บทที่26 ใต้หุบเหวลึก
ฮุ่ยจวินเคยได้ยินชื่อเสียงอันเกริกไกรของนิกายเทวะวจนะมาบ้างพอจะรู้ว่านิกายเทวะวจนะคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ซึ่งครอบคลุมไปทั่วแผ่นดินใหญ่ในยุคนี้พวกมันเผยแพร่หลักคำสอน ศาสตร์วิชา และก็เป็ต้นกำเนิดแห่งพลังปาฏิหาริย์ที่เรียกว่ามหาวิถีวจนะทั้งยังตั้งตนเป็ผู้ขจัดมารซึ่งทำลายพลังธรรมชาติของโลกแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นิกายที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนทั้งยังปกครองผู้คนไปในตัว
มู่ผิงเยว่ยังกล่าวขึ้นว่า
“มีคำเล่าลือว่ามหาเทวะเทียนิผู้นี้ดำรงอยู่มาแล้วหลายศตวรรษหรืออาจจะเป็สหัสวรรษมีอายุยืนนาน นานจนไม่รู้ว่าอายุขัยของมันแท้จริงแล้วคือเท่าใด รู้เพียงว่าบรรพบุรุษหลายรุ่นต่อหลายรุ่นของข้าตกตายไปแต่เื่ราวของมหาเทวะเทียนิยังสืบต่อโดยไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งมันยังเป็ผู้ที่มีพลังสูงสุดเป็ผู้ค้นพบมหาวิถีวจนะ มีพลังที่แก่กล้าจนไม่รู้ว่าอยู่ในระดับใด และก็ยังไม่มีใครกล้าที่จะพิสูจน์ความต่ำสูงกับมัน”
ฮุ่ยจวินกล่าวถามด้วยความสนใจ
“บนโลกนี้ไม่มีใครกล้าพิสูจน์ฝีมือกับมหาเทวะเทียนิเลยหรือ"
มู่ผิงเยว่ครุ่นคิดก่อนกล่าว
“จะว่ามีก็มีเ้าเคยได้ยินชื่อของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนหรือไม่”
ฮุ่ยจวินทวนคำด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเพราะความไม่รู้
“อวิ๋นเซี่ยวซุน?"
มู่ผิงเยว่กล่าวอธิบาย
“จอมมารผู้ฝึกวิชานอกรีตผู้นี้ว่ากันว่ามีมันเพียงคนเดียวที่ทำให้มหาเทวะเทียนิาเ็ได้ และเป็จอมมารที่นิกายเทวะวจนะ้าสังหารมากที่สุด"
“แล้วจอมมารผู้นี้มันตายแล้วหรือยัง"
“หลังจากมันสู้กับมหาเทวะเทียนิหนึ่งสัปดาห์เต็มมันก็หายตัวไปไม่พบแม้แต่ร่องรอย มีข่าวลือว่าใน่หลายปีมานี้มันมักวนเวียนแลไปปรากฏตัวที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวเขตชายแดนเขาเถาิซาน"
ได้ยินเช่นนั้นฮุ่ยจวินก็โพล่งคำขึ้น
“หมู่บ้านในข่าวลือที่ว่ามันไปปรากฏเป็หมู่บ้านใด"
“หากจำไม่ผิดน่าจะชื่อหมู่บ้านเถาซานแคว้นซาน”
ฮุ่ยจวินเบิกตาขึ้นหมู่บ้านที่นางกล่าวมานี้ กลับเป็หมู่บ้านของมัน!
มู่ผิงเยว่ยังกล่าวต่อ
“ข้ายังไม่เคยพบพานตัวจริงเพียงแต่ได้ยินมาว่าจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนผู้นี้จิตใจโเี้อำมหิต สังหารคนราวผักปลาเบียดเบียนเอาพลังธรรมชาติยังไม่พอ ยังใช้พลังธรรมชาตินั่นเพื่อฆ่าคน พบสตรีสังหารสตรีพบเด็กสังหารเด็ก พบคนชราสังหารคนชราอย่างไม่มีเหตุผล"
ยิ่งได้ยินแผ่นหลังของฮุ่ยจวินยิ่งเย็นเฉียบมันไม่รู้ว่าข่าวลือนี้จริงเท็จมากเพียงไหน แต่ขึ้นชื่อว่าจอมมารอย่างไรต้องมีความอำมหิตไม่น้อยแน่เช่นนั้นหมู่บ้านของตนจะเป็อย่างไร
ฮุ่ยจวินกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกที่ไม่สบายใจ
“รีบหาทางออกกันเถอะ"
ใต้หุบเหวลึกซึ่งดำรงอยู่บนเขาเถาิซานหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีกำลังมุ่งมั่นที่จะหาทางออกอย่างไม่ย่อท้อ แต่เขาเถาิซานกว้างใหญ่นักกินอาณาเขตพื้นที่ลากยากเป็ร้อยลี้พันลี้ มียอดเขาหลายยอด มีหุบเหวหลายหุบเหว มีร่องแยกรอยแตกจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งหุบเหวมากมายที่ว่าจึงมิใช่มีเพียงหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีที่ดำรงอยู่ หุบเหวอื่นๆก็มีคนอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าพวกมันแอบซ่อนตัวและอาศัยอยู่มานานมากแล้วจึงมีช่องทางลับที่คนนอกไม่รู้แต่คนในรู้เป็อย่างดี
หุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขตเขาเถาิซานหุบเหวนี้เป็หุบเหวที่ดูเร้นลับ มีหมอกหนาปกคลุมชั้นบน มีแพรกพันธุ์พฤกษานานาชนิดรายล้อมมีโขดหินขวางกั้นบังตา ไม่มีผนังผายื่นออกไปเหมือนที่อื่นๆ มีน้ำตกขนาดใหญ่ร่วงตกไหลผ่านแต่ไร้ซึ่งช่องทางให้คนนอกค้นพบและไปถึง คนนอกที่ไม่เคยเห็นหุบเขานี้มาก่อนจะไม่รู้เลยว่ามีหุบเขาเช่นนี้ดำรงอยู่ต่อให้จะดั้นด้นค้นหาก็ไม่มีทางจะหาพบ
แต่หุบเขาที่เร้นลับเช่นนี้กลับมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่พวกมันอาศัยช่องแยกรอยแตกภายใต้หุบเหวลึกเป็ที่อยู่อาศัย ใช้พื้นที่ภายใต้หุบเขาในการทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะปลูกผัก ปลูกขาว กิจการร้านรวง ประชุมหารือ พบปะสังสรรค์ ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้หุบเหวลึกที่ไร้แสงเดือนแแสงตะวันส่องถึงนี้
คนทั้งหลายที่รวมตัวกันใต้หุบเขาเหล่านี้ต่างที่มาต่างสายเื ต่างแคว้น ต่างชาติพันธุ์ แต่ทั้งหมดล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือหลบหนีจากการไล่ล่าและความตายพวกมันถูกปฐีปฏิเสธ ถูกตราหน้าว่าเป็มารนอกรีต ถูกสาปแช่ง ด่าทอ และถูกไล่ล่าสังหารอย่างไม่ใยดีและมิอาจโต้แย้ง
พวกมันก็คือเหล่าผู้ฝึกญาณเต๋าและเชนที่หลบลี้จากแสงสว่างอันไร้ปราณีของเทวะวจนะ!
แสงของมหาเทวะเทียนิแผ่ไพศาลยิ่งทรงอานุภาพยิ่ง น่าหวาดหวั่นยิ่ง เพื่อที่จะหลบจากแสงที่สุดไพศาลนี้ พวกมันจึงได้มารวมตัวเพื่ออาศัยเงาของจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนให้รอดพ้นจากแสงแห่งเทวะที่สาดส่องมา
นักพรตที่มีลักษณะภายนอกคล้ายบุรุษที่อยู่ใน่วัยกลางคนข้างเอวเหน็บไว้ด้วยขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่งกำลังเดินจูงมือเด็กหญิงวัยประมาณสิบขวบในอาภรณ์สีแดงโลหิตเดินเรียบไปตามลำธารอันใสกระจ่างเด็กหญิงผู้นี้แม้เยาว์วัย แต่ความผุดผาดที่แสดงออกถึงความสะคราญโฉมกลับมิอาจปิดมิดเป็ที่คาดเดาได้ว่าภายภาคหน้าเมื่อนางเติบใหญ่จะมีความงดงามมากเพียงไหน หากไปปรากฏที่ภายนอกนางจะเป็สตรีที่งดงามจนล่มเมืองได้แน่
ั์ตาอันสุกใสกลอกกลิ้งของนางจ้องมองปลาในลำธารพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงราย
“อาจารย์ท่านดูปลาเ่าั้กลับแปลกนัก กระแสธารเชี่ยวกรากแทนที่จะคล้อยตาม แต่พวกมันกลับทานกระแส"
บุรุษในชุดนักพรตเก่าโทรมจูงมือนางไปนั่งลงบนโขดหินข้างลำธารมองหมู่มัจฉาที่แหวกว่ายทวนกระแสน้ำ แล้วกล่าวว่า
“ปลาบางชนิดต้องไปวางไข่ไว้เหนือน้ำจึงจะรักษาเผ่าพันธุ์แลดำรงอยู่สืบไปได้มิเช่นนั้นไข่ของพวกมันจะถูกพัดไปตามกระแสจนมิอาจกำเนิดมา ทั้งอีกนัยหนึ่ง สถานที่ที่ซึ่งไปได้ยากเช่นนั้นก็มีความเป็ไปได้สูงว่าไข่ของพวกมันจะถูกปลาอื่นมากินได้ยากเช่นเดียวกัน”
นักพรตผู้นี้มองเด็กหญิงแล้วกล่าวต่อ
“ชีวิตก็เป็เช่นนี้ไม่มีกระแสธารใดที่จะสอดคล้องกับทิศทางชีวิตได้ตลอดเวลา หากวันหนึ่งเกิดการผกผัน กระแสธารแปรเปลี่ยนแต่ทว่าชีวิตยังต้องเดินในวิถีทางเดิม ก็จำเป็จักต้องฝืนฝ่ากระแสธารไปในทางเดิม หากคล้อยตามอาจเปลี่ยนชะตาชีวิตที่ไม่รู้ดีหรือร้ายไปตลอดกาลเช่นนั้นหากเลือกฝืน ชะตาชีวิตก็ยังคงมีคำว่าโอกาสคงอยู่เสมอ… บางครั้งชะตาฟ้าก็มิอาจสู้มานะตน"
เด็กหญิงผงกศีรษะ
“ข้าจะจดจำเอาไว้"
นักพรตผู้นี้ยังกล่าวต่อ
“เอาล่ะเ้ามองกระแสน้ำนี้แล้วเห็นสิ่งใด”
แน่นอนคำว่าเห็นนี้มิได้หมายถึงสายตาที่มองเห็นแต่ความหมายในวาจาของนักพรตผู้นี้คือจิตที่มองเห็น เด็กหญิงนับว่าเป็ผู้ที่มีปฏิภาณล้ำเลิศมาั้แ่กำเนิดวาจาของอาจารย์ที่กล่าวถามมานี้ นางจึงเข้าใจได้ทันที
เมื่อสิ่งที่อาจารย์ถามมิใช่สิ่งที่ใช้สายตาในการมองเช่นนั้นนางจึงพริ้มตาลง และพยายามใช้จิตในการัั
“ข้าเห็นกระแสธารอันเจือจางทั้งแ่เบาที่เคลื่อนไหวไม่เพียงแต่สายน้ำนี้ ยังมีกระแสของต้นไม้ข้างริมน้ำ มัจฉาที่แหวกว่ายกลางน้ำ ก้อนหินที่จมอยู่ในน้ำเหล่าแมลงที่บินแตะผิวน้ำ สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนมีกระแสธารของตัวเองทั้งสิ้น”
นักพรตผงกศีรษะด้วยแววความชื่นชม
“กระแสที่เ้ามองเห็นคือสิ่งใด"
เด็กหญิงกล่าวตอบ
“กระแสธารแห่งพลังธรรมชาติ…พลังธรรมชาติที่ไหลเวียนรอบสรรพสิ่ง"
นักพรตผู้นี้มองเด็กหญิงวัยสิบขวบตรงหน้าด้วยแววความลึกล้ำความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์พลังธรรมชาติเช่นนี้ หากเป็เมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา เป็ยุคที่กฎเกณฑ์พลังธรรมชาติเอื้ออำนวยต่อผู้ฝึกญาณมากที่สุดนางอาจเป็ยอดเซียนในประวัติศาสตร์ที่มีอายุน้อยที่สุดไปแล้ว มันครุ่นคิดขึ้น
“สมแล้วที่เป็สายเืสุดท้ายของตระกูลหลงสายเืแห่งเง็กเซียนฮ่องเต้"
“ท่านปรมาจารย์อวิ๋น”
เสียงของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี
นักพรตผู้นี้ถูกผู้คนในหุบเหวลึกเรียกขานว่าปรมาจารย์อวิ๋นแต่ถูกผู้คนทั้งปฐีเรียกว่าจอมมาร นามของมันก็คือ อวิ๋นเซี่ยวซุน
อวิ๋นเซี่ยวซุนหันกลับไปมองเ้าของเสียงที่กล่าววาจาเมื่อครู่เห็นเป็บุรุษกลางคนซึ่งเป็หนึ่งในคนที่ตนส่งออกไปหาข่าวก็กล่าวถาม
“ได้เื่ใดหรือ"
บุรุษผู้นั้นดวงตาทอประกายคล้ายกำลังยินดีถึงที่สุด
“เราพบร่องรอยของคนผู้นั้นแล้ว"
อวิ๋นเซี่ยวซุนลุกยืนขึ้น
“ว่ามา"
“เมื่อสิบกว่าปีก่อนนางได้หลบหนีไปอยู่ที่หมู่บ้านแถวชายแดนแห่งหนึ่ง”
“ที่ไหน"
“หมู่บ้านเถาซานแคว้นซาน”
อวิ๋นเซี่ยวซุนนิ่งคิดเพราะรู้สึกคุ้นหูในชื่อของหมู่บ้านดังกล่าวจนกระทั่งมันนึกขึ้นได้ว่าที่แท้หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อ่เกือบสิบปีที่ผ่านมา มันเคยผ่านไปที่นั่นและบังเอิญได้ช่วยเด็กหญิงสายเืตระกูลหลงคนสุดท้ายที่อยู่ตรงหน้ากับมารดาของนางมามันคิดว่านั่นเป็โชคชะตาและวาสนาแล้ว แต่แท้จริงวาสนาอีกประการกลับซุกซ่อนอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนั้นด้วยคิดมาถึงตรงนี้มันก็รู้สึกเสียดายนัก หากรับนางมาพร้อมคนทั้งสองได้ จะเป็เื่ที่ประเสริฐเพียงไหน
“ข้าจะไปรับนาง"
บุรุษผู้นั้นกล่าวขึ้น
“ท่านปรจารย์นางตายไปแล้ว"
อวิ๋นเซี่ยวซุนชะงักค้าง
“เ้าว่าอะไร"
“นางตายแล้ว"
อวิ๋นเซี่ยวซุนพริ้มตาลงในใจครุ่นคิดขึ้น
“สายเืสุดท้ายของตระกูลเฟยสิ้นแล้วหรือนี่"
ทว่าบุรุษผู้นั้นยังกล่าวต่อด้วยสีหน้าที่เจือด้วยความยินดี
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังพิสูจน์ได้มิแน่ชัด”
อวิ๋นเซี่ยวซุนลืมตาขึ้น
“สิ่งใด"
“มีข่าวคราวที่ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนนางได้ให้กำเนิดบุตรชายผู้หนึ่ง!อีกทั้งยังพาเด็กชายผู้นั้นไปหลบซ่อนอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนั้นด้วย”
ประกายตาของอวิ๋นเซี่ยวซุนวาวโรจน์ขึ้นก่อนสั่งการ
“ให้คนของเราถอนกำลังคืนกลับมาทั้งหมดอย่าได้เคลื่อนไหวจนเป็จุดสังเกตุใดให้ปฐีรับรู้ ส่วนเื่นี้ข้าจะไปตรวจดูด้วยตนเอง”
“แต่ท่านยังาเ็ออกไปเช่นนี้อาจเป็อันตรายได้"
“หากเื่ที่เ้าสืบทราบมาคือเื่จริงมันก็คุ้มที่อาจจะต้องเสี่ยง แม้จะต้องสูญเสียบางอย่างไปบ้าง ก็ต้องยอมสูญเสียเพื่อรักษาสิ่งสำคัญสุดท้ายนี้”
อวิ๋นเซี่ยวซุนจูงมือเด็กหญิงในชุดแดงโลหิตขึ้น
“ปฐีจะเปลี่ยนโฉมความหวังของพวกเราจะคงอยู่ เฟยและหลงคือตัวแปรอันสำคัญ"
ก่อนมันจะหันไปกล่าวกับเด็กหญิง
“ไปกันเถอะ"
เด็กหญิงขมวดคิ้ว
“ไปทำอะไรหรืออาจารย์”
อวิ๋นเซี่ยวซุนตอบ
“ไปหาคน"
เด็กหญิงกล่าวถามอย่างต่อเนื่อง
“ไปหาใคร"
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองหน้าของนาง
“คู่หมั้นของเ้า"