ผมไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกสายตายังคงจับจ้องไปที่คมโลหะที่สะท้อนแสงดวงจันทร์ ผมเบี่ยงศีรษะหลบเพียงเล็กน้อยก่อนจะใช้หลังมือกระแทกเข้าที่ข้อมือของเธออย่างแม่นยำเพื่อเบี่ยงทิศทางสังหารนั้นออกไป
แรงปะทะทำให้คมมีดเฉียดผ่านแก้มผมไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดLที่เห็นว่าผมสามารถตอบโต้วิชามีดของเธอได้ก็ไม่ได้แสดงอาการตกใจมากนักราวกับเธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่านักสืบอย่างผมย่อมมีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่เธอหมุนตัวตีลังกากลับหลังอย่างคล่องแคล่วเพื่อเว้นระยะห่างไปประมาณ 5 ก้าว ท่วงท่าของเธอเปี่ยมไปด้วยทักษะของนักฆ่าระดับสูง
ในจังหวะนั้นเองที่ผมมองเห็นอาวุธในมือเธอชัดเจนขึ้นมันมีรูปร่างแปลกประหลาดกว่าที่เคยเห็นกว่า O และ Uใช้ ด้ามจับและตัวมีดดูเหมือนจะถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยีเครื่องจักรกลไกสมัยใหม่ตามแบบฉบับเฉพาะของพวกองค์กรมืด
จี๊ด...
ความรู้สึกแสบแปร๊บที่หลังมือทำให้ผมต้องก้มลงดูผมพบบาดแผลขนาดเล็กที่โดนคมมีดบาดเพียงผิวเผินแต่มันกลับเป็นบาดแผลแรกที่ผมได้รับตั้งแต่ข้ามมิติมายังโลกใบนี้ ถ้าไม่นับแผลจากตอนที่ผมพยายามซ่อมเฟืองติดขัดในตัวเกียร์น่ะนะ
ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีความรู้สึกเจ็บธรรมดากลับเปลี่ยนเป็นอาการเวียนหัวอย่างรุนแรงภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอและบิดเบี้ยวไปมาช้าๆ
บ้าจริง...ติดพิษงั้นเหรอ?
ผมหันไปมองหน้าLที่ตอนนี้กำลังยืนคลี่ยิ้มอย่างผู้ชนะแววตาของเธอเต็มไปด้วยความสนุกสนานขณะที่จ้องมองอาการของผม
"ถือว่าหายกันนะคะ สำหรับเรื่องที่คุณปามีดใส่ฉันในวันนั้นที่ตรอกนั่น"เธอเอ่ยเสียงใสพลางควงมีดในมือเล่น "แต่ฉันต้องยอมรับเลยว่าคุณน่ะสุดยอดจริงๆที่สามารถเบี่ยงทิศทางมีดรุ่นใหม่ล่าสุดจากองค์กรของฉันได้ ตามปกติแล้ว...แค่แรงปะทะเมื่อครู่ มือของคุณควรจะขาดกระเด็นไปแล้วด้วยซ้ำทักษะการต่อสู้ของคุณนี่มันช่างน่าทึ่งจนฉันชักจะเสียดายขึ้นมาแล้วสิ"
ที่แท้เธอก็คือคนที่ผมปามีดขนนกใส่บนดาดฟ้าตึกในวันที่ต่อสู้กับOและ U สินะ
เธอเริ่มเดินวนรอบตัวผมช้าๆท่าทางนุ่มนวลทว่าเปี่ยมไปด้วยอันตรายเหมือนนักล่าที่กำลังดูเหยื่อขยับตัวไม่ได้เพราะติดจั่น
"แต่ถึงแม้คุณจะรอดจากการถูกตัดมือได้แต่คุณก็หลบพิษที่เคลือบบนใบมีดไม่พ้นหรอกค่ะพิษสูตรเฉพาะขององค์กรที่สามารถส่งคนไปลงนรกได้ภายในเวลาเพียง 15 วินาที..."
เธอหยุดเดินตรงหน้าแล้วก้มลงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่เริ่มหม่นแสงของผมรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเลดี้ ไม่สิ ใบหน้าของ 'L' ต่างหาก
"แต่น่าทึ่งจริงๆนะคะคุณดัสก์บอร์นดิฉันต้องยอมรับจากใจจริงเลยว่าคุณเป็นนักสืบที่เก่งกาจสมคำเล่าลือ... ทั้งที่ดิฉันจงใจทิ้งร่องรอยไว้แค่นิดเดียวแท้ๆแค่คำใบ้คลุมเครือเรื่อง 'หน้าต่าง' บานนั้นบานเดียว แต่คุณกลับมองทะลุปรุโปร่งจนลากไส้แผนการของยันเลขานั้นออกมาได้ทั้งหมดถ้าไม่ได้อยู่คนละฝั่งกัน ดิฉันคงอยากเชิญคุณมาร่วมดื่มชากันสักมื้อแล้วแท้ๆ"
เธอยืดตัวขึ้นพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบเลือดจางๆบนใบมีดด้วยท่าทางรื่นรมย์ "เอาละ... เรามาดูกันหน่อยไหมคะว่านักสืบผู้เก่งกาจอย่างคุณ จะยื้อลมหายใจได้นานกว่าสิบห้าวินาทีนี้หรือเปล่า?"
"เกี๊ยะ!นายท่าน! หน้าท่านเขียวปั๊ดเป็นมะนาวบดเลยนะเกี๊ยะ!"
"เกียร์... ใจเย็นๆ" ผมเอ่ยขัดขึ้นเสียงของผมที่เริ่มกลับมานิ่งและมีน้ำหนักอีกครั้งทำให้เจ้านกกลไกที่กำลังสติหลุดหยุดชะงัก
ใบหน้าของผมที่เคยเขียวคล้ำเพราะฤทธิ์พิษเริ่มกลับมามีเลือดฝาดอย่างรวดเร็วเหงื่อเย็นๆ ที่ผุดพรายออกมาถูกแทนที่ด้วยไอจางๆ ที่ระเหยออกมาจากบาดแผลที่หลังมือผมสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมกระแสพลังที่มองไม่เห็นภายในร่างให้ไหลเวียนไปรวมกันที่จุดเดียว
L ที่ยืนรอชมความตายของผมถึงกับชะงัก รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของเธอแข็งค้างแววตามั่นใจคู่นั้นเริ่มสั่นไหวด้วยความตกใจอย่างที่เธอไม่คิดจะปกปิด"เป็นไปไม่ได้... คุณควรจะขาดใจตายไปแล้ว!"
ผมมองแผลที่หลังมือพลางถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย
ให้ตายสิ...อุตส่าห์สะสมมานาในโลกที่เหือดแห้งนี้มาตั้งหลายเดือน มานาที่ผมเฝ้าเก็บเล็กผสมน้อยอย่างยากลำบากบัดนี้ถูกนำมาเผาผลาญไปเกือบหมดเพียงเพื่อใช้ขับพิษร้ายออกจากร่างกายผ่านทางแผลสดมันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ขาดทุนย่อยยับ แต่ก็เป็นทางเดียวที่ทำให้ผมรอดชีวิตมาได้
"น่าเสียดายชะมัด..." ผมพึมพำกับตัวเองทั้งหมดเป็นเพราะความประมาทของผมแท้ๆ ที่คิดว่าคนในโลกนี้จะไร้พิษสงในการต่อสู้ผมคงประเมินเธอต่ำไปจริงๆ ที่คิดว่าเธอจะเหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ ในองค์กรที่เพิ่งจัดการไป
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอพลางขยับรอยยิ้มที่มุมปาก"แต่ผมว่า... มันน่าจะเกิน 15วินาทีมานานแล้วนะครับ"
ถ้าเป็นที่โลกเดิมของผมป่านนี้เธอคงไม่มีโอกาสได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำมนตราสังหารของผมคงจะพรากวิญญาณเธอไปตั้งแต่พริบตาแรกที่เธอคิดจะจู่โจมแต่โลกใบนี้กลับต่างออกไป มานาในชั้นบรรยากาศนั้นเบาบางจนแทบจะไม่มี การจะร่ายเวทแต่ละครั้งคือการควักเอาต้นทุนในร่างกายออกมาใช้และตอนนี้ทุนสำรองของผมก็หมดเกลี้ยงไปกับการไล่พิษหมดแล้ว
L ดูเหมือนจะเสียศูนย์ไปชั่วขณะ เธอก้มลงมองมีดสั้นกลไกในมือพลางกัดฟันกรอด"ไอ้เจ้า K... มันเล่นตลกอะไรของมันกันแน่!"เธอกระชากเสียงอย่างหัวเสีย "ทำไมพิษในมีดที่มันโม้นักโม้หนาว่าฆ่าคนได้สบายๆถึงทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด!"
ชื่อรหัสใหม่ที่หลุดออกมาจากปากของเธอทำให้ผมหูผึ่ง'K'...ดูเหมือนว่าองค์กรนี้จะไม่ได้มีแค่ยอดนักฆ่าอย่างเธอแต่ยังมีนักประดิษฐ์อาวุธร้ายแรงซ่อนตัวอยู่อีกคนสินะ
"เกี๊ยะ! ฮ่าๆๆ! เห็นไหมล่ะยัยปีศาจ! พิษกระจอกๆ ของพวกเจ้าน่ะทำอะไรนายท่านของข้าไม่ได้หรอก!"เกียร์ที่เห็นผมปลอดภัยก็กลับมาทำท่าทางอวดดีทันที"นายท่านน่ะเก่งที่สุดในโลกนี้และโลกก่อนเลยนะเกี๊ยะ!"
ผมพยายามรักษาท่าทีให้นิ่งสงบที่สุดแม้ในใจจะรู้ดีว่าตอนนี้ร่างกายของผมอ่อนแอลงอย่างมากจากการสูญเสียมานาฉับพลัน"ดูเหมือนว่าอาวุธของ K จะมีข้อผิดพลาดนะครับคุณL... หรือไม่ก็เป็นเพราะโชคชะตาของผมมันยังไม่ถึงฆาตกันแน่ แต่ตอนนี้ผมว่าคุณควรจะบอกเหตุผลที่คุณมาอยู่บนเรือลำนี้ดีกว่านะครับ?"
สายตาของLวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งที่น่าขนลุกเธอควงมีดสั้นเล่มนั้นกลับเข้าไปในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว
"หึ... โชคชะตางั้นเหรอคะ?" L เค่นเสียงหัวเราะพลางกอดอก"อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่เอาเถอะ ในเมื่อคุณยังไม่ตาย และฉันก็ชื่นชมในความดื้อด้านของคุณฉันจะบอกเหตุผลที่ฉันมาปรากฏตัวบนเรือลำนี้ให้เป็นของขวัญก่อนส่งคุณไปลงนรกจริงๆก็แล้วกัน"
เธอขยับยิ้มเย็น"เป้าหมายแรกของฉันคือการสังหาร 'วานซ์'ตามคำสั่งขององค์กรค่ะแต่ก็น่าขำนะคะที่ดันมีมือสมัครเล่นที่ไหนก็ไม่รู้ชิงตัดหน้าลงมือไปก่อนส่วนเป้าหมายที่สอง..." สายตาของเธอจิกนิ่งมาที่ผม"...คือการมาดูหน้าคนที่กล้าทำให้ลูกน้องของฉันทั้งสี่คนต้องถูกจับขังคุกยังไงล่ะคะ"
สิ้นประโยคบรรยากาศรื่นเริงจอมปลอมก็สลายไป L ชักปืนพกขนาดเล็กที่มีรูปลักษณ์ล้ำสมัยไม่แพ้มีดสั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อเธอเล็งตรงมาที่หน้าอกของผมด้วยมือที่นิ่งสนิท
"ลาก่อนนะคะ... คุณที่ปรึกษา"
ปัง!
เสียงกัมปนาทดังสนั่นกึกก้องดาดฟ้าเรือกระสุนพุ่งแหวกอากาศตรงมายังร่างของผมแต่เกียร์ที่เฝ้าระวังอยู่ก่อนแล้วไม่ได้นิ่งเฉยมันคำนวณวิถีกระสุนในเสี้ยววินาทีพร้อมตะโกนก้อง "โหมดป้องกัน!ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายนายท่านหรอกเกี๊ยะ!"
นกกลไกกางปีกออกกว้างขนนกโลหะพิเศษรวมตัวกันเป็นโล่ขนาดเล็กรับแรงกระแทกจากกระสุนจนเกิดประกายไฟกระสุนนัดนั้นถูกหยุดไว้ได้หวุดหวิด ทว่าแรงปะทะก็ทำให้เกียร์ถึงกับเสียหลักไปชั่วขณะ
ผมมองไปยังปืนที่ L ถือปืนแบบใหม่อีกแล้วหลอและรอบนี้ดูเหมือนจะทำการบ้านมาดีเลยนะถึงขนาดทำให้เกียร์ที่อยู่ในโหมดป้องกันเสียหลักไปชั่วครู่ได้
เมื่อเห็นว่ากระสุนนัดแรกถูกขัดขวางผมไม่รอช้าที่จะสวนกลับ ผมรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่พุ่งตัวเข้าประชิดเธอทันทีทว่า... ร่างกายกลับไม่อาจตอบสนองได้ดั่งใจนึกอาการอ่อนเพลียจากการสูญเสียมานาอย่างฉับพลันทำให้ขาของผมหนักอึ้งการเคลื่อนที่ที่ควรจะรวดเร็วดุจสายฟ้ากลับช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
L สังเกตเห็นอาการผิดปกติของผมทันที เธอประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณนักฆ่าว่าการฝืนปิดฉากผมในตอนนี้อาจมีความเสี่ยงเกินไปเธอตัดสินใจกระโดดถอยหลังเพียงไม่กี่ก้าวแล้วพุ่งตัวข้ามระเบียงดาดฟ้าลงสู่มหาสมุทรเบื้องล่าง!
"เกี๊ยะ! ยัยนั่นโดดน้ำหนีไปแล้ว!" เกียร์ร้องลั่น
ทว่าเธอไม่ได้ตกลงไปในทะเลเหมือนที่คิดไว้ในวินาทีที่ร่างของเธอทิ้งตัวลงอุปกรณ์บางอย่างที่หลังของเธอก็กางออกเป็นเครื่องร่อนขนาดเล็กบวกกับสภาพอากาศที่พายุกำลังเบาบางลงอย่างเป็นใจส่งร่างของ L ให้ร่อนถลาไปตามกระแสลมบินทะยานออกจากตัวเรือหายลับไปในเงามืดภายใต้แสงจันทร์
ผมหยุดอยู่ที่ริมระเบียงทำได้เพียงแค่มองเงาร่างนั้นหายไปในขอบฟ้าอันไกลโพ้นร่างกายของผมหนักอึ้งจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"จะให้ข้าตามไปไหมเกี๊ยะ? ข้ายังพอมีพลังงานเหลือนิดหน่อยนะ!"เกียร์บินมาเกาะที่ไหล่พลางถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่... ไม่ต้องหรอกเกียร์" ผมเอ่ยเสียงแผ่วพลางทรุดตัวลงนั่งพิงขอบระเบียง"ตอนนี้ฉัน... อยากพักมากกว่า"
อาการมานาหมดกระทันหันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงความอ่อนเพลียจู่โจมไปทุกอณูของร่างกาย ผมหลับตาลงรับลมทะเลที่เริ่มสงบลง...คดีบนเรือลำนี้จบลงแล้วจริงๆ ทว่าตัวอักษร 'L' และ 'K'ที่เพิ่มเข้ามาในหัวเหมือนจะเริ่มมีเรื่องน่าปวดหัวเพิ่มเข้ามาอีกแล้วสินะ
หลังจากนั่งนิ่งปล่อยให้สายลมทะเลพัดผ่านร่างกายเพื่อกู้คืนสติสัมปชัญญะได้ราว5 นาที ผมก็ตัดสินใจยันตัวลุกขึ้นด้วยความลำบาก แม้พายุข้างนอกจะเริ่มสงบแต่พายุในร่างกายของผมจากการขาดแคลนมานาอย่างหนักยังคงทำให้การก้าวเท้าแต่ละครั้งหนักอึ้งราวกับสวมตรวนเหล็ก
ผมลากสังขารกลับลงมาจากดาดฟ้าเรือทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้าสู่โซนเลาจน์บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความกดดันและความตายกลับดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแสงไฟสำรองสีส้มอ่อนๆ สาดส่องให้เห็นภาพแขกหลายคนที่เริ่มพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงที่ปกติขึ้น
น่าจะเป็นผลมาจากคำประกาศที่ว่าคนร้ายถูกจับกุมได้แล้วแม้จะยังมีเสียงซุบซิบและสายตาหลายคู่ที่คอยจ้องจับผิดกันเองว่า"ใครกันแน่คือฆาตกร" แต่ในเวลานี้ ผมไม่มีกะจิตกะใจจะไปตอบความสงสัยให้ใครทั้งนั้น
สิ่งที่ผมสนใจเพียงอย่างเดียวในตอนนี้...คือเตียงนุ่มๆ ที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
"คุณดัสก์บอร์น! คุณหายไปไหนมา"เฮนรี่รีบก้าวเข้ามาหาด้วยท่าทางตื่นเต้นเหมือนมีคำถามเป็นล้านคำอยู่ในหัวแต่สายตาของผมพร่าเลือนจนมองเห็นเขาเป็นเพียงเงาสีน้ำตาลลางๆ ผมเดินผ่านเขาไปดื้อๆโดยไม่หยุดฟังเสียงเรียกแม้แต่นิดเดียว
เมื่อมาถึงเป้าหมายผมไม่รอช้าที่จะปล่อยร่างที่ไร้เรี่ยวแรงให้ล้มตัวลงนอนบนฟูกหนาความนุ่มนวลของเตียงช่างเยียวยาจิตใจได้ดีกว่ายาวิเศษตัวไหนๆ
"เฮ้! คุณดัสก์บอร์น! จู่ๆ ก็เป็นอะไรไปครับ?!" เฮนรี่อุทานลั่นด้วยความตกใจที่เห็นผมฟุบหลับลงไปต่อหน้าต่อตาในทันที
"เกี๊ยะ! อย่าเพิ่งโวยวายไปเจ้ามนุษย์หัวฟู"เกียร์บินมาร่อนลงบนหัวเตียงพลางสบัดปีกเบาๆ"นายท่านของข้าแค่ใช้พลังสมองมากเกินไปจนร่างจะพังน่ะตอนนี้เขาต้องการนอนพักยาวๆ แบบห้ามใครมาปลุกเด็ดขาดเข้าใจไหมเกี๊ยะ?"
เฮนรี่มองร่างที่นิ่งสนิทของผมแล้วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่รู้ว่าผมแค่หลับไปเพราะความเหนื่อยล้าเขาหันไปกำชับคนรอบข้างด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ทุกคนครับ... ช่วยเบาเสียงลงหน่อย และอย่าเข้าไปรบกวนคุณที่ปรึกษาเด็ดขาดเขาช่วยพวกเรามามากพอแล้ว ปล่อยให้เขาได้พักเถอะ"
เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยค่อยๆห่างออกไป สติของผมจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่แสนสงบ ในความฝันที่ไร้รูปทรงผมเห็นเพียงเงาของตัวอักษร L ที่ค่อยๆ จางหายไป
ท่ามกลางความเงียบงันและเหน็บหนาวของมหาสมุทรที่พายุเพิ่งจะสงบลงห่างออกไปจากเรือสำราญหลายร้อยเมตรเรือกลไฟขนาดกลางลำหนึ่งลอยลำอยู่อย่างเงียบเชียบราวกับภูตพรายแสงไฟจากห้องโถงกลางลอดออกมาเพียงรำไรพอให้เห็นเงาร่างของใครบางคนที่ร่อนลงมาบนดาดฟ้าเรืออย่างมั่นคง
L ปลดล็อกเครื่องร่อนโลหะที่ติดตั้งไว้กลางหลังออกมันพับเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบด้วยกลไกที่สลับซับซ้อนเธอจัดแจงเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเล็กน้อยให้เข้าที่ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มอย่างสนุกสนานบนเรือสำราญบัดนี้กลับกลายเป็นความเรียบเฉยและเย็นชา
เธอเดินผ่านโถงทางเดินมืดสลัวไปจนถึงประตูไม้บานยักษ์เมื่อผลักเข้าไปภายในห้องนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออกแสงเทียนสลัวเผยให้เห็นร่างของคน 5คนในชุดฮู้ดสีเข้มที่ปิดบังใบหน้ามิดชิดพวกเขานั่งล้อมรอบโต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่ว่างเว้นเก้าอี้ไว้เพียงตัวเดียว
L เดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของเธอโดยไม่กล่าวคำทักทายใดๆ
"มาช้าเกินไปนะ L..." เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากใต้ฮู้ดน้ำเสียงแฝงไปด้วยความหงุดหงิด"ไหนเธอบอกว่าเป้าหมายรอบนี้เป็นแค่พวกคนธรรมดาจัดการง่ายๆ ไงล่ะ?"
"เป้าหมายถูกสังหารเรียบร้อยแล้ว" L ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งขณะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้"แต่มีตัวแปรที่เหนือความคาดหมายนิดหน่อยโผล่มาเลยทำให้ฉันมาเข้าประชุมช้า"
"เหอะ! ตัวแปรที่ว่านั่นคือความไร้ประสิทธิภาพของเธอมากกว่ามั้ง?"เสียงผู้หญิงอีกคนแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"เธอคิดว่าการที่ลูกน้องปลายแถวของเธอถูกจับเข้าคุกไปตั้ง 4 คน จะเอามาใช้เป็นข้ออ้างในการมาสายต่อหน้าพวกเราได้งั้นเหรอ? เธอเห็นการประชุมระดับหัวหน้าเขตเป็นแค่การนัดจิบน้ำชาหรือยังไงกัน!"
L ตวัดสายตาเย็นเยือกไปทางต้นเสียงบรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดจนเหมือนจะมีประกายไฟปะทุขึ้น
"เงียบ..."
เสียงทรงอำนาจที่ดังมาจากร่างที่นั่งอยู่หัวโต๊ะสั่งการเพียงคำเดียวความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมห้องทันทีทุกคนต่างก้มหน้าลงอย่างเกรงกลัวต่อเจ้าของเสียงนั้น
"ในเมื่อมากันครบแล้ว... ก็เริ่มการประชุมได้"