ตอนที่ 100 การคำนวณรัศมีพื้นที่พลังเวท
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
อย่างไรก็ตามนักศึกษาหลายคนก็เลือกที่จะนั่งฟังอาจารย์สอนในห้องเรียนมากกว่า เพราะสิ่งที่อาจารย์สอนมักจะมีเทคนิคที่ไม่มีเขียนในหนังสือ
บางทีคำพูดหรือแนวคิดของอาจารย์ก็มีส่วนในการเรียนรู้ของนักศึกษาเหล่านี้เช่นกัน
ค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นแพงมาก พวกเขาย่อมไม่ประวิงเวลาเพื่อเรียนต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงต้องตั้งใจเรียน
ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยใด นักศึกษาก็มีความตั้งใจในการเล่าเรียนทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ว่าบางคนจะเป็นคนรวยที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ
เซเมียโบกมือของเธอออกไปครั้งหนึ่ง แหวนเก็บของของเธอก็ส่องแสง ก่อนที่จะมีปากกาขนนกด้ามหนึ่งลอยออกมา มันลอยไปที่กระดานด้านหลังแล้วเริ่มเขียนเนื้อหาการคำนวณพื้นที่พลังเวทในทันที
“อย่างที่รู้กันว่าการปล่อยพลังเวทมีรัศมีที่ต่างกัน ทั้งเป็นเส้นตรง พื้นที่ส่วนหนึ่งด้าน รอบตัว หรือกำหนดจุดอย่างชัดเจน การคำนวณพื้นที่พลังเวทจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีสูตรที่สามารถคำนวณออกมาได้ ...”
เซเมียหันหลังให้กับนักศึกษาและควบคุมปากกาขนนกให้เขียนบนกระดานอย่างต่อเนื่อง
สูตรรูนศาสตร์จำนวนหนึ่งปรากฏออกมา และแตกแขนงออกมาเรื่อยๆ
“เมื่อจุดกำเนิดของพลังเวทเท่ากับ ‘บาเอล’ แอชแลนด์กับ ‘เซพาร์’ แล้วแอร์เฟนกับ ‘ไฮเดียล’ ไอฟ์กับ ‘พิริเซียล’ จากนั้นแอมบิซากรัสกับ ‘พูรซอน’ ...”
ขณะที่เธอพูดปากกาขนนกได้เขียนสูตรอักขระรูนล้ำหน้าคำพูดเธอไปไกลมาก จนไม่นานก็เขียนสูตรการคำนวณหาพื้นที่พลังเวททั้งหมดเสร็จ เธอจึงหันกลับมาแล้วอธิบายต่อ
“หลังจากที่ได้ค่าของจุดกำเนิดพลังเวทแล้วก็นำผลลัพธ์มาคำนวณกับพื้นที่สภาวะวัตถุซึ่งจะเขียนสูตรได้ดังนี้ พื้นที่รัศมีพลังเวทเส้นตรงเท่ากับ จุดกำเนิดพลังเวท เอธาเดกับไบเดียล ปิอาซา ฮูกิน เกลาเดียล แล้วอิทิโอกับ บาซูซาส บาเอล และเบริธ ...”
เซเมียยังคงร่ายการคำนวณรัศมีพื้นที่พลังเวท ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานของรูนศาสตร์
การคำนวณนี้เป็นหนึ่งในการคำนวณ “เลขารูน”
ความจริงนอกจากเลเขรูนแล้ว รูนศาสตร์พื้นฐานยังมี เลขรูน พีชรูน ตรีโกณรูน มิติรูน สถิติรูน อนุพันธ์รูน และปริพันธ์รูน
แต่ละทฤษฎีสามารถเจาะลึกเข้าไปได้เรื่อยๆ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับศาสตร์ประยุกต์ต่างๆ ที่จะไปใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นงานด้านรูปธรรมหรือนามธรรม
สูตรคำนวณรูนศาสตร์เหล่านี้เป็นประโยชน์เป็นอย่างมากในการใช้สร้างคาถาเวทหรือค่ายกล กระทั่งการค้นหาวัสดุเวทที่เหมาะสมกับค่ายกลหรือคาถาก็สำคัญด้วยเช่นกัน
เพราะเหตุนี้จึงมีคนกล่าวว่า “รูนศาสตร์” เป็นภาษาของเวทยาศาสตร์
เซเมียยังคงบรรยาการสอนของเธอไปเรื่อยๆ เธอไม่ได้สนใจว่านักศึกษาที่อยู่ในห้องจะตั้งใจเรียนหรือไม่ ตราบใดที่พวกเขาไม่ขัดขวางการสอนของเธอ เธอก็จะปล่อยพวกเขาไป
แต่ถ้าหากใครมีคำถาม เธอก็ยินดีที่จะตอบ
เมอร์ลินหันไปมองเคลบี้ที่อยู่ข้างๆ เล็กน้อย แล้วเขาก็พบว่าดวงตาของชายหนุ่มราวกับจะเหม่อลอยและมีอักขระรูนมากมายอยู่ในดวงตาของเขา
“นายไม่เข้าใจตรงไหนหรอ?” เมอร์ลินเอ่ยกระซิบ
เคลบี้ตื่นจากภวังค์ ใบหน้าของเขานั้นบูดเบี้ยวและเอ่ย “ทั้งหมด ฉันไม่เข้าใจพวกมันตั้งแต่ต้น”
แล้วใบหน้าของเมอร์ลินก็มีแต่คำถาม
“นั่นมันแค่ความรู้พื้นฐานนะ”
เคลบี้ถลึงตาใส่เมอร์ลินทันที
“ต่อให้ฉันเคยเรียนมันมาแล้วสามปีฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี อักขระรูนร้อยแปดตัว เครื่องหมายรูนสี่สิบสี่ตัวทำให้ฉันปวดหัว อย่าว่าแต่สูตรรูนศาสตร์พวกนี้เลย”
“แล้วนายสร้างวงเวทของนายขึ้นมาได้ยังไง ถ้านายไม่รู้พื้นฐานพวกนี้?” เมอร์ลินเอ่ยอย่างสงสัย
ชายข้างๆ เขาคนนี้มีเข็มกลัดสีทองสามดาว เขาเป็นถึงนักเวทชั้นกลาง
การจะบ่มเพาะมาถึงระดับนี้ได้ย่อมต้องเชี่ยวชาญการสร้างวงเวท ซึ่งการเขียนสูตรรูนศาสตร์เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้
“ก็แค่จำ” เคลบี้กล่าวด้วยใบหน้าที่เบื่อหน่าย
เขาไม่เห็นว่าการสร้างวงเวทจะยากตรงไหน ก็แค่จำและนำไปใช้
“ล้อเล่นแล้ว แค่จำจะสร้างเวทได้ยังไง”
“เออๆ ทำความเข้าใจเวทนั้นๆ ด้วย แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมานั่งคำนวณด้วยตัวเอง ในเมื่อมีสูตรสำเร็จมาให้แล้ว แล้วฉันจะคำนวณไปทำไม ฉันเป็นนักเวทนะ ไม่ใช่นักวิชาการเวท” เคลบี้กอดอกแล้วกล่าวอย่างมั่นใจ
เมอร์ลินมองชายหนุ่มผู้เจาะหูมากมายอย่างเหลือเชื่อ
‘ผู้ชายคนนี้สร้างวงเวทที่สามได้ยังไง ทั้งๆ ที่เขาคิดเป็นได้แค่นี้’ เมอร์ลินอดที่จะรำพึงในใจไม่ได้
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอัจฉริยะมีหลายประเภทจริงๆ สายนักเวทกับสายวิชาการดูเหมือนจะเดินบนคนละเส้นทางจริงๆ
ความจริงแล้วเมอร์ลินไม่รู้เลยว่านักวิชาการอาจสร้างวงเวทเดินตามสายนักเวท แต่นักเวทที่จะเดินไปกับสายวิชาการด้วยนั้นมีน้อยมาก มันยังมีอัจฉริยะนักเวทมากมายที่มีความคิดแบบเคลบี้และพวกเขาก็ทำมันได้สำเร็จ
คาบเรียนยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่แค่เมอร์ลินกับเคลบี้ที่พูดคุยกัน แต่ก็ยังมีนักศึกษาบางคนที่แอบคุยเช่นกัน แต่เมื่อไม่ได้กระทบกับการสอน เซเมียก็คร้านจะใส่ใจ
ระหว่างนั้นเธอเปิดโอกาสให้นักศึกษาถามข้อสงสัย แน่นอนว่ามีคนจำนวนไม่น้อยยกมือขึ้นถาม
เมอร์ลินมองภาพนี้อย่างอึ้งๆ
‘บทเรียนง่ายขนาดนี้พวกเขายังไม่เข้าใจกันอีกหรอ?’
เด็กน้อยเหมือนพึ่งเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมใหม่ บทเรียนในคาบนี้เมอร์ลินเข้าใจพวกมันตั้งแต่อาศัยอยู่ที่บ้านบนภูเขาแล้ว
โจทย์รูนศาสตร์ที่เซเมียยกตัวอย่างขึ้นมาก็ง่ายมาก มันเทียบไม่ได้กับโจทย์ที่ออสตินมอบให้เขาด้วยซ้ำ
เคลบี้ที่เห็นสีหน้าผิดหวังของเมอร์ลินก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“นายคิดว่าตัวเองเจ๋งมากนักหรอ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ใครๆ ก็เรียนได้เหมือนนาย สำหรับฉันมันยากกว่าการสร้างวงเวทที่สามเสียอีก”
เคลบี้ไม่พอใจที่เมอร์ลินทำท่าทางดูถูกพวกเขา หนึ่งเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
วิชารูนศาสตร์เบื้องต้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสาขานักเวท นักศึกษาในห้องนี้มากกว่าครึ่งล้วนเป็นคนจากสาขานักเวททั้งสิ้น
นักเวทหลายคนเรียนไม่จบเพราะไม่ผ่านวิชานี้ด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้วิชานี้เป็นวิชาปราบเซียน โอกาสคนที่จะสอบผ่านมีแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น
หากนี่ไม่ใช่วิชาบังคับ เขาไม่มีทางลงมาเรียนวิชาบ้าๆ นี้แน่
“ถ้านายไม่เข้าใจฉันสอนให้ก็ได้นะ” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย เขาเองก็อยากจะรู้ว่าการสอนคนมันจะยากแค่ไหน
ไหนๆ ก็มีเจ้าหนุ่มซื่อบื้ออยู่ข้างๆ เขาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็จับเขามาเป็นตัวทดลองก็แล้วกัน