เล่มที่ 1 บทที่ 6นี่คือสมบัติ
“อยาก!”
เจียงอวิ๋นแทบจะตอบกลับในทันทีทั้งยังยื่นมือออกไปคว้าแผ่นยันต์กองนั้นแล้ว
แต่เมื่อนิ้วมือเขากำลังจะััโดนแผ่นยันต์กลับหยุดนิ่งค้างกลางอากาศอย่างกะทันหัน
ไม่ว่าจะเป็คำพูดประโยคนั้นของเจียงว่านหลี่หรือจะเป็แผ่นยันต์ตรงหน้ากองนี้ ล้วนก่อให้เกิดความปั่นป่วนในใจเขาอย่างรุนแรง
ความปรารถนาที่จะบำเพ็ญกลายเป็นักพรตเหมือนทุกคน เป็ความฝันที่ติดตัวเขามาแต่กำเนิด บัดนี้วิธีการที่จะทำให้ฝันเป็จริงมาอยู่ตรงหน้าแล้วเขาย่อม้าคว้าเอาไว้
ทว่าเขาก็นึกขึ้นได้อีกว่าหากคิดจะบำเพ็ญ ก็หมายความว่าตนต้องจากูเาหนึ่งแสนไพศาลไป ต้องจากหมู่บ้านเจียงจากเหล่าครอบครัวของเขาไป
อีกทั้งการบำเพ็ญยังมิใช่เื่ที่จะทำสำเร็จได้ในวันสองวันจำเป็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานอย่างมาก ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าเขาต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะกลับมาได้
เขายังอาลัยอาวรณ์อาวรณ์ต่อต้นไม้ทุกต้น ใบหญ้าทุกใบของหมู่บ้านเจียง อาวรณ์ต่อทุกคนในหมู่บ้านเจียงยิ่งอาวรณ์ต่อคุณปู่ผมขาวที่อยู่ตรงหน้า
ยิ่งกว่านั้นอีกห้าปีหลังจากนี้ เฟิงอู๋จี้ยังจะย้อนกลับมาอีก หากมันหาเขาไม่พบก็จะลงมือกับหมู่บ้านเจียง แล้วจะให้เขาจากไปทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร!
หลังจากผ่านไปนานมือที่ยื่นออกไปของเจียงอวิ๋นก็ได้ถูกดึงกลับมาอีกครั้ง ค่อยๆส่ายหน้าแล้วกล่าวเสียงเบา “ปู่ ข้าไม่อยากแล้ว”
กระนั้นเอง เจียงว่านหลี่พลันเอ่ยพูดเสียงดังขึ้นมา“ไม่ เ้าจำเป็ต้องไป!”
เจียงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเอ่ยถามด้วยความฉงนงุนงง “เพราะเหตุใด?”
“เพราะคำขู่ของเฟิงอู๋จี้เ้าเองก็ได้ยินแล้ว มันไม่มีทางจบเื่แต่โดยดีแน่นิกายสังสารวัฏที่อยู่เื้ัมันก็ยิ่งไม่มีทางจบเื่แต่เพียงเท่านี้เช่นกันอีกห้าปีให้หลัง หากเ้ายังคงอยู่ที่หมู่บ้านเจียงต่อไปเมื่อพวกมันมาเยือนอีกครั้ง มิเพียงแต่เ้าจะถูกจับตัวไปเท่านั้นกระทั่งพวกเราก็จะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย ดังนั้นเพื่อตัวเ้าเอง และเพื่อทุกคน เ้าจำเป็ต้องไป!”
“นั่น...” เจียงอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่งถึงดึงสติกลับมาได้“เช่นนั้นหลังข้าจากไปแล้ว พวกปู่จะทำอย่างไร? หากพวกมันจับข้าไม่ได้ ต้องมาระบายอารมณ์กับพวกปู่แน่! ปู่ ข้าไม่ไป หรือไม่ข้าปล่อยให้พวกมันจับตัวข้าไปก็ได้”
“ฮ่ะฮ่ะ!” เจียงว่านหลี่กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ“เ้าวางใจ ขอเพียงเ้าไม่อยู่ที่หมู่บ้านเจียงพวกมันไม่สามารถทำอะไรพวกเรามากเกินไปได้ อย่างไรเสีย ูเาก็มีกฏของูเา”
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นยังคิดจะพูดต่อเจียงว่านหลี่ก็ได้กล่าวขัดขึ้นมาก่อน “ทำไม หรือเ้าไม่เชื่อใจปู่? ไม่ว่าปู่จะใจกล้าเพียงใดก็ไม่มีทางเอาชีวิตคนในหมู่บ้านนับร้อยชีวิตมาโกหกเ้าหรอกนะ!”
คำพูดนี้ลบความสงสัยในใจของเจียงอวิ๋นไปได้เล็กน้อย
จริงอย่างว่าแม้เจียงว่านหลี่จะเป็ปู่ของเขา แต่ก็เป็หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านเจียงด้วยไม่มีทางเอาชีวิตผู้คนมากมายเพียงนี้มาโกหกเขาอยู่แล้ว
ทว่าเจียงอวิ๋นยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง“เช่นนั้นขอเพียงข้าไม่อยู่ที่นี่ พวกปู่ก็จะไม่เป็อะไรแล้วจริงๆ หรือ?”
เจียงว่านหลี่กล่าวอย่างหนักแน่น“ไม่เป็ไรแน่นอน!”
หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นจึงกัดฟันพยักหน้ารับ ในที่สุดก็ยื่นมือออกมาอีกครั้ง จับแผ่นยันต์กองนั้นไว้“ได้ อย่างนั้นข้าจะไป!”
แม้จะตัดสินใจแล้วทว่าในใจของเจียงอวิ๋นก็ยังเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ กำแผ่นยันต์ไว้ไม่พูดไม่จา นิ่งค้างไปราวกับท่อนไม้
เมื่อเห็นท่าทางของเจียงอวิ๋นมีหรือเจียงว่านหลี่จะไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน“หนูน้อยอวิ๋น เ้าไม่ต้องเศร้าโศกมากไปนักหรอกเดิมทีชีวิตคนเราก็เต็มไปด้วยการจากลา ยิ่งกว่านั้นถึงเ้าออกไปแล้วก็ใช่ว่าจะกลับมาไม่ได้อีกเมื่อใดที่เ้าประสบความสำเร็จในการบำเพ็ญเ้าจักสามารถเมินเฉยระยะห่างหนึ่งแสนลี้นี้ได้ เมื่อนั้นเ้าก็จะสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อแล้ว!”
“ยิ่งกว่านั้นเมื่อเ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วเมื่อนั้นจะคนของหมู่บ้านเฟิงหรือนิกายสังสารวัฏอะไรนั่นก็จะไม่กล้ามารังแกพวกเราอีกจริงไหม?”
“และเมื่อถึงตอนนั้นเ้ายังสามารถพาเยว่โหยว เจียงเหลย หรือพาพวกเราทั้งหมู่บ้านออกจากูเาหนึ่งแสนไพศาลได้พาพวกเราออกไปเห็นฟ้าดินที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าด้วยกันกับเ้า!”
คำพูดนี้ทำให้เจียงอวิ๋นตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดในที่สุดและก็ทำให้ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมาเป็ประกายอีกครั้ง บนใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์มีสีหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นเขาพยักหน้าแรงๆ “ปู่วางใจเถอะ อีกห้าปีให้หลัง ข้าจะต้องกลับมาแน่ เมื่อนั้นข้าไม่เพียงแต่จะสังหารเ้าเฟิงอู๋จี้ซะ แต่ข้าจะพาพวกปู่ออกจากที่นี่ด้วย!”
เจียงว่านหลี่หัวเราะฮ่าฮ่าออกมา“ดี ข้าจะตั้งตารอคอยวันนั้นนะ!”
ทันทีที่มีเป้าหมาย ความอาลัยอาวรณ์ในใจเขาก็ถูกซัดหายไปไม่น้อยในที่สุดก็เริ่มสังเกตแผ่นยันต์ในมือตนอย่างละเอียด
เจียงว่านหลี่กล่าวขึ้นอีกครั้ง“หนูน้อยอวิ๋น จะว่าไปปู่ก็รู้สึกผิดเหมือนกัน นอกจากแผ่นยันต์เหล่านี้แล้วปู่ก็ไม่มีสิ่งของอะไรที่ดีกว่านี้จะมอบให้เ้าแล้ว ดังนั้น...”
ไม่รอให้เจียงว่านหลี่กล่าวจบเจียงอวิ๋นก็ได้พูดขัดขึ้นมาก่อน “ปู่ ข้าไม่้าอะไรทั้งนั้น ยิ่งกว่านั้นปู่มักจะกล่าวกับข้าว่า ไม่ว่าจะเป็ของดีเพียงใด หากไร้ซึ่งพลังจะเก็บรักษามันไว้การพกติดตัวไว้กลับจะทำให้เราตกอยู่ในอันตรายไปเสียเอง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เจียงว่านหลี่ส่งเสียงหัวเราะดังสนั่น“เ้าเข้าใจเื่นี้ได้ นับว่าไม่เลวมาก!”
เสียงหัวเราะหยุดชะงักไปเจียงว่านหลี่กล่าวต่อว่า “เช่นนั้นเ้าคิดจะเริ่มออกเดินทางเมื่อใด?”
เื่การจากลาทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกตึงเครียดลงอีกครั้งหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่งจึงกล่าว “มะรืนนี้!”
“ได้! เ้าไปเถอะข้าเองก็จะพักผ่อนแล้ว!”
เจียงว่านหลี่ไม่ได้ถามว่าเหตุใดเจียงอวิ๋นถึงรอถึงวันมะรืนค่อยออกเดินทางในตอนที่กำลังจะเดินจากไป กลับพบว่าเจียงอวิ๋นยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ขยับปากเหมือนยังอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง
เจียงว่านหลี่จึงโบกมือออกมาจากนั้นก็หันหลังไปก่อนจะกล่าวว่า “เอาไว้เมื่อเ้าได้พบเจอข้าอีกครั้งข้าจะบอกเื่ชาติกำเนิดของเ้าให้เ้าฟัง!”
เมื่อกล่าวจบเจียงว่านหลี่ก็เดินไปนอนลงบนเตียงเล็กๆ ไม่พูดอะไรอีก
เจียงอวิ๋นถอนหายใจลากยาวออกมานี่คือคำถามที่เขาอยากถามแต่ก็ไม่กล้าถาม
แม้เขาจะคิดว่าตัวเองเป็คนของหมู่บ้านเจียงแล้วทว่าเื่เกี่ยวกับชาติกำเนิดของคน ก็ยังวนเวียนอยู่ในใจเขาตลอดเวลาไม่อาจลบเลือนได้
เขาเก็บแผ่นยันต์กองนั้นไว้อย่างระมัดระวังมองดูผู้เป็ปู่ที่นอนลงไปแล้วด้วยสายตาซาบซึ้งก่อนจะหันหลังเดินออกไปในที่สุด
วันนี้เจียงอวิ๋นมิได้ไปที่ใดทั้งนั้น เขาไปคอยช่วยคนในหมู่บ้านผ่าไม้ผ่าฟืน ไปช่วยซักผ้าไปเล่นเป็เพื่อนกับเหล่าเด็กน้อย
จนเมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงยามวิกาลเจียงอวิ๋นถึงได้แอบออกจากหมู่บ้านเจียงไปอย่างเงียบงันเพียงลำพังจนเมื่อกลางดึกวันที่สอง เขาถึงได้แบกถุงหนังสัตว์ขนาดใหญ่กลับมา
แขนซ้านเขายังจูงสัตว์ป่าคล้ายอาชาห้าขาอันงดงามมาด้วยหนึ่งตัวส่วนบนนิ้วชี้ของมือขวาก็ได้มีเชือกสีแดงผูกไว้ ซึ่งก็มีนกกระจอกตัวน้อยที่มีลวดลายสามสีตัวหนึ่งถูกผูกไว้ด้วย
เจียงอวิ๋นก้าวเดินในหมู่บ้านอันคุ้นเคยแห่งนี้อย่างเงียบงันประหนึ่งภูตผีทุกครั้งที่เดินผ่านบ้านหนึ่งหลังก็จะหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากในถุงหนังสัตว์แล้ววางลงอย่างแ่เบาขณะเดียวกันก็ได้พึมพำออกมา
“พี่ใหญ่เหลย พี่อยากได้สัตว์งดงามสักตัวมาเป็สัตว์ขี่มาโดยตลอดข้าจับกลับมาให้แล้ว!”
“ลุงิครั้งก่อนที่ลุงขึ้นเขา ได้ทำมีดสั้นประจำตัวหล่นหายไปข้าจึงทำมีดเขี้ยวพยัคฆ์มาให้หนึ่งเล่ม”
ในตอนที่เจียงอวิ๋นกำลังทำเื่ทั้งหมดนี้เขาไม่รู้เลยว่า บนต้นไม้ใหญ่ที่ห่างไกลออกไปต้นหนึ่งเจียงว่านหลี่กับเจียงมู่กำลังยืนมองเขาอย่างเงียบงันอยู่บนนั้น
ในที่สุดถุงหนังสัตว์ของเจียงอวิ๋นก็ว่างเปล่า หลงเหลือเพียงนกกระจอกสามสีบนมือ เขาค่อยๆเดินเข้าไปในบ้านของเจียงเยว่โหยว
“หืม? ผู้ใดน่ะ?”
ไม่คิดเลยว่าเจียงอวิ๋นเพิ่งเข้าบ้านได้ไม่ทันไร เจียงเยว่โหยวก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมส่งเสียงถามอย่างงัวเงีย
เจียงอวิ๋นรีบกดเสียงลงต่ำกล่าวว่า“ชู่ว ข้าเอง!”
ขณะเดียวกันก็ก้าวเร็วๆไปหลายก้าว ในที่สุดก็นำนกกระจอกสามสีบนมือไปไว้ตรงหน้าเจียงเยว่โหยวที่ยังงัวเงีย“ดูสิ ข้านำอะไรมามอบให้เ้า!”
“ว้าว! นกกระจอกสามสี!” เจียงเยว่โหยวเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นความง่วงหายไปจนหมดสิ้น คว้านกกระจอกสามสีมาถือไว้ในมือทันที
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นดีใจของเจียงเยว่โหยวเจียงอวิ๋นก็ยื่นมือไปบีบแก้มน้อยๆ ของนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “เอาละ รีบนอนเถอะพรุ่งนี้ค่อยตื่นขึ้นมาเล่นนะ!”
“อืมอืมอืม!” เจียงเยว่เหยาพยักหน้ารับจากนั้นก็เหมือนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างได้อย่างกะทันหัน จึงเอ่ยพูดอย่างลับๆ ล่อๆโดยกดเสียงลงต่ำเช่นกัน “พี่อวิ๋น ข้าเองก็มีของจะมอบให้เหมือนกัน”
เจียงอวิ๋นยิ้มกล่าว“ของอะไรหรือ?”
จากนั้นเจียงเยว่โหยวก็นำสิ่งของสีดำชิ้นหนึ่งออกมาจากใต้หมอนก่อนจะยัดเข้าใส่มือเจียงอวิ๋น
เมื่อเจียงอวิ๋นรับมาแล้วก็พบว่าเป็ก้อนหินทรงสามเหลี่ยมสีดำก้อนหนึ่งขนาดครึ่งฝ่ามือ เมื่อััโดนก็ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ
“พี่อวิ๋น นี่คือสมบัติพี่เก็บไว้ให้ดีนะ อย่าทำหายล่ะ!”
เจียงอวิ๋นหัวเราะร่วนอย่างอดไม่ได้ไม่รู้ว่านี่เป็ก้อนหินที่เจียงเยว่โหยวไปเก็บมาได้จากที่ใด ทั้งยังมองเป็สมบัติอีกทว่าเขาก็ยังคงพยักหน้ารับ “ได้!”
เจียงอวิ๋นเก็บก้อนหินนั้นเข้าไปในอกเสื้อทว่าเขาไม่ทันได้สังเกตว่า บนก้อนหินได้มีประกายแสงลี้ลับสว่างขึ้นมาแวบหนึ่ง
เจียงเยว่โหยวย้ำเตือนอย่างไม่วางใจอีกครั้ง“อย่าทำหายเด็ดขาดเลยนะ แม้ข้าจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันคือสมบัติจริงๆ นะ!”
“วางใจเถอะข้าจะต้องเก็บรักษาอย่างดีแน่นอน! เอาละ เ้ารีบนอนเถอะ!”
เจียงอวิ๋นมัดนกกระจอกสามสีไว้ตรงขอบเตียงจากนั้นก็ห่มผ้าให้เจียงเยว่โหยวก่อนจะนั่งมองนางเงียบๆ ที่ขอบเตียงจนเมื่อนางผล็อยหลับไป เขาถึงได้ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบค่อยก้าวเท้าออกจากบ้านเล็กที่เขาอาศัยอยู่มานานสิบหกปีหลังนั้น