เทือกเขาเทวะเสียดฟ้าอันเป็ปราการธรรมชาติกางกั้นระหว่างมณฑลชายแดนและมณฑลหลวงตี้ตูปกคลุมไปด้วยทัศนียภาพอันสลับซับซ้อน ยิ่งร่างในชุดคลุมดำของหลินเฟิงขยับก้าวลึกเข้ามาเท่าใด แรงกดดันของพลังิญญาในชั้นบรรยากาศก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นตามลำดับ ราวกับมีกระแสน้ำวนล่องหนที่คอยบีบอัดร่างของผู้ฝึกตนตลอดเวลา
ทว่า สำหรับผู้ **"กายาัจักรพรรดิมรรคา"** และรากฐานทะเลิญญาร้อยส่วนอย่างหลินเฟิง กระแสแรงกดดันเ่าั้กลับแปรเปลี่ยนเป็สารอาหารอันเลิศรสที่ถูกรูขุมขนทั่วร่างสูบฉีดเข้าไปควบแน่นในจุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง ทุกย่างก้าวในวิชา **"ย่างก้าวมรรคาไร้ลักษณ์"** ของเขายามนี้ดูมั่นคง ลึกลับ และผสานเข้ากับมิติรอบตัวอย่างสมบูรณ์แบบจนไร้ซึ่งสุ้มเสียง
*‘เ้าหนู... ข้างหน้าอีกราวสิบลี่คือ "ด่านศิลากลืนปราณ" ปราการหน้าด่านแห่งแรกก่อนเข้าสู่เขตมณฑลชั้นในของนครหลวง’* เสียงของิญญามรรคาภพดังก้องขึ้นในจิตสำนึก น้ำเสียงแฝงแววพินิจพิเคราะห์ *‘ข้าััได้ถึงค่ายกลศิลาขนาดใหญ่ที่ถูกสลักอักขระระดับปฐีขั้นสูงเอาไว้ มันสามารถตรวจจับกลิ่นอายสายเืและระดับพลังของผู้ผ่านทางได้อย่างแม่นยำ หากเ้าเดินทุ่มพลังระดับแก่นแท้ขั้นกลางเข้าไปตรง ๆ ค่ายกลจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังหน่วยองครักษ์เสื้อแพรพิฆาตในทันที’*
หลินเฟิงชะงักเท้าลงบนยอดไม้ใหญ่ แววตาเื้ัหน้ากากเหล็กหรี่ลง "ค่ายกลตรวจจับงั้นหรือครับท่านผู้เฒ่า? ยามนี้ขันทีเกาคงจะคลานกลับไปรายงานเื่ของข้าที่เมืองหลวงแล้ว ข้าเชื่อว่าที่ด่านแห่งนั้นต้องมีการตรึงกำลังและซุ่มโจมตีข้าอย่างแน่นอน"
*‘หึหึ คิดหรือว่าค่ายกลระดับปฐีสลักโดยมนุษย์ปุถุชนจะตบตาข้าผู้นี้ได้?’* ิญญาโบราณแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย *‘ข้าจะสอนวิธีร่าย "ตราประทับกลืนมรรคา" เพื่อปิดผนึกแผ่รังสีพลังของเ้าให้ดูเหมือนผู้ฝึกตนระดับเริ่มต้นขั้นสูงสุดธรรมดา ๆ แม้แต่ระดับนภาก็ไม่มีวันมองออก เว้นเสียแต่ว่าเ้าจะลงมือปลดปล่อยพลังด้วยตนเอง!’*
"ยอดเยี่ยม!" หลินเฟิงพยักหน้า
เขาประสานมุทราตามคำชี้แนะช้า ๆ พลังิญญาสีทองร้อยส่วนพลันหดตัวกลับเข้าสู่ใจกลางทะเลิญญา ก่อตัวเป็ตราประทับทรงกลมมนล้อมรอบแก่นแท้วิหคน้ำแข็งและกระบี่เพลิงมรรคาเอาไว้ รังสีฆ่าฟันอันน่าสะพรึงกลัวและพลังกดดันดั่งจอมทัพมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงกลิ่นอายแ่เบาของเยาวชนผู้ฝึกตนระดับล่างคนหนึ่งเท่านั้น หลินเฟิงขยับเสื้อคลุมปิดบังหน้ากากเหล็กแล้วก้าวเท้าเดินต่อไปตามทางหลวงศิลาอย่างเยือกเย็น
ด่านศิลากลืนปราณตั้งตระหง่านขวางช่องเขาขนาดใหญ่ กำแพงหินแกรนิตสีทมิฬสูงตราบเทียมฟ้าสลักด้วยลายอักขระเรืองแสงสีม่วงจาง ๆ คอยหมุนวนดูดซับพลังงานรอบด้าน ทหารยามในชุดเกาะเหล็กหนักยืนเรียงรายนับร้อยนาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความเข้มงวดและกดดัน
ที่ศาลาพักม้าข้างประตูด่าน บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หวาย ในมือถือจอกสุราทว่าแววตาดั่งพญาเหยี่ยวกลับจับจ้องผู้ผ่านทางทุกคนอย่างไม่วางตา มันคือ **"หยางติ่ง"** รองแม่ทัพผู้คุมด่านศิลา ยอดฝีมือระดับมนุษย์ ขั้นที่ 3 ระดับหลอมรวมขั้นสูงสุด สายตรงของตระกูลมู่หรงสายรองที่ถูกส่งมาตรึงกำลังจับตาดู "ผู้บุกรุก" จากเมืองชายแดน
"รองแม่ทัพหยางครับ... ข้อมูลจากนกพิราบสื่อสารของกององครักษ์เสื้อแพรพิฆาตแจ้งว่า ขันทีเกาถูกทำลายวรยุทธ์และตกอยู่ในสภาพเสียสติ กำลังคลานกลับมาตามเส้นทางนี้ คาดว่าผู้ลงมือคือนายสวมหน้ากากเหล็กนามหลินเฟิง ยามนี้มันกำลังมุ่งหน้ามาที่ด่านของเราครับ" ทหารคนสนิทก้าวเข้ามารายงานเสียงเบา
หยางติ่งแค่นเสียงห้วน พลางกระดกสุราเข้าปาก "หึ! ขันทีเฒ่านั่นมันไร้น้ำยาเอง มีพลังถึงระดับนภาขั้นกลางทว่ากลับเสียท่าให้แก่เด็กเมื่อวานซืนจากเมืองชายแดน น่าขายหน้านัก! ด่านศิลากลืนปราณแห่งนี้มีค่ายกลสะกดปราณ ต่อให้มันเป็ระดับนภาขั้นสูงสุดก้าวเข้ามา พลังของมันก็จะถูกกดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว ข้าอยากจะเห็นนักว่ามันจะผ่านคมดาบของข้าไปได้อย่างไร!"
ในขณะที่พวกมันกำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง ร่างในชุดคลุมดำ สวมหมวกงอบไม้ไผ่ปิดบังใบหน้าก็ก้าวเท้าเดินเข้าสู่เขตตรวจค้นอย่างช้า ๆ
*วูม...*
ทันทีที่หลินเฟิงก้าวข้ามเส้นเขตด่าน อักขระสีม่วงบนกำแพงศิลากลืนปราณพลันเปล่งแสงวาบ ทว่าแสงนั้นกลับนิ่งสงบ ไม่ได้ส่งเสียงเตือนภัยสีแดงเข้มดั่งเช่นเวลาเจอยอดฝีมือระดับสูง ตัวเลขระดับพลังที่ปรากฏบนแผ่นหินตรวจวัดขึ้นเพียง "ระดับเริ่มต้น ขั้นสูงสุด" เท่านั้น
ทหารยามหน้าด่านคิ้วขมวด เดินเข้ามาขวางหน้าหลินเฟิงไว้ "หยุด! ถอดงอบไม้ไผ่ออก และแสดงป้ายประจำตัวบัดนี้!"
หลินเฟิงนิ่งสงบ เขาเอื้อมมือไปจับขอบงอบไม้ไผ่ช้า ๆ ทว่าดวงตาเื้ัร่มเงาหมวกกลับเหลือบมองไปเห็นร่างของขันทีเกา... ที่ยามนี้สภาพไม่ต่างจากสุนัขจรจัด เนื้อตัวเปรอะเปื้อนโคลนตมและโลหิตแห้งกรัง กำลังใช้เข่าและมือที่เหลืออยู่คลานกระเสือกกระสนอยู่กลางลานด่าน ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าทหารยาม
"ช่วยด้วย... อัครมเหสี... มันกำลังมา... ัคลั่งกำลังมา..." ขันทีเกาพร่ำเพ้อเสียงแหบแห้ง สติสัมปชัญญะดับสูญไปหมดสิ้นด้วยฤทธิ์ของตราประทับิญญามรรคา
"เฮ้ย! ไอ้ขยะคลุมดำ หูหนวกหรือไง! ข้าบอกให้ถอดหมวกออก!" ทหารยามตวาดลั่น พร้อมเงื้อมือจะมากระชากงอบของหลินเฟิง
"หากข้าไม่ถอด... เ้าจะทำไม?" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวเริ่มจับตัวเป็ไอเย็นลึกลับ
เสียงของหลินเฟิงดึงดูดความสนใจของหยางติ่งทันที รองแม่ทัพร่างั์ลุกขึ้นยืน แววตาสาดประกายอำมหิตเมื่อจ้องมองชุดคลุมดำและหน้ากากเหล็กธรรมดาที่โผล่พ้นขอบหมวกออกมา "หน้ากากเหล็ก... ชุดคลุมดำ... แกคือหลินเฟิง!"
"รู้ตัวไวนี่..." หลินเฟิงยกยิ้มบาง ๆ เค้าสะบัดงอบไม้ไผ่ทิ้งะเิลอยกลางอากาศ
"จับมัน! มันคือฆาตกรที่ฆ่าองครักษ์เสื้อแพร! ใครตัดหัวมันได้ ข้าจะตบรางวัลด้วยศิลาิญญาหนึ่งพันก้อน!" หยางติ่งคำรามลั่น
"เฮ้!!!"
ทหารยามนับร้อยนายชักหอกและดาบยาว พุ่งเข้าใส่หลินเฟิงพร้อมกันดั่งคลื่นมนุษย์ พลังิญญาสายธาตุต่าง ๆ ะเิออกจนลานด่านสั่นะเื ค่ายกลศิลากลืนปราณบนกำแพงหมุนวนเต็มกำลัง แผ่รังสีสีม่วงเข้าครอบคลุมร่างของหลินเฟิง หวังจะดูดกลืนและกดทับพลังิญญาในร่างของเขา
ทว่า... *‘เพทุบายเด็กเล่น!’* เสียงิญญามรรคาภพหัวเราะลั่น
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ปลดชนวน **"ตราประทับกลืนมรรคา"** ในร่างทันที!
*ฟูมมมมมมมมม!*
คลื่นพลังิญญาสองสี แดงเพลิงแผดเผาและฟ้าครามน้ำแข็ง ะเิทะลักออกจากร่างของหลินเฟิงดั่งูเาไฟะเิ แรงะเิของพลังิญญาร้อยส่วนในระดับแก่นแท้ขั้นกลางรุนแรงเกินกว่าที่ค่ายกลศิลากลืนปราณจะรับไหว อักขระสีม่วงบนกำแพงหินแกรนิตหนาส่งเสียงลั่น *เปรี๊ยะ ๆ* ก่อนจะแตกกระจายและะเิออกกลายเป็เศษหินพังทลายลงมาทับถมทหารยามเบื้องล่างในพริบตา!
"อ๊ากกกกกก! ค่ายกลพังแล้ว! พลังระดับนี้มันบ้าอะไรกัน?!" เสียงร้องโหยหวนดังระงม ทหารยามนับสิบคนถูกแรงกดดันิญญาของหลินเฟิงจนกระดูกแหลกเหลว สลบไสลและล้มตายไปต่อหน้าต่อตา
หลินเฟิงขยับมือขวาชักกระบี่เพลิงมรรคาออกจากฝักช้า ๆ ใบกระบี่ส่งเสียงกรีดร้องกระหายเื เปลวไฟกัลป์และไอเย็นขั้วโลกรวมตัวกันเป็พายุหมุนรอบตัวเขา "เพลงกระบี่มรรคาภพ: ทะลวงด่านทมิฬ!"
*ฟับ! ฟับ! ฟับ!*
หลินเฟิงก้าวเท้าทะยานร่างดั่งเงาร่างผีสาง วาดกระบี่ออกไปสามครั้ง คลื่นกระบี่เพลิงเหมันต์ขนาดั์สามสายพุ่งทะลวงฉีกกระชากฝ่ากองทัพทหารยาม ทหารนับสิบคนที่ขวางทางถูกแช่แข็งเป็หินน้ำแข็งก่อนจะถูกความร้อนของเพลิงมรรคาเผาผลาญแตกกระจายเป็ผงธุลีสีดำภายในเสี้ยววินาที ไม่มีใครสามารถต้านทานคมกระบี่ของเขาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
เพียงอึดใจเดียว... ลานด่านศิลากลืนปราณที่เคยเกรียงไกร บัดนี้เต็มไปด้วยซากศพและเศษอิฐปูนที่ลุกไหม้ด้วยไฟสีทอง หลินเฟิงเดินก้าวข้ามซากปรักหักพังอย่างนิ่งสงบ มุ่งตรงไปหาหยางติ่งที่ยามนี้ยืนหน้าถอดสี ขาคู่แกร่งสั่นเทาดั่งคนจับไข้
"แก... แกเป็ปีศาจจากขุมนรกไหนกันแน่?!" หยางติ่งคำรามเสียงสั่น มันรีดเค้นพลังระดับหลอมรวมขั้นสูงสุดทั้งหมด ควบแน่นปราณปฐีหนาทึบกลายเป็เกราะศิลารูปพญาเสือครอบคลุมทั่วร่าง ในมือกระชับขวานศึกเล่มั์แผ่กลิ่นอายหนาแน่น "ข้าคือหยางติ่ง! รองแม่ทัพสายตรงตระกูลมู่หรง! ข้าไม่เชื่อว่าแกจะทำลายเกราะศิลาทลายภูผาของข้าได้!"
"เกราะดินงั้นรึ? ช่างเปราะบางนัก..."
หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ร่างของเขาพลันเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาหยางติ่งดั่งประกายไฟที่มอดดับ
"อะไรกัน?!" หยางติ่งเบิกตากว้าง สัญชาตญาณความตายแล่นพล่านขึ้นสู่สมอง มันรีบเหวี่ยงขวานั์ไปด้านหลังสุดแรงเกิด
*เคร้งงงงงงง!*
เสียงอาวุธปะทะกันสนั่นหวั่นไหว ทว่าขวานศึกิญญาระดับต่ำของหยางติ่งกลับไม่อาจขยับคมกระบี่เพลิงมรรคาของหลินเฟิงได้แม้แต่น้อย หลินเฟิงใช้เพียงมือเดียวถือกระบี่ต้านรับขวานั์เอาไว้ แววตาเื้ัหน้ากากเหล็กเต็มไปด้วยความสมเพช
"กายาัจักรพรรดิมรรคา: ดรรชนีทลายปฐี!"
หลินเฟิงปล่อยมือซ้าย นิ้วชี้และนิ้วกลางควบแน่นพลังิญญาสีทองบริสุทธิ์ร้อยส่วน ทิ่มแทงเข้ากลางหน้าอกที่เป็จุดศูนย์กลางเกาะศิลาของหยางติ่งโดยตรง!
*ตู้ม! เพล้ง!*
เกราะศิลาที่หยางติ่งภาคภูมิใจว่าแกร่งหนาดั่งขุนเขา พลันแตกกระจายเป็เศษหินในพริบตา ดุจดั่งแผ่นกระจกบางที่ถูกค้อนเหล็กทุบทำลาย พลังดรรชนีสีทองพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตันเถียนของมัน กระแทกเอาเส้นชีพจริญญาและทะเลปราณจนแหลกสลายกลายเป็ศูนย์!
"อั่ก! อ๊ากกกกกกก!" หยางติ่งกระอักเืคำโต ร่างปลิวละลิ่วกระแทกเสาศาลาจนหักโค่น มันนอนกองอยู่บนพื้นหมดสิ้นซึ่งพลังบ่มเพาะ กลายเป็คนพิการไร้ค่าภายในกระบวนท่าเดียว!
หลินเฟิงเดินเข้ามาช้า ๆ ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่คอของหยางติ่ง "จงจำไว้... ชะตากรรมของพวกสุนัขรับใช้ตระกูลมู่หรงสายรอง มีเพียงสิ่งเดียว... คือความพินาศ!"
*ฉับ!*
หลินเฟิงสะบัดกระบี่ตัดหัวหยางติ่งอย่างเด็ดขาด เปลวไฟเพลิงมรรคาพุ่งเผาทำลายร่างและศีรษะของมันจนกลายเป็เถ้าถ่านร่วงหล่นสลายไปกับสายลม
เด็กหนุ่มหันไปมองขันทีเกาที่ยามนี้นอนน้ำลายฟูมปากอยู่มุมลานด่าน หลินเฟิงไม่ได้ลงมือฆ่ามัน ทว่าปล่อยให้มันคลานต่อไปเพื่อเป็เครื่องมือส่งสาส์นเตือนภัยและความหวาดกลัวไปยังใจกลางเมืองหลวง หลินเฟิงเก็บกระบี่เข้าฝัก ทะยานร่างข้ามผ่านซากประตูด่านศิลากลืนปราณ มุ่งหน้าเข้าสู่เขตมณฑลหลวงตี้ตูอย่างเป็ทางการ!
ห่างออกไปหลายร้อยลี่ ณ ใจกลางนครหลวงตี้ตูอันยิ่งใหญ่ คฤหาสน์ตระกูลมู่หรงสายรองตระหง่านงดงามดั่งพระราชวังขนาดย่อม บรรยากาศภายในห้องโถงทองคำยามนี้กลับตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ
บนตั่งมุก ผู้าุโสาม **"มู่หรงชาง"** ยอดฝีมือระดับนภาขั้นสูงสุด ผู้ควบคุมดูแลคุก์ นั่งฟังรายงานจากสายสืบด้วยใบหน้าที่มืดมนดั่งเมฆฝน
"เรียนผู้าุโสาม... ด่านศิลากลืนปราณถูกทำลายย่อยยับแล้วครับ! รองแม่ทัพหยางติ่งและทหารยามนับร้อยถูกฆ่าล้างบางในชั่วพริบตา ขันทีเกาถูกทำลายวรยุทธ์และกลายเป็คนบ้า คลานส่งเสียงพร่ำเพ้อเื่ 'ัคลั่งกำลังมา' อยู่ที่ชานเมืองหลวงครับ!" ทหารรายงานด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา
*ปัง!*
มู่หรงชางทุบโต๊ะไม้หยกจนกลายเป็ผง แววตาแก่กล้าเต็มไปด้วยโทสะและประหลาดใจลึกล้ำ "ไอ้เด็กหลินเฟิงนั่น... มันเป็แค่ลูกของไอ้ฏหลินเทียนห่าวกับหลินซู่ซู่ไม่ใช่รึ?! เหตุใดมันถึงมีพลังทำลายล้างด่านศิลาและฆ่าหยางติ่งได้ง่ายดายเช่นนี้?! หรือว่ามันจะมีขั้วอำนาจลึกลับคอยหนุนหลัง?!"
"ผู้าุโสามครับ... ยามนี้อัครมเหสีทรงเข้าสู่การกักตนขัดเกลาพลังระดับ์ขั้นปิดวาจา ห้ามใครรบกวนเด็ดขาด พระนางสั่งไว้ก่อนกักตนว่า หากเ้าเด็กหลินเฟิงนั่นมาถึงเมืองหลวง... ให้เปิดใช้งาน 'ค่ายกลกลืนฟ้าเก้าทิศ' รอบคุก์ และให้ท่านลงมือเด็ดหัวมันด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เื่นี้รบกวนจิตใจของพระนางครับ" ผู้าุโรองตระกูลมู่หรงสายรองเอ่ยเสนอแนะ แววตาฉายรังสีอำมหิต
มู่หรงชางแค่นเสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียม "ดี! ในเมื่อมันอยากจะมาช่วยพ่อของมันนัก... ข้าก็จะใช้คุก์ชั้นที่เจ็ดเป็สุสานฝังศพพ่อลูกตระกูลหลินพร้อมกันซะเลย! สั่งการลงไป... ให้ยอดฝีมือระดับนภาของตระกูลเราทั้งหมดห้าคน เตรียมพร้อมที่หน้าประตูคุก์ ทันทีที่มันย่างก้าวเข้ามา... สับมันให้กลายเป็หมื่นชิ้น!"
าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะะเิขึ้น ณ ใจกลางนครหลวงตี้ตู การปะทะกันระหว่างยอดฝีมือระดับนภาขั้นสูงสุดและหลินเฟิง พญาัคลั่งผู้สืบทอดมรรคาภพ! ใครจะเป็ผู้รอดชีวิต และชะตากรรมของอาณาจักรต้าเซี่ยจะเปลี่ยนแปลงไปทิศทางใด... ทุกสิ่งกำลังจะถู
กตัดสินด้วยคมกระบี่และคราบโลหิตในอีกไม่ช้า!