หลังจากหายป่วย เกาฟางเฟยมุ่งหน้าเคลียร์งาน กับทางทีมงานภาพยนตร์ก่อนเป็สิ่งแรก เธอซักซ้อมคิวจนคล่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันถ่ายจริง ซึ่งฟางเฟยต้องเดินทางไปที่เซี่ยงไฮ้ เพราะทีมงาน้าใช้สถานที่ในเหิ้งเตี้ยนเป็ที่ถ่ายทำ เพื่อน ๆ ที่ร่วมงานกับเธอดูตื่นเต้นกันมาก เพราะเหิ้งเตี้ยนถือได้ว่าเป็โรงถ่ายขนาดใหญ่ แต่ฟางเฟยกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะในใจเธอ คิดถึงแต่สิ่งที่ต้องไปทำกับท่านเทพซื่อเว่ยต้าตี้มากกว่า ทุกครั้งที่มีการซ้อม ฟางเฟยจะรวบผมแล้วปักปิ่นของซื่อเว่ยต้าตี้ทุกครั้ง และพกคันฉ่องติดตัวตลอดเวลา ไม่รู้เวลาไหนจะต้องเดินทางอีก ไม่รู้สัญญาณเตือนจะเป็แบบไหน ครั้งที่แล้วอาจเพราะเธออ่อนแอเพราะป่วยไข้ ทำให้ทุกอย่างเหมือนภาพฝัน แต่ปิ่นของซื่อเว่ยต้าตี้เหมือนยืนยันว่าการพบกันของหญิงสาวและเขาคือความจริง ไม่ใช่แค่ความฝัน และฟางเฟยก็ดูจะเชื่อแบบนั้นจริง ๆ เธอข้ามเวลาได้
“เกาฟางเฟย ถ้าคุณซ้อมเสร็จแล้ว ไปพบผมที่ห้องประชุมหน่อยนะ”
ผู้กำกับเจียอีเดินเข้ามาในห้องซ้อม เขาเข้ามากระซิบบอกเธอ แล้วเดินออกไป แต่ทุกอย่างก็ไม่พ้นสายตาของบรรดาเพื่อนร่วมงาน
“มีอะไรรึเปล่าฟางเฟย”
หนึ่งในเพื่อนร่วมงานถามขึ้น ด้วยสีหน้าที่เป็กังวล
“ไม่มีอะไรหรอก เขาเรียกฉันคนเดียว อาจจะตำหนิที่ฉันหยุดซ้อมไปหลายวัน ไม่มีอะไรหรอกอย่าคิดมากเลย พวกเธอมีอะไรจะนัดหมายกันอีกไหม ถ้าไม่มีฉันต้องขอตัวก่อน”
“ก็ไม่มีนะ พวกเธอมีอะไรไหม” ทุกคนส่ายหน้า “เธอก็ทำให้ดีแล้วกัน เป็เซ็นเตอร์ด้วยพลาดขึ้นมา พวกเราก็ต้องเริ่มใหม่อีกเสียเวลา” ซูมี่ทำเป็พูดดีแต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการดูถูก
“แล้วที่ผ่านมาฉันทำให้พวกเธอต้องเสียเวลารึเปล่า เธอเองซะอีกซ้อมบ่อย ๆ หน่อยนะ โอเคไม่มีอะไรกันแล้ว อีก 3 วันเจอกันที่เหิ้งเตี้ยน”
“เธอไม่ไปกับทีมงานพร้อมพวกเราเหรอ”
“ไม่ล่ะ พี่จางจิ้งจะไปด้วย ฉันคงไปแยกกับพวกเธอ”
“ว้าว…นายน้อยไปด้วย แบบนี้ฉันค่อยมีแรงทำงานหน่อย” สาว ๆ ทำท่าทางดี๊ด๊า เมื่อฟางเฟยออกชื่อพี่ชายขึ้นมา
ฟางเฟยเคาะประตูแล้วเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องนอกจากผู้กำกับหวังเจียอี และยังมีผู้ชายอีก 2 คน นั่งรออยู่ด้วย
“สวัสดีครับ ผมเป็เพื่อนกับเจียอี เชิญนั่งก่อนครับ” หญิงสาวนั่งลงตามคำเชิญของชายแปลกหน้า
“คือผมแนะนำพวกเขาไปว่า คุณมีคุณสมบัติตามที่เขา้า พอดีพวกเขากำลังมีโปรเจคงานถ่ายแบบ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม สำหรับการท่องเที่ยว ผมเลยเรียกฟางเฟยลองมาคุยรายละเอียดดู ต้องขอโทษด้วยนะที่ผมไม่ได้ปรึกษาคุณก่อน พอดีผมมองว่ามันเป็โอกาสที่ดีสำหรับคุณ ไหน ๆ เราก็ใช้กองถ่ายเหิ้งเตี้ยนอยู่แล้ว พวกเขาก็เลยจะอาศัยทีมงานของผม เข้าไปถ่ายแบบที่นั่นด้วยเลย จากกำหนดที่คิวงานของคุณมี 3 วัน อาจต้องเผื่อเวลาออกไปอีก หวังว่าคงไม่ติดอะไรใช่ไหม”
“ผู้กำกับคิดแทนฉันขนาดนี้แล้ว ยังเหลืออะไรให้ติดได้เหรอคะ”
“ว้าว...ดีมากเลย ผมสองคนต้องขอบคุณ คุณเกาฟางเฟยมากครับที่รับเป็นางแบบให้เรา”
“เอ่อ…แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันเป็คนไทยนะคะ ไม่ใช่ผู้หญิงจีน มันจะไม่มีผลกระทบกับงานคุณใช่ไหม คุณน่าจะดูประวัติฉันกันก่อนแล้ว”
“คุณเป็คุณหนูตระกูลเกา ต่อให้เกิดในเมืองไทย ก็ไม่ใช่ปัญหานี่ครับ เพราะบรรพบุรุษของคุณก็คือคนที่นี่ ดีซะอีกจะได้ประกาศให้รู้กันไป ว่าตระกูลเกาที่ยิ่งใหญ่นอกจากเพลงดาบที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ยังมีไข่มุกเม็ดงามที่ยังไม่มีใครรู้อีก”
ทีมงานถ่ายแบบเพื่อนผู้กำกับเจียอี แสดงท่าทีดีอกดีใจกันใหญ่ แต่ภายในใจฟางเฟยได้แต่ภาวนา ซื่อเว่ยต้าตี้ ท่านอย่าเพิ่งเรียกฉันใน่นี้นะ อย่างไงก็ขอให้งานฉันผ่านไปก่อน
ฟางเฟยกลับมาถึงบ้านตระกูลเกา เธอรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมุ่งหน้าไปที่ลานยุทธเพื่อทบทวนกระบวนท่าที่เรียนไป
“ทำไมขยันแบบนี้ นึกถึงวันแรกทำท่าไม่อยากเรียนด้วยซ้ำ”
“คุณปู่ ไม่ได้สิคะ พี่จางจิ้งบอกหนูเอาไว้ ว่าถ้าหนูฝึกดาบจนคล่องดีแล้ว จะให้ยืมใช้ดาบของเขา”
คุณปู่ เกาซูว่าน ได้แต่ยิ้มชอบใจ
“เ้านี่รู้จักหลอกล่อน้อง ฟางเฟย วางดาบลงแล้วหนูช่วยร่ายรำให้ปู่ดูหน่อย”
“ได้ค่ะ”
หญิงสาวส่งดาบให้ซิน แล้วออกลีลาร่ายรำ ด้วยการเริ่มจากท่วงท่าเชื่องช้าอ่อนช้อย จนเริ่มมีท่วงท่าที่ะโทรงตัว เปรียบเสมือนนกกระเรียนะโเยื้องย่าง แ่เบาแต่หนักหน่วงแข็งแรงงดงาม จบลงด้วยการกางแขนขนาดกับพื้น แล้วตีรังกาโดยไม่ใช้มือยันพื้น ซึ่งเป็ทักษะของยิมนาสติกเสียงปรบมือดังขึ้น
“เยี่ยมจริง ๆ เห็นตัวเล็กบอบบางแบบนี้ กลับมีความยืดหยุ่นร่างกายที่ดี”
“ทีนี้คุณปู่เชื่อผมแล้วใช่ไหม ว่าฟางเฟยไม่ธรรมดาอย่างที่ผมบอกไว้จริง ๆ นี่ขนาดเพิ่งฟื้นไข้ได้ไม่กี่วัน ผมว่าวิชาดาบพื้น ๆ คงไม่เหมาะสม คุณปู่มีความเห็นว่าอย่างไงครับ”
เกาจางจิ้งเดินเข้ามาในลานยุทธ และกล่าวชื่นชมฟางเฟยต่อคุณปู่ เกาซูว่านมองดูหลานสาวที่ถูกเลือกให้เป็ผู้ถือคันฉ่องของตระกูลอย่างเห็นด้วยและภูมิใจ
ฟางเฟยกลับจากลานยุทธ เดินผ่านศาลฮั่นยุหวี่หญิงสาวเดินเข้าไปจุดธูปสักการะ ก่อนจะกลับไปบ้านเพื่ออาบน้ำพักผ่อน ฟางเฟยหยิบคันฉ่องมาส่องกับแสงสีเหลืองของแดดยามเย็น พลิกไปมานึกถึงวัยเด็กที่เวลาไปศาลเ้าประจำตระกูล ก็มักจะไปขอดูคันฉ่อง ใฝ่ฝันอยากได้มา คิดว่าการได้เป็ผู้ถือคันฉ่องของตระกูลเป็เื่สำคัญ จะมีใครรู้บ้างว่าหน้าที่ตรงนี้ แท้จริงคืออะไร
“ฟางเฟย พรุ่งนี้เช้าพี่จะพาไปที่ที่นึง จะไปกับพี่ไหม”
“ได้ค่ะ 3 วันนี้ว่าง ก่อนไปเซี่ยงไฮ้พี่จางจิ้งอยากพาไปที่ไหนก็ได้”
“ดีเลย มาอยู่ที่นี่หลายเดือนแล้ว พี่ควรพาเธอไปรู้จักสถานที่ต่าง ๆ ให้คุ้นเคย”
“คันฉ่องมีปัญหาเหรอ เห็นเอามานั่งดูนานแล้ว”
“ไม่มีอะไรค่ะ แค่กำลังคิดว่าหน้าที่ของฉัน ต่อจากนี้มีประโยชน์อะไรบ้างกับตระกูลเกา คนถือคันฉ่องแบบฉัน สิ่งสำคัญที่ต้องทำคืออะไร ทำไมคนก่อนนี้ไม่จดบันทึกเล่าเื่ราวไว้บ้าง หรือสิ่งที่ได้ทำ มันไม่สามารถบอกใครได้ ถึงไม่มีการบันทึกเอาไว้”
เกาจางจิ้งมองดูน้องสาว ในใจก็คิดถึงดาบที่เขาเป็ผู้สืบทอด ก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ ตระกูลเกามีความเก่าแก่รอดพ้นเภทภัยหลายต่อหลายครั้ง จนถึงทุกวันนี้ เบื้องลึกเื้ัมีหลายคนอยากรู้ และ้า่ชิงอำนาจแทนตระกูลเกา แต่สุดท้ายก็มีอันเป็ไปแตกต่างกัน สำหรับเขาทุกครั้งที่จับดาบแค่รู้สึกทรงพลัง และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่่อยหากต้องเข็นฆ่าศัตรู แต่กับน้องสาวที่นั่งมองกระจกทองแดด เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่า หน้าที่และความสำคัญที่น้องสาวต้องทำคืออะไร
“กินข้าวแล้วก็พักผ่อนเถอะ พี่ไม่กวนแล้ว พรุ่งนี้เช้าก็ไปกับพี่แล้วกัน”
เกาจางจิ้งเดินออกไป ฟางเฟยมองตามหลังพี่ชายที่มีรูปร่างองอาจ คิดถึงพี่ชายที่เมืองไทยตอนนี้จะเป็อย่างไงบ้างนะ ล่าสุดที่ได้คุยกันผ่านโทรศัพท์ ก็สบายดีงานที่เคยมีปัญหาก็ลงตัวหมดแล้ว พี่ชายคนนี้ช่างเก่งการบริหาร สมควรที่พ่อจะไว้ใจเขา
ห้วงเวหาอันเวิ้งว้างและแสงดวงดาราพร่างพราวนภา บุรุษชุดขาวผมยาวที่คุ้นตากับรอยยิ้มละไม นั่งรอเธออยู่เหมือนรู้ว่าเธอจะมาถึง
“เจอกันอีกแล้วนะเกาฟางเฟย นั่งลงก่อน วันนี้ข้าได้น้ำค้างห้วงเวหามา อากาศวันนี้เย็นเป็พิเศษ ดื่มชาอุ่น ๆ กับข้าก่อนแล้วกัน"
ซื่อเว่ยต้าตี้ ริมน้ำชาจากกาดินเผาสีดำ กลิ่นชาหอมสดชื่น ชาสีอำพันสวยงาม ฟางเฟยยกจอกชาขึ้นมาเป่าไล่ความร้อน แล้วค่อย ๆ ดื่ม
“สาวงาม ข้อเสียของเ้าคือเชื่อใจคนง่าย เ้าแน่ใจแล้วหรือว่าชานั้น จะปลอดภัยกับเ้า”
ฟางเฟยละสายตาจากจอกชา เหลือกตาขึ้นมองหน้า ซื่อเว่ยต้าตี้ ชายหนุ่มยังมีสีหน้าและท่าทางเรียบเฉยปกติ
“ชาของข้าปลอดภัยต่อเ้า อย่ากลัวไปเลย เพียงแต่เ้าควรระวังตัวมากกว่านี้ ในห้วงฝันของพวกเขา อาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับเ้า ต่อให้ข้าติดตามเ้าไปในห้วงฝันด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะช่วยเ้าได้ทุกครั้ง เ้าควรระวังตัวเองเอาไว้ด้วย อ้อ…วันนี้เ้าดูสวยงามมาก ข้าชอบ”
ซื่อเว่ยต้าตี้ มองดูหญิงสาวด้วยสายตาพอใจ ชุดและปิ่นเมฆาของเขา จะอยู่บนตัวนางทุกครั้งที่นางมาที่นี่
“ชาของท่านเทพรสชาติดีมาก กลิ่นหอมสดชื่น น้ำชามีรสหวานปลายลิ้น แบบนี้คงทำให้เจริญอาหารและบำรุงธาตุได้ดี”
“ใบชานี้ครั้งนึงเคยมีในแดนพฤกษา แต่พอ กุ้ยอ้ายป๋อเฉิง เข้าสู่นิพพานต้นชานี้ก็แห้งเหี่ยวทิ้งใบจนหมดต้น ทำให้์ไม่มีใบชานี้ใช้ในตำหนักและแดนเทพอีก พอดีข้าอยู่เพียงลำพังและไม่เคยมีเพื่อน ทำให้ยังเหลือชานี้สำหรับเ้า”
“ผู้ชายรูปงาม และอบอุ่นเช่นท่าน ไม่มีเพื่อนหรือคู่รักข้างกาย ฟังดูประหลาดนัก”
“ประหลาดงั้นหรือฟางเฟยเ้ามองรอบตัวข้า จะมีใครอยากมาที่นี่แดนดาราห้วงเวหา มีแต่ความว่างเปล่าเงียบเหงา ที่นี่ไม่มีใครอยากมาหรอก ข้าอยู่เช่นนี้มานานแสนนาน ถือว่าโชคดีมากที่องค์ ฮั่นยุหวี่ มอบหน้าที่ชี้ทางเ้ามาที่ข้า ทำให้ข้าได้ดูแลเ้า สาวงามเ้ายินดีมีข้าเป็เพื่อนรึไม่”
“ยินดีค่ะ ได้เพื่อนเป็ถึงเทพดวงดาว ใบหน้างดงามกับรอยยิ้มของท่าน มองทั้งวันก็ไม่มีวันเบื่อ”
ซื่อเว่ยต้าตี้ยิ้มแล้วหลบสายตาของฟางเฟย ดูเหมือนคำชมของหญิงสาว จะทำให้บุรุษผู้ชอบโปรยคำหวาน มีทีท่าเขินอายขึ้นมาบ้าง
“เราไปเยี่ยม กุ้ยอ้ายป๋อเฉิง กันหน่อยดีไหม”
กุ้ยอ้ายป๋อเฉิง เป็บุรุษรูปงามในอาภรณ์สีน้ำตาลอ่อนผ้าด้านในที่ถูกทับเป็สีขาว เนื้อผ้าเป็ผ้าฝ้ายและผ้าที่ทอจากเยื้อและไยไม้บางชนิด รอบตัวของเทพเ้าหนุ่ม มีกลิ่นแก่นไม้หอมบางชนิด ผมยาวถูกรวบเกล้ามวยอยู่กลางศีรษะปักปิ่นไม้เรียบง่าย เทพเ้าหนุ่มนั่งหลับตาอย่างสงบ ทั่วห้องมีตุ๊กตาไม้แกะสลักในอิริยาบถต่าง ๆ ถูกจัดวางและทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย คงเป็ฝีมือเซียนรับใช้ที่อยู่ด้านนอก สองข้างซ้ายขวา มีเชิงตะเกียงน้ำมันลดหลั่นเป็ชั้น รู้ทรงเหมือนต้นไม้ ที่ถูกจุดให้แสงสว่างไม่เคยขาด กลางห้องมีกระถางกำยานส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง ฟางเฟยลงไปนั่งคุกเขาตรงหน้าเทพเ้าธาตุไม้ มองใบหน้างดงามที่นิ่งสงบ เพราะอะไรกันนะถึงหลับใหลแบบนี้
“เ้าห้ามถูกตัวเขา” ซื่อเว่ยต้าตี้รีบเข้ามาจับมือฟางเฟย ที่กำลังเอื้อมไปััใบหน้าของ กุ้ยอ้ายป๋อเฉิง
“ทำไมล่ะ ก็เพราะไม่มีใครปลุกเขา เขานั่งแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว”
ฟางเฟยหันไปมองหน้า ซื่อเว่ยต้าตี้และพยายามดึกมือออก แต่ซื่อเว่ยต้าตี้ไม่ยอมปล่อย แล้วยังดึงหญิงสาวให้ลุกขึ้น ดันร่างของเธอให้ออกห่าง จากร่างของกุ้ยอ้ายป๋อเฉิง
“ถ้าเ้าััถูกร่างของเขา ดวงจิตของเขาจะไม่สามารถกลับมาที่ร่างกายของเขาได้อีก เข้าใจรึยัง”
ฟางเฟยหยุดดึงดันที่จะดื้อรัน หญิงสาวหันไปมองเทพเ้าธาตุไม้ ความรู้สึกสงสารแผ่เข้าสู้หัวใจของเธอ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา
“ท่านซื่อเว่ยต้าตี้ ฉันจะไปในห้วงฝันของ ท่านกุ้ยอ้ายป๋อเฉิง ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านพาฉันไปได้ไหม”
ซื่อเว่ยต้าตี้ ยกมือขึ้นปิดตาหญิงสาว พอเขาลดมือลง ภาพตรงหน้ากลับเป็ผืนป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ที่ร่มรื่น ดอกไม้เบ่งบานรับแสงแดดอ่อน ส่งกลิ่นหอมสดชื่นไปทั่ว ภาพกุ้ยอ้ายป๋อเฉิงสะพายตะกร้าก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรบางชนิด ใส่ลงในตะกร้าที่เขาสะพายมา ใบหน้าเรียบเฉยที่ฟางเฟยเห็นก่อนนี้ ปรากฎรอยยิ้มและดวงตาที่มีความสุข ฟางเฟยเดินตามกุ้ยอ้ายป๋อเฉิงไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนเขาจะไม่รู้เลยว่ามีคนตามมาถึงสองคน จนกระทั่งมาถึงตำหนักเทพเ้าธาตุไม้ของเขา ที่แตกต่างไปจากที่เห็นในก่อนนี้ ตอนนี้ที่นี่สวยงามร่มรื่น ต้นไม้ออกดอกสีสันสวยงาม เบ่งบานโปรยกลีบร่วงหล่นจนลานหญ้าสีเขียว เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้สีชมพูเต็มลานไปหมด ฟางเฟยมองดูต้นไม้ใหญ่หน้าเรือนไม้ของกุ้ยอ้ายป๋อเฉิง ที่กำลังมีกลีบดอกสีชมพูร่วงหล่น หญิงสาวหมุนตัวไปในลานกลีบดอกไม้ ที่นี่สวยงามสมกับเป็แดน์ ซื่อเว่ยตาตี้ยืนมองหญิงสาวตรงหน้า สตรีเป็ความสดใสสวยงามในใจบุรุษคงเป็เช่นนี้เอง สายตาของเทพเ้าหนุ่มจับจ้องที่ฟางเฟย ที่กำลังร่ายรำท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่โปรยปราย ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง เมื่อด้านในเรือนไม้เหมือนมีเสียงถกเถียงอย่างรุนแรงดังออกมา ฟางเฟยรีบดึงมือซื่อเว่ยต้าตี้จูงเขาเข้าไปดูเหตุการณ์ด้านในด้วยกัน
ภาพตรงหน้าคือหญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อน นอนหลับหมดสติอยู่บนที่นอน และมีบุรุษอีกคนที่ดูมีอายุกำลังจะอุ้มเธอออกไป แต่กุ้ยอ้ายป๋อเฉิงก็พยายามขัดขวาง แต่บุรุษอีกคนก็ใช้ดาบจ่อคอเขาไว้ ทำให้เขาไปสามารถจะทำอะไรได้ และต้องยอมให้ชายสูงวัยนั้นพาเธอออกไป กุ้ยอ้ายป๋อเฉิงได้แต่คุกเข่าลงร้องไห้น้ำตานองหน้า ตะกร้าสมุนไพรของเขากลิ้งหล่นอยู่กลางห้อง ฟางเฟยจะก้มลงไปเก็บให้ แต่ซื่อเว่ยตาตี้ก็ดึงเธอเอาไว้
“อย่าแตะต้องใด ๆ ไม่เช่นนั้นเ้าจะมีตัวตนในห่วงฝันของ กุ้ยอ้ายป๋อเฉิงทันที”
“ท่านซื่อเว่ยต้าตี้ นี่มันเื่อะไรกัน”
“ข้าไม่รู้ แต่สตรีนางนั้นคือ เทพธิดามู่ตัน ข้าเพิ่งรู้ว่า กุ้ยอ้ายป๋อเฉิงกับมู่ตัน มีใจต่อกัน” ซื่อเว่ยต้าตี้มองดูกุ้ยอ้ายป๋อเฉิง ที่กำลังร้องไห้จนไม่เหลือสภาพเทพเ้าหนุ่มที่แข็งแกร่ง
“เทพธิดามู่ตัน นางต้องเป็สาเหตุที่ทำให้กุ้ยอ้ายป๋อเฉิง ติดอยู่ในห้วงฝันแห่งนี้จนไม่ยอมตื่นเผชิญความจริง” ฟางเฟยมองหน้าซื่อเว่ยต้าตี้ ที่เวลานี้สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความสับสน กับเื่ราวที่เพิ่งเห็น
“อย่าบอกนะว่าเื่นี้ท่านก็เพิ่งรู้”
“ใช่ ฟางเฟย ข้าเพิ่งรู้ ปกติกุ้ยอ้ายป๋อเฉิง มักใช้ชีวิตอย่างสันโดด เขาอาจจะคบหากันบ้างในหมู่เทพปัญจธาตุทั้งห้า แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาจะรักใคร่ต่อเทพธิดามู่ตันมาก่อน ชายสองคนนั้นคงเป็คนจากแดนบุปผา ทำไมต้องกีดกัน ในเมื่อแดนพฤกษากับแดนบุปผา ก็ดูมีความเหมาะสมคู่ควรกัน และกุ้ยอ้ายป๋อเฉิงเอง ก็เป็ถึงเทพเ้าสำคัญ เทียบกับมู่ตันนางยังดูห่างไกลเขามาก”
เซียนรับใช้รีบวิ่งเข้ามาประคองผู้เป็นาย เขารีบเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มออก แต่แววตากลับเศร้าสร้อยเหม่อลอย เซียนรับใช้เก็บสมุนไพรที่ตกหล่นใส่ตะกร้าแล้วยกออกไป ฟางเฟยลงไปนั่งมองกุ้ยอ้ายป๋อเฉิง ด้วยความสงสาร
“ไม่ว่านี้จะเป็เื่อะไรก็ตาม ฉันจะช่วยท่าน กุ้ยอ้ายป๋อเฉิง”
มี e book ห้วงฝันแห่งปัญจธาตุ เล่ม 1. https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODU0MTc2MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjIyNzIxNCI7fQ