ท่ามกลางความเงียบสงบของวังหลัง กลิ่นกำยานัอบอวลอยู่ในอากาศเย็นเยียบของต้นฤดูใบไม้ร่วง ทว่าบรรยากาศอันสง่างามของ ตำหนักฉือหนิง กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงกัมปนาทของแจกันกังไสลายครามที่ร่วงลงกระทบพื้นจนแตกละเอียดเป็เสี่ยงๆ
“ข้าไม่แต่ง! ต่อให้ต้องะโสระบัวฆ่าตัวตาย หรือไปบวชเป็ชีที่อารามท้ายเขา ข้าก็จะไม่ยอมแต่งกับ ‘ท่านอ๋องตัดแขนเสื้อ’ ผู้นั้นเด็ดขาด!”
เสียงแผดสนั่นนั้นมาจากริมฝีปากอิ่มสีชาดของ
ถังรัวซี บุตรสาวคนเล็กของแม่ทัพใหญ่ นางอยู่ในชุดอาภรณ์สีแดงเพลิงขับเนียนผิวให้ขาวผ่องปานหิมะ ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดนั้นบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้นขณะที่มือเรียวเล็กกำลังคว้ากระถางต้นโบตั๋นหยกแกะสลัก เตรียมจะทุ่มลงพื้นเป็รายต่อไป
“รัวซี! หยุดประเดี๋ยวนี้!”
เสียงทรงอำนาจแต่แฝงด้วยความเมตตาปรามขึ้น ไทเฮา ผู้เป็ประมุขแห่งวังหลังประทับอยู่บนพระเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทรงทอดพระเนตรหลานสาวคนโปรดด้วยสายตาที่ทั้งระอาและเอ็นดู นางกำนัลรอบกายต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงก ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้พายุอารมณ์ของคุณหนูถังยกเว้นพระองค์เพียงผู้เดียว
“เสด็จย่า...ท่านต้องเข้าข้างข้านะเพคะ!”
รัวซีวางกระถางหยกเด็ดขาด แต่นางกลับโผเข้าไปคุกเข่ากอดพระชงฆ์ (หน้าแข้ง) ของไทเฮาพลางบีบน้ำตา
“คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า เซี่ยหลานจวิน เอ่อ รุ่ยอ๋องผู้นั้น มีรสนิยมเยี่ยงไร วันๆ เขาเอาแต่ประคองพัด จัดดอกไม้ดมเกสร กลิ่นแป้งร่ำบนตัวเขาหอมฟุ้งยิ่งกว่าสตรีเสียอีก ข่าวลือที่ว่าเขาเลี้ยงดู ‘คุณชายหน้าขาว’ ไว้ในจวนนับสิบคนนั้นมิใช่เื่โคมลอยแน่ๆ หากข้าแต่งไป มิเท่ากับข้าต้องนั่งตบยุงอยู่ในห้องหอเพียงลำพัง ขณะที่สามีไปนั่งจี๋จ๋าอยู่กับบุรุษอื่นหรือเพคะ!”
ไทเฮาทรงถอนหายใจยาวลูบหัวหลานสาวเบาๆ
“เ้าฟังคำคนอื่นมากไปแล้วรัวซี รุ่ยอ๋องเป็บุรุษที่เพียบพร้อม กริยาสุภาพ อ่อนโยน ใบหน้าเขาก็หล่อเหลาเป็หนึ่งในใต้หล้า เ้ามิใช่หรือที่เคยชมเขาตอนงานเลี้ยงชมจันทร์เมื่อปีก่อน?”
“นั่นเพราะข้ายังไม่รู้ความลับของเขาอย่างไรเล่าเพคะ!”
รัวซีสะบัดหน้าหนี
“ความหล่อเหลานั้นมีไว้หลอกล่อบุรุษด้วยกันต่างหาก! เสด็จย่า...ข้าเป็ธิดาแม่ทัพ ข้าฝึกกระบี่ ฝึกขี่ม้า ข้า้าสามีที่เป็วีรบุรุษ แข็งแกร่ง สามารถปกป้องข้าได้ มิใช่สามีที่มานั่งแข่งกันแต่งหน้ากับข้า หรือเดินนวยนาดราวกับกิ่งหลิวล้อลมเช่นเขา!”
รัวซีลุกขึ้นยืนพลางสะบัดชายเสื้อสีแดงของนางอย่างทระนง นางเป็คุณหนูที่เอาแต่ใจที่สุดในเมืองหลวง เพราะบิดาเป็ถึงเสนาบดีที่มีอำนาจทหารในมือ และไทเฮาก็ทรงให้ท้ายนางมาั้แ่เด็ก ความดื้อรั้นของนางจึงมีมากเท่ากับความสวยงาม
“ข้าตัดสินใจแล้วเพคะ ข้าจะหนีออกจากเมืองหลวงคืนนี้!”
“ลองก้าวออกไปแม้เพียงก้าวเดียวดูสิ”
ไทเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบลงพระเนตรคมกริบจ้องมองหลานสาว
“หากเ้าหนีไป ข้าจะถือว่าเ้าขัดราชโองการ และสิ่งแรกที่ข้าจะทำ คือสั่งให้ทหารไปที่จวนสกุลถัง...”
รัวซีชะงัก ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปหยุดกึก นางหันกลับมามองด้วยความสงสัย
“ท่านจะลงโทษท่านพ่อหรือเพคะ? ท่านพ่อไม่เกี่ยว...”
“เปล่า…”
ไทเฮายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ
“ข้าจะสั่งให้คนไปยึด ‘กระบี่ชิงหลวน’ ของเ้าคืนมาเสีย แล้วสั่งหลอมมันทิ้งเป็เศษเหล็กทันที”
รัวซีหน้าซีดเผือด กระบี่ชิงหลวนคือกบี่ล้ำค่าที่ทำจากเหล็กเย็นนอกด่าน เป็ของประทานจากอดีตฮ่องเต้ที่นางรักยิ่งกว่าชีวิต นางใช้มันฝึกซ้อมมาั้แ่ห้าขวบ และเป็สิ่งเดียวที่นางภาคภูมิใจในฐานะบุตรสาวขุนพล
“เสด็จย่า! ท่านจะทำเช่นนั้นไม่ได้นะเพคะ! นั่นมัน...นั่นมันชีวิตของข้า!”
“ชีวิตของเ้า แลกกับสมรสพระราชทานครั้งนี้ ถือว่าคุ้มค่า”
ไทเฮาวางถ้วยชาลงดังกึก
“เ้ารู้ดีว่าข้าพูดจริงทำจริง รัวซี...เ้าอาละวาดจนพังแจกันข้าไปสามใบแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้เ้าพังงานแต่งครั้งนี้เด็ดขาด เซี่ยหลานจวินเป็คนเดียวที่ข้าเห็นว่าคู่ควรกับเ้าที่สุด และเชื่อข้าเถอะ...เขามีอะไรมากกว่าที่เ้าเห็นด้วยตาเปล่า”
“มีอะไรเพคะ? มีตู้เก็บเครื่องแป้งที่ใหญ่กว่าของข้าหรือ?”
รัวซีเถียงกลับทันควันทั้งที่น้ำตาคลอเบ้าเพราะห่วงกระบี่
“เขาคือคนที่สามารถปราบพยศเ้าได้”
ไทเฮาทรงยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เอาล่ะ กลับจวนไปเตรียมตัวเสีย อีกสามวันเกี้ยวเ้าสาวจะไปรับเ้า หากเ้าตระบัดสัตย์ กระบี่ชิงหลวนของเ้าจะเป็เพียงตำนาน”
ถังรัวซีเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเื นางมองเศษแจกันที่พื้นพลางนึกถึงใบหน้ายิ้มละมุนอย่าง
"คนขี้โรค" ของรุ่ยอ๋องในความทรงจำ ใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านเกินไป นิ้วมือที่เรียวยาวประหนึ่งลำเทียนที่น่าจะเหมาะกับการคีบตะเกียบมากกว่าจับด้ามดาบ
‘ได้...ในเมื่อบีบบังคับกันเช่นนี้ ข้าก็จะแต่ง!’
นางคิดในใจด้วยความอาฆาต
‘แต่เซี่ยหลานจวิน...เ้าเตรียมตัวไว้เถอะ ข้าจะทำให้จวนอ๋องของเ้าลุกเป็ไฟ ข้าจะทำให้เ้าต้องเป็ฝ่ายคุกเข่าอ้อนวอนขอหย่ากับข้าให้ได้!’
รัวซีย่อกายคำนับไทเฮาอย่างกระแทกกระทั้น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากตำหนักฉือหนิงไปโดยไม่หันกลับมามอง นางไม่ได้สังเกตเลยว่าที่มุมเสาด้านนอก มีบุรุษในชุดสีม่วงอ่อนผู้หนึ่งยืนพิงเสาอยู่เงียบๆ
เขามีใบหน้าหล่อเหลาราวกับสลักจากหยกชั้นเลิศ ดวงตาเรียวยาวประดับด้วยขนตาหนาที่ทำให้ดวงตาคู่นั้นดูอ่อนโยนและเ้าชู้ในเวลาเดียวกัน ในมือของเขาถือพัดจีบที่วาดลายกิ่งเหมยสีแดงอย่างประณีต เขากำลังพัดวีอย่างแช่มช้า กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าจางๆ ลอยมาจากกายเขา
เซี่ยหลานจวิน ยกรอยยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็น "ว่าที่พระชายา" เดินกระทืบเท้าผ่านไปโดยไม่เห็นหัวเขา
“อาละวาดเก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ...”
เขากระซิบกับตัวเอง น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าหลงใหลแต่กลับแฝงไปด้วยความขี้เล่น
“กระบี่ชิงหลวนงั้นหรือ? ดูท่าข้าคงต้องเตรียม ‘กระบี่’ ของข้าไว้ปราบเ้าเสียหน่อยแล้วมั้ง...คุณหนูถัง”
เขาสะบัดพัดปิดดัง พรึ่บ ก่อนจะเดินหายลับไปในเงามืดของทางเดินวังหลวง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นที่ทำให้เหล่านางกำนัลที่เดินผ่านถึงกับเคลิ้มฝัน โดยหารู้ไม่ว่าพยศที่นางมี จะถูกปราบด้วยชั้นเชิงที่นางคาดไม่ถึงในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้า