หยางจิน part
เดิมทีตัวข้าเป็ผู้ฝึกตนไร้สังกัด ข้าออกเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ และพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายประเภท จนวันหนึ่งข้าได้พบเจอกับเขาคนนั้นด้วยตาของตนเอง มิใช่เพียงชื่อเสียงที่ถูกร่ำลือ'อวีเฟิง'ตัวตนของเขาช่างแตกต่างจากสิ่งที่ข้าคิดหรือได้ยินมามากมายนัก
ชายหนุ่มผู้ชอบร่ำสุราเป็อาจิณโดยทิ้งกระบี่ประจำกายไว้ทั่วอย่างไม่คิดใส่ใจ ชายผู้นี้หรือคือตำนานที่สยบทั้งหกภพภูมิ ในสายตาข้าตอนนี้ก็เห็นเพียงไอ้ขี้เมาทำตัวเหลวไหลไปวันๆ เท่านั้น
ไม่ว่าจะด้วยความไม่ชอบใจหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ข้าท้าประลองกับเขาอยู่หลายครั้งหลายหน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ข้าจะสามารถชนะคนคนนี้ได้
เขาไม่แม้แต่จะชักกระบี่ประจำกายของตนเองออกมาด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังดูถูกความสามารถของข้าอยู่เป็แน่ แต่ถึงแบบนั้นข้าก็ไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น กระทั่งข้าที่ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีสู้กับเขาก็ยังไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้เขาได้แม้แต่รอยเดียว แล้วจะเอาความสามารถใดไปลบล้างคำดูถูกของเขาได้กัน
แต่เมื่อนานวันเข้าหลังจากที่ได้ประมือกันหลายครั้งหลายหน มันก็ทำให้ข้าเข้าใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย การที่เขาไม่ชักกระบี่ออกมาอาจไม่ใช่ว่าเขาดูถูกข้า แต่เป็เพราะเขากำลังให้โอกาสข้าอยู่ต่างหาก โอกาสที่จะทำให้ข้าฝึกฝนตนเองให้เก่งยิ่งขึ้น เก่งพอที่จะทำให้ข้าสู้กับเขาได้อย่างเท่าเทียม…
คนที่กำลังนอนเอกเขนกร่ำสุราอยู่ถามข้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก "เอาแต่สู้กับข้าอยู่เช่นนี้เ้าไม่เบื่อบ้างหรือ"
"ไม่ จนกว่าข้าจะเอาชนะท่านได้ข้าย่อมไม่มีวันเปลี่ยนความคิด"
"เข้าใจแล้ว..แต่จะให้สู้กันเฉยๆ ก็น่าเบื่อแย่"
"ท่าน้าอะไร"
"ตอนนี้สำนักของข้ากำลังขาดคนช่วยสะสางงานอยู่พอดี หากเ้าตกลงข้าจะสู้กับเ้าทุกเมื่อที่เ้า้า ว่าอย่างไรข้อเสนอนี้ดีใช่หรือไม่"
"นี่ท่าน!..ก็แค่ี้เีทำงานของตนเองมิใช่รึไง แล้วมันเื่อะไรที่ข้าจะต้องไปช่วยท่านสะสางงานพวกนั้นด้วยเล่า"
"เอาน่าไม่เห็นจะเป็อะไรเลย..อย่างไรเสียพวกเราก็รู้จักกันมาสักพักแล้วช่วยข้าหน่อยจะเป็ไรไป"
“ให้ตายเถอะคนอย่างท่านนี่มัน..”
“เอาเป็ว่าตกลงตามนี้ก็แล้วกันนะ เช่นนั้นเราก็กลับสำนักกันเถอะ ยังมีงานอีกมากมายที่รอให้เ้าไปสะสางอยู่ ข้าเชื่อในตัวเ้านะหยางจิน"
เขาเอาแต่พูดเองเออเองโดยไม่รอฟังคำตอบของข้าเลยสักนิด แล้วจัดการลากข้ามาที่สำนักจันทราอาบโลหิตทันที และเมื่อข้ามาถึงที่สำนักจันทราอาบโลหิต มันก็ทำให้ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรรวมตัวขึ้นเรือโจรของคนคนนี้เลย แต่กว่าที่ข้าจะรู้ตัวมันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ข้าต้องจัดการกับเอกสารมากมายก่ายกองบนยอดเขาเย้ยเมฆาที่อวี่เฟิงไม่มีความคิดที่จะแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย ข้าได้แต่ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเหนื่อยหน่ายกับนิสัยของคนตรงหน้า
อวีเฟิงเป็คนที่เก่งและฉลาดมากถ้าเขาคิดที่จะทำอะไรเขาก็สามารถทำให้สำเร็จได้โดยง่าย หากเขาไม่อยากทำไม่ว่าจะเป็ใครก็ไม่สามารถบังคับเขาได้เช่นกัน แม้แต่เ้าสำนักซางเย่ก็ยังตามใจเขาโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเลยด้วยซ้ำ…
นานวันเข้า ข้าก็เริ่มเข้าใจคนคนนี้อย่างถ่องแท้ อาจจะเป็เพราะเขาเก่งจนเกินไปจึงทำให้ผู้คนหวาดกลัวเพียงเพราะได้ยินชื่อของเขา และการที่เขาทำตัวเช้าชามเ็ามเช่นนี้จะทำให้ความหวาดระแวงของผู้คนทั่วหล้าที่มีต่อเขาน้อยลง
ถึงแม้ข้าจะบอกเสมอว่าข้าเกลียดเขาจนอยากจะฆ่าให้ตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ข้าเคยมีความคิดเช่นนั้นอยู่จริง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
ข้าก็ไม่รู้ว่ามันั้แ่เมื่อไหร่ที่ความคิดนี้เปลี่ยนไป จากที่เคยไม่ชอบใจที่ไม่เคยเอาชนะเ้าคนเสเพลนี่ได้เลยสักครั้ง กลายเป็เกลียดและไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนไม่มีความพยายามเช่นนี้จึงได้เก่งกาจเหนือใครๆ นัก
และเมื่อนานวันเข้า ข้าก็เริ่มััได้ถึงบางสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิดทีละเล็กทีละน้อย จนสุดท้ายความเกลียดที่ข้าเคยมีก็มลายไปจนสิ้นั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
ข้ารู้เพียงแต่ว่าเวลานี้ข้าอยากยืนอยู่เื้ัเขาเช่นนี้ ข้าอยากจะเห็นเขาอยู่ในสายตาไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้ามองหา ข้าอยากอยู่ใกล้ๆ เพียงแค่อยากเอื้อมมือคว้าก็สามารถทำได้หากคิดอยากจะทำ
และข้าหวังว่าวันเวลาที่แสนสงบสุขเช่นนี้จะคงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน…
_
หลางหย่งหนิง part
เดิมทีข้าเป็มาราที่รักสงบอยู่ไม่น้อย ข้ามิได้ฝักใฝ่อำนาจหรือชื่อเสียง ของแบบนั้นไม่มีความจำเป็สำหรับข้าแม้แต่น้อย ตัวข้ากับพี่ชายชอบเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้าหรือไม่ก็นอนหลับไปซักหลายๆ ปี พวกข้ามีความสุขกับชีวิตเช่นนั้น
จนกระทั่ง ข้าได้พบกับเ้าเซียนปลอมและเ้ามารหน้าตายผู้นั้น ถึงแม้เ้าเซียนปลอมผู้นั้นจะช่วยพี่ชายข้าจากการถูกตามล่าของเซียนสำนักอื่นก็เถอะ แต่มันก็มีหลายครั้งหลายหนที่สองคนนั้นหาเื่กลั่นแกล้งพวกข้าสองพี่น้องทุกครั้งที่มีโอกาส แต่น่าเสียดายที่ความพยายามของพวกเขาล้มเหลวทุกครั้งไป
พวกเราต่อสู้กันหลายครั้งและกลั่นแกล้งเอาคืนกันอยู่หลายหน พอรู้ตัวอีกทีก็สนิทกันจนสามารถนั่งดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกันได้เสียแล้ว
ความจริงข้าก็ไม่ได้เกลียดที่เป็เช่นนี้หรอกนะ ออกจะรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน เพียงแค่คิดว่าวันนี้จะแกล้งอะไรสองคนนั้นดี หรือวันนี้จะถูกสองคนนั้นแกล้งเื่อะไรอีก ชีวิตที่แสนธรรมดาก็เหมือนจะมีสีสันขึ้นมาทันตาเห็น
ยิ่งได้รู้จัก สนิทสนมกับพวกเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกชะตากับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น
นี่คงเป็สายใยเส้นเล็กๆ ที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าด้วยกัน จากที่เคยไม่ชอบขี้หน้าไม่ถูกชะตา เมื่อวันเวลาผ่านไปมันกลับเป็สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจนตัดกันไม่ขาด
และตัวข้าหวังว่าสายสัมพันธ์นี้จะยังคงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน…
_
ิอี้ part
เดิมทีข้าเป็หมอพเนจรที่ชอบเดินทางไปทั่วเพื่อรักษาผู้คนตามสถานที่ต่างๆ ข้าชอบแดนมนุษย์ แต่มนุษย์ธรรมดานั้นอ่อนแอและอายุสั้น บ่อยครั้งที่จะเกิดโรคระบาดในสถานที่ต่างๆ จนทำให้มนุษย์ส่วนมากต้องตายลงก่อนอายุขัยอันควร
และวันหนึ่งข้าก็ได้บังเอิญพบกับ'หนึ่งในต้นเหตุ'ที่ทำให้แดนมนุษย์ปั่นป่วนจนเกือบล่มสลาย นั่นคือรองเ้าสำนักจันทราโลหิต อวีเฟิง ต้นกำเนิดแห่งหายนะผู้ทำลายสมดุลทั้งหกภพภูมิ
จากตัวตนที่เคยได้ยินผ่านหูสู่การเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝัน คนผู้นี้ช่างแตกต่างจากที่เขาเคยได้ยินมาลิบลับ..
อะไรคือตัวสูงใหญ่ราวหินผา อะไรคือหน้าตาดุร้ายราวกับปีศาจน่าสะพรึงขวัญ บ้างก็ว่ามีสี่แขนหกขาและมีไอสังหารปกคลุมอยู่รอบตัว และยังมีข่าวลืออื่นๆ อีกมากมายเกี่ยวกับตัวตนของเขา
แต่ข่าวลือพวกนั้นช่างเชื่อถือไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ข้าเห็นเพียงคุณชายเ้าสำราญที่ชอบร่ำสุราอยู่เป็นิจ กลั่นแกล้งเด็กตัวเล็กๆ ด้วยการแย่งลูกกวาดที่ข้าเป็คนให้ หรือวันดีคืนดีก็หาเื่กลั่นแกล้งข้าให้ใเล่น แล้วก็หัวเราะชอบใจเมื่อตัวเองทำสำเร็จ
หากเขาไม่บอกว่าตนเองเป็ใครั้แ่แรกข้าคงไม่อาจเดาได้จริงๆ ว่าคนผู้นี้คือเ้ายอดเขาเย้ยเมฆาผู้ที่ผู้คนทั่วหล้าต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยนาม
"ท่านเอาแต่กลั่นแกล้งข้าเช่นนี้้าอะไรจากข้ากันแน่"
"ตอนนี้สำนักของข้าไม่มีหมอ เ้าน่ะจะไปอยู่ที่สำนักเซียนของข้าได้หรือไม่"
"ข้าไม่ปรารถนาที่จะเป็คนของสำนักจันทราอาบโลหิตแม้แต่น้อย เชิญเ้ายอดเขาเย้ยเมฆาไปหาหมอประจำสำนักที่อื่นเถิด"
"สำนักของข้าชื่อสำนักจันทราพิสุทธิ์ต่างหาก แล้วอีกอย่างคนที่ข้ากลั่นแกล้งได้สนุกเช่นเ้ามีไม่มากนัก เพราะแบบนั้นเ้าช่วยไปอยู่สำนักเดียวกับข้าเถอะนะ"
"นี่ท่าน! ...ก็แค่คิดว่าจะได้แกล้งได้ถนัดๆ ไม่ใช่หรือ"
"มันก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ถึงเ้าจะไม่ไปกับข้า ข้าก็แกล้งเ้าได้อยู่ดี"
"...ข้าเกลียดท่านนัก"
"รู้แล้ว"
"ข้าจะฆ่าท่านให้ได้ในสักวัน"
"...ได้ๆ ข้าจะรอ"
"...."
"ที่เงียบแปลว่าตกลงสินะ งั้นพวกเรากลับสำนักกันเถอะ ยังมีเื่อีกมากที่รอให้เ้ากลับไปสะสางนะ"
หลังจากวันที่ข้าถูกเขาลากกลับสำนัก นานวันเข้า ข้าก็เริ่มได้รับรู้ ตัวตนที่อยู่ภายใต้หน้ากากที่ถูกปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิดแม้จะเพียงน้อยนิดแต่ข้าก็สามารถััได้
ไม่ว่าจะเป็รูปลักษณ์ของคุณชายเ้าสำราญที่ไม่เอาการเอางานอะไร หรือในรูปลักษณ์ที่แตกต่างจนผู้คนทางใต้ล่างต่างสะพรึงกลัวนั้น ก็เป็เพียงหน้ากากที่ถูกคนผู้นี้สวมใส่จนเคยชินเท่านั้น
คนผู้นี้ช่างโดดเดี่ยวจนน่าหวั่นใจ ราวกับกระเบื้องขึ้นรูปงดงามที่เหมือนจะแข็งแกร่งดั่งหินผา แต่แท้จริงแล้วกลับเปราะบางจนน่าใจหาย
...แม้ตัวข้าจะไม่เก่งกล้ามากพอที่จะยืนเคียงข้างเขาได้ แต่ตัวข้าก็ปรารถนาที่จะเฝ้ามองแผ่นหลังนั้นอยู่ใกล้ๆ และเป็อีกหนึ่งแรงผลักดันเพื่อให้แผ่นหลังนั้นก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงแม้จะเพียงสักเล็กน้อยก็ตาม
เมื่อเขาาเ็ข้าก็พร้อมจะรักษา เมื่อเขาเหนื่อยล้าข้าก็พร้อมที่จะเป็ที่พักพิง เพราะตัวข้าทำได้เพียงเท่านี้…
_
หานตง part
เดิมทีตัวข้านั้นเป็นักฆ่าไร้สังกัดและไม่เคยอยู่ที่ไหนเป็หลักเป็แหล่ง ที่ผ่านมาข้ามักจะรับงานตามความพอใจของตนเองเท่านั้น ข้ามักใช้อุบายปั่นหัวเหยื่อเพื่อความสนุกหรือไม่ก็เพื่อทำให้งานของข้าง่ายขึ้นโดยการปั่นหัวให้เหยื่อฆ่ากันเอง
ในวันหนึ่งมีผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งได้ว่าจ้างให้ข้าฆ่ารองเ้าสำนักจันทราอาบโลหิตไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาก่อน และดูเหมือนจะมีผู้คนมากมายที่อยากให้เขาตาย
แน่นอนว่าข้าก็เป็หนึ่งในนั้น ถึงแม้ตัวข้าจะไม่มีเื่บุญคุณความแค้นกับเขามาก่อนก็เถอะ แต่อย่างไรเสียเขาก็คือคนที่ทำให้งานของข้ารวนไปหมด ซึ่งนั่นมันทำให้ข้าหงุดหงิดอยากบอกไม่ถูก ข้าจึงรับงานนี้มาอย่างไม่ลังเล
แต่เมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ข้าก็แทบไม่อยากจะเชื่อ คนผู้นี้หรือคือเ้ายอดเขาเย้ยเมฆา ช่างมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากชื่อเสียงของเขายิ่งนัก
ข้าใช้วิชาลบตัวตนเพื่อสะกดรอยตามเขามาสองวันเต็มๆ คนคนนี้ทำเพียงร่ำสุรา เกี้ยวสตรี แกล้งหมอ (ิอี้) แย่งลูกกวาดเด็ก นี่คือเ้ายอดเขาเย้ยเมฆาจริงๆ หรือ ก็แค่คุณชายไม่เอาไหนคนหนึ่งเท่านั้นเองไม่ใช่รึไง ทั้งที่ข้าสะกดรอยตามเขามาตั้งสองวัน กลับไม่มีทีท่าว่าเขาจะรับรู้ตัวตนของข้าได้เลยแม้แต่น้อย
ช่างน่าสงสารกระบี่ประจำกายของเขาที่ถูกวางทิ้งไปทั่วอย่างไม่ใส่ใจ จนมันต้องบินกลับมาหาเ้าของของมันเองอยู่ร่ำไปแบบนี้ ทั้งที่กระบี่เล่มนั้นมีจิติญญาแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นกลับไม่ได้รับการใส่ใจจากผู้เป็เ้าของแม้แต่น้อย..
พอกันที กับคนไม่เอาไหนเช่นนี้รีบๆ จัดการให้จบเสียจะดีกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นแผนการลอบสังหารครั้งแล้วครั้งเล่าของข้าจึงเริ่มต้นขึ้น และนั่นก็ทำให้ข้าได้รู้ซึ้งแล้วว่าข้าคิดผิดมาตลอด
เขารู้แต่แรกว่าข้าสะกดรอยตามเขาอยู่ แต่เขาทำเป็ไม่สนใจและเมินเฉยต่างหาก คนคนนี้อันตรายอย่างที่สุด
เป็ข้าที่ถูกเขาปั่นหัวเล่นมาตลอด ไม่ว่าข้าจะลอบสังหารเขากี่ครั้งกี่หน เขาก็หลบหลีกเพียงเล็กน้อยและทำเหมือนไม่รู้ว่าตนกำลังถูกลอบสังหารอยู่ เ้าบ้านี่ช่างน่าโมโหนัก!
พอกันที! ไม่ลอบสังหารมันแล้ว ฆ่ามันตรงๆ นี่แหละ!
"อ้าว! เ้าจะรีบเผยตัวออกมาทำไมเล่าข้ากำลังสนุกอยู่เลย"นั่นคือคำทักทายหรือ
"ข้าจะฆ่าเ้าซะ! "กล้ามาปั่นหัวเขาถึงเพียงนี้ กล้าทำให้เขาโกรธได้ถึงขนาดนี้! เ้านี่ต้องตายสถานเดียว!
"ก็เ้าถูกจ้างวานมาให้สังหารข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ เอาเช่นนี้เป็อย่างไร ตอนนี้สำนักของข้ากำลังขาดคนดูแล เ้าไปดูแลสำนักของข้าช่วยซางเย่ที"
"อย่าได้หวัง! ข้ามาที่นี่เพื่อฆ่าเ้า มิได้มาเพื่อช่วยคนไม่เอาไหนเช่นเ้าทำงาน"
"อืม เช่นนั้นเรามาเดิมพันกัน ข้าจะยืนนิ่งๆ ให้เ้าแทงข้าหนึ่งแผล หากข้าตายก็ถือว่างานเ้าสำเร็จ แต่หากข้าไม่ตายเ้าต้องเป็คนช่วยซางเย่ดูแลสำนักจันทราพิสุทธิ์ ตกลงหรือไม่"
"..ย่อมได้!"ข้าเลือกที่จะแทงไปยังหัวใจของเขาอย่างไม่ลังเล อย่างไรเสียเขาก็ต้องตายอย่างแน่นอน
แต่ข้าคิดผิด แม้กระบี่ของข้าจะแทงทะลุผ่านหัวใจเขาไปจนถึงด้านหลัง แต่มันเหมือนกับว่ากระบี่ของข้าไม่ได้แทงถูกตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
แม้จะมีเืสีแดงสดไหลอาบมือทั้งสองข้างของข้า แต่สัญชาตญาณของข้ากลับบอกว่า ข้าทำไม่สำเร็จ และข้าไม่มีวันทำสำเร็จด้วย ข้ารู้สึกเช่นนั้น
เขาแสร้งกระอักเืทำเหมือนกำลังจะตายที่ไม่ว่าข้าจะมองอย่างไรก็เหมือนละครตบตาฉากหนึ่งเท่านั้น ก็มีเพียงหมอที่เขาแกล้งอยู่บ่อยๆ เท่านั้นที่ดูเหมือนจะกระวนกระวายรีบมาช่วยรักษา เขาช่างเสแสร้งแกล้งสำออยได้แเีเหลือเกิน
"ลุกขึ้นมาได้แล้ว จะแกล้งทำสำออยไปถึงเมื่อไหร่"
"ชิ! ถูกจับได้เสียแล้วหรือนี่ หมดสนุกเลย"
"..นี่ท่านแกล้งทำหรอกหรือ..เช่นนั้นท่านก็ตายมันตรงนี้ซะเถอะ ด้วยฝีมือของข้านี่แหละ"
และจากนั้นก็เป็ฉากฆาตกรรมระหว่างหมอกับคน (แกล้ง) ป่วย….
ข้าทำตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้อย่างไม่คิดมีข้อต่อรองใดๆ สำนักจันทราพิสุทธิ์เป็สถานที่ที่น่าอยู่เกินคาด มีเ้าสำนักที่เก่งและใจกว้าง มีรองเ้าสำนักที่ชอบทำตัวเสเพลเที่ยวกลั่นแกล้งผู้อื่นแต่กลับเก่งกาจเหนือใครๆ มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง และมีลูกศิษย์ลูกหาในสำนักที่ค่อนข้างเป็มิตรและมีแิที่คล้ายๆ กันในบางเื่
ที่นี่ถือเป็สถานที่ที่ดี เป็ที่ที่ข้ารักและอยากปกป้องให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน
สำนักจันทราพิสุทธิ์ คือสถานที่ที่ข้าแอบเรียกในใจว่า'บ้าน'
ในที่สุดคนเช่นข้าก็มีที่ให้กลับไปแล้ว และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีคนรอให้ข้ากลับไปหาอยู่ พวกเขารอข้าเสมอที่บ้านของพวกเรา…
ขอบคุณสำหรับการติดตามผลงานของนามิ
รักรีดเดอร์ทุกคนค่ะ
จากใจ
นามิแค่อยากอ่านนิยาย
จุ๊บๆ