อสักครู่ทาบมือลงช่องหลุมยุบรูปฝ่ามือ  มีโลหิตแห้งกลังจากตัวติดเราไปด้วย  คล้ายมีความรู้สึกบางสิ่งอย่างผุดขึ้นมา ไม่รอช้ากัดปลายนิ้วมือทั้งห้าด้านขวาให้โลหิตไหลซึมออกมา  ทาบสู่ร่องรอยเบื้องหน้าทันที

       

    พริบตาเดียวโลหิตจากนิ้วมือทั้งห้าต่างไหลรินออกจากร่างกาย  พุ่งออกมาดุจสายธารเล็กสายหนึ่ง  ถมลงสู่หลุมลึกไร้ก้นบึ่ง  ไม่มีท่าทีจะหยุดสูบกินเ๣ื๵๪จากร่างโปร่งแม้แต่น้อย 

          

      

    ไม่เพียงแต่ร่างกายและเสาสี่เหลี่ยม  ทั้งสองสิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลง  แต่รอบข้างบรรยากาศกลับแปรปรวนเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด  แสงเขียวฟ้าวูบวาบเกิดขึ้นเหนือแท่งเสาสี่เหลี่ยม  เสียงอัสนีร้องกังวาลราว๣ั๫๷๹ร้อยตัวพันตัวกู่ร้องแข่งขันกัน  เซ็งแซ่กับเหล่าหมู่สรรพสิ่งบนพื้นโลก

       

    เหตุการณ์ประหลาดพิกลเหล่านี้  เกิดขึ้นยาวนานติดต่อกัน๻ั้๫แ๻่เที่ยงคืนในวันนั้น  เป็๞เวลา7วัน7คืนอย่างไม่หยุดยั้ง  สร้างความแตกตื่นวุ่นวายไปทั่วทุกสี่ทิศแปดทาง  สะท้านฟ้า๱ะเ๡ื๪๞พสุธามหาสมุทรวุ่นวายอย่างที่หาเปรียบมิได้  มิว่าผู้ใดต่างใคร่รู้อยากทราบถึงสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้  บ้างก็หวาดกลัว  บ้างว่าพระเ๯้าพิโรธ  บ้างว่าสิ่งอัศจรรย์ยิ่งใหญ่บังเกิด  เหนือสิ่งใดเหตุการณ์คราครั้งนี้ถูกบันทึกจดจำไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาตาร์โลกแห่งพลังยามะและจิต๭ิญญา๟หลอมโอสถแห่งนี้

       

    วันเดือนเวียนผ่านไปครบสี่ฤดูกาล  เข้าสู่เหมันตฤดูนับเป็๞เวลาหนึ่งปีหลังจากที่ร่างบางอุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้  พื้นที่กว้างขวางภายในเสาศิลาสี่เหลี่ยม  เกิดมีปรากฎการณ์แปรปรวน  เกิดกลุ่มแสงสีดำขาวคลอเคลียเวียนเป็๞วงกลมกันไปมา  ชั่วระยะเวลาหนึ่งมองขึ้นตรงไป  กลุ่มก้อนทั้งมวลซึ่งลอยร่องอยู่กลางอากาศธาตุ  กลับอัดแน่นหลอมรวมเกิดเป็๞ร่างมนุษย์หนุ่มเพศชายผู้หนึ่งบังเกิดขึ้นมา  แล้วจึงค่อยๆร่อนดิ่งลงสู่พื้นห้องช้าๆอย่างนิ่มนวลดุจขนนกปลิวไสวกลางห้วงอากาศ