บทที่ 6 ผมกับขนมจีบซาลาเปา
ลู่เอินที่ไม่รับรู้ว่าคนด้านนอกกำลังพูดคุยเื่อะไรกัน ตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารอย่างมีความสุข ข้าวก็หุงเรียบร้อยแล้ว วัตถุดิบทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้ว ใบกะเพราพวกพี่จางก็เก็บมาให้แล้วที่เหลือก็แค่ลงมือปรุงอาหารก็เป็อันเสร็จ
และไม่ต้องสงสัยว่ามีใบกะเพราได้อย่างไร เป็ลู่เอินเองที่บอกให้พวกพี่จางไปเก็บมาจากป่ากล้วยข้างลำธารหลังบ้าน ซึ่งมันยังมีพืชผักอีกหลายชนิดขึ้นเต็มไปหมด แม้จะไม่หลากหลายเท่ากับในป่าเขาแต่ก็มีไม่ใช่น้อยๆ เลย
องครักษ์แซ่จางทั้งห้ายืนเรียงรายอยู่ในครัวเฝ้ามองเขาทำอาหารเงียบๆ บางครั้งก็ช่วยหยิบจับในสิ่งที่ตนพอทำได้เพื่อเบาแรงคุณชายตัวน้อยของตน
“คุณชายน้อยจะเอาพืชหน้าตาแปลกๆ พวกนี้มาทำอะไรหรือขอรับ” พี่จางที่มีเครายาวถามขึ้นมาด้วยความสงสัย มือก็ช่วยเด็ดผักที่มีกลิ่นหอมแปลกๆ พิกลด้วยความรวดเร็วตามคำสั่ง
ลู่เอินเรียบเรียงคำตอบในหัวอยู่ชั่วครูก่อนจะอธิบายออกมาเป็คำพูด “ของพวกนี้จะใช่ทำซุปไก่ ผัดกะเพรา และซี่โครงผัดเปรี้ยวหวานขอรับ ส่วนผักที่พี่จางเด็ดอยู่นั่นชื่อว่ากะเพราใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ชะงัดเลยล่ะขอรับ” ด้วยเกรงว่าผัดเปรี้ยวหวานจะไม่สามารถเติมเต็มกระเพาะของบุรุษร่างใหญ่พวกนี้ให้อิ่มได้ ลู่เอินจึงเปลี่ยนจากผัดเปรี้ยวหวานเป็ผัดซี่โครงเปรี้ยวหวานแทน จัดอาหารหนักๆ ไปเลยถ้าไม่อิ่มก็ให้มันรู้ไป เพราะเขาถือคติว่ากินเหลือดีกว่ากินไม่อิ่ม
“พวกข้าไม่เคยกินหรือแม้แต่ได้ยินชื่ออาหารพวกนี้มาก่อนเลยขอรับ” พี่จางคนที่ตัวโตๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แววตาไม่มีความเคลือบแคลงใจว่าอาหารที่นายน้อยของพวกมันทำจะรสชาติย่ำแย่หรือกินไม่ได้แม้เพียงนิด
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจะทำให้กินเองขอรับ” ลู่เอินยิ้มจนตาปิดเมื่อเห็นความคาดหวังในดวงตาพี่ชายตัวโตทั้งห้า ในใจตั้งมั่นว่าจะทำอาหารมื้อนี้ให้สุดฝีมือไปเลยถึงแม้ว่าทุกครั้งที่ตนทำอาหารจะทำออกมาเต็มความสามารถทุกครั้งเลยก็เถอะ
ร่างน้อยหันไปสนใจกับหม้อใบใหย่ที่ใช้ในการตุ๋นไก่ตัวโต พอเปิดฝาหม้อควันสีขาวที่แสดงไอร้อนก็ลอยขึ้นมา เนื้อไก่ด้านในที่ปรากฏขึ้นทำให้ลู่เอินพยักหน้ากับตนเองอย่างพึ่งพอใจ เนื่องจากไก่ตัวโตถูกนำไปตุ๋นั้แ่ตอนหุงข้าวยังไม่สุกดีตอนนี้จึงเริ่มเปื่อยนุ่มน่าทาน ลู่เอินจึงจัดการเติมเกลือและปรุงรสชาติด้วยน้ำตาลเล็กน้อยแล้วใส่มันฝรั่งลงไปปิดท้ายแล้วปิดฝาหม้อไว้รอให้มันฝรั่งสุก
จากนั้นจึงลงมือทำซี่โครงผัดเปรี้ยวหวานเป็จานต่อไป โดยการตั้งกระทะเทน้ำมันหมูลงไป รอให้น้ำมันร้อนแล้วเทซี่โครงหมูที่หนึ่งในพี่จางช่วยสับลงไปทอดให้เหลืองกรอบ ด้วยที่ซี่โครงมีเนื้อจำนวนมากจึงต้องแบ่งทอดหลายครั้ง กว่าจะหมดก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ต่อไปเป็ขั้นตอนการทำซอสเปรี้ยวหวานตำรับลู่เอิน เขาใส่น้ำมันจากการทอดซี่โครงลงในกระทะเล็กน้อย นำกระเทียมสับหยาบลงไปเจียวให้เหลืองหอมแล้วตักออกไว้ เทน้ำมะขามเปียกที่แช่น้ำไว้ลงไปเติมน้ำตาลและ เกลืออีกนิดหน่อยก็นำซี่โครงที่ทอดไว้ลงไปผัดรวมกันเท่านี้ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อยกับจานนี้
องครักษ์แซ่จางเหม่อมองจานซี่โครงที่นายน้อยของพวกมันทำจนน้ำลายแทบหก ซอสเปรี้ยวหวานเคลือบบนซี่โครงสีสวยจนฉ่ำวาว ไม่รวมกับกลิ่นหอมของเนื้อติดกระดูกที่ถูกทอดอย่างพิถีพิถัน กลิ่นกระเทียมที่พวกเขาเคยคิดว่ามันเหม็นฉุนสิ้นดีตอนนี้กลับเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับผัดซี่โครง ภาพที่มือเรียวสวยของคุณชายน้อยที่ตักอาหารใส่จานหลายใบโรยกระเทียมเจียวเหลืองกรอบลงไป เรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของคนที่อยู่ในห้องครัวไม่น้อยจนได้ยินเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ดังมาไม่ขาดสาย
อึก!
ลู่เอินไม่รับรู้เลยว่าตนเองทรมานใครต่อใครไปมากแค่ไหนยังสาละวนกับการทำเมนูต่อไป มือน้อยจัดการตั้งกระทะที่ล้างสะอาดแล้วลงบนเตาอีกครั้ง ใส่ฟืนในเตาให้ไฟแรงสุดๆ จนได้กลิ่นไหม้อ่อนๆ ลอยมา จึงเทน้ำมันลงไปต่อด้วยกระเทียมสับหยาบและพริกซอยเป็เส้นสวยงาม
เนื่องจากยังไม่มีครกในการทำอาหารลู่เอินจึงต้องใช้วิธีนี้ แต่มันไม่ค่อยสะดวกนักสำหรับเขา จึงได้แต่วางแผนในใจว่าจะต้องไปสั่งทำครกหินมาสักอันแล้ว
พอผัดจนเริ่มส่งกลิ่นหอมก็ตามด้วยเนื้อสัตว์สับลงไป ผัดจนเนื้อสัตว์ร่วนไม่ติดกันแล้วปรุงรสตามเดิม สุดท้ายจึงใส่ใบกะเพราที่ล้างน้ำจนสะอาดแล้วลงไปก็เป็อันเสร็จสำหรับมื้อค่ำในวันนี้!
อึก!
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นอีกครั้งจากหลายๆ คน ลู่เอินที่ไม่ได้ตั้งสมาธิไปกับการทำอาหารแล้วจึงได้ยินอย่างชัดเจน พอหันไปมองพี่จางทั้งห้าก็แทบหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูผู้ใหญ่ตัวโตทั้งหลาย สายตาวาววับราวกับจะกำลังขย้ำเหยื่ออย่างหิวโซของสัตว์ป่าดุร้ายยามมองมายังอาหารในจานทำเอาคนทำอาหารรู้สึกภูมิใจในฝีมือของตนไม่น้อย อกเล็กๆ จึงยืดขึ้นด้วยความภูมิใจอย่างไม่รู้ตัว
“เสร็จเรียบร้อยแล้วนะขอรับ พวกพี่จางสามารถยกมันออกไปได้เลย”
“ขอรับคุณชาย!!!”
ลู่เอินมองตามหลังกลุ่มคนที่รับคำเสียงดังฟังชัดที่ลำเลียงอาหารออกไป จะว่าไปแล้วจานชามพวกนั้นไม่ใช่ของในบ้านตนไม่ใช่หรือ จริงอยู่ที่ว่าถ้าไม่หามาเพิ่มคงไม่พอกับจำนวนคน แต่พวกเขาไปหามาั้แ่เมื่อใดกัน...
ลู่เอินเดินออกจากครัวหลังจากล้างไม้ล้างมือเรียบร้อย พอเดินตามพวกพี่จางออกมายังด้านนอกก็เห็นท่านตากับน้องของตนพูดคุยกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียว ใบหน้าน่ารักแย้มยิ้มออกมาด้วยความสุข
“จริงหรือท่านตาฮ่าๆๆๆๆ”
“จากนั้นนะ พวกมันก็วิ่งหนีหางจุกตูดไปเลย! ฮ่าๆๆๆ”
“ท่านตาๆ แล้วเมืองหลวงเป็อย่างไรหรือ”
“ถ้าเ้าอยากรู้ตาก็จะพาไป อืมม ไปอยู่ที่นั่นถาวรเลยก็ดี!”
“โอ๊ะ กลิ่นนี่ ท่านพี่ทำอาหารเสร็จแล้ว!”
หลังจากคุยเื่คอขาดบาดตาย? กันเสร็จ สหายต่างวัยทั้งสี่ก็พูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยจนได้กลิ่นหอมของอาหารที่ไม่เหมือนใคร เด็กๆ ทั้งสามจึงรู้ได้ทันทีเลยว่าได้เวลาอาหารแล้ว!
บุรุษหน้าโหดลูกน้องของท่านตาถือจานอาหารหน้าตาน่าทานออกมาจากครัว จัดเรียงไว้ที่โต๊ะอาหารอย่างเร่งรีบพร้อมตักข้าวใส่จานเสร็จสรรพโดยที่เด็กน้อยเ้าของบ้านอย่างพวกตนไม่ต้องออกแรงทำเอาเ้าบ้านรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่จะว่าไปก็สบายดีเช่นกัน
“เชิญทุกคนไปล้างมือแล้วมาทานข้าวเถิดขอรับ”
ลู่เอินตาเขียวใส่น้องๆ ที่นั่งจับจองเก้าอี้เตรียมตักอาหารเข้าปาก แล้วไล่ให้ไปล้างไม้ล้างมือให้สะอาดเสียก่อน ยังไงความสะอาดก็ต้องมาก่อน!
“ขอร้าบบบบบบ”
เสียงเอื่อยเฉื่อยขานรับตอบแล้วเดินนำออกไปพร้อมกับท่านตาและสมุนทั้งหลาย ลู่เอินสำรวจโต๊ะกินข้าวที่เพิ่มมาอีกหนึ่งโต๊ะใหญ่ๆ ใกล้กัน คนของท่านตาช่างเตรียมพร้อมตลอดเวลาเสียจริง ไม่ว่าจะเป็จานชามต่างๆ หรือแม้แต่โต๊ะเก้าอี้ยังจัดหากันมาได้ ทำเอาเขาใในความเตรียมพร้อมในยามที่เห็นคราแรกกันเลยทีเดียว เมื่อทุกคนกลับมากันแล้วพวกพี่จางก็แยกออกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง ส่วนท่านตายังคงนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเด็กๆ
“นี่คืออาหารอันใดกันลู่เอิน ตาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” กลิ่นหอมและหน้าตาชวนชิมกระตุ้นความอยากอาหารของชายชราไม่น้อย นึกสงสัยในวัตถุดิบที่ใช้ที่ออกจะพิสดารเกินไปเสียหน่อย หากมีแต่พวกเนื้อสัตว์คงไม่น่าแปลกเสียเท่าไหร่ แต่พืชที่ผสมในอาหารพวกนี้คือสิ่งใดกัน
“จานนี้คือซี่โครงผัดซอสเปรี้ยวหวานขอรับ เกิดจากการนำซี่โครงไปทอดจนเหลืองกรอบจากนั้นนำมาคลุกเคล้าให้ เข้ากันกับซอสเปรี้ยวหวานที่ทำจากน้ำมะขามเปียกปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือโรยด้วยกระเทียมเจียวขอรับ” มือเรียวสวยผายไปที่จานซี่โครงชุ่มซอสพูนจานที่โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวอย่างน่าทาน
“ส่วนจานนี้คือผัดกะเพรา ทำจากเนื้อสัตว์ที่ท่านตาเป็คนซื้อให้ สับให้ละเอียดแล้วผัดเข้ากับพริกและกระเทียม สุดท้ายจึงใส่ใบกะเพราลงไปผัดให้พอยุบขอรับ” คนชี้ชวนให้ดูเมนูยอดฮิตในโลกเดิมอย่างภาคภูมิใจ
“ส่วนนั่นคือซุปไก่ขอรับ เนื้อไก่ถูกตุ๋นจนนุ่มเปื่อยแล้วใส่มันฝรั่งเพิ่มลงไปเพื่อให้น้ำซุปกลมกล่อมมากกว่าเดิม แต่ถ้าหากใส่โสมหรือสมุนไพรต่างๆ ลงไปด้วยจะยิ่งเพิ่มรสััที่ดีกว่านี้และยังช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วยขอรับ ข้าหวังว่าท่านตาจะชอบ” ซุปที่อยู่ในถ้วยเล็กๆ ของแต่ละคนยังมีควันร้อนพุ่งขึ้นมาบางเบา ทำให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ใส่ลงไปทำหน้าที่เชิญชวนให้คนกินมันลงไปในท้องได้อย่างเต็มที่
“อืม หน้าตาดูดีน่าทานนัก ถ้าอย่างนั้นเ้าช่วยตักซี่โครงมาให้ตาได้หรือไม่” ชายชราพูดขึ้นมาหลังจากโดนมองเขม่นจากทั้งเด็กๆ ที่เริ่มหิวและองครักษ์
ท่านช่วยกินมันเข้าไปเร็วๆ ได้หรือไม่พวกข้าหิวแล้วนะ ถ้าหากว่าไม่มีกฎว่าให้ผู้ใหญ่คีบก่อนป่านนี้อาหารคงหมดโต๊ะไม่เหลือไว้ให้ท่านแล้ว! และนี่คงเป็เสียงความในใจของเด็กๆ และองครักษ์ทั้งเจ็ดคนที่มองมายังชายชรา
“นี่ขอรับ ข้าใช้ไฟค่อนไปทางแรงในการทอด ด้านนอกจึงเหลืองกรอบแต่ข้างในยังคงความชุ่มฉ่ำไว้ทำให้เนื้อจะไม่เหนียวจนเคี้ยวยากแน่นอนขอรับ” ชายชรารู้สึกเอะใจกับคำพูดของลู่เอินตัวน้อยนิดหน่อย ที่พูดว่าไม่เหนียวเคี้ยวไม่ยากนี่ ลู่เอินคิดว่าเขาแก่จนฟันไม่แข็งแรงแล้วอย่างนั้นหรือ! อย่างนี้ข้าต้องหาเวลามาแสดงความแข็งแกร่งให้ลู่เอินน้อยได้รับรู้บ้างแล้ว
“ขอบใจเ้า” คิดอย่างเป็มั่นเป็เหมาะแล้วหยิบซี่โครงที่ลู่เอินตักให้ด้วยมือเปล่า กลิ่นกระเทียมที่เคยคิดว่าไม่น่าพิสมัยมาตลอดพอมาอยู่ในอาหารจานนี้กลับหอมหวนเป็อย่างยิ่ง ชายชรากัดลงบนเนื้อซี่โครงเคลือบซอสชุ่มฉ่ำคำใหญ่ ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นหลังจากได้ลิ้มรสอาหารตรงหน้า กลิ่นตลบอบอวลทั่วทั้งโพรงปาก รสเปรี้ยวหวานลงตัวเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ชายชรามองลู่เอินอย่างไม่เชื่อสายตา
เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว!!!!!
“เป็อย่างไรท่านตา รสชาติถูกปากหรือไม่” เสียงใสของเด็กๆ ปลุกชายชราขึ้นจากภวังค์ความอร่อย กว่าจะรู้ตัวซี่โครงชิ้นนี้ก็เหลือเพียงแค่กระดูกไปเสียแล้ว
“ซี่โครงจานนี้อร่อยมาก ตาไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน เ้าช่างมีความสามารถนัก!” ลู่เอินตัวน้อยๆ ของเขาช่างเป็เด็กที่มีพร์อะไรเยี่ยงนี้ แม้แต่ตามร้านอาหารหรูๆ โรงเตี๊ยมดังๆ หรือแม้แต่สำรับในวังก็ไม่อาจสู้อาหารที่เด็กน้อยปรุงได้เพียงเสี้ยว!
“ไม่ขนาดนั้นหรอกท่านตา” ยิ่งเห็นแก้มยุ้ยๆ กลั้นยิ้มจนแก้มกลมด้วยความเขินอายหลังจากได้รับคำชม ใจชายชราก็ยิ่งฟูฟ่องไปหมด จนอยากจะยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ตนมีให้เด็กน้อยตรงหน้าบัดเดี๋ยวนี้เสียด้วยซ้ำ
“ท่านตาลองทานพวกนี้ดูสิขอรับ” ผัดเนื้อสับกลิ่นหอมร้อนแรง รสชาติเค็มนำหวานเล็กน้อยอย่างลงตัวยิ่งมีความร้อนจนลิ้นชาของพืชสีแดงๆ เพิ่มการอยากอาหารของเขาขึ้นไปอีก พอกินกับข้าวสวยหอมๆ แสนอร่อยก็ยิ่งเข้ากันได้ดีจนน้ำตาแทบหลั่ง
น้ำซุปไก่อุ่นได้ที่รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น กลิ่นเครื่องเทศหอมเตะจมูกกลบกลิ่นคาวของเนื้อไก่ไปจนหมด เนื้อไก่เปื่อยนุ่มกำลังดี ดูดน้ำซุปเข้าไปจนเนื้อชุ่มฉ่ำได้รสชาติหวานอ่อนๆ อาหารทุกอย่างอร่อยถูกใจชายชราอย่างมาก ถึงจะให้รสชาติแตกต่างกัน แต่นั่นก็คือเอกลักษณ์ของแต่ละจาน คนมีอายุกำลังอ้าปากชมคนเก่งของเขาอีกครั้ง…
“อืม อะ-”
“อร่อยมาก!!!”
แต่กลับมีเสียงนกเสียงกาพูดแทรก มององครักษ์ทั้งหลายที่นั่งอยู่อีกโต๊ะโดยไม่สำรวมกิริยา สวาปามอาหารตรงหน้าอย่างหิวโหย บางคนน้ำแทบน้ำตาเล็ดเพราะความเผ็ดแต่มือยังตักอาหารเข้าปากไม่หยุด คนสูงวัยทั้งสมเพชทั้งขำลูกน้องตนเองอยู่ในใจ
“ฮึก อาหารจานนี้ทำข้าแสบลิ้นไปหมด แต่ทำไมข้าหยุดกินไม่ได้เลย ฮึก”
“ซุปถ้วยนี้ก็ไม่คาวเลยสักนิดแถมยังหอมมากอีกด้วย คุณชายน้อยลู่ช่างเก่งกาจนัก”
“ข้าชอบซี่โครงจานนี้ที่สุด ไม่น่าเชื่อว่าเ้ามะขามเปรี้ยวๆ เอามาทำอาหารได้ แถมยังอร่อยมากๆ อีกด้วย”
“อย่าว่าแต่อาหารพวกนี้เลย แม้แต่ข้าวสวยเปล่าๆ ก็ยังอร่อยนัก ไม่แฉะและยังไม่แข็งอีก”
“ถ้าไม่ใช่คุณชายน้อยเป็คนทำ มันก็ไม่มีทางอร่อยหรอก!”
“ใช่ๆ”
คำเยินยอที่แสนเกินจริงทำเอาลู่เอินตัวแทบลอย จะมีเชฟคนไหนหรือคนทำอาหารคนไหนไม่มีความสุขเวลาเห็นคนกินอาหารที่ตัวเองทำอย่างอร่อยบ้างล่ะ รับรองว่าไม่มี!
“พี่ใหญ่ๆ ตักจานนั้นให้ข้าด้วยสิขอรับ ข้าตักไม่ถึง” ฮุ่ยิมองแรงพวกคนที่แย่งความสนใจไปจากพี่ใหญ่ แล้วออดอ้อนท่านพี่ให้ตักอาหารให้ตนบ้างเหมือนที่ตักให้ท่านตา
“เ้าต้องกินให้มากๆ นะ จะได้โตไวๆ” ลู่เอินยืดมือจนสุดแขนเพื่อตักกับข้าวให้น้องชาย แขนเด็กอายุสิบสี่ทำไมมันถึงได้สั้นนัก ทุกครั้งที่คีบหรือตักอาหารให้น้องชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาต้องทุ่มแรงกายทั้งหมดเลยรู้มั้ย
“ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่” ฮุ่ยิยกยิ้มอย่างเหนือกว่าพร้อมยักคิ้วกวนๆ ให้กับท่านตาพี่รองและพี่สาม ฮึ…ดูก็รู้ว่าพี่ใหญ่รักใครมากกว่ากัน!
“จานนั้นน่าทานมากเลยขอรับท่านพี่” ตากลมมองหยางเฉียงอย่างฉงน
แต่ในที่สุดก็เข้าใจความนัยที่เ้าตัว้าสื่อ เ้าตักไม่ถึงแล้วทำไมไม่บอกพี่เล่า หรือว่าจะอายท่านตากับพี่จางทั้งหลาย เด็กๆ บ้านเขาช่างน่ารักเสียจริง!
ฮึบ! นี่คือเสียงแห่งความพยายามในการเป็พี่ที่ดีของเขา จัดการตักผัดกะเพราให้หยางเฉียงที่นั่งอยู่ข้างฮุ่ยิจนพูนช้อน!
“เ้าก็ต้องกินให้เยอะๆ เช่นกัน จะได้แข็งแรงๆ”
“ขอบคุณขอรับ”
แล้วลู่เอินก็ก้มหน้าทานอาหารของตัวเองถามกลางเสียงเยินยออย่างมีความสุข โดยไม่สังเกตเห็นรอยยิ้มเยาะของน้องชายคนรองที่มอบให้กับทุกคนอย่างชั่วร้าย โดยเฉพาะฮุ่ยิเด็กจอมมารยา
“จิ๋นสือซุปไก่ของเ้าหมดแล้วนี่นา ส่งถ้วยมาเดี๋ยวพี่จะตักให้เ้าอีก” ครานี้เป็ตาของจิ๋นสือบ้าง หนุ่มน้อยส่งสายตาเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างเวทนา
เห็นหรือยังเล่าว่าข้าไม่ต้องพูดหรือใช้มารยาอันใดพี่ใหญ่ก็เอาใจใส่ข้าขนาดนี้แล้ว น่าสงสารคนที่พยายามอย่างหนักซะจริง… และแล้วมื้อค่ำวันนี้ก็จบลงไป พร้อมกับาเย็นขนาดย่อมของสี่คนตาหลาน
“ไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาหาใหม่นะเด็กๆ "
“ขอรับ ท่านตาเดินทางระวังๆ ด้วย”
หลังจากทานข้าวเสร็จท่านตาก็นั่งพูดคุยกับพวกเด็กน้อยต่ออีกสักพัก รอพวกพี่จางเก็บกวาดโต๊ะอาหารและครัวจนสะอาดเอี่ยมอ่องจึงได้เวลากลับ
ท่านตาบอกว่าตนเองพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมสกุลหง โรงเตี๊ยมที่แพงที่สุดในเมืองนี้และจะอยู่ต่ออีก 3-4 วัน ยังเล่าว่าตนเองเป็ขุนนางเก่าที่เกษียณแล้ว ตอนนี้เลยออกท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ ค้นหาพวกของแปลกๆ ทั้งซื้อขายและแลกเปลี่ยนคล้ายกับพ่อค้าและจะเดินทางมาที่เมืองนี้เดือนละครั้ง ครั้งละ 3-5 วันแล้วแต่โอกาส ถ้าเขาจะรบกวนให้ท่านตาหิ้วของแปลกๆ จากต่างเมืองมาบ้างจะได้มั้ยนะ
“พวกเราก็เข้าบ้านกันเถิด”
หลังจากรถม้าถูกขับออกไปจนมองไม่เห็นแล้วลู่เอินก็ชวนพวกน้องๆ เข้าบ้าน เขามีสิ่งที่จะอยากลองทำอยู่หลายอย่าง ทั้งกับหยกเหมันต์ หยกอัคนีและยีสต์ที่ท่านยายให้มาอีก อันดับแรกเขาจัดการไล่น้องน้องขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนแต่กว่าจะเกลี้ยกล่อมกันได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรเพราะเ้าพวกเด็กเอาแต่บอกว่าอยากจะรอพักพร้อมกัน จนลู่เอินตัดสินใจยื่นคำขาดว่าหากยังดื้อดึงอยู่อีกจะไม่ทำของว่างให้ท่านเด็กๆ จึงได้ล่าถอยไป บัดนี้จึงเหลือเพียงลู่เอินและจิ๋นสือที่อาบน้ำเสร็จเร็วกว่าใครพวกเพียงสองคน
ลู่เอินหาหีบใบใหญ่ทนทาน จัดการนำสิ่งของในนั้นออกมาจนหมด เช็ดล้างทำความสะอาดเป็อย่างดี แล้วให้น้องชายช่วยยกลงมาที่ครัว นำหยกสีฟ้าครามรอยเชือก ผูกติดกับฝาหีบด้านใน ใส่เนื้อสัตว์และของสดต่างๆ ลงไปแล้วตั้งจิตควบคุมความเย็นของหยกให้แผ่ออกมา
ใช่แล้วล่ะ! ...ลู่เอินกำลังทำตู้เย็นในเเบบประยุกต์!!!
“ท่านทำสีหน้าภูมิใจอันใดพี่ใหญ่ หีบแช่แข็งเยี่ยงนี้ใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้นหากมีเงินซื้อน่ะนะ”
ลู่เอินที่เริ่มชินกับนิสัยปากร้ายของน้องชายคนที่สามหน้าเหวอเมื่อความจริงตีแสกหน้า รอยยิ้มภูมิใจทำเอารอยยิ้มกว้างของลู่เอินหุบลงทันที ก็ใครจะไปรู้ล่ะ! วันๆ เขาออกจากบ้านที่ไหนกัน แถมที่บ้านก็ยังไม่มีเ้าสิ่งนี้อยู่อีก ถ้าเขาจะตื่นเต้นมันก็เป็เื่ธรรมดา!
“เ้าก็รู้นี่จิ๋นสือ ว่าพี่ไม่ค่อยออกไปไหน จะไม่รู้ก็ไม่ใช่เื่แปลก เพราะฉะนั้นเ้าไม่มีสิทธิ์มาว่าพี่ทั้งนั้น”
ลู่เอินหันหน้าหนีน้องชาย เดินไปถือคนโทใส่ยีสต์ออกมา ถ้าพูดถึงยีสต์แล้วก็ต้องเป็เมนูแป้ง และเมนูแป้งที่เข้ากับเขานึกถึงเป็อย่างแรกก็คือ…ซาลาเปาอย่างไรเล่า!
ถ้ามีซาลาเปาก็ต้องมีขนมจีบด้วย เอาเป็ว่าขนมจีบไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้เขาควรจะหมักแป้งทำซาลาเปาเสียก่อน ถึงการทำซาลาเปาจะต้องใช้ทั้งยีสต์ทั้งผงฟูเพื่อให้มันนุ่มและอร่อย แต่ตอนนี้เขาไม่มีผงฟูก็ได้แต่หวังว่าซาลาเปาที่นึ่งเสร็จแล้วจะไม่เหี่ยวมากเกินไปนัก
“พี่ใหญ่จะทำอันใดหรือ”
“พี่จะทำของว่างไว้กินพรุ่งนี้เช้า เ้าจะไปอาบน้ำพักผ่อนเลยก็ได้นะ ตรงนี้พี่ใหญ่จัดการเอง”
จิ๋นสือปฏิเสธตัดสินใจยืนมองพี่ชายคนโตอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็การเกะกะอีกฝ่าย
ลู่เอินนำแป้งสาลีเทใส่ชามขนาดใหญ่ ใส่ยีสต์ลงไปพอประมาณผสมให้แป้งกับยีสต์เข้ากัน แล้วทำแป้งตรงกลางให้เป็หลุม เติมน้ำแล้วนวดส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำถาดใบใหญ่ปิดไว้ไม่ให้อากาศเข้าไป ลู่เอินไม่รู้ว่ายีสต์ที่ได้มาจะใช้เวลานานแค่ไหนในการทำให้แป้งขึ้นฟูจึงตัดสินใจหมักไว้ข้ามคืน
ต่อไปจึงสับเนื้อหมูจนละเอียดใส่ลงไปในชามอีกใบปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาล ตามด้วยแป้งมันหรือถ้าอยากจะใส่เป็แป้งข้าวโพดก็ได้เช่นกัน สุดท้ายจึงใส่ต้นหอมซอยคลุกเคล้าจนเข้ากันดี แล้วจึงนำเข้าหีบรักษาความเย็น
“เสร็จแล้ว เ้าก็ไปเข้านอนเถิดพี่ก็จะไปแล้วเช่นกัน”
ลู่เอินไล่น้องชายที่นั่งเฝ้าเขาจนดึกดื่นให้ไปอาบน้ำเข้านอนกันได้แล้ว อันที่จริงก็ยังไม่ดึกหรอกเพียงแต่คนที่นี่นิยมเข้านอนเร็วเท่านั้น
“แล้วพี่ใหญ่ไม่ทำต่อแล้วหรือขอรับ”
“ไม่หรอก พรุ่งนี้พี่ค่อยตื่นแต่เช้าขึ้นมาทำ ถึงตอนนั้นแป้งคงจะฟูได้ที่”
ลู่เอินดุนหลังน้องชายกลับขึ้นห้อง ส่วนตนเองก็แยกไปอาบน้ำด้วยเช่นกัน
ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ได้ไปอาบน้ำที่ลำธาร ก็ในห้องของแต่ละคนมีห้องน้ำส่วนตัวของใครของมัน และไม่ต้องสงสัยว่าเอาน้ำมาจากไหน อย่าลืมสิว่าโลกนี้มีหยกที่สรรพคุณอเมซิ่งสุดๆ และยังมีหลายสีหลายคุณสมบัติอีกด้วย
ตอนแรกเขาก็ใอยู่หรอกที่น้ำในถังใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที จนวันนี้ถึงได้รู้ว่ามันมีหยกวารีอยู่ในถังด้วย ส่วนส้วมของที่นี้ก็ใช้หยกทมิฬที่มีคุณสมบัติเหมือนหลุมดำเช่นกัน เอาเป็ว่าถึงจะไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่โลกนี้ก็มีไม้เด็ดอย่างหยกพวกนี้อยู่! ลู่เอินตั้งปณิธานในใจว่าจะสะสมหยกพวกนี้ให้ได้ทุกสีเลยคอยดู!
ลู่เอินตื่นขึ้นมา่ตีสี่ ล้างหน้าแปรงฟันจนสะอาดเอี่ยมแล้วลงมาเตรียมตัวทำอาหาร ขั้นตอนแรกคือต้องทำแป้งซาลาเปาอีกส่วนก่อน เขานำชามอีกใบใส่แป้งสาลีลงไปเต็มเกลือกับน้ำตาลเพื่อให้แป้งมีรสหวานเพิ่มขึ้นแล้วคนให้เข้ากัน
ต่อไปนำแป้งที่หมักทิ้งไว้จนขึ้นฟูเมื่อคืนออกมานวดอีกครั้งใส่น้ำมันและแป้งส่วนที่สองลงไปนวดจนเนื้อเนียน แล้วพักไว้ประมาณ 10 นาที
ต่อไปจึงเตรียมแป้งไว้ทำขนมจีบ นำแป้งสาลีผสมกับเกลือให้เข้ากันจากนั้นตอกไข่ลงไปนวดจนไข่กับแป้งผสมกันดี โดยต้องทยอยเติมน้ำลงไปทีละนิดเพื่อระวังไม่ให้แป้งแฉะเกินไป แล้วนวดให้เข้ากันก่อนพักแป้งไว้
ในตอนนั้นเองที่น้องชายของเขาเดินเข้ามาในครัว หยางเฉียงเดินนำหน้าโดยด้านหลังมีจิ๋นสือหิ้วฮุ่ยิที่ยังไม่ตื่นดีตามมาด้วย
“ทำไมพวกเ้าไม่นอนต่ออีกสักนิดเล่า ตอนนี้ยังเช้ามากอยู่เลย”
“พวกข้าอยากลงมาช่วยพี่ใหญ่ขอรับ ไม่ทราบว่ามีอันใดที่ข้าพอจะทำได้หรือไม่”
“งั้นดีเลย พวกเ้าช่วยกันแบ่งแป้งซาลาเปาพวกนี้เป็ก้อนเล็กๆ ขนาดเท่ากันด้วยนะ” ลู่เอินจับจูงมือน้องชายมาที่โต๊ะกลางห้องครัว นำชามใส่แป้งและแผ่นไม้เรียบสะอาดที่ใช้ในการนวดแป้งออกมาวางไว้ตรงหน้า สอนน้องให้แบ่งแป้งและปั้นเป็ก้อนเสร็จ แล้วจึงกลับมาสนใจแป้งขนมจีบต่อ พอแป้งได้ที่แล้วลู่เอินก็ทำการรีดแป้งเป็แผ่นบางๆ ดีที่ไม้นวดแป้งจากตลาดมีคุณภาพทั้งขนาดและน้ำหนักพอดีมือไม้มีความเรียบสม่ำเสมอ แผ่นแป้งที่ออกมาจึงเป็ที่น่าพอใจมาก ลู่เอินใช้มีดตัดแผ่นแป้งออกจนเป็วงกลมสวย
“พี่ใหญ่พวกเราปั้นเ้าก้อนแป้งพวกนี้เสร็จแล้ว มีสิ่งใดที่ต้องทำต่อหรือไม่” ก้อนแป้งกลมบ้างไม่กลมบ้างขนาดไม่เท่ากันปรากฏอยู่ตรงหน้าลู่เอิน พอเด็กๆ เห็นพี่ชายมองก้อนแป้งที่พวกเขาทำนิ่ง ก็เกิดอาการขัดเขินขึ้นมา ก็พวกเราไม่ได้ทำอาหารเก่งเช่นท่านนี่นามันเลยออกมาไม่น่าดูเยี่ยงนี้
“พวกเ้าเก่งมากเลย” ลู่เอินที่สังเกตเห็นใบหน้าขึ้นสีของน้องก็เกิดความรู้สึกเอ็นดู เอ่ยชมพวกเขาไปคำหนึ่ง พลางยกมือที่เปื้อนผงแป้งขยี้ผมของน้องแต่ละคนอย่างมันเขี้ยวจนผมเปลี่ยนเป็สีขาวกันหมด
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาใส่ไส้ซาลาเปาและขนมจีบกันเถอะ มา...พวกเ้าดูพี่ให้ดี” สี่พี่น้องร่วมด้วยช่วยกันทำอาหารออกมาจนเสร็จ ถึงบางชิ้นจะดูน่าเกลียดไปบ้างแต่ลู่เอินก็ไม่ว่าอะไร ปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ไปด้วยตนเอง
เพราะฉะนั้นในตอนที่ลู่เอินเปิดซึ้งนึ่งขึ้นมาเด็กๆ จึงดูตื่นเต้นเป็พิเศษ
“พี่ใหญ่ดูชิ้นนี้ๆ ข้าจำได้ว่าทำมันขึ้นมากับมือเลยนะ”
“เฮอะ น่าภูมิใจตรงไหนหน้าตาน่าเกลียดจะตาย เ้าดูของข้าเสียก่อนฮุ่ยิ เป็อย่างไรพี่สามของเ้าทำออกมาหน้าตาดูดีล่ะสิ”
“จิ๋นสือ ถึงซาลาเปาเ้าจะพอดูดีอยู่บ้างแต่ข้าจำได้ว่าขนมจีบของเ้าเละเทะเพียงใด”
“ท่านก็ไม่ต่างกันหรอกพี่รอง ซาลาเปาของท่านน่ะ……..”
ลู่เอินมองน้องอวดอ้างขนมที่ตนเองทำโดยไม่มีใครยอมใครอย่างมีความสุข แม้จะดูเหมือนวุ่นวายสำหรับผู้อื่น แต่ลู่เอินกลับชอบที่มันเป็เช่นนี้เหลือเกิน
มีครอบครัวนี่มันดีจังเลยนา...
TBC
เอาตอนที่ 6 มาเสิร์ฟแล้วค่า ขอบคุณทุกเมนต์อย่างสุดซึ้งที่เป็กำลังใจให้นะคะ หวังว่าทุกคนจะชอบเด็กๆ บ้านนี้นะคะ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
ซี่โครงผัดเปรี้ยวหวาน cr : https://bit.ly/3mWtM90