เสียงรถยนต์ที่จอดหน้าบ้านทำให้หญิงสาวที่กำลังนั่งเพ้นท์ลายต่างๆ ลงบนกระเป๋าผ้าใบย่อมวางมือลงแล้วรีบวิ่งไปที่หน้าประตูบ้าน
“คุณพ่อ! กลับมาแล้วหรือคะ เหนื่อยไหมคะวันนี้” ไอลดาเข้าไปเกาะแขนบิดาพลางถามด้วยความเป็ห่วง หญิงสาวเป็ลูกสาวคนเดียวของคุณปรีชา วรรธนาศาล เ้าของธนาคารใหญ่ติดอันดับสามของประเทศซึ่งธุรกิจนี้เป็มรดกตกทอดของตระกูล ไม่ว่าลูกหลานกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ต้องสืบสานธุรกิจนี้ต่อไป
ปัจจุบันนายปรีชาเป็ผู้รับ่ต่อและในอนาคตข้างหน้าก็จะต้องตกเป็ของบุตรสาวคนเดียวของท่านเช่นกัน ซึ่งก็ทำเอาปรีชาหนักใจไม่น้อยเนื่องจากไอลดาไม่มีความคิดที่อยากจะทำงานด้านนี้เลย
ไอลดาเพิ่งจบการศึกษาทางด้านศิลปกรรมเมื่อต้นปีที่ผ่านมาตอนนี้กำลังตบแต่งแกลเลอรี่เล็กๆ ที่จะใช้สำหรับแสดงผลงาน และขายภาพของตนเองอยู่ ซึ่งประเมินดูแล้วร้านนี้คงจะไม่ทำกำไรให้ได้สักเท่าใดนักถ้าคิดในแง่ธุรกิจแต่คุณปรีชาก็ตามใจและสนับสนุนในสิ่งที่ลูกรักอย่างเต็มที่
ท่านไม่เคยขัดใจลูกสาวคนนี้เลย ตามใจทุกอย่างเพราะสงสารที่ต้องกำพร้าแม่ั้แ่เด็กแต่ตอนนี้ท่านเริ่มจะสงสารตัวเองเสียแล้ว เพราะไอลดาชักดื้อรั้นและไม่ค่อยยอมเชื่อฟังท่านเลย
โดยเฉพาะเื่ที่ท่านห้ามไม่ให้เธอเข้าไปยุ่งกับเื่ของคนอื่นซึ่งหญิงสาวไม่เคยปฏิบัติตามได้เลยสักครั้งเดียวจนท่านเป็ห่วง กลัวว่าสักวันหนึ่งลูกจะเป็อันตรายถึงแก่ชีวิตได้
“เห็นหน้าหนูพ่อก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ” ปรีชาตอบยิ้มๆ พร้อมกับโอบไหล่ลูกสาวพาเดินเข้าบ้านไปด้วยกัน “แล้วนี่หนูเอาอะไรมาทำอีกล่ะ กระเป๋างั้นเหรอ สวยดีนี่” ท่านมองของที่ลูกสาวทำค้างไว้อยู่
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่ามันต้องสวยลูกสาวของคุณพ่อทำเองนี่นา” ไอลดาคุยโว ปรีชาจึงหัวเราะขำแล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มก่อนจะรับแก้วน้ำเปล่าเย็นเฉียบจากสาวใช้มาดื่มแก้กระหาย ส่วนลูกสาวของท่านก็นั่งลงบนพื้นแล้วทำงานของตัวเองต่อไป
พลันสายตาของปรีชาก็เหลือบไปเห็นผ้าก๊อซปิดแผลแปะอยู่ตรงข้อศอกของบุตรสาวท่านวางแก้วน้ำลงแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำ เสียงที่อ่อนอกอ่อนใจว่า
“ทำไมหนูถึงไม่เคยเชื่อพ่อเลยนะว่าอย่าไปยุ่งกับเื่ของคนอื่น”
“โธ่...คุณพ่อขา”ไอลดาลุกขึ้นมานั่งข้างบิดาแล้วเกาะแขนท่านไว้อย่างประจบ “หนูน่ะเชื่อฟังคุณพ่อเสมอเลยนะคะแต่คุณพ่อจะให้หนูอยู่เฉยๆ ทนดูไอ้พวกอันธพาลมันรังแกคนแก่อยู่ได้ยังไงล่ะคะ”
“หนูก็โทรแจ้งตำรวจได้นี่ลูก”
“โอ๊ย! กว่าตำรวจจะมาพวกมันก็เผ่นหนีกันไปหมด แล้วล่ะค่ะ”
“ก็หนูคิดแบบนี้น่ะสิ ถึงได้เจ็บตัวกลับมาทุกครั้ง” ปรีชาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วอดพูดเหน็บแนมลูกสาวสุดที่รักไม่ได้ “พ่อว่าหนูคิดผิดนะที่เลือกเรียนทางด้านศิลปะ ความจริงหนูน่าจะไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจแทนมากกว่าถ้าหนูจะรักความยุติธรรมมากขนาดนี้”
“แหม...คุณพ่อก็ชอบประชดหนูอย่างนี้อยู่เรื่อยเลย” ไอลดาทำปากยื่นตาคว่ำใส่บิดา
“ที่พ่อพูดก็เพราะเป็ห่วงหนูเป็ลูกสาวคนเดียวของพ่อนะ ถ้าเกิดหนูเป็อะไรไปพ่อจะอยู่กับใคร” ท่านยกมือขึ้นลูบศีรษะของลูกสาวอย่างอ่อนโยน หญิงสาวจึงสวมกอดบิดาไว้แล้วซบหน้ากับอกของท่าน
“คุณพ่อไม่ต้องเป็ห่วงหนูหรอกค่ะลูกคนนี้ของคุณพ่อเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว อีกอย่างหนูก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือดูแลอยู่ตลอด”
“เฮ้อ...” ท่านถอนใจอีกครั้ง ซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็ครั้งที่เท่าไรแล้วให้กับความดื้อรั้นของลูกสาวการช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังเดือดร้อนนั้นท่านก็เห็นดีเห็นงามด้วยอยู่หรอกแต่ถ้าช่วยโดยการเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงแล้วต้องเจ็บตัวกลับมาแบบนี้ท่านก็ไม่ชอบเหมือนกัน
ครั้นหวังจะพึ่งพาพวกเพื่อนๆของลูกสาวให้ช่วยดูแลก็คงไม่ ได้ เพราะแต่ละคนก็ดันมีนิสัยเหมือนกันหมดทั้งกลุ่ม ซึ่งเชื่อได้เลยว่าถ้าลูกสาวของท่านมีาแกลับมาบ้านแบบนี้พวกเพื่อนๆ ของไอลดาก็คงมีสภาพไม่ต่างกันนักหรอก
ปรีชาจำได้ว่ามีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ลูกสาวและบรรดาเพื่อนในกลุ่มได้รับาเ็จนถึงขั้นต้องเข้าไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกันเลยทีเดียว
ตอนที่ท่านรู้เื่นั้นใเป็อย่างมากก่อนจะรีบไปที่โรงพยาบาลในทันที แล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าไอลดาแค่ศีรษะแตกและมีรอยฟกช้ำตามร่างกายเท่านั้นส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก จะมีหนักสุดก็คือสุเทพหรือพี่อ๊อดของทุกคนที่ขาหักต้องเข้าเฝือกนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเกือบครึ่งเดือน
ซึ่งพอสอบถามว่าเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้อย่างไรก็ได้ใจความว่าทุกคนได้เข้าไปช่วยเหลือลุงคนหนึ่งที่กำลังโดนทวงหนี้จากเ้าหนี้อยู่ลุงคนนั้นถูกทำร้ายร่างกายเนื่องจากยังไม่มีเงินจ่ายหนี้ให้ ไอลดากับพวกพ้องทนดูไม่ได้จึงเข้าไปช่วยเหลือ
ดูจากสภาพแต่ละคนแล้วคงจะไม่ใช่เ้าหนี้ธรรมดาเป็แน่ดีที่พวกนั้นไม่เอาปืนขึ้นมายิง ไม่อย่างนั้นท่านคงได้เผาผีลูกก่อนตัวเองแน่
ซึ่งจากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ปรีชาเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเสียแล้วก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป
คุณวรโชติ โกติพัฒน์ อดีตนายทหารยศพลโทที่ปลดเกษียณแล้วกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ห้องนั่งเล่นภายในบ้านท่านมีลูกชายหนึ่งคนที่รับราชการทหารเหมือนกับท่านคือ พันตรีวรกานต์ โกติพัฒน์ ส่วนภรรยาของท่านนั้นได้เสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว
“ท่านคะมีแขกมาขอพบค่ะ”
“อืม”คุณวรโชติวางหนังสือพิมพ์ลง ถอดแว่นตาออกวางทับไว้บนหนังสือพิมพ์ แล้วลุกขึ้นเดินไปยังห้องรับแขกไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครมาพบ เพราะแขกของท่านได้โทรมาแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วนั่นเอง
“ว่าไงปรีชา หนูไอซ์ทำอะไรให้หนักใจอีกล่ะ” วรโชติทักทายเพื่อนรักอย่างอารมณ์ดี เขากับปรีชาคบหาเรียนหนังสือด้วยกันมาั้แ่เด็กก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนทางด้านที่ตนเองชอบ
“ก็เื่เดิมๆ นั่นแหละฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีแล้วนะโชติ ยัยหนูหาเื่เจ็บตัวได้ทุกวันจนฉันกลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งฉันจะเสียเขาไป”
พอเห็นสีหน้ากังวลใจของเพื่อนรักแล้ววรโชติก็รู้สึกเห็นใจยิ่งนัก เื่ของไอลดาปรีชาได้มาปรึกษาเขาอยู่บ่อยๆ ซึ่งเขาก็ทำได้แค่ให้กำลังใจเพื่อนเท่านั้นเนื่องจากไม่รู้จะแนะนำยังไง เพราะก็พอจะรู้จักนิสัยใจคอของลูกสาวเพื่อนอยู่เหมือนกัน
“โชติ...ฉันคิดว่าจะหาบอดี้การ์ดสักคนมาดูแลยัยหนูนะฉันอยากให้นายช่วยหาให้หน่อยได้ไหม”
“เฮ้ย...ถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ”
“ใช่ในเมื่อฉันห้ามไม่ได้ก็ต้องหาวิธีป้องกัน”
“เอาจริงแน่นะ” วรโชติถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“แน่สิ นายช่วยหาคนดีๆที่ไว้ใจได้ให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันว่าระดับอย่างนายน่าจะรู้จักใครบ้างล่ะน่า”
วรโชติมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีใครคนหนึ่งที่น่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าใครทั้งหมด
“นายไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอก ฉันมีอยู่แล้วคนหนึ่ง”
“ใคร?” ปรีชาถามอย่างสนใจ
“ลูกชายฉันเอง เ้ากานต์ไง”
“หา! วรกานต์น่ะเหรอ” ปรีชาร้องถามอย่างแปลกใจ
“ใช่ฉันจะให้เ้ากานต์นี่แหละไปดูแลหนูไอซ์”
“จะดีเหรอตากานต์เองก็มีงานทำอยู่ไม่ใช่รึ”
“ดีสิ นายไม่ต้องห่วงไปหรอกน่าตอนนี้เ้ากานต์มันอยู่ใน่พักร้อน มีเวลาตามดูแลหนูไอซ์ได้ทั้งวันอยู่แล้ว อีกอย่างฉันว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะที่เราจะให้ลูกทั้งสองคนของเราได้ทำความรู้จักกันจริงๆ จังๆ เสียที”
ปรีชามองหน้าเพื่อนก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วยวรกานต์กับไอลดาเป็คู่หมั้นคู่หมายกันมาั้แ่เด็กโดยที่ทั้งสองคนไม่เคยรับรู้มาก่อนมีเพียงพวกผู้ใหญ่เท่า นั้นที่รู้เพราะได้จัดการกันเอง ทั้งคู่เคยเจอกันครั้งล่าสุดก็ตอนงานศพของภรรยาวรโชติซึ่งมันก็นานเกือบสิบปีได้แล้ว
“แล้วตากานต์จะยอมเหรอ”
“ไม่ยอมก็ต้องยอม ไม่ดูแลคู่หมั้นตัวเองแล้วจะให้ใครมาดูแลกันล่ะ”วรโชติบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้าตากานต์ยอมตกลงฉันก็จะได้เบาใจขึ้นหน่อย”เป็วรกานต์ย่อมดีกว่าเอาใครก็ไม่รู้มาดูแลลูกสาวอีกอย่างทั้งสองคนเป็คู่หมั้นคู่หมายกัน ให้ใกล้ชิดกันไว้จะได้รู้จักกันมากขึ้น