บทที่ 21
เื่เล่าและคำถามมากมาย
ฉันอยากถามหนิงหลงเื่การเดินทางข้ามมิติแต่ไม่มีโอกาสถามสักที คิดว่าคงไม่มีโอกาสจนกระทั่งคุเรไนกลับซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ระหว่างฉันกำลังเอาผ้าที่ซูเหลียงซักเรียบร้อยไปตากในสวนด้านหลังก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
“...เ้า...”
ฉันหันขวับเมื่อได้ยินเสียงหนิงหลง เกือบทำเสื้อที่ถืออยู่ตกพื้น
“เมื่อวานนี้เ้ามองข้าบ่อยๆมีอะไรรึ?”
ฉันรีบตากเสื้อในมือก่อนจะหยิบพัดที่เหน็บไว้กับเอวมาเขียน
“ไม่มีอะไรค่ะ”
“...แน่ใจ?”ชายหนุ่มเอียงศีรษะไปด้านข้างเล็กน้อย ก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว“ข้านึกว่าเ้ามีปัญหาอะไรเสียอีก”
ฉันส่ายหน้า แต่เปลี่ยนใจพยักหน้า
“มีค่ะ แต่ไว้ทีหลังก็ได้”
“ถามเลยเถอะข้าเป็คนรับผิดชอบเื่การศึกษาของเ้า หากมีอะไรสงสัย ข้าจะตอบ”
ถ้าครูที่โรงเรียนของฉันดีได้เท่าครึ่งหนึ่งของผู้ชายคนนี้ก็ดีสิคำพูดของหนิงหลงทำฉันรู้สึกอบอุ่นจนอยากร้องไห้
ฉันจรดพู่กันบนพื้นผิวสีขาวของพัดแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
“ขอฉันเรียบเรียงคำถามก่อนนะคะ”
“ย่อมได้” ชายหนุ่มตอบ“ถ้าเ้าพร้อมเมื่อใดก็มาหาข้า”
หนิงหลงเดินกลับเข้าบ้านฉันระบายลมหายใจที่เผลอกลั้นไว้ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ทำไมถึงถามออกไปไม่ได้?ฉันสงสัยตัวเองเหลือเกิน แค่เขียนออกไปก็จบแต่มีเสียงในหัวเตือนฉันว่าอย่าเพิ่งถามตอนนี้ รอให้แน่ใจก่อน แต่แน่ใจกับอะไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
คุเรไนมาชวนฉันคุย เขาอารมณ์ดี อยู่ด้วยแล้วสนุกเป็คนประเภทที่ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะเผลอทำอะไรให้เ้าตัวเสียใจเข้ารึเปล่าความรู้สึกที่ััได้จากเขามีแต่ความเบิกบานสบายใจเขาเป็ทูตที่ทำงานสานสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นที่เกลียดกันแท้ๆแต่ทำไมอารมณ์ดีเช่นนี้ ฉันไม่เข้าใจเท่าไหร่
เขาเล่าเื่มากมายเกี่ยวกับโลกนี้โลกช่างกว้างขวาง ฉันไม่เคยก้าวออกพ้นบริเวณบ้านหลังนี้แต่สักวันฉันจะไปอนาตอเลยากับโทโคโยะ สถานที่ซึ่งเคยเห็นแค่ในสมุดแผนที่อยากไปเห็นเทียนซู เทียนเฉวียน ไคหยาง
สมัยอยู่กรุงเทพฉันไม่เคยนึกอยากไปเที่ยวเลย เพิ่งได้รู้ว่าความรู้สึกอยากเที่ยวเป็เช่นนี้นี่เอง
คุเรไนเล่าเื่ของโทโคโยะซากุระที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มในฤดูร้อน ต้นไม้สีแดงชาดในฤดูใบไม้ร่วงและทิวทัศน์สีขาวโพลนในฤดูหนาว
หนิงหลงรู้ว่าฉันใช้เวลาคุยกับคุเรไนนานมากวันต่อมา เขามาเคาะประตูห้องตอนฉันกำลังหวีผมและจัดการตัวเองหลังอาหารกลางวัน
ฉันลุกไปเปิดประตูให้เขาเข้ามาชายหนุ่มเอ่ยปากขออนุญาตและเข้ามานั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่เขาเคยนั่งก่อนหน้า
“เ้าสนิทกับคุเรไนมากหรือ?”ชายหนุ่มตรงเข้าประเด็นทันที
ฉันััความไม่สบายใจจากอีกฝ่ายได้ แต่ฉันพยักหน้ายอมรับไปตามตรงคลี่พัดเขียนว่า
“ไม่ถึงกับสนิทมากค่ะ แค่คุยสนุก และ”ฉันคิดคำอยู่พักหนึ่ง “สนใจโลกภายนอกบางทีฉันอาจจะอยู่ในบ้านนานเกินไป”
“...อย่างนั้นรึ” หนิงหลงพยักหน้ารับ“ว่าแต่...คำถามที่เ้าอยากถามข้าเมื่อวันก่อน ยังจำได้อยู่หรือเปล่า?”
ฉันเหงื่อตกเพราะไม่ได้คิดถึงเื่นั้นและยังรู้สึกว่าไม่ใช่เวลา
“ยังค่ะ ขอเวลาอีกสักนิด”
“เ้าไม่ได้...ข้ารู้สึกเหมือนเ้าพยายามหลบหน้าข้าอยู่ข้าทำอะไรให้เ้าโกรธหรือไม่?”
คำถามตรงเกินไปแล้ว ฉันอ้ำอึ้งพู่กันจิ้มค้างบนพัด ไม่รู้จะเขียนอะไร
“เอาเถอะ ถ้าไม่มีอะไรแสดงว่าข้าคิดไปเอง ขอโทษเ้าด้วย” ชายหนุ่มลุกขึ้น“...เ้าอยากไปข้างนอกอย่างนั้นหรือ?”
ฉันพยักหน้าทันที
“ตอนนี้เ้าใช้พัดคล่องมากเื่การสื่อสาร ข้าไม่คิดว่าเ้าจะมีปัญหาอะไร” หนิงหลงยกมือแตะคางก่อนจะพูดต่อว่า“ถ้าเช่นนั้นข้าจะคิดดู”
อีกแล้ว... ฉันถอนหายใจยาว เดี๋ยวเขาก็บอกว่าไปไม่ได้เหมือนเดิม
เหล่าผู้ติดตามของคุเรไนโดนซูเหลียงจิกหัวใช้ให้มาช่วยทำสวนฉันบังเอิญเดินผ่านตอนหนิงหลงกำลังยืนคุยกับซูเหลียง
“ท่านระวังไว้ หากท่านเผอเรอนางอาจถูกท่านโสวหงชิงหัวใจไป”
ฉันหยุดเท้าและเข้าไปหลบมุม
“...อาหงไม่ทำอะไรแบบนั้น”
“ท่านโสวหงอาจไม่ตั้งใจแต่หากรักใครแล้วมันห้ามได้รึขอรับ? ตัวท่านเองน่าจะรู้ดี... ข้าน้อยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านจะเลิกปิดบังท่านเหมยฟางข้าน้อยไม่อยากให้ท่านเหมยฟางรู้สึกเหมือนถูกพวกเราหลอก”
ฉันตัวแข็ง
“ด้วยความเคารพจากผู้ต่ำต้อย”หนุ่มผมหางม้าพูดต่อ “หากนางทราบเองทีหลัง จะยิ่งกลายเป็รอยร้าวที่ประสานไม่ติด”
“...ข้าไม่คิดว่า...”หนิงหลงพูดเสียงเบา
“ที่ท่านเหมยฟางสนิทกับท่านโสวหงก็เพราะท่านโสวหงไม่ได้แบกความลับ...แบกตราบาปอะไรไว้ ท่านคิดจะปล่อยให้เป็เช่นนี้ไปถึงเมื่อไร?ท่านอมพะนำเช่นนี้ ข้าน้อยไม่คิดว่าเป็ทางเลือกที่เหมาะสม...”
“ซูเหลียง...” น้ำเสียงหนิงหลงต่ำลง“ขอบใจในความเป็ห่วงของเ้า แต่ข้าจะหาจังหวะที่เหมาะสม บอกกับนางเอง”
หัวใจฉันเต้นแรงด้วยความสงสัย แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ฉันต้องรีบหลบ พอหันหลังก็เจอเข้ากับคุเรไนพอดี
“แม่นาง!” เขาทักทายอารมณ์ดี ฉันรีบยกนิ้วชี้ให้เขาเบาเสียงลงหน่อย “มีอะไรรึ?”
ฉันดึงชายเสื้อเขามาหลบ
“ตามหาท่านหนิงหลงอยู่เหรอคะ?” ฉันรีบถาม
“ไม่ได้ตามหาผู้ใดเป็พิเศษ ข้าแค่กำลังหาอะไรทำก็มาเจอแม่นางพอดีแม่นางพอจะมีเวลาว่าง...”
“อาหง”
เสียงหนิงหลงดังขึ้นข้างหลัง ทำฉันสะดุ้งตัวโยน
“เรียว!”
ฉันค่อยๆ หันหลังไปหาชายหนุ่มดวงตาสีทับทิมของหนิงหลงไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดเป็พิเศษด้านหลังเขาคือซูเหลียงที่ยืนเท้าเอวส่ายหน้าช้าๆ
หนิงหลงมองฉันสลับกับคุเรไน
“ข้ามาขัดอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่าข้าแค่กำลังจะชวนแม่นางออกไปเดินที่สระบัวด้านนอกบางทีอาจขับลำนำของโทโคโยะให้ฟังสักบท” คุเรไนพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังร้องเพลง“เ้าจะมาด้วยไหม?”
“อาหงข้ามีเื่งานอยากปรึกษาเ้าพอดี” หนิงหลงเมินคำชวนนั้น “ส่วนเหมยฟาง...พรุ่งนี้ข้าอยากชวนเ้าไปตลาด”
ฉันเบิกตากว้าง นี่ฉันได้ยินผิดหรือเปล่า?เขากำลังจะชวนฉันไปตลาด?
“คุเรไนและผู้ติดตามของเขาไปด้วย ข้าจะพาซูเหลียงกับถิงถิงไปเช่นกันคาดว่าไม่มีปัญหา”
ฉันใจนตัวชา ในจังหวะนั้นคุเรไนพูดต่อ
“เยี่ยมอย่างน้อยเ้ายังไม่ลืมชวนข้า”
“ข้าชวนอยู่แล้ว”
คุเรไนหัวเราะเสียงดังก่อนจะหันหลังมาหาฉัน
“ยินดีด้วย แม่นางได้ออกข้างนอกสมใจอยาก”
พูดได้แค่นั้น เขาก็โดนหนิงหลงลากไปห้องรับแขกที่ทั้งสองใช้คุยกันในวันแรกลับตาแล้ว ซูเหลียงเดินเข้ามาหาฉัน ยังคงเท้าเอวและทำหน้าบูดบึ้งตามเดิม
“...ตอนแรกยืนกรานไม่ให้ท่านไปมาบัดนี้นึกจะชวนก็ชวน ข้าน้อยตั้งตัวไม่ทันจริงๆ” เขาพ่นลมออกจมูก“ดูเหมือนข้าน้อยต้องไปเสริมเวทอาณาเขตแล้วท่านเองก็เลือกไว้เลยว่าพรุ่งนี้จะใส่ชุดอะไร อ้อ ฝากไปบอกถิงถิงด้วย”
ฉันพยักหน้ารับพอเด็กหนุ่มทำท่าจะจากไป ฉันรีบดึงตัวเขาไว้ก่อน
“รั่วหลานเป็ใครเหรอ?”
สีหน้าของเด็กหนุ่มแข็งทื่อไปทันใด ความตระหนกของเขาแล่นปรี่เข้ามาในตัวฉันแต่ถูกเขาสยบลงในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที
หลังเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่งในที่สุดเขาตอบว่า
“ท่านยังไม่จำเป็ต้องรู้ขอรับ”
จากนั้นเด็กหนุ่มหมุนตัวและจ้ำไปตามทางเดินราวกับจะวิ่งหนี