“เ้าคิดจะจัดการกับตัวโง่งมที่ด้านหลังนั่นเช่นไร?” เสี่ยวจิ้งที่นั่งอยู่บนไหล่ของมู่เชียนหันไปมองด้านหลังแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย เมื่อมู่เชียนหันไปมองก็เห็นโม่เจี้ยนกำลังเดินตามหลังมา
ชายหนุ่มทิ้งระยะห่างจากนางอยู่บ้าง ทั้งยังมีสีหน้าอึกอักเหมือนอยากจะพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า...มู่เชียนมองท่าทางนั้นแล้วก็ยิ่งสงสัย จึงหยุดรอเพื่อให้เขาเดินเข้ามาใกล้เพื่อสอบถาม
โม่เจี้ยนเห็นศิษย์น้องมองมาก็หยุดเท้าลงเช่นกัน หญิงสาวสามารถเอาชนะถงชี่ได้อย่างง่ายดาย ฝีมือนางย่อมเหนือกว่าเขามาก ที่สำคัญนางยังมีสัตว์อสูรระดับสูงคอยรับใช้ นึกถึงที่เขาพยายามห้ามนางไม่ให้ขึ้นประลอง ตลอดจนแอบลอบโคจรลมปราณไว้รอช่วยนางอยู่ข้างเวที โม่เจี้ยนก็รู้สึกอับอายขายหน้า จนไม่กล้าแสดงความสนิทสนมกับนาง
แต่จะให้เลิกคบกันชายหนุ่มก็รู้สึกตัดใจไม่ได้ ระหว่างที่ยังไม่รู้จะทำอย่างไร เขาจึงเดินตามนางมาเงียบๆ
“ศิษย์พี่โม่ ท่านทำอะไรน่ะ ?”
“เอ่อ ศิษย์น้องมู่ ยินดีด้วยกับชัยชนะ” โม่เจี้ยนเอ่ยออกไปในที่สุด ท่าทีขัดเขินอึดอัดใจของศิษย์พี่ทำให้หญิงสาวนึกอยากแกล้งขึ้นมา
“อ้อ เท่านั้นหรือ ? เดินตามมาเงียบๆ คิดว่าจะมาลอบสังหารข้าเสียอีก”
“บ้าแล้ว...ข้าจะสังหารเ้าเพื่ออะไร?!!” ชายหนุ่มใ รีบะโปฏิเสธเสียงดังลั่น ท่าทางจริงจังดูน่าขันยิ่ง
“แน่นอน เพราะข้าเก่งกาจ มากพร์ หน้าตาท่วงท่างดงาม เพียบพร้อมจนทั้ง์และโลกมนุษย์พากันอิจฉาน่ะสิ” หญิงสาวเชิดใบหน้าขึ้นด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ในใจพยายามจินตนาการท่วงท่ายามปกติของเสี่ยวจิ้ง ทว่าโม่เจี้ยนกลับหลุดหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า ....... เ้ายังกล้าพูด !?” ดวงตาสีฟ้ากวาดมองสีหน้าแสร้งทำเป็มั่นใจของมู่เชียนแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง “เก่งกาจนั้นข้าไม่เถียง พร์ก็นับว่าพอใช้ได้ ..ทว่าหน้าตาท่วงท่างดงาม ! คำนี้เ้าก็กล้าเอ่ยออกมาหรือ ?! ฮ่าฮ่าฮ่า…!!”
เสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองดีขึ้นทันตา มู่เชียนประสบความสำเร็จในการละลายกำแพงระหว่างเขาและนาง ทว่าครู่ต่อมา..ศิษย์พี่ผู้นี้กลับยังคงหัวเราะใส่หน้านางอย่างสนุกสนาน!!
“ศิษย์พี่โม่…ท่านจำเป็ต้องหัวเราะจริงจังเพียงนี้ด้วยหรือ ?” หญิงสาวเอ่ยเสียงขุ่น โม่เจี้ยนเห็นศิษย์น้องปากยื่น ตาคว่ำ ก็ทราบว่านางคงเริ่มไม่พอใจแล้ว
‘สตรีย่อมปรารถนาความงาม’ คิดเช่นนี้ชายหนุ่มก็รีบเอ่ยปลอบศิษย์น้องเสียงนุ่มนวล
“เด็กดีๆ ศิษย์พี่ยอมเ้าแล้ว เอาเป็ว่าเ้างดงามเพียบพร้อมยิ่ง หากผู้ใดกล้าเอ่ยว่าไม่จริง ศิษย์พี่ผู้นี้จะอัดมันจนร้องหาบิดามารดาเลยทีเดียว พอใจหรือไม่ ?”
“หึ หากข้างามขึ้นมาสักวัน ศิษย์พี่จะมอบสิ่งใดตอบแทนข้า”
“เ้าอยากได้สิ่งใด ข้าจะให้สิ่งนั้น” โม่เจี้ยนรับปากทันทีอย่างไม่ต้องยั้งคิด ทำให้หญิงสาวยิ้มตาหยี
“ท่านสัญญาแล้วนะ” เสียงใสเอ่ยย้ำคำสัญญา ดวงตาสีน้ำตาลใสมีประกายวิบวับราวดวงดาวงดงามอย่างมาก
โม่เจี้ยนมองมู่เชียนแล้วในหัวพลันปรากฏภาพหญิงสาวผู้งามล้ำ เส้นผมสีทองสุกสว่าง ดวงตากลมโตสีทองซ้อนทับกับใบหน้าจืดชืดของนาง ต่อเมื่อเขากะพริบตาเงาเลือนลางนั้นก็จางหายไป !!
‘ภาพลวงตาอีกแล้วหรือ ?!’ นี่เป็ครั้งที่สองแล้วที่เขาเห็นภาพเทพธิดาผู้นั้นบนร่างของมู่เชียน โม่เจี้ยนรู้สึกสะกิดใจอยู่บ้าง
‘เ้าเด็กนี่ดูเหมือนจะสามารถมองทะลุถึงดวงิญญาได้’ เสี่ยวจิ้งมองดวงตาสีฟ้าวาววับของชายหนุ่มพลางคิดว่าควรต้องระวังคนผู้นี้ไว้ หากไม่อยากให้ความลับของนายสาวเปิดเผยออกมาก่อนเวลา
เมื่อกลับถึงเรือน มู่เชียนก็จับมือสองข้างของเสี่ยวจือจือไว้ แล้วหมุนร่างของนางไปรอบๆเพื่อสำรวจอย่างจริงจัง เด็กสาวตัวเล็กบางและใบหน้างดงามไร้เดียงสา รูปกายภายนอกนั่นยังเป็สาวใช้คนสนิทคนเดิมของนาง ทว่ากลิ่นอายที่ส่งออกมากลับดูลึกลับและอันตรายกว่ามาก
“คุณหนู ข้ารู้สึกเมื่อยขา ท่านจะมองข้าอีกนานหรือไม่เ้าคะ ? หากนานนักข้าขอนั่งให้ท่านมองแทนได้หรือไม่?” เสี่ยวจือจือแสร้งโอดครวญขึ้นมา น้ำเสียงและท่าทางออดอ้อนนั้นไม่ต่างจากที่เคยเป็
“จือจือ ยามนี้เ้าคือสัตว์อสูรขั้นใด?” มู่เชียนเอ่ยถามสาวใช้ ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับเป็ฝ่ายตอบ น้ำเสียงของัเทพแฝงความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“ตอนนี้ก็แค่ระดับปราชญ์อสูรขั้นต้น แต่ว่าด้วยปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ของนาง อีกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น อสรพิษหยกดำย่อมมีนางพญาตัวใหม่แล้ว”
มู่เชียนรับฟังแล้วก็รู้สึกยินดีจากใจจริง นางรู้สึกผิดมาตลอดที่ไม่ได้ดูแลสาวใช้ตัวน้อยให้ดีกว่านี้ เมื่อได้รู้ว่าเสี่ยวจือจือมีอนาคตสดใสรออยู่ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
"ทางเ้าเล่า เป็อย่างไรบ้าง ? ข้าพบว่าปราณของเ้ารุดหน้าไปมาก ฝ่าฝืนคำแนะนำของข้าสินะ !”
ัน้อยทวงถามเสียงเข้ม ทำให้มู่เชียนต้องรีบเอ่ยถึงความจำเป็ที่ต้องรีบเลื่อนขั้นออกมา หญิงสาวเล่าเหตุการณ์ต่างๆในหลายวันนี้ให้เสี่ยวจิ้งฟัง รวมทั้งเื่ของบุรุษที่ชื่อเทียนหงด้วย
ร่างัน้อยเปลี่ยนเป็สีแดงฉานเมื่อได้ยินชื่อของชายผู้นั้น !
“ข้าบอกแล้วว่าห้ามใช้ปราณอี้เจ๋อต่อหน้าผู้อื่น สมองเ้าน้ำเข้าหรือไร จึงฟังข้าไม่รู้เื่ !!” เสี่ยวจิ้งบ่นรัวออกมาเป็ชุด “เหอะๆ เทียนหง ..... เทียนหงรึ ....? เยว่เทียนหงสิไม่ว่า กล้ามาหลอกนายของข้า นอกจากทรราชย์ชั่วช้าจากตระกูลเยว่จะมีผู้ใด !! กลิ่นเืในตัวเหม็นโฉ่เพียงนั้น แม้ห่างเป็สิบลี้ข้าก็ยังััได้ !!”
“เยว่เทียนหง องค์าาแห่งแคว้นต้าเยว่งั้นหรือ ? ดูไม่เหมือนเลยนะ ”
“ไม่เหมือนเช่นไร ? ข้าไม่มีทางดูผิด ! เ้านั่นคือเชื้อสายของเ้าคนโง่เง่าเยว่ิ รวมกับชื่อเทียนหงที่บอกเ้า มันก็คือเยว่เทียนหงผู้นั้นนั่นแหละ!!”
“แต่ว่า เหตุใดเขาจึงไม่ได้โเี้เช่นข่าวลือล่ะ ?” มู่เชียนย้อนคิดถึงดวงตาสีเทาอบอุ่นที่มองมา ไหนจะที่เขาเคยช่วยชีวิตนางไว้ถึงสองครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกไม่แน่ใจ
“เ้าอย่าได้ถูกหลอก หมอนั่นคือผู้สืบทอดกระจกรัตติกาล จิตใจของคนผู้นั้นไม่เหมือนคนทั่วไป ไม่ว่าก่อนหน้าจะมีนิสัยเช่นไร หลังรับพลังของกระจกนั่น ิญญาและจิตใจย่อมต้องถูกกัดกร่อนด้วยปราณชั่วร้าย วันใดวันหนึ่งก็ต้องบ้าคลั่งกลายเป็ปีศาจกระหายเืไป !”
มู่เชียนนิ่งอึ้งไป เดิมทีนางคิดว่าผู้ครองกระจกจะเพียงแค่พลังอันแข็งแกร่งเท่านั้น ไม่นึกว่าพวกเขาถึงกับมีชะตากรรมเช่นนี้รออยู่
“ผู้ทำพันธะสัญญาจากกระจกรัตติกาล แม้จะสามารถปราณธาตุที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ใด ทว่าสุดท้ายก็จะถูกปราณชั่วร้ายครอบงำ ถูกกระจกรัตติกาลกลืนกินปราณในร่างจนตาย... าาแห่งต้าเยว่ที่ยิ่งใหญ่..ก็ไม่ต่างจากปุ๋ยบำรุงกระจกอาถรรพ์เท่านั้น !!”
เื่ราวที่เพิ่งเคยได้ยินทำให้หญิงสาวรู้สึกสับสนอย่างหนัก ยิ่งนึกถึงรอยยิ้มอ่อนโยน ใบหน้าหล่อเหลา และการดูแลใส่ใจที่เขามอบให้นาง มู่เชียนพลันรู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา “หากทำลายกระจกรัตติกาล จะช่วยเขาได้หรือไม่?”
“ผู้ใดจะปล่อยให้เ้าทำลายเล่า !! ...ทำลายกระจกนั่น ปราณมืดก็จะถูกควบคุมไว้ภายใต้กฎของมิติอี้เจ๋อ.. จากนั้นผู้มีปราณธาตุมืดย่อมจะมิใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดอีกต่อไป แคว้นต้าเยว่ที่เคยทรงอำนาจเหนือแคว้นอื่นก็จะเปลี่ยนเป็ตกต่ำ พวกเขาก่อหนี้แค้นไว้มากมาย มีแคว้นใดบ้างไม่เคยถูกพวกนั้นข่มเหง ถึงวันนั้นจริงต้าเยว่คงถึงคราวล่มสลายเป็แน่ ”
มู่เชียนยังคงคิดหาทางออกอยู่ครู่หนึ่ง นางไม่อยากให้คนผู้นั้นกลายเป็ปีศาจเืเย็น ทั้งไม่้าเห็นเขาสลายหายไป ทว่าภารกิจที่นางต้องทำ คือการทำลายแคว้นต้าเยว่ของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เ้าเลิกคิดเสียเถิด หากหวังจะทำลายกระจกนั่น เยว่เทียนหงคือศัตรูอันดับหนึ่งของเ้า !”
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเขาจึงปล่อยข้า ?” มู่เชียนเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจที่สุดออกมา ซึ่งความจริงข้อนี้เสี่ยวจิ้งก็หาคำตอบไม่ได้เช่นกัน
“ใครจะไปรู้เล่า !! ข้าจะไปเดาใจเ้าพวกโรคจิตสกุลเยว่ได้อย่างไร! เอาเป็ว่านับจากนี้ เ้าจงอยู่ห่างจากเขาไว้ ในเมื่อเขารู้แล้วว่าเ้าคือใคร เราควรต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่เขาจะคิดอยากกำจัดเ้าขึ้นมา !”
“แต่ว่าเรายังไม่ได้พบภูติพฤกษาเป้าหมายของเราเลยนะ”
“เื่พี่สาม หากมันวุ่นวายนัก ข้าจะไปพบภูติพฤกษาเอง!” เสี่ยวจิ้งเอ่ยพลางคิดถึงปราการที่เขาจำเป็ต้องฝ่าเข้าไปเพื่อพบภูติพฤกษาตนนั้น เชื่อว่าคงไม่เกินความสามารถของเทพอสูรเช่นเขาหรอกน่า..
“ทันทีที่เ้าสำเร็จขั้นยอดยุทธ์ พวกเราจะไปจากที่นี่ !”