บทที่ 4 The NORE
1 สัปดาห์ต่อมา
วันนี้เป็วันแรกที่ฉันเริ่มต้นฝึกงานที่เดอะนอร์ ฉันมาถึงที่นี่ั้แ่ 7 โมงเช้า ยืนมองประตูโลหะแวววาวเงาวับที่เลื่อนเปิดปิดอัตโนมัติเมื่อมีคนเดินเข้าออก ตราสัญลักษณ์รูปดอกกุหลาบานสลักลายนูนเด่นอยู่กลางบานประตู มีตัวอักษรคำว่า NORE อยู่ใต้ดอกกุหลาบ เมื่อประตูเปิดสัญลักษณ์นี้จะแยกออกจากกันเหมือนถูกผ่าครึ่ง และกลับมารวมกันอีกครั้งเมื่อประตูปิด ฉันยิ้มและไล่สายตามองตัวอาคารขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดตึกที่ต้องแหงนคอมองจนสุด ฉันมองดูสถานที่แห่งนี้ดุจมองดูลูกที่ไม่ได้เจอกันมานาน และเห็นเค้าเติบใหญ่ขึ้นดูมีอนาคตที่ดีจนตัวเองอดภาคภูมิใจไม่ได้ เดอะนอร์ที่รักของฉันเติบโตขึ้นมากขนาดนี้แล้ว
ั้แ่จำความได้ในชาตินี้ฉันยังไม่เคยมาเยือนที่นี่เลยซักครั้ง ได้แต่ผ่านไปผ่านมามองเห็นแต่ภายนอก อาจจะด้วยเพราะั้แ่พ่อฉันเสียไปตอน 5 ขวบ แม่ก็พาฉันออกจากบ้านตระกูลโนเรียไปอยู่กันเองตามลำพังสองคนแม่ลูก ทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับตระกูลโนเรียไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเท่าที่ควร ฉันติดต่อกับคนในตระกูลโนเรียน้อยคนมาก ถ้าไม่ใช่เพราะฉันระลึกชาติได้ ฉันคิดว่าตัวเองก็อาจจะไม่มีวันได้เหยียบเท้าเข้ามาที่นี่เลยก็ได้
ฉันเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไปในตัวตึก ที่นี่โอ่โถงมาก ใช้โทนสีขาวเป็หลัก เมื่อชาติก่อนเดอะนอร์ไม่ได้ตั้งอยู่ที่นี่ นีโอสยามซิตี้เพิ่งจะมีอายุประมาณร้อยกว่าปีเท่านั้น แต่ตอนนี้สำนักงานใหญ่ย้ายมาอยู่ที่เมืองแห่งนี้ได้ ก็แสดงถึงศักยภาพระดับประเทศที่ยิ่งใหญ่มาก พนักงานต้อนรับสาวเดินเข้ามาหาฉันด้วยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง เดอะนอร์ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงมาติดต่อเื่อะไรคะ มีอะไรให้ลิซ่าช่วยมั้ยคะ” พนักงานสาวกล่าวทักทายเสียงใส ฉันมองไปที่มือข้างซ้ายของเธอ มีอักษร AI ประทับอยู่บนหลังมือ บ่งบอกว่านี่คือหุ่นยนต์ AI ซึ่งมีลักษณะเหมือนมนุษย์ทุกประการ การประทับตราแบบนี้เป็ข้อกำหนดตามกฎหมายที่หุ่นยนต์มนุษย์ทุกตัวต้องมี ส่วนบนหลังมือข้างขวามักจะประทับตราของบริษัทผู้ผลิตเพื่อเป็การโฆษณา
“ดิฉันชื่อวิกกี้ โนเรีย ค่ะ วันนี้มาฝึกงานที่นี่เป็วันแรก” ฉันตอบกลับพนักงานสาว AI ลิซ่า
“สวัสดีค่ะ คุณวิกกี้ โนเรีย ยินดีที่ได้รู้จักและได้ร่วมงานกันนะคะ วันนี้มาฝึกงานวันแรกมาั้แ่เช้าเลย ได้ทานมื้อเช้ารึยังคะ เรามีห้องอาหารอยู่ชั้นใต้ดินนะคะ” ลิซ่ากล่าวแนะนำ
“ทานมาเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและร่วมงานกับคุณลิซ่าเช่นกันค่ะ” ฉันตอบกลับลิซ่า “ไม่ทราบว่ามาฝึกงานวันแรก ฉันต้องไปติดต่อพบใครก่อนคะ แล้วสามารถขึ้นไปรอตอนนี้เลยได้มั้ยคะ”
“ได้แน่นอนค่ะ เริ่มต้นฝึกงานวันแรก ต้องไปลงทะเบียนและเข้าฟังแนะแนวกับแผนกบุคคลชั้น 10 ก่อนค่ะ ขึ้นลิฟท์ได้เฉพาะตัวสีน้ำเงินเท่านั้นนะคะ” ลิซ่าอธิบายต่อถึงระบบการทำงานของลิฟท์ที่นี่ซึ่งมีทั้งหมด 4 สี สีน้ำเงินสำหรับชั้น 2-50 สีเหลืองสำหรับชั้น 51-100 สีเทาสำหรับชั้น 101-150 และสีแดงเป็ลิฟท์พิเศษสำหรับผู้บริหารระดับสูงและแขก VIP เท่านั้นที่สามารถไปได้ทุกชั้น ตึกนี้มีทั้งหมด 151 ชั้น แน่นอนว่าชั้นบนสุดเป็ที่ทำงานของเลดี้ฮันน่า ลิซ่าเดินนำมาส่งฉันบริเวณกลางโถงที่รอลิฟท์ ฉันกล่าวขอบคุณก่อนที่ลิซ่าจะขอตัวไปทำงานต่อ
มีคนรอลิฟท์อยู่ไม่มาก สีพื้นบริเวณที่ยืนรอลิฟท์เป็แถบสี 4 สีเช่นเดียวกับสีของลิฟท์ทั้ง 4 ตัวซึ่งตัดกับพื้นสีขาวปกติอย่างชัดเจน แถบสีน้ำเงิน เหลือง เทา และแดงเรียงต่อกันเป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ตรงกลางโถง มีขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง แค่เราก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ ระบบของลิฟท์ก็จะรู้ทันทีว่ามีคนรอลิฟท์อยู่ ฉันมองดูลิฟท์แต่ละตัว ลักษณะเหมือนโดมแก้วใสครึ่งทรงกลม เคลื่อนที่ขึ้นลงได้อย่างอิสระและค่อนข้างเร็ว น่าจะบรรจุคนได้ประมาณ 20 กว่าคน ฉันมองขึ้นไป้าที่ถูกออกแบบให้โล่งโปร่งเพื่อให้ลิฟท์เคลื่อนที่ขึ้นลงได้ มองเห็นระเบียงแต่ละชั้นเรียงต่อกันขึ้นไปสูงลิบก็ยังมองไม่เห็นยอดหลังคาตึก
ระหว่างรอลิฟท์ฉันมองไปรอบ ๆ โถง มีบันไดเลื่อนที่เชื่อมต่อกับชั้นใต้ดินอยู่บริเวณฝั่งด้านซ้าย ใกล้กับประตูทางเข้าออกของตึก ผนังรอบด้านเป็ภาพเคลื่อนไหวกราฟฟิกที่เล่าเื่ราวการดำเนินงานของเดอะนอร์ จุดที่โดดเด่นที่สุดคือผนังด้านในสุด บริเวณตรงกลางมีภาพขนาดใหญ่ของเลดี้พิงค์หรือก็คือตัวฉันเมื่อชาติที่แล้วประดับอยู่ เหนือรูปภาพติดประโยคที่ว่า “WE ARE THE NORMS OF REVERSIBLE EVERYTHINGS”
คิดถึงเมื่อชาติก่อนที่ฉันเริ่มต้นก่อตั้งเดอะนอร์ขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นตัวเองยังแทบไม่มีเงินจะใช้ชีวิตให้ดี ๆ ได้แท้ ๆ แต่ก็คิดจะก่อตั้งองค์กรการกุศลที่จะช่วยสานฝันให้ผู้คนขึ้นมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีแต่คนบอกว่าชีวิตตัวเองยังเอาตัวไม่รอดจะไปคิดถึงคนอื่นทำไม แต่ฉันก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาให้ได้ แน่นอนว่าก่อนจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็ต้องทำให้ตัวเองให้มีกินมีใช้เหลือเฟือสุขสบายให้ได้ก่อนเป็อันดับแรก สุดท้ายความมุ่งมั่นตั้งใจและพยายามอย่างไม่ยอมแพ้ก็เอาชนะทุกสิ่ง
จุดเริ่มต้นของความคิดนี้มาจากลูกสาวตัวน้อย ๆ ที่เพิ่งเกิดมาของฉัน ตอนนั้นตัวฉันกำลังขัดสนเื่เงินมาก พอมองดูลูกแล้วก็นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน อยากได้อะไร อยากทำอะไร อยากจะไปไหน อยากจะเรียนพิเศษอะไร ก็ไม่ได้ทำเลยสักอย่าง ขาดโอกาสที่จะได้รับสิ่งเ่าั้เพียงเพราะพ่อแม่ไม่มีเงิน ฉันไม่อยากให้ลูกสาวของฉันต้องมีชีวิตแบบนั้น ถ้าเค้าเกิดมาพร้อมกับพร์ เกิดมาพร้อมศักยภาพ แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ เพียงเพราะฉันไม่มีเงินที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับเค้า ไม่มีเงินที่จะช่วยสนับสนุนให้เค้าได้แสดงศักยภาพหรือความสามารถของตัวเองออกมาได้ พอคิดได้แบบนั้นแล้วฉันก็รู้สึกว่าตัวเองทนให้เป็แบบนั้นไม่ได้ ฉันจึงเริ่มต้นลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและตั้งใจว่าฉันต้องเป็คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ให้ได้ พอฉันตัดสินใจได้แบบนั้นแล้ว อยู่ ๆ ในหัวฉันก็มีความคิดหนึ่งวาบขึ้นมา ความคิดที่จะตั้งองค์กรที่จะช่วยคนที่มีความสามารถ มีพร์ มีศักยภาพ แต่ขาดโอกาสในการแสดงออก ขาดโอกาสที่จะสร้างฝันของตัวเองให้เป็จริง เพียงเพราะไม่มีเงิน นี่เองคือจุดเริ่มต้นที่เดอะนอร์ถูกก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมาในจิตใจของฉัน ตอนนั้นฉันรับรู้ได้ว่านี่คือภารกิจที่พระเ้ามอบให้ฉัน
ลิฟท์สีน้ำเงินมาถึงแล้ว ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออก มีฉันคนเดียวที่ก้าวเข้าไปในลิฟท์ ประตูลิฟท์ปิดพร้อมกับเสียงระบบของลิฟท์ดังขึ้น
“ชั้นไหนคะ”
“ชั้นสิบค่ะ” สิ้นเสียงคำตอบของฉัน ลิฟท์ก็พุ่งทะยานขึ้นไปข้างบนอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวลิฟท์ก็มาจอดเทียบที่ชั้น 10 เสียงระบบแจ้งหมายเลขชั้นพร้อมประตูลิฟท์ที่เปิดออก ฉันก้าวเท้าออกมา มองเห็นหมายเลข 10 สลักอยู่ที่พื้น ถัดเข้าไปก็เป็แถบสีที่ไว้ยืนรอลิฟท์เช่นเดียวกับชั้นล่างแต่มีขนาดเล็กกว่า
มีแผนผังแสดงตำแหน่งที่ตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ของชั้นนี้ติดอยู่ที่ผนังด้านข้างบริเวณที่รอลิฟท์ ฉันเข้าไปดูที่ตั้งของแผนกบุคคลแล้วเดินไปตามทางที่แผนผังบอก แล้วฉันก็มองเห็นป้าย HR Department แต่ไกล ด้านหน้าแผนกติดผังองค์กรขนาดใหญ่มาก เป็ผังที่รวมองค์กรเดอะนอร์ทั้ง 5 แห่งที่อยู่ใน 5 ทวีปของโลกไว้รวมกัน ไทยแลนด์ กรีนแลนด์ เนเธอแลนด์ แอฟริกาใต้ และแม็กซิโก ตำแหน่ง ‘แชร์แมน’ (Chairman) เหนือสุดแน่นอนว่าต้องเป็เลดี้ฮันน่า ถัดลงมาคือ ‘ไดเรคเตอร์’ (Director) ทั้ง 5 คน
ฉันมองภาพไดเรคเตอร์ประจำประเทศไทยที่อยู่ถัดจากภาพเลดี้ฮันน่าลงมาพอดี นี่คืออาแท้ ๆ ของฉัน เซเรน โนเรีย น้องสาวของ ซีริค โนเรีย พ่อของฉัน เธอเป็ผู้หญิงที่หน้าตาดีและดูมีเสน่ห์มาก แม้ตอนนี้อายุเข้าเลข 4 แล้ว แต่หน้าตาเธอยังดูราวกับอายุแค่ 30 ต้น ๆ เท่านั้น นึกไปถึง่เวลาวัยเด็กน้อยของตัวเองที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกับอาหญิงคนนี้แล้วก็ต้องถอนหายใจ ดีแล้วล่ะที่แม่พาฉันแยกตัวออกมาอยู่กันเอง
‘พระเ้าคะ...ท่านให้ข้าพเ้ามาเสวยสุขในโลกนี้แน่เหรอคะ?’
“หืมม? คุณวิกกี้เพิ่งลงทะเบียนเป็ประชากร ‘ระดับ S Class’ งั้นเหรอครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมดูประวัติคุณยังเป็ ‘ระดับ A’ อยู่เลยนี่ครับ” ชายวัยเกือบกลางคนผู้มีรูปร่างกำยำนาม ยุทธี เงยหน้าจากจอระบบคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏอยู่บนพื้นโต๊ะทำงานสีขาวขึ้นมาถาม ตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนกบุคคลซึ่งก็คือคนตรงหน้าฉันนี่แหละ
“อ่อค่ะ พลังพิเศษของวิกกี้มันเพิ่งมาน่ะค่ะ เมื่อสองวันก่อนเลยเพิ่งไปลงทะเบียนค่ะ” คำตอบของฉันทำเอาคุณยุทธีทำหน้างุนงง
“เพิ่งมา!? หาได้ยากมากเลยนะครับ คนที่เพิ่งมีพลังพิเศษตอนเป็ผู้ใหญ่แล้วน่ะ ผมเพิ่งเคยเจอตัวเป็ ๆ ก็คุณวิกกี้คนแรกเนี่ยแหละครับ”
ในยุคนี้ ประชากรจะถูกแบ่งระดับตามความสามารถและรายได้ ระดับปกติจะมีทั้งหมด 4 ระดับ เรียงจากสูงสุดไปต่ำสุดคือ A+ A B และ C ระดับ A+ จะเป็ประชากรที่ดำรงตำแหน่งในระดับผู้นำ เช่น เ้าของบริษัทขนาดใหญ่ อย่างเช่นลุงฑีระ หรือผู้นำองค์กรที่มีอิทธิพลระดับประเทศ เป็ต้น ส่วนระดับเอก็คือคนในตระกูลดังที่มีอิทธิพลทั่วไป ระดับ B เป็ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่มีอันจะกิน ฐานะทางการเงินหน้าที่การงานอยู่ในระดับดี ไม่ขัดสน ไม่ลำบาก ส่วนระดับ C ที่เป็ระดับต่ำสุด คือประชากรที่มีฐานะไม่ค่อยดีจนไปถึงขั้นยากจน มีรายได้น้อย หนี้สินเยอะ
มีประชากรกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็ประชากรพิเศษ หรือที่เรียกว่า S Class คือคนที่มีพลังพิเศษ ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม S Class แต่โดยส่วนใหญ่คนที่พลังพิเศษมักจะมีฐานะดี เพราะรายได้ของคนกลุ่มนี้จะสูงกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว และถ้าเป็คนที่มีพลังพิเศษและได้ดำรงตำแหน่งในระดับผู้นำขององค์กรขนาดใหญ่ หรือเป็ผู้นำในระดับประเทศ ก็จะถูกจัดอยู่ในระดับ S+ Class อย่างเช่น เลดี้ฮันน่า เป็ต้น
“ถ้างั้นผมต้องเปลี่ยนแผนกที่จะให้คุณไปฝึกงานนะครับ ที่นี่สำหรับคนระดับ S Class ที่เข้ามาฝึกงานจะมีตำแหน่งให้ทำงานสามตำแหน่งด้วยกันนะครับ คือ ไฟเดอร์, เอ็กพลอเรอร์ และ คีปเปอร์ ครับ” คุณยุทธีอธิบาย “ไฟเดอร์จะประจำอยู่แผนกสืบค้น เอ็กพลอเรอร์อยู่แผนกสำรวจ และคีปเปอร์ที่พิเศษหน่อยจะประจำอยู่แผนก SMP หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Special Mega Projects ครับ
“แล้วแต่ละตำแหน่งต้องทำอะไร ต่างกันยังไงบ้างคะ” ฉันเอ่ยถามต่อ
“ไฟเดอร์ งานหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็สองงาน คือหาคนกับหาข้อมูล หาคนก็คือค้นหาผู้มีพร์หรือความสามารถที่ขาดโอกาสในการแสดงศักยภาพของตัวเองออกมา เพราะไม่มีเงินทุนส่งเสริมสนับสนุนครับ” คุณยุทธีขยายความ “ส่วนหาข้อมูลก็คือสืบค้นหาข้อมูลข่าวสารที่สำคัญบางอย่างที่มักจะเป็ข้อมูลที่ เข้าถึงยาก ค้นหาทั่วไปไม่เจอประมาณนี้ครับ”
“ส่วนตำแหน่งเอ็กพลอเรอร์ ก็ตรงตามชื่อเลย คือออกไปสำรวจโลก ไปศึกษาค้นคว้าวิจัยบางสิ่งบางอย่างที่ต้องใช้เวลาอยู่กับมันนาน ๆ ส่วนใหญ่แล้วเอ็กพลอเรอร์มักจะเป็ผู้ช่วยบรรดานักโบราณคดี นักพฤกษศาสตร์ นักสัตวศาสตร์ หรือนักสำรวจโลกด้วยกัน ที่มักจะออกไปทำงานนอกสถานที่หรือทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายอยู่เป็ประจำ แต่คนเหล่านี้บางคนก็เป็ระดับ S Class อยู่แล้วก็มีนะครับ ไฟเดอร์ก็เหมือนกันมีทั้งคนธรรมดากับคนระดับ S Class ครับ”
“แต่คีปเปอร์นี่คือต้องเป็คนระดับ S Class มีพลังพิเศษเท่านั้นนะครับ ถึงจะทำงานในตำแหน่งนี้ได้ เพราะต้องทำงานในแผนกสำคัญที่สุดขององค์กร โปรเจคทุกอย่างในแผนกนี้เป็ความลับสุดยอดครับ นักวิจัยที่ทำงานในแผนกนี้ทุกคนล้วนต้องถูกคัดเลือกมาอย่างเข้มงวด คีปเปอร์เองก็เช่นกัน หน้าที่หลัก ๆ ของคีปเปอร์ก็คือทำให้งานในแผนกดำเนินไปได้อย่างไหลลื่น ถ้าเกิดสถานการณ์พิเศษอะไรขึ้นต้องสามารถควบคุมและจัดการได้อย่างทันท่วงทีครับ” คุณยุทธีอธิบายถึงแผนกนี้อย่างจริงจังมาก “เพราะมันเป็โปรเจคลับพิเศษ คีปเปอร์ต้องทำให้แน่ใจว่าข้อมูลจะไม่ถูกขโมยหรือรั่วไหลออกไป เราจึง้าคนที่มีพลังพิเศษที่เหมาะสมและมีฝีมือมาประจำอยู่ที่แผนกนี้ที่ทั้งทำให้งานสำเร็จได้เร็วขึ้นและเป็ผู้ปกป้องโปรเจคไปด้วยครับ” ฉันแทบจะถอนหายใจเมื่อฟังคุณยุทธีอธิบายจบ
“ดูเหมือนคุณสมบัติของวิกกี้คงจะหมดหวังกับตำแหน่งคีปเปอร์นะคะ พลังพิเศษของวิกกี้ก็เพิ่งมี แล้วยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับมันเท่าไหร่เลยด้วยค่ะ เรียกได้ว่าไม่ชำนาญการใช้พลังของตัวเองเลย แล้วยังควบคุมไม่ค่อยได้อีกด้วย”
ั้แ่รู้ตัวว่ามีพลังพิเศษ ฉันก็พยายามฝึกใช้มันบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ ออกไปข้างนอกเจอผู้คนถ้ามีโอกาสก็จะทดลองใช้ ยกเว้นใช้กับคนใกล้ชิดอย่างแม่ฉัน ฉันกลัวจะไปรู้เื่ที่ไม่ควรไม่รู้เข้าแล้วจะมีผลกระทบตามมา แม่เองตอนที่รู้ว่าฉันมีพลังพิเศษก็ตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าฉันเสียอีก แต่หลังจากนั้นก็ห้ามฉันยกใหญ่ว่าไม่ให้ใช้พลังกับท่านเด็ดขาด ฉันก็รับปากไปเพราะตั้งใจจะไม่ทำแบบนั้นแต่แรกอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังไม่สามารถควบคุมพลังได้อย่างที่้า บางทีก็ใช้พลังได้ แต่บางทีก็ใช้ไม่ได้
คุณยุทธีเห็นฉันถอนหายใจก็พูดขึ้นมาว่า “อย่าเพิ่งไปซีเรียสเลยครับคุณวิกกี้ เดี๋ยวผมพาคุณไปดูหน้างานจริง ๆ ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกอีกทีดีกว่าครับ ไปดูของจริงกันเลย จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ”
--------------------------------------------
ตอนหน้า เลดี้ฮันน่าออกโรงแล้ว! วิกกี้ก็ชักเริ่มได้กลิ่นทะแม่ง ๆ แล้วค่า