“ท่านท้าววัง[1] ท่านว่าอย่างไรบ้างขอรับท่านขุน”
เสียงของไหวมือขวาคนสนิทเอ่ยถามขุนอินทร์แปงผู้เป็นายเมื่อเห็นชายหนุ่มนั่งอ่านกระดาษที่อยู่ในมืออยู่นานแล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ทุกอย่างเป็ไปตามแผน แต่ทางนั้นก็ยังหาเ้านางน้อยมิพบ ส่วนเื่อื่นเรียบร้อยดี เตรียมการไว้พร้อมหมดแล้วเหลือเพียงแต่ต้องพาเ้านางน้อยทางนี้กลับไปให้ได้เท่านั้น”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้กิริยาของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที มือเรียวขาวยกกระดาษที่อยู่ในมือแตะกับเปลวไฟในตะเกียงด้านข้างจนมันไหม้ไปหมดเหลือเพียงขี้เถ้าจากนั้นจึงหันไปถามข่าวจากบ่าวของตน
“แล้วทางเรือนพระยาพิชิตเล่า ส่งข่าวมาบ้างรึยัง”
“ยังเงียบๆอยู่เลยขอรับ”
คิ้วเข้มขมวดขึ้นมาทันควัน
“แค่คนๆเดียวเหตุใดยังมิได้ข่าวคราวอีก”
“เมืองกรุงศรีฯนี้ออกจะกว้างใหญ่ มิแปลกที่จะหามิเจอดอกขอรับ พวกเราเองยังตามหามาตั้งนานยังมิได้ร่องรอยเลยนี่หนา”
“หามิเจอหรือมิได้หากันแน่ว่ะ”
ไหวตอบตามที่คิดแต่แหวงบ่าวคนสนิทอีกคนกลับที่ไม่คิดเช่นนั้น จนขุนอินทร์แปงต้องคิดตามไปด้วย
“ไอ้แหวง เอ็งหมายจะพูดกระไร”
“ก็ดูท่าทางคนเรือนนั้นจะมิอยากช่วยเราเลยนี่หนาขอรับ ยิ่งท่าทางออกหลวงคนลูกยิ่งดูเหมือนมิใส่ใจเื่ของเราเลย”
“เอ็งคิดมากไปแล้ว ท่านออกญาพิชิตเป็สหายเก่าของท่านท้าววังเชียวหนา เหตุใดจะมิช่วยพวกเราเล่า”
ไหวที่ยังพอมองในแง่ดีเอ่ยแย้ง
“ไอ้ไหวแต่ไหนแต่ไรมาคนกรุงศรีฯต่างก็เห็นชาวเราเป็พวกบ้านป่าเมืองเถื่อนศักดินามิเท่ากัน จะคิดเห็นเป็สหายได้อย่างสนิทใจหรือว่ะ”
“ไอ้แหวง!”
ไหวเรียกสหายบ่าวของตนเสียงสูง สายตาก็หันไปมองขุนอินทร์แปงอย่างหวาดกลัวเพราะรู้ดีว่านายของตนถือเื่ยศศักดิ์มากแค่ไหน แต่นายของมันกลับทำเพียงยกยิ้มเย็นแล้วเอ่ยตอบเสียงเนิบช้า
“เอาเถิด ข้าเพียงแต่เห็นว่าคนเรือนนั้นเป็ผู้กว้างขวางในถิ่นนี้จึงได้บากหน้าไปขอให้ช่วย แต่หากเขามิคิดช่วยก็มิเป็กระไร รอให้ถึงวันที่ข้าได้เป็ใหญ่ ข้าจะกลับมาทวงบัญชีที่ติดค้างนี้แน่ ตอนนี้ก็รอดูไปก่อนสักสองสามวันหากยังมิมีข่าวคราวค่อยไปทวงถามอีกครา”
…
ค่ำคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงสว่างไปทั่วท้องฟ้า อากาศก็ช่างดียิ่งทั้งยังมีสายลมเอื่อยๆพัดพาเอาความเย็นสบายมาเยือนทั่วทุกชานเรือน ช่วยให้ใครหลายคนที่เหน็ดเหนื่อยกับการงานที่ทำมาทั้งวันแทบสลบไสลทันทีที่หัวถึงหมอน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่อาจทำใจข่มตาหลับได้ลง ขุนศรีสุนทรเองก็เช่นกันในหัวใจมีแต่ความว้าวุ่นในสมองก็มีแต่ความสับสน จนต้องพยายามทำใจให้สงบด้วยการนั่งคัดหนังสืออยู่ในห้องหนังสือของตนโดยมีเปี๊ยกบ่าวชายร่างเล็กคนสนิทหลานชายของแม่แป้นมานั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ
แม้สายตาคมจะจดจ้องอยู่ที่กระดาษตรงหน้าแต่สมองกลับคิดเหม่อลอยไปถึงเหตุการณ์หลายๆอย่างใน่นี้โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่วัดพระเจดีย์ใหญ่ที่ทำให้ขุนศรีสุนทรต้องหันกลับมาทบทวนเื่ของตนเองอย่างจริงจังเสียที
เพราะ่นี้แม่ราตรีคู่หมายที่เคยชอบทำตัวเกาะแกะเป็เงาตามตัวมักตีตัวออกห่างจากเขาเสมอและบางครั้งยังทำทีเหมือนส่งพี่สาวของนางให้มาอยู่ใกล้ๆเขาแทน คล้ายตั้งใจหรืออาจจะไม่ตั้งใจอย่างไรก็บอกไม่ถูกเพราะกิริยาเ่าั้ก็ไม่ได้มากไปจนน่ารังเกียจหรืออาจจะเป็ตัวเขาที่คิดมากไปเอง
มีหลายครั้งที่เขาพยายามจะมองให้ลึกลงไปในดวงตาของราตรีแต่สิ่งที่ได้กลับมามีแต่ความเ็า เขามองไม่เห็นความลุ่มหลงความรักความเทิดทูนที่นางเคยมีให้แม้เพียงนิดก็ไม่มี จนบังเกิดความรู้สึกวูบโหวงในช่องอกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหต
แต่เมื่อหันกลับมามองที่ทิวาก็เหมือนกับใจได้รับความเติมเต็มขึ้นมาอีกครั้งอาจจะเป็เพราะความสดใสไร้เดียงสาของนางที่ทำให้เขาคอยจะสอดส่ายสายตามองหานางอยู่เสมอ ทุกอย่างที่ประกอบเป็ทิวาช่างน่าเอ็นดูจนเขาเผลอรู้สึกในสิ่งที่ไม่สมควร
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้สมองของขุนศรีสุนทรก็พาลนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนที่เขาได้พาทิวาไปเดินเที่ยวเล่นดูร้านค้าต่างๆในงานวัด
“คุณพี่เด่นเ้าค่ะ ลองชิมนี่ดูสิเ้าค่ะ รสชาติเป็เช่นไร”
เสียงหวานของทิวาที่เอ่ยกับเขา พร้อมกับมือน้อยยื่นส่งขนมให้ถึงปากในดวงตาก็มีแต่ความไร้เดียงสาไม่มีแววของความรู้สึกอื่นใดเลยสักนิด ชายหนุ่มจึงเผลอก้มลงไปชิมขนมตามที่นางบอกสายตาคมก็มองจ้องดวงหน้างามอย่างอดใจไม่อยู่ด้วยแววตาหวานซึ้ง
“หวาน”
...มิรู้ว่าใช่เพราะรสของขนมหรือเพราะดวงหน้าเ้ากันแน่
“หวานรึเ้าค่ะ เอ…แต่ข้าว่ากำลังพอดีแล้วหนา คุณพี่ว่าแม่ราตรีจะชอบรึไม่เ้าค่ะ”
“เ้าจะซื้อไปฝากแม่ราตรีอีกแล้วรึ”
“เ้าค่ะ”
ชายหนุ่มเอ่ยถามสายตาก็มองไปที่สองมือของคำหล้าและคำปองที่มีของกินและของเล่นที่ทิวาซื้อมาอยู่เต็มไปหมด ทุกอย่างล้วนเอาไปฝากแม่ราตรีทั้งสิ้น ทุกครั้งที่อยู่กับเขานางมักจะพูดถึงแต่แม่ราตรีบรรยายความดีงามทั้งหลายของน้องสาวให้ฟัง สรรหาแต่ของที่นางคิดว่าน้องสาวจะชอบไปให้ จนบางครั้งเขายังแอบอิจฉาแม่ราตรีอยากให้แม่ทิวาเอาความสนใจของนางมาวางไว้ที่ตัวเขาบ้าง
“แล้วเ้ามิซื้อกระไรให้ตัวเองบ้างเลยรึ”
“เอ๋ ข้ามิอยากได้กระไรนี่เ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น…”
“พ่อเด่น มาทำกระไรตรงนี้เล่า”
ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะเอ่ยคำใดก็ถูกแทรกด้วยเสียงของขุนพันยศรองเ้ากรมราชองครักษ์ผู้เปรียบเสมือนมือซ้ายของหลวงสรศักดิ์และยังเป็สหายของตนเอ่ยทัก
“อ้าว พ่อพันยศข้ามาเดินดูร้านรวงนะ”
“เอ แล้วเดี๋ยวนี้เ้ารู้จักพาแม่ราตรีออกมาเดินเที่ยวเล่นด้วยรึ”
เสียงของขุนพันยศเอ่ยถามอย่างล้อเลียน สายตาก็มองทิวาอย่างสงสัย
“คนนี้มิใช่แม่ราตรีดอก นี่แม่ทิวาแฝดพี่ของแม่ราตรีเขา”
“ขออภัยด้วย พวกเ้าเหมือนกันเหลือเกิน”
“มิเป็กระไรเ้าค่ะ ผู้ใดก็ทักผิดอยู่บ่อยๆ แม่ราตรีก็มาหนาเ้าค่ะแต่ว่านางร้อนเลยนั่งรอที่ด้านหน้าวัดโน่นแหนะเ้าค่ะ”
ทิวาเอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใสและยังพยักเพยิดไปยังทิศทางที่นางบอก กิริยาที่เป็ธรรมชาตินี้ทำให้ผู้ที่พบเห็นอดยิ้มตามนางด้วยความรู้สึกเอ็นดูไม่ได้
“เอ..หากมองให้ดีก็มีจุดที่ต่างกันอยู่จริงๆ”
“ใช่มั้ยล่ะเ้าค่ะ คิกๆๆ”
“ถึงว่าสิพ่อเด่นมิเคยพาแม่ราตรีออกนอกเรือนเลย แล้วนี่แม่ทิวามาจากที่ใดกันก่อนหน้านี้ข้าไปที่เรือนพ่อเด่นหลายคราก็ยังมิเคยเจอเ้าเลย”
“ข้าเพิ่งมาจากเชียงคำเ้าค่ะ”
“แล้วนี่เ้ามานานแล้วหรือยังเดินทางมาอย่างไรคงลำบากน่าดู”
“ข้ามาได้เกือบสองเดือนแล้วเ้าค่ะ เดินทางลำบากนิดหน่อยเ้าค่ะ แต่ก็สนุกดี”
“หืม สนุกงั้นรึ! เ้านี่น่าสนใจจริงๆ”
ขุนพันยศเอ่ยโต้ตอบกับทิวามุมปากก็ยกยิ้มตาก็สำรวจมองนางด้วยความสนใจ ด้านทิวาก็ตอบรับด้วยความเป็กันเองด้วยความที่มีนิสัยเข้ากับคนง่ายทำให้นางและขุนพันยศที่เพิ่งเจอหน้ากันกลับสนทนากันได้ลื่นไหลประหนึ่งมิตรสหายเก่าอย่างไรอย่างนั้น จนชายหนุ่มอีกคนที่รู้สึกเหมือนเป็ส่วนเกิน ต้องนำตัวมายืนคั่นกลางระหว่างสองหนุ่มสาวแล้วเอ่ยขัดสหายของตนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“วันนี้พ่อพันยศมิมีธุระที่ใดรึ”
“เอ มิมีหนา”
“แต่ข้าเหมือนจะได้ยินมาแว่วๆว่าออกหลวงท่านตามหาพ่อพันยศอยู่หนา”
ขุนพันยศที่ได้ยินชื่อนายของตนก็เริ่มลนลานเพราะงานบางอย่างที่ถูกสั่งให้ทำยังไม่เรียบร้อยดี
“งั้นรึ เช่นนั้นข้าก็มิรบกวนพวกเ้าแล้ว คงต้องขอตัวก่อน แม่ทิวาข้าไปหนา”
เอ่ยลาเสร็จแล้วขุนพันยศก็จากไป ไม่มีใครสนใจเื่ราวตรงนี้อีก ทิวายังคงเดินดูของต่ออีกหน่อยอย่างสนุกสนาน จวบจนพากันนั่งเรือกลับเรือนแม่ราตรีก็ยังคงพาตัวเองไปนั่งด้านหลังแล้วให้แม่ทิวามานั่งข้างเขาเช่นเดิม สายตาก็เหลือบมองข้างทางด้วยความเ็า จนมาถึงเรือนนางก็ไม่มองหน้าไม่พูดจากับเขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหรือนางจะโกรธเคืองเื่ใดก็ไม่มีใครรู้เพราะตอนนี้นางไม่ยอมแสดงออกจนเขาอดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้ บางครั้งเขายังเคยคิดว่ายอมให้นางกลับไปเป็อย่างเมื่อก่อนที่พอรู้สึกไม่พอใจก็โวยวายด่าทออาละวาดขว้างปาข้าวของยังดีเสียกว่านิ่งเฉยแบบนี้ หากนางเป็แบบเดิมเขายังกล้ารู้สึกรังเกียจนางได้อย่างเต็มใจ กล้าที่จะเอาเื่แบบนั้นมาเป็ข้ออ้างที่จะไม่สนใจนางต่อไป แต่ตอนนี้เมื่อนิสัยนางดีขึ้นแล้วเขาก็เคยพยายามลองเข้าใกล้แต่นางก็มักถอยห่างไปไกล คอยหลบเลี่ยงทุกทางจนเขาไม่รู้ว่าควรจะต้องทำตัวแบบใดหรือรู้สึกกับนางแบบใดกันแน่
ภายในใจของขุนศรีสุนทรอดไม่ได้ที่จะลองเปรียบเทียบสองสาวฝาแฝด
ทิวานางนั้นช่างแสนสดใสร่าเริง แววตาไร้เดียงสาเสียจนผู้ใดได้พบเจอก็ล้วนอยากเข้าใกล้ ตัวนางก็เหมือนดั่งดอกทิวาที่งดงามสดใสมีชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงสว่างของดวงอาทิตย์ คอยส่งกลิ่นหอมหวานตราตรึงใจที่ผู้ใดก็ล้วนชื่นชม แต่ราตรีกลับตรงกันข้ามทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ เมื่อก่อนนางร้ายกาจมากกิริยาวาจาก็แสนจะหยิ่งทะนงวางตัวเหนือผู้คนเสมอจนไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้ แต่ตอนนี้แม้จะไม่เหมือนเมื่อก่อนแต่นางก็ยังคงความเ็าเข้าถึงยากที่ล้วนเต็มไปด้วยความลึกลับน่าค้นหา สมดังชื่อดอกราตรีที่มีชีวิตชีวาที่สุดยามที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าคอยส่งกลิ่นหอมที่เย้ายวนชวนหลงไหลให้กับคนที่คอยอดทนรอชื่นชมท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน
...แล้วใจของข้าเล่าชอบดอกไม้ใดกันแน่
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ใจของขุนศรีสุนทรกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง สมองของเขาสั่งให้เขาเลิกคิดเพราะตัวเขาเองจะมีสิทธิ์เลือกได้อย่างไร คนที่เขาต้องเลือกคือคนที่เป็คู่หมายของตนเท่านั้นแต่หัวใจกลับไม่รักดีเผลอคิดตรงกันข้ามกับสมองไปเสียแล้ว
แม้ราตรีจะเป็คู่หมายของขุนศรีสุนทรแต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าเขาชอบที่จะเอาตัวไปอยู่ใกล้กับทิวามากกว่า หลายครั้งเขารู้สึกว่าเขารู้จักแฝดคนพี่ดีกว่าคนน้องทั้งๆที่เพิ่งพบเจอกันได้ไม่นาน
แต่ขุนศรีสุนทรก็รู้ตัวเองดีว่าที่ตนไม่สามารถเข้าใจแฝดคนน้องได้เป็เพราะเขาเองก็ไม่เคยพาแม่ราตรีคนที่ได้ชื่อว่าเป็คู่หมายของตนออกไปเที่ยวเล่นที่ใดเลย แทบจะไม่เคยใช้เวลาร่วมกัน แม้แต่จะพูดจาดีๆกับนางก็ยังนับครั้งได้ แต่เื่แบบนี้เมื่อก่อนนางก็ไม่เคยใส่ใจ ไม่ว่าเขาจะเอ่ยถ้อยคำร้ายกาจกับนางเพียงใดนางก็ยังคงมาวนเวียนใกล้ๆให้ความสำคัญกับตัวเขามากที่สุดเสมอ จนบางครั้งเขายังเคยแอบคิดว่าชีวิตนี้นางคงจะไม่มีทางไปจากเขาแน่ แต่ตอนนี้เพียงชั่วข้ามคืนนางกลับทำตัวเ็าเหินห่างมันเป็เพราะอะไรกัน แล้วเขาจะสามารถเรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางได้อย่างไร
ในฐานะคู่หมายสมองสั่งให้เขาเอาใจใส่แม่ราตรีให้มากกว่านี้เพราะนางไม่ได้ทำอะไรผิดนางปรับปรุงตัวจนดีขึ้นมากแล้ว แต่ในหัวใจกลับมีภาพของคนอื่นปรากฏขึ้นมาแทนที่แล้วเขาควรทำเช่นไร
ความชื้นที่มือทำให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองมาตั้งนานต้องก้มมอง ก็พบว่าปากกาขนนกในมือที่กดค้างอยู่ที่กระดาษเลอะเทอะจนน้ำหมึกซึมกระจายเป็วงกว้างเลอะทั้งกระดาษและมือหนาไปทั่วเสียแล้ว
“เปี๊ยก ไอ้เปี๊ยก ไอ้เปี๊ยกโว้ย”
“ขะ ขอรับ”
เปี๊ยกที่นั่งเหม่อลอยสายตาก็มองไปทางเรือนฝั่งตะวันออกสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นาย
“เอ็งเหม่อกระไร”
“บ่าวฟังเสียงดนตรีของแม่หญิงอยู่ขอรับ”
“แม่ราตรีเล่นพิณรึ”
“ขอรับ ออกขุนท่านฟังสิขอรับ”
เมื่อขุนศรีสุนทรเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงดนตรีท่วงทำนองเนิบช้าแว่วหวานที่เ้าของเรือนปีกฝั่งตะวันออกมักบรรเลงขับกล่อมให้ได้ยินอยู่เสมอดังเข้าหู
“เสียงดนตรีวันนี้ฟังดูเศร้าสร้อยพิกลหนาขอรับ”
“งั้นรึ”
“ขอรับ บ่าวได้ยินแล้วรู้สึกเศร้าแปลกๆเลยหนาขอรับ ดูสิน้ำตาแทบไหลเลยขอรับ”
“มากไปแล้ว เอากระดาษมาให้ข้าใหม่แล้วรีบฝนหมึกให้ข้าเสียที”
เปี๊ยกรีบกระวีกระวาด[2]ทำตาม ขุนศรีสุนทรลองเงี่ยหูฟังเสียงนั้นอีกครั้งก็รู้สึกดังที่บ่าวคนสนิทว่า จนกระทั่งเสียงดนตรีนั้นเงียบลงไปแล้ว แต่ในสมองชายหนุ่มก็ยังคงครุ่นคิดถึงเื่บางเื่ไม่เลิกลา
…ผู้ใดกันที่ทำให้เ้าเศร้าเสียใจ จะใช่ข้าที่ใจโลเลผู้นี้หรือไม่
…
อีกฟากฝั่งของเมืองก็ยังคงมีชายหนุ่มอีกคนที่ยังไม่ได้เข้านอน ทั่วทั้งเรือนยังคงจุดคบไฟสว่างไสว ภายในห้องหนังสือร่างกำยำของหลวงสรศักดิ์กำลังนั่งรอใครบางคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในมือยังคงมีกระดาษภาพวาดเสมือนของหญิงสาวนางหนึ่ง สายตาคมกวาดมองภาพวาดนั้นจนทั่วจากนั้นก็เก็บรูปนั้นลงในลิ้นชักไปอย่างไม่ใส่ใจ
…คนในภาพนี้มิใช่นาง แม้จะคล้ายแต่ก็มิใช่
จากนั้นร่างสูงจึงเดินไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ฝ่ามือหนายกขึ้นดึงผ้าไหมสีเข้มผืนใหญ่ที่คลุมของสิ่งหนึ่งลงมา เผยให้เห็นภาพวาดของหญิงสาวนางหนึ่งที่คล้ายกับคนในภาพที่อยู่ในลิ้นชักแต่แตกต่างกันที่แววตาของบุคคลในภาพนี้นั้นช่างเ็าแต่กลับแฝงด้วยความงามที่แสนเย้ายวน ภาพนี้อยู่ในห้องนี้มาเกือบสองปีแล้ว หลวงสรศักดิ์ลงมือวาดด้วยตัวเองจากความทรงจำของตน
ั้แ่ที่ได้บังเอิญพบแม่หญิงราตรีครั้งแรกที่เรือนของขุนศรีสุนทร รูปลักษณ์ของนางก็ได้สลักลึกลงในจิตใจของเขาจนยากที่จะถ่ายถอน ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่านางคือคู่หมายของสหายรักเพราะขุนศรีสุนทรไม่ยอมเอ่ยถึงนางแม้เพียงครึ่งคำ จวบจนวันหนึ่งที่ได้รู้ความจริงว่านางคือสตรีที่ไม่อาจแตะต้องเขาจึงต้องคลุมภาพนี้ไว้ไม่ให้ผู้ใดได้พบเจอ นานๆครั้งถึงจะกล้าเปิดผ้าคลุมออกเพื่อทดสอบดูว่าหัวใจที่มีให้นางมันเปลี่ยนไปหรือไม่ แต่ทุกครั้งคำตอบก็ยังคงเป็เช่นเดิม ความรู้สึกที่มีให้ไม่เคยเปลี่ยนไปมีแต่จะลึกซึ้งมากขึ้นทุกที ยิ่งได้มองก็ยิ่งโหยหา ทั้งๆที่เมื่อก่อนนางเองก็ไม่เคยใยดีเขาแทบไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาด้วยซ้ำแต่ทำไมใจดวงนี้ถึงยังคงมีแต่นางจับจองอยู่ในทุกอณูของหัวใจ คิดไปคิดมาจนกระทั่งเริ่มรู้สึกถึงความเ็ปที่กอบกุมก้อนเนื้อในช่องอกมือหนาจึงยกผ้าผืนเดิมคลุมปิดภาพวาดนี้อีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
ไม้ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเพื่อกันไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้ห้องนี้ สายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของขุนพันยศผู้เป็มือซ้ายของเ้านาย หากจะให้เปรียบเทียบ ไม้ก็คือบ่าวคนสนิทที่คอยรับใช้ใกล้ชิดมาั้แ่เด็ก เขมคือมือขวาที่คอยทำหน้าที่อารักขาดูแลและคอยทำงานในที่ลับด้วยวิธีการที่บางครั้งก็โหดร้ายเกินจะจินตนาการ ส่วนพันยศคือมือซ้ายที่คอยทำงานในที่แจ้งตามวิถีทางปฏิบัติของปัญญาชน
เมื่อขุนพันยศเดินมาถึงตรงหน้าของไม้ ทั้งสองพยักหน้าทักทายกันหนึ่งครั้งจากนั้นไม้จึงหันไปเคาะประตูส่งสัญญาณบอกให้นายของตนรับรู้ถึงผู้มาใหม่
“เข้ามา”
“ได้เื่แล้วขอรับ”
“ว่ามา”
หลวงสรศักดิ์ย้ายตัวเองมานั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้ว ขุนพันยศที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงก็รีบเอ่ยรายงานทันที
“เ้าแก้วกัลยามิได้ป่วยไข้ขอรับ เพียงแต่ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในตำหนักของเ้าแสงแก้วภายในคุ้มหลวงเท่านั้น”
“แล้วเหตุใดขุนอินทร์แปงถึงต้องปด[3]ข้าด้วย”
“อาจจะเป็ไปได้ว่าที่เมืองเชียงคำตอนนี้ภายนอกดูเหมือนสงบเรียบร้อยแต่ภายในกำลังวุ่นวายอย่างหนักขอรับ”
“อย่างไร”
“ตอนนี้เ้าหลวงเชียงคำมิได้ออกว่าราชการมาพักใหญ่แล้วมีแต่พระยาอินทร์คำที่ออกว่าความแทน ภายในคุ้มหลวงยังมีทหารคอยเฝ้าคุ้มกันแ่า ส่วนเ้าอุปราช[4]ก็หายตัวไปข่าวยังว่าอาจถูกลอบสังหารไปแล้ว”
“ร้ายแรงปานนั้นเชียว”
“แล้วข่าวยังว่า ก่อนหน้านี้ทางเชียงคำได้เตรียมส่งเ้านางน้อยผู้หนึ่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเ้าม่านฟ้าเ้าราชบุตรแห่งเมืองเชียงรุ่ง แต่เ้านางน้อยผู้นี้ดันหนีไปเสียก่อนตอนนี้จึงต้องเร่งตามหาตัวกันให้วุ่น”
“เหตุใดมิส่งเ้านางน้อยคนอื่นไปแทน”
“อาจจะเป็เพราะเ้าราชบุตรผู้นี้รูปโฉมก็ย่ำแย่ อายุอานามปาไปเกือบสี่สิบปีแล้วและยังมีสนมชายามากมาย เด็กสาวคนใดก็มิอยากไปแทนดอกขอรับ แต่ถึงมีคนยอมไปแทนแต่ทางนั้นก็คงมิเอาเพราะเห็นว่าเ้าม่านฟ้าระบุมาด้วยตัวเองว่า้าแต่งงานกับเ้านางน้อยผู้นี้คนเดียวเท่านั้น”
“หืม เ้าม่านฟ้าเคยเจอตัวจริงเ้านางน้อยแล้วรึ”
“เื่นี้ไม่แน่ใจขอรับแต่สายของเราที่ถูกวางไว้ในเมืองเชียงรุ่งเคยรายงานว่าในตำหนักของเ้าม่านฟ้ามีภาพหญิงสาวนางหนึ่งที่เ้าม่านฟ้าหวงนักหนาแขวนติดไว้และภาพนั้นถูกส่งมาจากเมืองเชียงคำ”
“พฤติกรรมที่ชายมีอายุจะชอบเด็กสาวๆมีให้เห็นอยู่ทั่วไปมิใช่เื่แปลกแต่เหตุใดเื่พวกนี้ถึงได้มาข้องเกี่ยวกับแม่ราตรีได้เล่า”
หลวงสรศักดิ์คิดตามคิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดเป็ปมหนักขึ้น
“เริ่มเกี่ยวตรงนี้แหละขอรับ สายภายในของเรายังรายงานว่าเื่ทั้งหมดนี้ถูกดำเนินการโดยพระยาอินทร์คำเพราะ้าใช้ความสัมพันธ์กับเมืองเชียงรุ่งเป็กองหนุนในการยึดราชบัลลังก์ ”
“ฏงั้นรึ”
“ขอรับ แล้วเ้านางน้อยที่หนีไปอย่างไร้ร่องรอยผู้นั้นก็คือแม่หญิงทิวาพี่สาวฝาแฝดของแม่หญิงราตรี ด้วยเหตุนี้ขุนอินทร์แปงที่หาตัวแม่หญิงทิวามิเจอ จึงมุ่งมาที่กรุงศรีฯโดยหมายจะนำตัวแม่หญิงราตรีไปมอบให้เ้าม่านฟ้าแทนอย่างไรเล่าขอรับ”
เมื่อขุนพันยศกล่าวมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่ถูกส่งออกมาจากตัวของออกหลวงหนุ่ม
“หึ! หากมันกล้าก็ให้มันลองดู”
เสียงเข้มที่กัดฟันเอ่ยออกมาอย่างเนิบช้าไหนจะรอยยิ้มมุมปากแสนสยดสยองทำให้ขุนพันยศอดที่จะรู้สึกขนลุกแทนคนที่ทำให้เ้านายตนเคืองขุ่นไม่ได้ แม้แต่ไม้ที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านนอกจู่ๆก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นมาลูบแขนตัวเอง
“บอกให้เขมเฝ้าเรือนท่านมหาราชครูไว้ให้ดีอย่าให้เกิดข้อผิดพลาด แล้วส่งคนไปตามหาเ้าอุปราชเชียงคำคอยช่วยเหลือ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขัดขวางสองพ่อลูกอินทร์คำอินทร์แปงให้ได้ อ้อ ยังมีอีกเื่”
จากนั้นมือหนาก็ล้วงเอากระดาษภาพวาดที่ได้มาจากขุนอินทร์แปงที่อยู่ในลิ้นชักขึ้นมาส่งให้ขุนพันยศ
“ส่งภาพนี้ไปให้สายของเราในเมืองเชียงรุ่งดูว่าใช่คนเดียวกับคนในภาพของเ้าม่านฟ้าหรือไม่ หากใช่ก็เผาทิ้งให้หมดอย่าให้เหลือแม้สักภาพ”
ถึงแม้จะไม่ใช่คนเดียวกันแต่เพราะเป็ฝาแฝดจึงเหมือนกันมากเขาจะไม่ยอมให้รูปของนางตกอยู่ในมือผู้ใดเด็ดขาด อันที่จริงหลวงสรศักดิ์ไม่เคยใยดีเื่ของผู้อื่น ยิ่งเื่การเมืองภายในถึงแม้จะลอบวางสายส่งข่าวอยู่ทั่วแต่ก็ยังไม่เคยแทรกแซงอย่างจริงจังมาก่อน แต่เพราะสองพ่อลูกคิดจะใช้ราตรีเป็เครื่องมือสนองความทะเยอทะยานของตน คนที่คอยเฝ้าดูแลปกป้องมาเสมอจึงไม่อาจยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายนางได้
“ขอรับ เอ่อ ยังมีอีกเื่ขอรับ”
“เื่กระไร”
“เื่ที่เมืองชลบุรีที่ท่านให้ข้าไปตรวจสอบเป็อย่างที่ออกหลวงท่านคิดจริงๆขอรับ”
สีหน้าของหลวงสรศักดิ์เคร่งเครียดขึ้นมาอีกเท่าตัวขุนพันยศจึงเอ่ยต่อไป
“เดิมทีเมืองนั้นนอกจากทำการเกษตรและประมงแล้วยังทำการค้าขายทางเรือสำเภากับพวกชาวจีนด้วย ก่อนนั้นการค้าขายล้วนไปได้ดี แต่หลายปีหลังมานี้กลับมีรายงานมาอยู่เนืองๆว่าพืชผลมิดีการค้าก็มิได้กำไรทำให้ส่วยสาอากร[5]ที่ถูกส่งมาลดน้อยลง พอข้าได้ลองตรวจสอบย้อนหลังตามที่ท่านสั่งแล้ว เพราะรายการสิ่งของเ่าั้มันค่อยๆลดลงจนไม่มีผู้ใดสังเกต ปรากฏว่ามันลดน้อยลงทุกปีจริงๆขอรับ แต่เงินช่วยเหลือที่ทางนั้นขอมากลับมากขึ้นทุกปีสวนทางกัน”
“แล้วมิมีผู้ใดคิดจะตรวจสอบมาก่อนเลยรึ”
“ตรงนี้แหละขอรับที่แปลก เคยมีการส่งคนไปตรวจสอบทุกคนล้วนกลับมารายงานว่ามิมีสิ่งใดผิดปรกติต่างก็บอกว่าที่นั่นชาวบ้านอยู่กันอย่างขัดสนสมควรให้เงินช่วยเหลือเพิ่มตามที่ขอ แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นเมื่อตรวจสอบลึกลงไปอีก ก็พบว่าขุนนางที่เคยถูกส่งไปตรวจสอบกลับมาได้มินานก็ขอไปประจำการที่นั่นกันหลายคน”
“หากชาวบ้านอยู่กันอย่างขัดสนแล้วขุนนางพวกนั้นจะไปทำกระไรกันที่นั่น”
หลวงสรศักดิ์ถามขุนพันยศก็ส่ายหน้าด้วยไม่มีคำตอบที่แน่ชัดแต่สายตาของทั้งคู่ต่างบอกว่าคิดเห็นไปในทางเดียวกัน
“ยังมีอีกเื่ขอรับเื่นี้หากมิตรวจสอบให้ดีก็มิมีทางรู้เลย”
“เื่กระไร”
“เคยมีพ่อค้าชาวจีนมาร้องเรียนว่าทางท่าเรือเมืองชลบุรีเรียกเก็บจังกอบ[6]และฤชา[7]มากกว่าเดิมเท่าตัว เมื่อก่อนเคยเก็บสิบชักสองแต่พ่อค้าคนนี้กลับโดนสิบชักห้า หากผู้ใดมีปัญหามิยอมจ่ายก็มักถูกปล้นสะดมภายหลัง”
“เหตุใดเื่นี้ข้าถึงมิเคยรู้”
“เพราะมิมีฏีการ้องเรียน ข้าเองก็บังเอิญรู้มาจากพ่อค้าที่คุ้นเคยกันที่ตลาดหมู่บ้านชาวจีน จึงได้ลองไปสอบถามหลายๆคนก็พบว่าทุกคนล้วนตอบไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น”
“คนที่เราส่งไปตรวจสอบเล่าว่าอย่างไรบ้าง”
พูดมาถึงตรงนี้ขุนพันยศก็ทำหน้ากลัดกลุ้มก่อนจะเอ่ยตอบจนหลวงสรศักดิ์อดเป็กังวลขึ้นมาไม่ได้
“ส่งไปหลายคนแล้วขอรับ แต่ยังมิมีผู้ใดกลับมารายงานเลย”
“เช่นนั้นก็เตรียมตัวให้พร้อม อีกสิบห้าวันหากยังมิได้ความกระไรข้าจะเดินทางไปด้วยตัวเอง”
“ขอรับ”
…
[1] ชื่อย่อเรียกแทนตำแหน่งเ้ากรมของชาวเชียงคำ
[2] รีบเร่งทำอย่างไม่นิ่งนอนใจ
[3] โกหก
[4] ตำแหน่งรัชทายาทในเมืองเชียงคำ
[5] ชื่อภาษีที่ถูกเรียกเก็บสมัยอยุธยาแบ่งออกเป็ 4 ประเภท คือ จังกอบ อากร ส่วย และฤชา
[6] ภาษีที่เรียกเก็บจากการเอาสินค้าไว้หรือการชักส่วนสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่าย โดยการแบ่งสินค้าเป็สิบส่วนแล้วให้เ้าหน้าที่ยึดเก็บไว้หนึ่งหรือสองส่วนตามแต่ตกลง
[7] ภาษีค่าทำเนียมที่ทางรัฐเรียกเก็บ