ลมหนาวพัดโชยพร้อมกลิ่นใบสนจากสองฝั่งแม่น้ำทำให้บรรยากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นกลับสดชื่นขึ้น หลินจิงกำลังดื่มด่ำไปกับหนังสือในมือ จนไม่ได้ใส่ใจสรรพเสียงรอบข้าง แม้กระทั่งเมื่อชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง นางก็ยังไม่รู้สึกตัว
“จิงจิง เสี่ยวหลินทำขนมเซียงฮวาเพิ่งเสร็จ เ้าลองชิมดูสักหน่อย”
มือใหญ่ยื่นขนมหนึ่งชิ้นแทรกไปด้านหน้าของหญิงสาว เมื่อนางหันกลับมา เขาจึงยื่นมือเข้าไปใกล้อีกนิด พร้อมพยักหน้าให้เป็การย้ำเชิญชวนให้ลอง หญิงสาวรับขนมไป แล้วยกขึ้นมาในระดับสายตา เอียงศีรษะเพ่งมองก้อนขนมเซียงฮวารูปดอกไม้ในมือ
“เซียงฮวาเป็ขนมพื้นบ้านของไท่โจว เ้ารู้จักหรือไม่”
“ข้าเพิ่งอ่านเจอในหนังสือที่ซื้อมาเลยค่ะ องค์รัชทายาทที่เขียนหนังสือเล่มนี้น่าจะทรงโปรดขนมชนิดนี้ เพราะเห็นพระองค์เขียนถึงหลายครั้งเลย ข้าอ่านแล้วยังนึกอยากลองชิม นี่เหมือนเสี่ยวหลินอ่านใจข้าได้เลยนะคะ”
“ถ้าเช่นนั้น เป็ข้าต่างหากที่รู้ใจเ้า ข้าเป็คนไปขอให้เสี่ยวหลินทำให้เอง เพราะเป็ขนมที่ข้าชอบมากเช่นกัน เ้าลองทานดู ข้าชิมไปแล้วฝีมือเสี่ยวหลินไม่เบาเลยทีเดียว”
หญิงสาวป้อนขนมเข้าปากตนเอง หลังจากชิมรสชาติหวานหอม กลมกล่อมของเซียงฮวาชิ้นนั้นแล้ว นางก็ทำตาโต “อื้ม...อร่อยมากเลย ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเ้าชายถึงทรงเอ่ยถึงขนมชนิดนี้บ่อยมาก..อร่อยจริง ๆ หอมกลิ่นดอกไม้ด้วย”
“ทานกับน้ำชาร้อน ๆ จะเข้ากันได้ดีทีเดียว” เขายื่นจอกชาให้นาง
“...เซียงฮวา... ดอกไม้หอม...คนคิดเข้าใจตั้งชื่อ หอมกลิ่นดอกไม้จริง ๆ รูปร่างก็สวยแปลกตา ปกติขนมที่ปั้นเป็ก้อนรูปดอกไม้ มักจะเป็ก้อนกลม มีเพียงหยักโค้งเล็กรอบ ๆ เท่านั้น แต่เซียงฮวานี่ปั้นเป็ดอกไม้ห้ากลีบที่มีหยักกลีบดอกโค้งลึกชัดเจนให้เห็นเป็ดอกไม้จริง ๆ สวยจนไม่อยากกัดให้เสียรูปเลยค่ะ ตอนที่อ่านจากที่องค์รัชทายาทบรรยายในหนังสือ ข้าจินตนาการตามก็ว่าสวยแล้ว ของจริงสวยมากกว่าอีก..เป็ขนมโบราณของไท่โจวใช่ไหมคะ พี่หยางเล่าที่มาของขนมนี่ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่”
“เซียงฮวา ทำจากแป้งข้าวเ้าผสมน้ำนม นวดจนนุ่ม แล้วปั้นขึ้นรูป ส่วนใหญ่จะปั้นเป็รูปดอกไม้ สอดไส้ด้วยถั่วแดงกวนกับน้ำตาลและดอกไม้หอม แล้วนำไปปิ้งบนเตาถ่าน พอแป้งสุกก็จะหอมกลิ่นควันไฟ เวลาทานจะได้ความนุ่มของแป้ง ได้รสหวานจากถั่วแดงกวน และหอมกลิ่นดอกไม้... ข้าไม่รู้ว่าใครเป็คนคิดทำขึ้นมาเป็ครั้งแรก แต่สำหรับชาวไท่โจว มันเป็ขนมสัญลักษณ์แห่งความสุขและความอบอุ่นนะ”
“เพราะอะไรขนมนี้ถึงเป็ตัวแทนความสุขคะ เพราะมันอร่อยเหรอ แต่ไท่โจวก็น่าจะมีของอื่นที่อร่อยอีกมากมายนี่นา”
“อย่างที่เ้ารู้ ไท่โจวมีภูมิประเทศที่เป็ูเาสูง และมีอากาศหนาวเย็น ในยามค่ำคืนคนไท่โจวจึงชื่นชอบการนั่งผิงไฟ พูดคุย หยอกล้อกันในครอบครัว แล้วก็ปิ้งขนมเซียงฮวาทานไปพลาง จิบน้ำชาร้อน ๆ แก้หนาวไปพลาง มันจึงเป็สัญลักษณ์ของความอบอุ่น และความสุขของครอบครัว..แล้วที่ชื่อ ‘เซียงฮวา’ ก็เพราะมันมีส่วนผสมเป็ดอกไม้หอม เวลาทานนอกจากรสชาตินุ่มหวานแล้ว ยังได้ถึงความหอมกรุ่นของดอกไม้อีกด้วย”
“แค่ฟังเื่ราวก็มีความสุขไปด้วยแล้วค่ะ...ข้าชอบมากเลย สงสัยต้องไปขอให้เสี่ยวหลินสอนวิธีทำให้ข้าเสียหน่อยแล้ว”
“อืม..ข้าอยากนั่งผิงไฟทานเซียงฮวาฝีมือเ้าเช่นกัน” เขาสบตาหญิงสาวด้วยดวงตาคม ที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง เสมือนมีมนตราที่ตรึงดวงตากลมหวานให้ไม่สามารถมองไปที่อื่นได้เลย
สองตาประสบสาน
เนิ่นนาน...กาลเวลาหยุดนิ่ง
แม้ลม..ยัง..มิกล้าไหวติง
สื่อความหมายใหญ่ยิ่ง...ระหว่าง ‘เรา’
ความรู้สึกอันรุนแรงพุ่งกระทบหัวใจด้วงน้อย ภาพ “เรา..กับเสียงหัวเราะข้างกองไฟ” ช่างเป็อะไรที่ไกลเกินไขว่คว้าเหลือเกิน น้ำตาใส ๆ เอ่อล้นดวงตากลมหวานจนภาพตรงหน้าพร่ามัว ก่อนจะควบรวมเป็หยดน้ำ ที่เพียงหญิงสาวกระพริบตาเบา ๆ ก็ไหลลงมาอาบแก้มนวล ความรู้สึกเหมือนความสุขอยู่แค่ตรงหน้า แต่เอื้อมเท่าไหร่ก็เอื้อมไม่ถึง ไขว่คว้าเท่าไหร่ ก็จับต้องไม่ได้ เป็เช่นนี้เอง
มือแกร่งเอื้อมมาตรงหน้า ใช้ข้อนิ้วบรรจงไล้เช็ดหยาดน้ำตาจากใบหน้านวล เมื่อหญิงสาวช้อนตาขึ้นมองสบกับดวงตาคม ที่บัดนี้แสดงความรู้สึกลึกล้ำ มากมายเกินกว่าคำพูดจะบรรยายได้
“สิ่งใดยังไม่เกิดขึ้น เป็เื่ของอนาคต เ้าจะกังวลไปใย ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ให้มีความสุขที่สุด มิดีกว่าหรือ” ไท่หยางสื่อสารความรู้สึกผ่านเสียงทุ้มลึก แต่อ่อนโยน
“ข้า...”
ชายหนุ่มเอื้อมมือมากุมมือน้อยเอาไว้ แล้วจ้องลึกเข้าไปในตาคู่หวานตรงหน้า ... ขอเพียง่เวลานี้ที่เขาจะขอทำตามใจตนเองบ้าง...์โปรดเห็นใจเถิด...และก่อนที่ความคิดจะวิ่งตามหัวใจได้ทัน ใบหน้าเข้มโน้มต่ำลงจนัักับริมฝีปากนุ่ม เขาบรรจงมอบจูบปลอบประโลมที่หวานล้ำยิ่งกว่าขนมหวานใด ๆ ในโลกหล้าให้กับหญิงสาวที่พริ้มตาหลับลงรับจูบนั้น พร้อมปล่อยร่างบางแอบอิงในอ้อมกอดของเขาอย่างเต็มหัวใจ
จูบที่ยาวนานเพียงเสี้ยวนาที แต่เสมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ก่อให้เกิดความอบอุ่นในหัวใจทั้งสองดวง ร่างบางยังคงซุกใบหน้าชุ่มน้ำตากับอกแกร่ง ในอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบกอดร่างน้อยเอาไว้อย่างทะนุถนอม และหวงแหน... ความรู้สึกที่สื่อถึงกัน ไม่จำเป็ต้องเอ่ยออกมา รักแต่ไม่สามารถอยู่ร่วม จึงมอบให้กันได้แค่เพียงความอบอุ่นและหวังดี
“จิงจิง...เ้าอย่าร้องไห้กับความรู้สึกที่สวยงามระหว่างเราเลย... ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า จะเป็เวลาที่เราจะสร้างความทรงจำที่ดีให้แก่กัน หลังจากนั้นเ้าจะมี ‘พี่’ เป็พี่ เป็เพื่อน เ้าจะไม่โดดเดี่ยวในไท่โจว จำเอาไว้นะ สำหรับพี่ เ้าจะอยู่ในใจของพี่ตลอดไป”
หญิงสาวได้แต่พยักหน้ากับอกอุ่น แล้วเงยหน้ามองชายหนุ่ม ... “พี่หยางจะอยู่ในใจของข้าตลอดไปเช่นกัน”
ไท่หยางยิ้มรับ พร้อมก้มลงจูบรับหน้าผากมนอย่างแ่เบา และก่อนที่หัวใจจะวิ่งนำทางได้อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจดันร่างบางออกจากอ้อมแขน ...
“ข้ามีบางสิ่งอยากจะมอบให้เ้า”
ชายหนุ่มหันไปหยิบห่อผ้าที่วางไว้ข้างตัวก่อนหน้านี้ แล้วยื่นให้
หญิงสาวเอื้อมมือมารับห่อผ้านั้นไป แล้วค่อย ๆ แกะปมผ้าเปิดออกเผยให้เห็นสมุดเล่มหนาหนึ่งเล่มพร้อมกับที่คั้นหนังสือไม้แกะสลัก
“ข้าเห็นเ้าชอบอ่านหนังสือ วันก่อนที่เราแวะตลาดข้าเจอที่คั่นหนังสืออันนี้ เป็ไม้จันทร์ที่นำมาแกะสลักลวดลายและลงสีได้อย่างประณีตมาก คิดว่าเ้าคงชอบเลยซื้อมาให้”
หลินจิงหยิบที่คั่นหนังสือขึ้นมาเพ่งมอง ... ไม้จันทร์หอมที่แกะสลักเป็รูปนกกระเรียน งดงามยิ่งกว่าภาพวาดของศิลปิน มีรายละเอียดที่สวยงามนับเป็งานฝีมือที่หายากยิ่ง ดวงตากลมไล่มองจากรูปนกกระเรียนบนแผ่นไม้แกะสลัก ลงไปจนจบที่ป้ายเล็ก ๆ ปลายพู่ที่ห้อยทิ้งเป็สายลงมา ... อักษรสองคำเด่นชัด “ความรัก”
“เ้าชอบหรือไม่”
“ชอบมากค่ะ เป็ที่คั่นหนังสือที่งดงามจริง ๆ แต่สำคัญยิ่งกว่าความสวยงามคือความหมาย และสิ่งที่มันจะเป็ตัวแทนให้กับข้าไปตลอดชีวิต” นางเค้นคำพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกล้ำ
ชายหนุ่มไม่สามารถหักห้ามหัวใจตนเองได้อีกต่อไป แขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอีกครา แขนข้างหนึ่งโอบเอวบาง อีกข้างลูบศีรษะน้อยที่ซุกซบอยู่กับอกอุ่นอย่างปลอบประโลม
“ส่วนสมุดเล่มนี้ ... เอาไว้แทนตัวพี่ ให้มันเป็เพื่อนที่จะรับฟังเ้าทุกเื่ ไม่ว่าเ้าอยากจะระบายความในใจ ความสุข หรือ..ความทุกข์ เสมือนว่าเ้าได้ระบายให้พี่ได้รับฟัง ให้พี่ได้แบ่งเบาความทุกข์ หรือแบ่งปันความสุขไปพร้อม ๆ กับเ้านะ”
หญิงสาวได้แต่พยักหน้า แขนเรียวกอดห่อผ้าไว้แนบอกพร้อมสะอื้นไห้เบา ๆ กับอกอุ่น
ใต้แสงจันทราในยามค่ำคืน สองร่างยืนอิงแอบแนบชิดเพียงเพื่อจะเก็บเกี่ยวความอบอุ่นของกันและกันเอาไว้ให้มาก ให้นานที่สุด ไม่มีคำพูดใดที่ต้องเอ่ยแก่กันเมื่อใจสองใจสื่อความถึงกันได้อย่างชัดเจน …