ในเช้าวันหนึ่งของฤดูชุนเทียน อากาศสดชื่น แดดแจ่ม หวูไว่ออกจากบ้านแต่เช้าเพราะนัดเรียวกับอากิเพื่อนเกลอว่าจะไปเก็บสมุนไพรที่ชายป่าซึ่งอยู่ไกลหมู่บ้านออกไป
เด็กหนุ่มตั้งใจแล้วว่าหลังจากเก็บสมุนไพรเสร็จจะหาโอกาสไปนอนเล่นในลำธารแล้วก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปะโสุดเสียงให้ลั่นทุ่ง ป่าหญ้า ลำธารในฤดูใบไม้ผลิช่างสดใส มีชีวิตชีวาเหลือเกิน
เพราะอะไรที่ชอบชีวิตเช่นนี้ เด็กหนุ่มตอบตัวเองไม่ถูกนักหรอก รู้แต่ว่าเขาชอบความงดงาม แจ่มใส ที่แต่งแต้มจากธรรมชาติรอบตัว รักที่จะเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตโผล่พ้นขอบฟ้าพอ ๆ กับที่เฝ้ามองตะวันดวงเดียวกันนี้ลับหายไปจากมุมหนึ่งของโลกในยามโพล้เพล้
ดูเหมือนว่าเขารักที่จะเติบโตและงอกงามอยู่กับโลกที่มีแม่ธรรมชาติเป็ศูนย์กลางของสรรพสิ่ง
ถ้าเป็ไปได้ วันนี้เด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะหาโอกาสมุดผ่านกอดอกไม้หลากสี เฝ้ามองผีเสื้อ แมลง บินวนเวียนไปมาอย่างเพลิดเพลิน
ส่วนเื่กลิ่นตัวของเขาน่ะหรือ เป็เื่เล็กน้อยหรอกน่า
เ้าเพื่อนสองคนนั้นคงบ่นอุบกลิ่นอันเหม็นเขียวจากตัวเขาเหมือนเคย แต่แค่ได้ลงแช่น้ำในลำธารด้วยกันก็คงหมดเื่แล้ว
เด็กหนุ่มก็หลับตา สูดลมหายใจเต็มปอด รู้สึกถึงความอิ่มเอิบที่แผ่ซ่านออกมา
เมื่อพ้นมาจากบ้าน หวูไว่เดินผ่านบ้านเรือนหลายหลัง ตาเฒ่าหูที่ตื่นเช้าเป็กิจวัตรกำลังกวาดลานบ้านของตัวเองอยู่เงียบ ๆ ตาเฒ่าเพียงแต่เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเขาเดินผ่าน เลยไปหน่อย อาหลิงแม่ค้าที่ตลาดเพิ่งเดินกลับมาจากการนำเสื้อผ้าไปซัก อาหลิงพยักพเยิดกับเด็กหนุ่มเป็การท้าทาย
“ไปไหนแต่เช้า…หวูไว่”
“จะไปเก็บสมุนไพรที่ชายป่าน่ะอาหลิง…”
“อ้อ…ขยันจริงเชียว” พูดเสร็จคนถามก็หัวเราะคิกคัก เพราะรู้ดีว่า การเก็บสมุนไพรเป็แค่ข้ออ้างของเด็กหนุ่มเท่านั้น ใครก็รู้ว่าหวูไว่ชอบไปเกลือกกลิ้งอยู่ชายป่าราวกับเป็บ้านที่สองของตัวเอง
หวูไว่คุ้นเคยกับอาหลิงมาั้แ่เด็ก นางเป็สตรีที่น่ารัก อัธยาศัยดี หน้าตาแจ่มใส อารมณ์ดีอยู่เป็นิจ จะว่าเป็ดอกไม้งามประจำหมู่บ้านของเซียงอู่ก็คงไม่ผิดนัก
แต่ในสายตาของอาหลิงแล้วหวูไว่เป็แค่เพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
“ที่สำคัญข้าคิดว่าเ้าเหมาะเป็เพื่อนที่พูดคุยด้วยได้ แต่คงไม่ใช่สามีที่ดีเท่าไหร่นักหรอก” อาหลิง บอกกับเด็กหนุ่มไว้เช่นนี้นานมาแล้ว
หวูไว่เห็นด้วยเพราะเขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่ชายในฝันของใครได้หรอก
ที่สำคัญ อากิ และ เรียว ก็จะฟัดกันตายอยู่แล้วเพื่อแย่งกันขอความรักจากอาหลิงคนนี้
หวูไว่ทักทายอาหลิงแล้วก็สาวเท้าเดินต่อไป ทิ้งหมู่บ้าน ผู้คนที่รู้จักและคุ้นเคยไว้เื้ั แล้วมุ่งหน้าสู่ชายป่าอย่างเร่งรีบ เพราะไม่อยากให้เพื่อนสองคนนั่นบ่นอุบเหมือนเคย
“เ้านี่นะ…ทำอะไรก็ชักช้า เดินก็ช้า คิดอะไรก็ช้า ทำอะไรเหมือนดูเล่นไปหมด เ้าเด็กเฉื่อย”
นั่นแหละ สิ่งที่เรียว และ อากิ บ่นอยู่เสมอ แต่หวูไว่ไม่โกรธเพื่อนหรอก เพราะที่ว่าก็มีส่วนถูกอยู่เหมือนกัน
แต่มันจะรีบเร่งกับการใช้ชีวิตไปทำไมกัน ไม่เข้าใจ หวูไว่บอกกับตัวเอง
“เฮ้อ…สบายจัง”
อากิพูดเสียงดังในขณะที่สองตาหลับพริ้มท่ามกลางสายลมอ่อนๆ ที่พัดพากลิ่นหอมจากดอกไม้ป่าไกล้ลำธารเข้ามากระทบจมูก
ทั้งสามคนนอนอยู่บนพื้นหญ้าอ่อนนุ่มบนเนินเล็กๆ ถอดเสื้อวางไว้ข้างตัว ในขณะที่กางเกงเปียกชื้นเพราะเพิ่งผ่านพ้นการแช่ตัวไว้ในลำธารนานกว่าครึ่งค่อนวัน
อากิหลับตาใช้มือสองข้างตบเบา ๆ ที่พุงส่วนเรียวลืมตาร้องเพลงฮึมฮัมอยู่คนเดียว
หวูไว่นอนเอียงข้าง ชันศอกไว้กับต้นหญ้า มองดอกไม้เล็ก ๆ ที่งอกขึ้นมาอยู่ใกล้ตัว
“นี่…หวูไว่” อยู่ดี ๆ อากิก็ลุกขึ้นมา และก้าวพรวดมายืนค้ำพูดว่า
“ข้าพูดจริง ๆ พวกเราไปสมัครเป็ทหารกันเถอะ”
“ไม่…ข้าไม่ชอบ ไม่สนใจ” หวูไว่ตอบ โดยที่ยังจ้องมองไปที่ดอกไม้เล็ก ๆ อย่างไม่วางตา
“ดี ๆ …ข้าเอาด้วย” เรียวว่าและหยุดร้องเพลงที่ตัวเองฟังเข้าใจอยู่คนเดียว แล้วลุกขึ้นยืน บิดี้เี เดินมานั่งยองอยู่ข้าง ๆ
“ข้าก็อยากเป็นะ อยากเป็ทหาร เป็นักรบ”
“ใช่-พวกเราไปสมัครเป็ทหารของกองกำลังเมฆขาวกัน” อากิบอก
“กองกำลังเมฆขาวเหรอ…”หวูไว่นึกสงสัย หงายร่างบนพื้นหญ้ามือทั้งสองข้างสอดไว้ที่ท้ายทอย
“เ้าโง่…”
“ทึ่มด้วย…”
หวูไว่ลุกขึ้นหันไปมองเรียวที อากิที พูดเสียงเบาว่า “ข้าไม่รู้จักนี่…อธิบายหน่อย”
“ว้า-เ้าเนี่ย ทำไมมันถึงได้ล้าหลังและเชยอะไรอย่างนี้เล่า” อากิว่าน้ำเสียงเซ็ง ๆ
“กองกำลังเมฆขาวคือกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ กล้าหาญ สมน้ำสมเนื้อกับกองทัพอัศวินดำมากที่สุด” เรียวอธิบายพลางหยิบเสื้อขึ้นมาสวม และจัดผมอันยุ่งเหยิงให้เข้าที่
“อ้อ…”หวูไว่พึมพำ “แล้วอะไรคืออัศวินดำหว่า…”
“เฮ้อ…”คราวนี้เพื่อนทั้งสองคนร้องออกมาพร้อมกัน หงายหลังระอากับความซื่อบื้อของหวูไว่เสียเหลือเกิน
“อัศวินดำคือกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในแผ่นดิน ว่ากันว่าพวกมันเป็นักรบที่ไม่มีวิญญาน ไร้หัวใจ ฆ่าฟันผู้คนมากมาย ปล้น ชิงทรัพย์ โอย สารพัดแหละ”
“พูดง่าย ๆ มันก็โจรปล้นแผ่นดินดี ๆ นั่นแหละ” อากิเสริมคำเรียว
หวูไว่คันปากอยากจะถามต่อแต่เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเสียงอะไรดังมาจากพื้นหญ้ารอบตัว รับรู้ได้ถึงการสั่นไหวไปทั่วบริเวณ รู้สึกเหมือนผืนแผ่นดินเกิดอาการโก่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง
ทั้งสามคมมองกันหน้าเลิ่กลั่กไปมา หวูไว่รีบคว้าเสื้อมาสวมหยิบสมุนไพรที่เก็บมาซ่อนเอาไว้ในอกเสื้อ
“ผะ…ผะ…แผ่นดินไหว” อากิพูดเสียงสั่น
“ชะ…ใช่ แผ่นดินไหวน่ะสิ” เรียวะโ
เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ผุดลุกขึ้นพร้อมกันและวิ่งแจ้นลงจากเนินหญ้าด้วยความเร็วสุดชีวิตมุ่งตรงไปยังป่าใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า แม้มันจะเป็ผืนป่าที่อยู่ตรงข้ามกับที่ตั้งของหมู่บ้านเซียงอู่ก็เหอะ แต่ใครจะสน
เพราะแรงสั่นะเืของแผ่นดินไหวมันไล่ตามหลังพวกเขามาติด ๆ อย่างนี้
ตัวใครตัวมันแล้วกัน
ทั้งสามวิ่งตะบึงท่ามกลางเสียงเลื่อนลั่นของแผ่นดินใต้ล่างและแรงะเืที่ดังไปทั่วทั้งป่า
นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งสามคนพบว่าได้พากันวิ่งตะบึงออกจากหมู่บ้านเซียงอู่มาไกล จนไม่ได้รับรู้แรงสั่นะเืจากแผ่นดินไหวอีกต่อไป
แต่ปัญหาก็คือ…
“ที่นี่มันที่ไหนกัน” หวูไว่พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เรียว และ อากิ หลังงองุ้มเอามือกุมเข่าสองข้างด้วยอาการหมดแรงไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ในตอนนี้ เอาร่างพิงกับต้นไม้ใหญ่ เหลียวมองรอบตัว บริเวณที่ทั้งสามคนยืนอยู่มีต้นไม้ดกครึ้มเรียงเป็แถวตรง และมีสีสันอันแปลกตาทั้งเขียว เหลือง ส้ม ขนานไปกับต้นไม้มีถนนสายหนึ่ง เป็ถนนสายยาวมองไม่เห็นถึงสุดปลายถนน อีกฟากหนึ่งของถนนเป็ทุ่งหญ้าที่มีต้นหญ้าสูงใหญ่ไหวไปมาตามแรงลมอยู่ตลอดเวลา
“เ้าว่าถนนสายนี้มันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหนนะ…” อากิ พูดลอย ๆ ออกมาในขณะที่เหม่อมองถนนสายยาวราวกับ้ารู้ว่าจุดสิ้นสุดของถนนมันอยู่ตรงไหนกันแน่
“มันเหมือนเส้นทางเข้าสู่เมืองอยู่นา หรือว่าไง” หวูไว่พึมพำขึ้นมา
“เมืองเหรอ…” คราวนี้เป็เพื่อนทั้งสองคนที่พูดออกมาพร้อมกัน และมองตากันอยู่ไปมาและหัวเราะพร้อมกันราวกับนัดไว้
หวูไว่มองหน้าเพื่อนเกลอสองคนอยู่ชั่วครู่ แล้วร้องเสียงหลง “ไม่นะ… ไม่มีทาง”
“น่า… หวูไว่” อากิอ้อนวอน
“ใช่… ข้าว่าเราเดินอีกไม่นานก็จะต้องได้เห็นเมืองแล้ว เมืองที่จะไม่เหมือนเซียงอู่ของเราที่จะมีอาหารแปลก ๆ ผู้คนใหม่ ๆ รอพวกเราอยู่ไง”
“แล้วก็หญิงงามมากมาย” เรียวพูดด้วยน้ำเสียงละเมอ
เป็อีกครั้งที่หวูไว่ต้องเกาหัวแกรกๆ และถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ข้าว่าเราควรกลับหมู่บ้านได้แล้ว พวกเ้าไม่เป็ห่วงคนที่บ้านหรือไง ท่านลุงก็รอพืชสมุนไพรของข้าเอาไปปรุงยาด้วย”
“น่า…นะ”
“ใช่ คนที่หมู่บ้านเราชินกับแผ่นดินไหวจะตาย และข้าว่าบางทีแผ่นดินไหวอาจไม่เกิดที่เซียงอู่เสียด้วยซ้ำไป”
หวูไว่หันรีหันขวางอยู่ชั่วขณะก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเซ็ง
“ก็ได้เ้าเพื่อนบ้า แต่ถ้าถนนนี้ไม่ได้เป็เส้นทางเข้าเมืองและถ้าเราเดินจนหมดแรงแล้วไม่เจออะไร ต้องรีบกลับนะ…”
“แน่อยู่แล้ว”
“อืม…ใช่ เราก็แค่ลองเดินไปดูไม่เห็นจะเสียหายไรเลย”
“เนอะ…” เรียวพยักเพยิดกับอากิ
หวูไว่บ่นกับตัวเองในขณะที่ก้าวเท้าเดินไปตามถนนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาท่ามกลางการะโโลดเต้นของเพื่อนทั้งสองคน
“โอ๊ย…”
อากิร้องพลางหยุดเดินเสียดื้อ ๆ
เรียวก็หยุดเดินเหมือนกัน ถึงไม่ได้พูดอะไรแต่สีหน้าเหยเกแสดงอาการว่าไม่ได้ดีไปกว่าเท่าใดนักเลย มีก็แต่หวูไว่เท่านั้นที่ดูจะอารมณ์ดีกว่าเพื่อน เอามือจิ้มไปที่หน้าของเพื่อนทั้งสองคนอย่างนึกสนุก
“ว่าไงล่ะ…จะไปต่อมั้ย”
เรียวยกมือขึ้นโบกเหมือนจะบอกว่าอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ส่วนอากินั้นเล่าก็ได้แต่ร้องอูย ๆ แล้วพากันนอนราบลงบนพื้นหญ้าริมถนนอย่างหมดสภาพ
แดดยามบ่ายแก่ ๆ เริ่มร้อนขึ้นทุกขณะ ลมไม่ไหวติง ในขณะที่ถนนทอดยาวเบื้องหน้ายังมองไม่เห็นว่าจุดสิ้นสุดถนนสายนี้อยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน
หวูไว่เริ่มจะหมดแรงมองไปรอบตัวอย่างลังเล เขาและเพื่อนทั้งสองคนก็เดินมาตามถนนสายนี้นานนับชั่วโมงแล้วแต่ดูเหมือนถนนจะทอดยาวออกไปอีกไม่รู้จบ ไม่มีเมือง ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีผู้คนผ่านไปมาอย่างที่้าแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินต่อไปหรือถอยหลังกลับบ้านดี
จังหวะนั้นเองมีม้าตัวหนึ่งกำลังกระโจนทะยานตรงเข้ามา มีร่างคนผู้หนึ่งโน้มตัวอยู่เหนือคอ เรียกให้ถูกก็ต้องบอกว่ามันกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหมือนเหาะได้เสียมากกว่า
“เหวอ..!!”หวูไว่ร้องด้วยอาการใ
ที่ใก็เพราะว่าเ้าม้านั่นกำลังพุ่งตรงมายังที่เขายืนอยู่นะสิ และขาทั้งสองของเขาก็แข็งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ขยับตัวหลบแต่อย่างใด
จะหลบได้อย่างไรเดินมาจนหมดแรงอย่างนี้
หวูไว่หลับตาปี๋เหมือนไม่อยากรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้หูสองข้างได้ยินแต่เสียงร้อง “หวูไว่ ระวัง!!”
จบสิ้นกันแล้วเรา…เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองอยู่ในใจ
“…”
“หยุด…!! หยุดเดี๋ยวนี้”
มีเสียงะโดังขึ้นมาพร้อมกับฝุ่นและดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หวูไว่ลืมตาขึ้นมาอย่างทันทีทันใดม้าสีเขียวร่างทะมึนกำลังหักตัวเลี้ยวอย่างกระทันหันเหมือนใกับมนุษย์เบื้องหน้าที่ยืนขวางอยู่บนถนนแล้วขืนตัวออกมาเพียงเศษเสี้ยวนาทีก่อนจะพุ่งเข้าชนร่างของเด็กหนุ่ม
เฮ้ย..!!
หวูไว่ร้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นก่อนจะหันไปเห็นร่างบนม้ากำลังรั้งบังเหียนจนสุดกำลังจนดูเหมือนว่าร่างนั้นเอียงกระเท่เร่ และกำลังจะร่วงตกจากหลังม้าลงมากระแทกกับพื้นถนนแล้วในขณะนี้
ดูเอาเถอะไม่รู้ว่า หวูไว่เอาแรงมาจากไหน รีบทะยานเข้าหาก่อนที่ร่างบนม้านั้นจะหล่นลงบนพื้นถนน
แอ้ก…!!
เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่เทมาที่แขนทั้งสองข้าง เขามาทันก่อนที่ร่างนั้นจะถึงพื้น แต่น้ำหนักที่โถมเข้ามาจากร่างนั้นก็ทับเสียจนหวูไว่กลิ้งไปกับพื้น จุกจนร้องไม่ออกโดยมีร่างของเ้าของม้าทับอยู่บนร่างของเขา
“อูย…เจ็บจังเลย” เด็กหนุ่มร้องอยู่ในใจ
แต่ก่อนที่สติจะดับวูบลงไป กลิ่นหอมจางๆ ลอยเข้ามากระทบจมูก เป็กลิ่นหอมประหลาดที่จมูกของหวูไว่ไม่เคยได้ััเยี่ยงนี้มาก่อนเลย