รัชศกเทียนโจว ที่สิบสอง แผ่นดินเทียนเหมิน
ภายในจวนอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายสกุลเพ่ย เกิดความโกลาหลขึ้นกลางดึกเมื่อเสนาบดีฝ่ายซ้ายถูกถอดถอนจากตำแหน่งจวนที่เคยอยู่หลังนี้อีกไม่นานก็จะถูกยึดคืนเป็ของทางการ บ่าวไพร่หลายคนถูกขายออกไปในคืนนั้น ยามนี้เหลือเพียงคนสนิทไม่กี่คน พ่อบ้านและฮูหยินรองที่ไม่ยอมกลับบ้านเดิม ด้านนอกแสนวุ่นวายแต่ภายในห้องของบุตรสาวคนโตสกุลเพ่ยกลับเงียบสงบ ร่างระหงเอนกายอยู่บนเตียงข้างกันนั้นมีกระโถนรองรับอาเจียนที่เป็เืวางอยู่ สาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียววิ่งเข้ามาดูแลคุณหนูใหญ่ภายในห้องเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว คุณหนูเพ่ยเอินเพิ่งจะฟื้นหลังจากล้มป่วย
ปัง!
“เพ่ยเอิน!”
“......”
เสียงประตูเรือนนอนดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่บ่าว ร่างกายสูงใหญ่เร่งรีบเดินเข้ามา บุรุษวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานดวงหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาของเสนาบดีเพ่ยล้วนเป็ที่เลื่องลือ ดวงตาเฟิ่งหวง (หงส์) ราวกับมีอำนาจกดข่มผู้คนยามจ้องมอง และคุณหนูใหญ่ก็ดูท่าว่าจะได้บิดามาไม่น้อยเลยทีเดียว
“ลุกไหวหรือไม่ พวกเราต้องรีบไปกันแล้ว”
“ไปที่ใดเ้าคะ”
นางเพิ่งจะตื่นขึ้นมาได้ไม่กี่ชั่วยามภายในจวนก็เกิดเื่วุ่นวายขึ้นที่สำคัญคือร่างกายของเพ่ยเอินยังอ่อนแอเกินไป ยามนี้จะให้นางลุกเดินเหินคงทำได้ยากยิ่ง
“เมืองเทียนตง พ่อมีที่ดินอยู่ติดชายแดนตงเปียน (ทิศตะวันออก) เราจะรอช้าไม่ได้แล้วพ่อจะพาเ้าออกไปเอง หลิงหยูเก็บข้าวของของลูกข้าแล้วนำไปขึ้นรถม้า ก่อนรุ่งสางพวกเราต้องออกจากเมืองหลวง”
“เ้าค่ะนายท่าน”
เสนาบดีเพ่ยเจาจิ้งรีบเร่งเดินเข้ามาอุ้มบุตรสาวขึ้นแนบอกก่อนจะพาออกไปยังรถม้า ทุกอย่างถูกเตรียมการเอาไว้เพื่อให้คนสกุลเพ่ยออกไปจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด
“หากเ้าเหนื่อยก็นอนเสียในรถม้านี้ อีกไม่นานพวกเราจะไปจากที่นี่ ทุกอย่างจะเรียบร้อย”
เสนาบดีเพ่ยลูบศีรษะบุตรสาวอย่างรักใคร่ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจัดการงานอื่นๆ ค่ำคืนนี้พวกเขาต้องออกจากเมืองหลวงแล้ว นี่เป็รับสั่งจากฮ่องเต้คำสั่งถอดถอนมิได้ป่าวประกาศออกไป สิ่งที่จะประกาศออกไปในวันพรุ่งคืออัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเพ่ยเจาจิ้งล้มป่วยเป็ไข้ใจเพราะบุตรีเจ็บไข้ยังไม่ฟื้นขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถรับผิดชอบงานต่างๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาฝ่าาได้อีกต่อไปจึงขอลาออกจากตำแหน่งและออกไปพักฟื้นนอกเมือง นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมจวนสกุลเพ่ยจึงต้องเร่งรีบ หากแสงอาทิตย์สาดส่องผู้ใดรับประกันได้ว่าจะไม่มีคนเห็นเพ่ยเจาจิ้งที่ไม่ได้เจ็บไข้ ข้ออ้างเช่นนั้นผู้ใดฟังก็รู้ว่ามันผิดสังเกตจนเกินไป ช่างน่าขันยิ่งนักผู้คนมักจะกล่าวว่าจิตใจฮ่องเต้ยากแท้หยั่งถึงแต่เพ่ยเจาจิ้งกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เพียงเพราะอยากได้กำลังทหารที่พักดีเพื่อทำการใหญ่จึงถีบหัวส่งกุลซืออย่างสกุลเพ่ยที่กำลังขวางทางทิ้ง แม้ว่ากองทัพและทหารจะเป็คนของฝ่าาแต่หากอยากให้ทัพเคลื่อนพลโดยไวต้องได้ใจแม่ทัพที่คุมคนเอาไว้ก่อนถึงยามนั้นอยากใช้งานผู้ใดก็ง่ายดายยิ่ง
เสียงร้องโหวกเหวกดังไปทั่วภายในจวนจุดไฟจนสว่าง เพ่ยเอินยันกายลุกขึ้นนั่งก่อนจะมองลอดออกไปยังนอกหน้าต่างบานเล็กของรถม้า อาจเป็เพราะภายในจวนสว่างนางจึงมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของคุณหนูใหญ่สกุลเพ่ยคนก่อนได้ชัดเจน จวิ้นอ๋อง สายตาสบประสานแน่ชัดแล้วว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับจวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่ใช่เื่ธรรมดาสามัญ เื่นี้เกี่ยวพันกับจวิ้นอ๋องิหรง ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาใกล้รถม้าแผ่นหลังกว้างพิงกายข้างหน้าต่างบานเล็กสายตาทอดมองความวุ่นวายเบื้องหน้า
“เ้าจะไม่กล่าวอันใดหน่อยหรือ”
“จะให้หม่อมฉันกล่าวเื่ใดเล่าเพคะ”
“กรีดร้อง ด่าทอเปิ่นหวาง อย่างที่เ้าทำกับคุณหนูตระกูลซูนั่นอย่างไร เปิ่นหวางเป็ผู้ทำให้บิดาของเ้าตกที่นั่งลำบากเช่นนี้”
“หม่อมฉันทราบเพคะ”
“.....”
ท่าทีเฉยชาของสตรีที่นั่งอยู่ภายในรถม้าพาให้ใจบุรุษไหววูบ หันมองนางให้ถนัดตา สายตาที่เคยมองพระองค์อย่างเทิดทูนยามนี้กลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย ไม่มีเสียงกรีดร้องโวยวายด้วยความหึงหวง ไม่มีคำหวานเกี้ยวพาเช่นกาลก่อนพาให้รู้สึกไม่ชอบใจ วันนี้พระองค์มาทำหน้าที่ผู้เฝ้ามอง จับตาดูอสรพิษมากเล่ห์เช่นเสนาบดีฝ่ายซ้ายเอาไว้จนกว่าเขาจะออกไปจากเมืองหลวง
“นอกจากกำลังทหารของบิดา คุณหนูตระกูลซูผู้นั้นยังปรุงโอสถได้ใช่หรือไม่เพคะ คุ้มค่ายิ่งนักพระองค์คิดเช่นนั้นหรือไม่”
“เ้า!”
“อ้อ นางยังเกิดมาพร้อมกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ ชาวบ้านรอบนอกกำแพงเมืองที่อยู่ใกล้ชายป่าได้ยินเสียงคำรามในวันที่นางเกิด จนทุกวันนี้ยังเป็ที่เล่าลือว่าคุณหนูซูอาจเป็เด็กน้อยตามคำทำนาย คุ้มที่จะเสี่ยงใช่หรือไม่เพคะ”
น้ำเสียงเนิบช้าของเพ่ยเอินพาให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกกระวนกระวายคล้ายกับว่านางมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งไม่มีสิ่งใดปิดบังนางได้ ก้อนเนื้อภายในอกเต้นระส่ำเมื่อยามเสียงโฉมสะคราญเอื้อนเอ่ย
“ตำนานเล่าขานยาวนานนับพันปีบนศิลาสลักอักษรหน้าทางเข้าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเด็กน้อยผู้หนึ่งถือกำเนิดมาพร้อมกับหยกปฐีเมื่อนั้นต้นไม้แห่งชีวิตจะฟื้นคืน ัเขียวจะตื่นจากการหลับใหล พยัคฆ์ขาวกู่ร้องคำราม เต่าดำจะปรากฏ หงส์เพลิงจะถือกำเนิดใหม่ เมื่อนั้นภัยร้ายจะถูกปัดเป่าจนสิ้น”
“เพ่ยเอิน!”
“แต่ผ่านมานับพันปีอักษรบนศิลาก็ยังเป็เพียงเื่เล่าปรัมปรา...ไม่เปลี่ยนแปลง”
ั์ตาหงส์จ้องสบกับดวงตาของจวิ้นอ๋องไม่หลบเลี่ยงก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นจางๆ อันว่าแผ่นดินเทียนเหมินมีเขตแดนศักดิ์สิทธิ์สถานที่นั้นเต็มไปด้วยพลังแห่งสรรพสิ่งและปราณบริสุทธิ์ ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวล้วงล้ำเข้าไปมานานนับร้อยปีหรืออาจจะนับพันปี ทางเข้ามิได้ถูกปิดตายเพียงแต่ผู้ที่เข้าไปแสวงโชคอาจจะไม่ได้กลับออกมา
“เ้ารู้ได้อย่างไร” รู้ได้อย่างไรว่าที่ครอบครัวของนางต้องเป็เช่นนี้เหตุเพราะประตูเทียนเหมินอาจจะเปิดออกได้เมื่อคนผู้นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกันกับที่อักษรบนศิลาสลักไว้ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังคาดหวังกับเื่นี้
ยามนี้ผู้ฝึกตนกำลังถดถอย น้อยคนที่จะฝึกฝนพลังปราณได้ น้อยนักที่จะพบเจอผู้มีปราณธาตุ สำนักวิทยายุทธ์ล้วนเร้นกาย แผ่นดินเทียนเหมินกำลังจะไร้ซึ่งผู้ฝึกตน! แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนมากยังไร้ซึ่งพลังปราณได้แต่ฝึกกระบวนท่าเท่านั้น
“ผู้ใดก็รู้เื่นี้มิใช่หรือเพคะ หากคุณหนูซูพาพระองค์ผ่านประตูเทียนเหมินเพื่อเข้าสู่ชั้นในของเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ได้และสามารถกลับออกมาได้อย่างไรก็เป็ผลดี อย่างน้อยนางก็เป็หมอยาการเอาชีวิตรอดคงดีกว่าคนทั่วไปอยู่มาก ต่างจากหม่อมฉันที่ไร้ความสามารถทั้งยังไม่มีวาสนาได้ปราณธาตุเช่นผู้อื่น”
น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายกำลังอดกลั้นในคำกล่าวสุดท้ายทำให้จวิ้นอ๋องิหรงถึงกับมีวูบหนึ่งที่คิดว่าตนเองไม่ควรทิ้งขว้างนางเช่นนี้ อย่างไรหากยังมีเสนาบดีเพ่ยอยู่พระองค์ก็จะมีกุลซือที่เก่งกาจเอาไว้หารือ แต่ยามนี้คงไม่ได้แล้ว คุณหนูซูหลันฮวาไม่ยอมแต่งเข้าตำหนักจวิ้นอ๋องหากสกุลเพ่ยยังคงอยู่ ตระกูลซูเคยสร้างความดีความชอบเอาไว้พวกเขามีราชโองการเปล่าที่พร้อมจะเขียนอันใดลงไปก็ได้เพื่อตระกูลซู ยิ่งคุณหนูซูถูกเล่าลือว่าเป็เด็กน้อยในคำทำนายแม่ทัพใหญ่บิดาของนางจึงใช้ความดีความชอบที่สั่งสมมาแลกกับราชโองการเปล่าเพื่อเขียนให้บุตรีสามารถเลือกคู่เองได้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์บังคับใจนาง มิเช่นนั้นนางคงถูกขอสมรสพระราชทาน ไม่แน่อาจจะถูกส่งเข้าตำหนักใน
ทำให้จวิ้นอ๋องต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเกี้ยวพาแม่นางน้อย แต่เพ่ยเอินก็เป็คู่หมายกับจวิ้นอ๋องมาั้แ่เด็กก่อนที่ซูหลันฮวาจะเกิดเสียอีก เพ่ยเอินอายุสิบแปดหนาวแล้วแต่คุณหนูซูเพิ่งจะสิบหกหนาวเท่านั้น การมีอยู่ของเพ่ยเอินจึงเป็ขวากหนามสำหรับจวิ้นอ๋องและเื่ที่เกิดขึ้นก็เป็เพราะเพ่ยเอินส่วนหนึ่ง ก่อนหน้านี้เป็นางที่ตบตีคุณหนูซูในงานเลี้ยงน้ำชาเมื่อเห็นจวิ้นอ๋องมอบของแทนใจให้คุณหนูซูหลันฮวา ก่อนที่คุณหนูซูจะแต่งให้อ๋องคนอื่นจวิ้นอ๋องิหรงจึงต้องเร่งรีบจัดการกับตระกูลเพ่ย ยอมเสียเพ่ยเจาจิ้งไปแต่ก็เหลือสกุลจางเสนาบดีฝ่ายขวาอีกทั้งยังมีสกุลซูคอยหนุนหลัง สละเพ่ยเจาจิ้งเพียงหนึ่งนับว่าคุ้มค่า
พระองค์ช่างวางแผนได้ดีจริงๆ สตรีที่ถูกกำหนดให้เทิดทูนเพียงบุรุษเดียวมาเนิ่นนานเห็นภาพบุรุษคู่หมายพลอดรักกับหญิงอื่นไหนเลยจะควบคุมสติได้อีกต่อไป หลังจากเกิดเื่เพียงห้าวันเพ่ยเอินก็ล้มป่วยจนท่านหมอมาตรวจดูอาการจึงรู้ว่านางได้รับพิษทำให้ร่างกายอ่อนแรงและจะตกตายในไม่ช้าเมื่อพิษทำให้อวัยวะภายในบอบช้ำเป็เหตุให้นางอาเจียนเป็เื แต่คล้ายกับว่าผู้ลงมือไม่ได้อยากให้นางตาย หากเพ่ยเอินล้มป่วยแน่นอนว่าจวนสกุลเพ่ยต้องตามหมอมารักษาและไม่นานก็จะตรวจพบว่านางต้องพิษ คล้ายกับยื้อเวลา
เป็โชคดีที่เพ่ยเอินฟื้นขึ้นมาได้ แต่หลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาเพ่ยเจาจิ้งก็นึกกังวล น่าแปลกที่นางไม่อาละวาดแสดงท่าทีร้ายกาจออกมาให้เห็นมันควรจะเป็เช่นนั้นมิใช่หรือ บุตรสาวของเขาเคยน่ารักและสดใสกว่านี้มากเมื่อครั้งยังเยาว์ แต่หลังจากมารดาของนางสิ้นใจเพราะล้มป่วยั้แ่เพ่ยเอินอายุได้เพียงห้าหนาวบุตรสาวของเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง นางคล้ายกับบังคับตนเองให้เติบโตในเร็ววันทั้งที่เพ่ยเจาจิ้งไม่ได้อยากให้เป็เช่นนั้น ยิ่งยามที่ฮูหยินรองตั้งท้องและคลอดลูกชายให้กับนายท่านเพ่ย เพ่ยเอินยิ่งเข้มงวดกับตนเอง
นางเติบโตมาอย่างดีเป็สตรีที่ถูกกล่าวขานไปทั่วเมือง ทั้งรูปโฉมและความสามารถอีกทั้งยังมีบิดาคอยสนับสนุน ที่สำคัญนางมีคู่หมายั้แ่วัยเยาว์คือจวิ้นอ๋องที่ยามนี้กำลังจะแต่งพระชายาเข้าตำหนัก บุตรีสกุลซูบิดาของนางรั้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแว่นแคว้น สี่ทัพใหญ่ที่ประจำการอยู่ เป่ยเปียน (ทิศเหนือ) หนานเปียน (ทิศใต้) ซีเปียน (ทิศตะวันตก) และตงเปียน (ทิศตะวันออก) ล้วนขึ้นตรงต่อแม่ทัพใหญ่ แม้แต่ละกองทัพจะมีแม่ทัพใหญ่ประจำการยังชายแดน แต่พวกเขาก็จำเป็ต้องส่งรายงานในแต่ละเดือนมาแจ้งแก่แม่ทัพซูที่รั้งอยู่เมืองหลวง ก่อนที่ปัญหากองทัพจะถูกแก้ไขขั้นต้นหรือกราบทูลต่อฝ่าาในการว่าราชการทุกครั้ง นั่นทำให้ฝ่าาทรงเลือกแม่ทัพซูมากกว่ากุลซือเพ่ย จวิ้นอ๋องอยากได้คุณหนูซูแต่งเข้าตำหนัก ฮ่องเต้ล้วนคาดหวังในเื่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์หากได้ซูหลันฮวาเป็สะใภ้อย่างไรเื่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ก็มีความหวังมากกว่าได้เพ่ยเอินเป็สะใภ้ ความจริงแล้วฮ่องเต้ไม่ได้เกี่ยงว่าซูหลันฮวาจะเลือกโอรสองค์ใดของพระองค์ แต่นางกลับเลือกจวิ้นอ๋องิหลงที่มีคู่หมายแล้ว
เพื่อไม่ให้เป็ที่ครหาพวกเขาเพียงยื้อเวลาเพื่อดูท่าทีของสกุลเพ่ยและยามนี้เวลาที่คนเ่าั้ยื้อเอาไว้ก็มาถึง
“ขออภัยจวิ้นอ๋องพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมต้องออกเดินทางแล้ว ขอทูลลาท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
เพ่ยเจาจิ้งเดินเข้ามาใกล้รถม้าของบุตรสาว เขาเพียงกล่าวลาเป็พิธีต่อผู้สูงศักดิ์เท่านั้น แต่ก่อนเขาต้องไว้หน้าตำหนักอ๋องอยู่หลายส่วนก็เพราะเป็ห่วงบุตรสาว หากเพ่ยเอินต้องแต่งเข้าตำหนักจวิ้นอ๋องนางจะได้ไม่ลำบาก มาถึงยามนี้ในเมื่อท่านอ๋องไม่คิดจะไว้ไมตรีเช่นนั้นคงต้องพอเท่านี้แล้ว ตำแหน่งอัครเสนาบดีไม่ได้ ได้มาเพราะโชคช่วยทุกผู้คนต่างรู้เื่นี้ นั่นเป็เหตุผลที่ว่าทำไมคนสกุลเพ่ยยังคงอยู่รอด พวกเขายังสามารถใช้งานเพ่ยเจาจิ้งได้อีกหากจำเป็ต้องใช้ ความสามารถของเพ่ยเจาจิ้งคือความเสียดายที่ผู้สูงศักดิ์มิอาจตัดใจสังหารทิ้งให้สิ้น ผู้มีอำนาจมากมักจะหลงลืมบางสิ่งบางอย่างเช่นว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมความนึกคิดของผู้อื่นได้ทั้งหมด การต่อรองและข่มขู่อาจไม่ได้ผลเสมอไปหากคนผู้นั้นถูกดันไปจนสุดทางเช่นสุนัขจนตรอก
ขบวนรถม้าแห่งจวนสกุลเพ่ยวิ่งออกไป รถม้าของคุณหนูใหญ่กำลังจะออกตาม เสียงแว่วหวานดังมากับสายลมพาให้คนที่ยืนอยู่ข้างรถม้าชะงักงัน
“บุตรแห่งัทองคือผู้ที่ถูกเลือกจากเบื้องบน แน่นอนว่ามิใช่พระองค์จวิ้นอ๋องิหรง”
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปไกล ดวงตาคมยังทอดมองไม่ลดละ ริมฝีปากเหยียดยิ้มออกมายากเย็น คำพูดร้ายกาจจากสตรีผู้นั้นยิ่งทำให้ภายในอกร้อนดั่งไฟลาม พระองค์ไม่ควรนึกเห็นใจนางเลย
“มิใช่ข้าอย่างนั้นหรือ มิใช่ข้า! หากมิใช่ข้าแล้วจะเป็ผู้ใด!”
แค่เข้าไปในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์และดูดซับปราณให้มากพอเท่านั้น ที่สำคัญคือในบันทึกกล่าวว่าหลังประตูเทียนเหมินมีน้ำทิพย์์ เพียงหนึ่งหยาดหยดชำระไขกระดูกนั่นดีต่อผู้ฝึกตน หากได้มาจะดีเพียงใด
"บุตรแห่งัทองคือข้า"
..................................