ค่ายซานตง
หลังจากออกจากที่ว่ากรมพิธีการ เสนาบดีโค่วหลุน เ้ากรมพิธีการแห่งต้าหลี่และองครักษ์ ไปขึ้นรถม้าแยกกลับไปที่พักรับรองคณะทูต ส่วนองค์หญิงอี้อันเดินทางกลับค่ายซานตง เมื่อรถม้ามาถึงค่ายนางเดินลงจากรถม้า เสวี่ยซิงเข้ามายื่นมือรอรับ นางมองแล้วยิ้มกว้างให้เขา “ขอบใจนะ” นางยังคงยิ้มแย้มให้เขาเป็พิเศษ
“พ่ะย่ะค่ะ” ...ทำไมเขาพูดกับข้าน้อยจังนะ ... อี้อันคิดอยู่ในใจ
“ท่านคิดว่าเสนาบดี 3 คน มีใครพูดความจริงบ้าง” ขณะเดินเข้าเรือนบัญชาการค่าย นางถามเขา “กระหม่อมเชื่อว่า เสนาบดีหลินเฉา คงพูดความจริง เขาเองไม่น่ารู้เื่การคัดเลือกผู้ติดตามขบวนคณะทูตในวันนั้น ผู้ที่รู้รายละเอียดและทำงานมีแต่เสนาบดีเจิ้งชิง รองเ้ากรม และขุนนางผกซื่ออี๋ ผู้ช่วย แต่จากท่าทีของเสนาบดีเจิ้งเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่เขาขาดความกระตือรือร้นจะสืบคดีต่อ”
“ส่วนขุนนางผกซื่ออี๋ เล่า” เสวี่ยซิงกล่าว “กระหม่อมคิดว่าคนผู้นี้น่าสนใจ กระหม่อมเห็นเขาไม่มีท่าทีตระหนกกลัวความผิดดังเช่นเสนาบดีทั้งสอง เขาเพิ่งเข้ามาทำงานที่กรมพิธีการได้ไม่นาน ดูคล้ายจะไม่รู้จักใครจนทำเื่ใหญ่โตได้ แต่กระหม่อมเห็นว่าเขาเป็คนที่มั่นใจตนเองสูงและกล้าเปิดเผยตน กระหม่อมคิดว่าเขาน่าสงสัยไม่น้อย” เสวี่ยซิงมีสีหน้าครุ่นคิด
“เช่นนั้นเราไปเยี่ยมบ้านเขาดีไหม” นางยิ้มกว้างเสนอความคิดนี้ทันที “อย่าเพิ่งพ่ะย่ะค่ะ เราตามดูเสนาบดีเจิ้งชิงก่อนดีกว่าว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน” “เช่นนั้น ท่านไปกับข้าด้วยนะ” อี้อันบอกกับเสวี่ยซิงเขาพยักหน้าตอบรับ นางดีใจมากแทบจะะโเข้ากอดคอเขาทันที แต่ต้องสงวนท่าทีไว้ก่อน เพราะเสด็จป้าม่านลี่ฮองเฮาแห่งต้าหลี่สอนนางเสมอๆ ว่า “เ้าเล่นกับเสด็จพี่ทั้ง 3 ได้ แต่กับบุรุษอื่นๆ เ้าห้ามไปแตะต้อง หรือััร่างกายส่วนใดๆ ของเขาเด็ดขาด”
ส่วนเหตุผลน่ะหรือ? เสด็จป้าตรัสคำเดียวว่า “ไม่มี” จนทุกวันนี้ นางยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงแตะต้องหรือัักับบุรุษใดๆ ไม่ได้ แต่ครั้งหนึ่งนางแกล้งตกลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ส่วนเขาวิ่งมารับนางด้วยเกรงว่านางจะเป็อันตราย เขาใและอุ้มนางไว้อย่างนั้นอยู่นาน .... เอ . นี่ถือว่าแตะต้องและัักับบุรุษได้หรือเปล่านะ ..... นางยิ้มกับตนเอง
องค์หญิงอี้อัน และเสวี่ยซิง เข้ามาทำความเคารพองค์รัชทายาท แล้วนางได้ตรงไปที่กองฝึกของนาง ส่วนเสวี่ยซิง ยืนสนทนากับองค์รัชทายาทอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะแยกไปกองฝึกของตนเอง
กองฝึกทิศตะวันตก
เมื่อนางเดินไปด้านข้างเรือนบัญชาการ แล้วโดดขึ้นบนหลังคามองดูการฝึกซ้อมของเหล่าลูกศิษย์ทั้ง 200 คนในสำนักของนาง มีมู่ไป๋ เป็ผู้นำฝึกการซัดอาวุธใส่ 3 จุดบนกระดานฟางหญ้า อี้อันคิดในใจเหตุที่นางตั้งกองทิศตะวันตกให้เป็สำนักจงเฉิง สำนักแห่งความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน เพื่อสนองความฝันส่วนตัวจริงๆ นาง้าออกไปท่องโลกกว้างแบบเสด็จพี่สามอี้จินแห่งต้าหลี่ นางวาดฝันไว้ว่าเมื่อนางอายุมากขึ้น นางจะเปิดสำนักสอนวิชายุทธ์ให้กับผู้คนเพื่อใช้ปกป้องตนเองไม่ให้ถูกผู้แข็งแรงกว่ารังแก ครั้นเมื่อได้มาช่วยเสด็จพี่ที่ค่ายซานตง นางจึงถือโอกาสให้กองฝึกแห่งนี้เป็ที่ถ่ายทอดความรู้ของนาง นางรู้ดีว่าพระบิดาและเสด็จพี่สาม แกล้งปิดตาหนึ่งข้างแหกกฎระเบียบ ธรรมเนียมประเพณีทุกเล่มของต้าซ่ง ยอมให้สตรีอย่างนางมาสอนเหล่าทหารในค่ายซานตง นางคิดไปยิ้มไป .... เช่นนี้แล้ว ไม่รักเสด็จพ่อ กับเสด็จพี่สาม แล้วยังจะไปรักใครได้ ....
.... นั่นสิ..จะไปรักใครได้.....คิดถึงคำนี้ฉับพลันภาพใบหน้าเสวี่ยซิง ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ทันที ....
.... แล้วรักเสด็จพ่อ เสด็จแม่ เสด็จพี่ทั้งสอง ทำไมข้าจึงนึกถึงใบหน้าของท่านด้วยเล่า ....
นางมองดู มู่ไป๋ ทำหน้าที่ควบคุมการฝึกแทนเ้าสำนัก เขาทำได้ดีทีเดียว อี้อันเห็นพลังความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมของบุรุษผู้นี้ ทุกครั้งยามที่หยุดพักการฝึกชั่วครู่ นางเห็นเขาแอบไปฝึกะโ ฝึกซ้อมซัดอาวุธ และเคยเห็นเขาทดลองฝึกใช้มีดสั้นที่นางมอบให้ จนฝีมือของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ถือว่ารวดเร็วกว่า เฟยฉี และ ฮุ่ยชิว ที่เบื้องต้นสองคนฝึกโคจรลมปราณได้ดีที่สุด เพราะนางมักใช้สองสหายทำธุระให้นางเสมอ สองคนนี้เลยก้าวหน้าช้าไปพร้อมๆ กับกลุ่ม
นางโดดลงจากหลังคาเรือนมายืนด้านหลังมู่ไป๋ พอลูกศิษย์เห็นเ้าสำนักมา จึงหยุดซ้อมหันมาทำความเคารพ “คารวะ ท่านเ้าสำนัก” นางถูกใจกับคำนี้จริงๆ ยิ้มกว้าง แล้วนั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่งเ้าสำนัก
“วันนี้ข้าไปจัดการธุระสำคัญกับคณะทูตแห่งต้าหลี่ และพรุ่งนี้เขาเ่าั้จะกลับแคว้นต้าหลี่ แผ่นดินที่ข้าเติบโตมา ดังนั้น่เช้าข้าไม่อยู่ ยังคงให้มู่ไป๋ช่วยฝึกพวกเ้าก่อนนะ” นางหยุดชั่วครู่
“เมื่อสักครู่ข้าแอบดูเ้าเ้าฝึกซัดอาวุธ 3 จุดตาย 1 จุดสยบมารได้แม่นยำขึ้น พวกเ้าเก่งมากจริงๆ และนี่ก็ใกล้ครบ 30 วันที่พวกเ้าฝึกกับข้า ก่อนที่พวกเ้าต้องหมุนเวียนไปฝึกใช้อาวุธอื่นๆ ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องให้เ้ามีอาวุธประจำตัวของเ้าเอง จะเป็โลหะ เป็ไม้ไผ่ หรือสิ่งใดก็ตามที่เ้าจับถนัดมือแล้วใจของเ้าสื่อกับมันได้ ส่วนไม้ยวี๋มู่ เ้าเก็บไว้ ให้เ้าเริ่มทำอาวุธประจำกายของตนเองั้แ่วันนี้ อีกสองวันเราจะฝึกวิชาหมัดมวยและลอบซัดอาวุธ” เหล่าลูกศิษย์เริ่มใจหาย
“เอาหละ วันนี้พวกเ้าแบ่งออกเป็ 2 กลุ่ม ให้พวกเ้าใช้สิ่งใกล้ตัวทุกอย่าง ฝึกซัดอาวุธ 3 จุดบนยอดไผ่ 1 ชั่วยาม หลังข้าวเที่ยงพวกเราเข้าป่าข้างลำธารไปหาค้นหาอาวุธประจำกาย ได้ยินหรือไม่?”
“ได้ยินขอรับ”
“ดี เริ่มได้” เมื่อสัญญาณเริ่มขึ้น ลูกศิษย์ 200 คนก้าวเท้าอย่างว่องไวเพียงไม่ถึง 10 ก้าวะโพวกเขาพลันถึงป่าไผ่ แล้วฝึกซัดอาวุธ และหลบหลีกอาวุธ เวลานี้แม้พวกเขาจะไร้ระเบียบสักปานใด แต่นางก็มองพวกเขาอย่างภูมิใจ จากวันแรกที่ฝึกจนถึงวันนี้พวกเขาไม่ใช่ทหารไร้ฝีมืออีกต่อไปแล้ว ขณะที่มองเหล่าลูกศิษย์ นางรู้สึกว่าข้างๆ มีคนหนึ่งยืนอยู่ .....มู่ไป๋ ....
“ทำไมเ้าไม่ไปฝึกเล่า” นางมองเขาอย่างฉงน
“กระหม่อม ขออารักขาท่านเ้าสำนัก”
“ไม่ต้องอารักขาข้าหรอก ที่นี่ค่ายซานตง ไม่มีใครทำร้ายข้าได้ เช่นนั้นเ้ามาฝึกกับข้าดีกว่า” ว่าแล้วนางะโลอยตัวขึ้นไปบนต้นยอดไผ่ เขาโดดตามไป นางเด็ดใบไผ่ กิ่งไผ่ ใช้เป็อาวุธซัดไปที่คู่ฝึก พร้อมกับหลบหลีกอาวุธที่ซัดมา เช่นเดียวกับเหล่าลูกศิษย์
มื้อกลางวันทุกคนกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พี่ชายคีบอาหารใส่ชามข้าวน้องสาว นางส่งยิ้มให้พี่ชาย แล้วค่อยๆ คีบอาหารชิ้นหนึ่งใส่ชามพี่ชายยิ้มกว้างให้เขา “มีอะไร” พี่ชายมองหน้าน้องสาว ถามยิ้มๆ
“เย็นนี้หม่อมฉันจะไปเยี่ยมบ้านรองเสนาบดีเจิ้งชิงเพคะ”
“ที่เ้าบอกพี่ เพราะเ้าจะเข้าทางประตูบ้านเขาใช่ไหม” จางเหยาสำลักข้าว เสวี่ยซิงหัวเราะกับพี่น้องคู่นี้
“เสด็จพี่” นางเริ่มทำเสียงงอแง
“เอาล่ะ เอาล่ะ ... เ้าคิดจะทำอะไร” พี่ชายบอกยิ้มๆ
“หม่อมฉันอยากดูความเป็อยู่ของเสนาบดีผู้นี้เพคะ”
“แค่ดูฐานะความเป็อยู่ของเขา เข้าทางประตูก็ได้แล้วนี่” พี่ชายยังขยี้ต่อ “เสด็จพี่ หม่อมฉันร้องไห้แล้วนะ” น้องสาวเริ่มจะงอแง
“เอาล่ะ เอาล่ะ ตามใจเ้า แต่อย่ากลับเกินยามชวี(20.59 น.) ล่ะ เสด็จแม่ทรงเป็กังวล พรุ่งนี้เ้าต้องไปส่งคณะทูตแคว้นต้าหลี่ด้วยไม่ใช่หรือ?”
“เสด็จพี่ บ่ายนี้หม่อมฉันจะพาลูกศิษย์ไปฝึกในป่าข้างลำธารนะเพคะ”
“อื่อ....” องค์รัชทายาทพยักหน้ารับทราบ
บ่ายนั้นนางส่งลูกศิษย์เข้าป่าเพื่อให้พวกเขาเสาะหาอาวุธประจำกายและล่าสัตว์กลับค่าย ก่อนเข้าป่านางกำชับว่าให้พวกเขาเดินให้เงียบที่สุดเท่าที่ทำได้ นางนั่งอยู่โขดหินริมลำธาร ในมือเหลาเปลือกไม้ไผ่สดเป็แผ่นใบมีด
“เ้าทำอะไรหรือ?” นางแหงนหน้าขึ้นมองพี่ชาย ยิ้มกว้างให้เขา “หม่อมฉันทำอาวุธลับให้เสด็จพี่เพคะ” นางชูแผ่นใบมีดไผ่
“ทำไมเล่า เ้ากลัวพี่มีอันตรายหรือ” เขานั่งลงข้างๆ ลูบศีรษะน้องสาว “เสด็จพ่อให้ อาซิง กับ อาเหยา เป็องครักษ์คอยอารักขาพี่ั้แ่เด็กแล้ว และพวกเราสามคนฝึกยุทธ์มาด้วยกันไม่มีใครมาทำร้ายพี่ได้ง่ายๆ หรอก ว่าแต่เ้าเถอะ วิ่งไปวิ่งมา ไปเอาเื่เขาถึงกรมพิธีการ ไม่รู้ว่าศัตรูแอบอยู่ตรงไหนบ้าง เ้าควรระวังตัวไว้ด้วย”
“หม่อมฉันดูแลตัวเองได้ คงไม่มีใครลอบทำร้ายคนโรคโง่สติปัญญาอ่อนด้อยอย่างหม่อมฉันหรอกเพคะ” แววตาของพี่ชายอ่อนแสงลงใช้มือลูบศีรษะน้องสาว “นั่นเป็คำพูดของคนใจร้าย เ้าก็อย่าเก็บเอามาใส่ใจเลยนะ” พี่ชายปลอบใจ
“หม่อมฉันอาจดูคล้ายคนไร้สติปัญญา เพราะครั้งหนึ่งหม่อมฉันเป็เช่นนั้นจริงๆ แม่นมเฉินเล่าให้หม่อมฉันฟังหมดแล้ว ั้แ่วันที่หม่อมฉันหมดลมหายใจแล้วฟื้นขึ้นมา นับจากนั้นหม่อมฉันกลายเป็โรคโง่ดังที่เขากล่าวจริงๆ แต่เสด็จลุง เสด็จป้า เสด็จพี่ทั้งสาม หมอหลวงผู้เฒ่าแห่งวังหลวงต้าหลี่ แม่นมเฉิน ทุกคนล้วนหาวิธีช่วยหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่อาจรู้เลยว่าพวกเขาช่วยอะไรให้หม่อมฉันกันบ้าง จำได้เพียงว่าทุกสิ่งที่หม่อมฉันได้เห็น ได้อ่าน ได้ท่อง ล้วนจะจดจำได้ดี หัดทำเื่ใดล้วนทำได้ทั้งหมด แต่ยามพูดหม่อมฉันไม่สามารถบังคับตนเองให้พูดได้เท่านั้น”
พี่ชายมองหน้าน้องสาว ยิ้มให้นางอย่างอบอุ่นเอาดึงนางมากอดสักครู่แล้วตบไหล่นางเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน นางยิ้มกว้างยื่นใบมีดไผ่กำหนึ่งส่งให้พี่ชาย เขารับไว้ “ขอบใจเ้ามาก” แล้วพี่ชายก็เดินกลับไปกอง ส่วนนางก้มเหลาใบมีดต่อไป
เวลาผ่านไปเกือบ 1 ชั่วยาม มู่ไป๋เดินกลับมาเป็คนแรก เขามาพร้อมไก่ป่าตัวหนึ่งและดอกไม้เล็กๆ กำหนึ่ง เขายื่นให้นาง “ท่านเ้าสำนัก กระหม่อมพบดอกไม้นี้เห็นว่าสวยงามดี จึงนำมาให้ท่านขอรับ” เขายื่นมันให้นางอย่างนอบน้อม
“สวยจัง เ้าให้ข้าหรือ ขอบใจมากนะ” นางยิ้มให้เขา แล้วเปิดถุง เทลูกเหอเถาทิ้งหมดแล้วเก็บดอกไม้ใส่ถุงแทน มู่ไป๋มองอาการขององค์หญิงอี้อันอย่างดีใจ แท้จริงแล้ว เขาเข้าป่าไปไม่ไกลจากลำธารนัก หาเก็บดอกไม้ที่ดูสวยงามช่อหนึ่ง และบังเอิญพบไก่ป่าเคราะห์ร้ายตัวหนึ่งมันมาเดินเล่นอยู่แถวนั้นพอดี เขาจึงจัดการสำเร็จโทษมัน แล้วโดดขึ้นบนต้นไม้ใหญ่ที่สามารถมองเห็นนาง
มู่ไป๋ตั้งใจอารักขานางอยู่เงียบๆ แล้วเขาเห็นองค์รัชทายาทมานั่งคุยกับน้องสาว เขาไม่ได้ยินสิ่งที่สองพี่น้องคุยกัน แต่จับสังเกตได้ว่าองค์รัชทายาทรู้สึกะเืใจอะไรบางอย่างก่อนจะเดินจากไป ดังนั้นเมื่อได้เวลาเหมาะสมเขาจึงเดินออกจากป่ามาพร้อมกับดอกไม้ และไก่ป่าเคราะห์ร้ายตัวนั้น
“เ้าหาอาวุธประจำกายได้บ้างหรือไม่?”
“กระหม่อมดูแล้วยังไม่ถูกใจ ตั้งใจว่าจะใช้ข้อกิ่งไผ่พะยะค่ะ” นางพยักหน้ารับรู้
“ท่านเ้าสำนัก ทำอะไรหรือขอรับ” มู่ไป๋ถาม “ข้าตั้งใจทำใบมีดไม้ไผ่ให้เสด็จพี่เอาไว้ใช้ เพราะข้ามั่นใจว่ายังมีคนแอบปองร้ายองค์รัชทายาทอยู่” นางตอบเขาแต่ยังคงเหลาใบมีดต่อไป สักครู่ได้ยินเสียงเอะอะจากในป่า เหล่าลูกศิษย์ทยอยออกจากป่า มายืนเข้าแถว ทุกคนคนมีสัตว์ป่าติดมือมาด้วย ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม พวกเขาจะมีเนื้อกินหลายมื้อทีเดียว
ตอนเย็น เ้าสำนักหญิงให้ เฟยฉี และฮุ่ยชิว นำเที่ยวชมร้านค้า เมืองเมืองหลวงเปี้ยนจิง นางสนุกสนานเพลิดเพลินกับร้านค้า และสินค้าที่วางบนถนน ร้านขายขนม นางซื้อขนมหลายห่อส่งให้เฟยฉี กับ ฮุ่ยชิว ถือจนเต็มสองมือ ส่วนนางเดินถือขนมของตนเองเดินเคี้ยวไปเรื่อยๆ ข้างหน้า เสวี่ยซิง กำลังเดินผ่านผู้คนจำนวนมากที่เดินขวักไขว่เต็มท้องถนน ตรงเข้ามาที่นาง สองสหายทำความเคารพเสวี่ยซิง
“วันนี้เสด็จพี่ให้เงินข้าไว้ เลยซื้อขนมได้มากหน่อย ท่านกินขนมด้วยไหม” นางยิ้มกว้างยื่นห่อกระดาษให้เขา
“เชิญเ้าสำนักตามสบายเถิด” นางหัวเราะดีใจกับคำเรียกนี้
“ท่านรองผู้บัญชาการไม่ลองชิมหรือ ร้านนี้อร่อยมากนะ” ความที่ได้พบหน้ากันบ่อย เฟยฉีเริ่มกล้าสนทนากับเขามากขึ้น
“เชิญเ้าตามสบายเลย” สองสหายได้ยินเช่นนั้นยิ้มให้แก่กัน พบกันนอกค่ายทุกคนล้วนเป็อันเองดีจริง
“วันนี้ท่านเ้าสำนักใจดีจริงๆ ใช้เงินทั้งหมดซื้อขนมแจกพวกเรา
เ้าว่ามั๊ย เ้าสำนักเรามีทั้งเก่ง ทั้งใจดี มีข้อเสียอยู่นิดเดียว ท่านเ้าสำนักคล้ำไปนิดนึง” คนพูดก็พูดไปเรื่อยๆ ไม่ได้มองดูหน้าคนที่ไปพาดพิงถึง ว่าบัดนี้เริ่มบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิม คล้ำขึ้นกว่าเดิมเพราะกลุ่มควันโทสะกำลังพลุ่งพล่านที่ศีรษะของนาง ฮุ่ยชิวกระทุ้งซี่โครงเฟยฉี ให้หันไปมองเ้าสำนักที่ยืนเท้าเอว แยกเขี้ยว อี้อันตั้งท่าจะคว้าคอเฟยฉี แต่ เฟยฉี ไวกว่าเ้าสำนัก นางเลยคว้าคอเขาไม่ทัน มองอีกทีเ้าสองสหายเผ่นไปไกลแล้ว แต่โทสะของนางยังไม่จางหายไหน
อี้อันบิชิ้นขนมออกมาส่วนหนึ่งแล้วซัดไปยังเป้าหมาย นั่นหล่ะ.. ระดับเ้าสำนักซัดอาวุธเอง ต่อให้วิ่งไปไกลแล้วขนมชิ้นนั้นปาถูกหัวของเฟยฉีอย่างเหมาะเจาะ แต่ถึงอย่างนั้น สองสหายนั่นก็ยังไม่ยอมหยุดวิ่งอย่างเด็ดขาด
“กลับมาให้ข้าบีบคอเ้าเสียดีๆ บังอาจมาว่าข้าดำได้หรือ พรุ่งนี้ข้าจะให้เ้าอยู่บนยอดไผ่ 5 ชั่วยามเลย” เสวี่ยซิงหัวเราะความโกรธของนาง จับข้อมือนางลากให้เดินไปข้างหน้า แรกๆ นางยังบ่นไล่หลังเ้าสองสหายอย่างเมามัน จนเริ่มรู้สึกตัวว่าเสวี่ยซิงกำลังจับข้อมือนางอยู่ จากที่ต้องลากนางเดินตามไป ตอนนี้นางดินตามเขาไปแต่โดยดี แถมยิ้มใส่แผ่นหลังเขาด้วย นางเดินไปกินขนมที่เหลือจากปาหัวเ้าเฟยฉี กินพลาง เอียงคอยิ้มไปพลาง
...... ดีจังเลย วันนี้ท่านจูงมือข้าด้วย ...........
เดินกินขนมจนหมดแล้วจึงพูดขึ้นว่า “ข้าหิวข้าวแล้ว กินอะไรก่อนนะ แต่เงินที่เสด็จพี่ให้มาหมดแล้วล่ะ” เขาหัวเราะเล็กน้อย ไม่กล่าวอะไร จูงไปสักครู่เห็นร้านขายบะหมี่ตั้งอยู่ริมถนน เขาพานางมานั่งแล้วสั่งบะหมี่สองชาม นางกินอย่างเอร็ดอร่อยท่าทางการกินของนางเหมือนเป็เด็กชายมากกว่าเป็เด็กสาว ...เฮ่อ ..... น่ากังวลใจแทนองค์รัชทายาทจริงๆ
จวนรองเ้ากรมพิธีการ
จวนรองเสนาบดีเจิ้งชิง ตั้งอยู่บนถนนเล็กๆ ในเมืองเปี้ยนจิง บ้านเรือนในย่านนั้นล้วนไม่กว้างใหญ่นัก จวนเสนาบดีเจิ้งก็เช่นกันมีเรือนเพียง 2 หลัง อี้อันคลุมศีรษะและใบหน้าจนเหลือแค่ลูกตา สวมชุดคลุมสีเข้ม เสวี่ยซิงเช่นกัน ทั้งสองอาศัยความมืดยามวิกาลโดดข้ามกำแพง ซ่อนตัวในเงามืดแล้วเดินอย่างเงียบเชียบสำรวจรอบนอกเรือน พอดีกับมีสตรีวัย 40 นางหนึ่งสวมอาภรณ์เนื้อฝ้ายสะอาดเรียบร้อย มีเครื่องประดับกายสองสามชิ้น คาดว่าจะเป็ฮูหยินของเสนาบดี ทั้งสองหลบเข้าด้านหลังเรือน เมื่อเห็นนางเปิดประตูเข้าไปแล้ว ทั้งสองจึงโดดลอยขึ้นบนหลังคาเดินไปยังจุดที่ได้ยินเสียงพูดคุยกัน เสวี่ยซิงค่อยๆ ดึงกระเบื้องออกเล็กน้อย ทั้งสองมองลงไปด้านล่างพบว่านางเป็ฮูหยินดังคาด กำลังนำถ้วยยามาส่งให้รองเสนาบดีเจิ้งชิงผู้เป็สามี ทั้งสองสังเกตว่าเครื่องเรือนภายในบ้านมีไม่กี่ชิ้น ส่วนใหญ่เป็ชิ้นวางหนังสือและตำราต่างๆ ส่วนบนโต๊ะสูงที่ทำงานของเขามีเอกสารและตำรามากมายวางกองอยู่ “ท่านพี่ ท่านก็พักผ่อนบ้างเถิด ท่านไม่สบายอยู่นะ กรมของท่านก็เหลือเกิน มีเ้ากรม มีผู้ช่วยเ้ากรมอีก 3 คน แต่ท่านกลับต้องรับงานหลายเื่อยู่คนเดียว”
“ไม่เป็ไรหรอก งานพวกนี้ข้าทำมาแต่แรกแล้ว ถึงเสนาบดีหลินเฉาเป็คนรักสบาย แต่ข้าไม่ได้รู้สึกหนักใจนัก เพราะเขาไม่ได้หาผลประโยชน์จากงานที่ทำ ข้าจึงยอมรับได้ แต่ผู้ช่วยเ้ากรมคนที่มาใหม่นี่สิ ทำให้ข้าหนักใจ” ฮูหยินถาม “เขาทำเื่อันใดให้ท่านหนักใจหรือ” รองเสนาบดีเจิ้งส่ายหน้าช้าๆ
“เมื่อแรกข้ารู้เพียงว่าเขาเป็บัณฑิตที่มีไหวพริบสติปัญญาเป็เลิศ ต่อมาจึงรู้ว่าเขามีความรู้เื่การทำนายทายทักโชคชะตาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษตระกูลของเขา ใต้เท้าหลินถือว่าเป็เื่ดีสำหรับการหารือเื่ฤกษ์ยามก่อนจะส่งเื่ไปปรึกษาสำนักโหรหลวง แต่นานวันเข้า เสนาบดีหลินกลับหลงใหลใคร่รู้ชะตาอนาคตว่าจะรุ่งโรจน์ถึงขั้นใด ทุกวันจะถามขุนนางผกว่าควรก้าวเท้าใดเพื่อเป็สิริมงคลกับชะตา วันนี้ต้องมอบหมายงานให้เสมียนคนใดจึงจะเกื้อกูลส่งเสริมตำแหน่งของท่านเสนา” เสนาบดีเจิ้งชิงเล่าพร้อมกับส่ายหน้าไป ผู้แอบฟังที่อยู่ชั้นหลังคา หันมองตากันโดยมิได้นัดหมาย เริ่มมองเห็นอนาคตของเสนาบดีหลินเฉาอยู่ลางๆ แล้ว
“ถ้าเป็เช่นนี้ ท่านพี่กังวลอะไรหรือ”
“ข้าหนักใจว่าหากเขาคิดไม่ซื่อ จะนำพาความวิบัติมาถึงข้า”
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นหรือท่านพี่”
รองเ้ากรมพิธีการเริ่มปรับทุกข์กับฮูหยินของตน “วันนี้องค์หญิงอี้อัน และใต้เท้าเสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน อารักขาองค์หญิง ไปติดตามคดีขันทีปลอม 8 คน สวมรอยแอบเข้าขบวนคณะทูตจากต้าหลี่มาเจริญสัมพันธไมตรีกับต้าซ่ง ถูกสังหาร ผ่านมากว่า 30 วันแล้วยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายที่บงการมาได้ ทรงมาถามข่าวด้วยพระองค์เอง ข้าเองพยายามติดตามเื่กับกรมอาญามาตลอด กลับพบว่านับแต่วันนั้นมา กลับมีคดีน้อยใหญ่เกิดขึ้นในเมืองหลวงทุกวัน ทั้งลักเล็กขโมยน้อย ทำร้ายร่างกาย ปล้นชิงทรัพย์ จนคนของกรมอาญาไม่พอติดตามคดีขันที 8 คนที่หายไป เมื่อข้าไปติดตามหัวหน้าขันทีเต๋อชิง ขันทีผู้น้อยบอกแต่ว่าเขากลับบ้านเกิดที่เมืองเจียงหนิงจนถึงวันนี้เขายังไม่กลับมา จึงไม่มีข่าวใดๆ เพิ่มเติมเลย”
ผู้แอบฟังสองคนสบตากันอีกครั้ง “เมืองเจียงหนิง” เมืองนี้คล้ายจะคุ้นเคยบางอย่าง
“หากคดีไม่คืบหน้าใดๆ ข้าต้องรับผิดชอบความผิดนี้ เพราะวันนั้นเสนาบดีหลินเฉามอบหนังสือให้ข้าไปติดต่อหัวหน้าขันทีเต๋อชิงเพื่อขอขันทีมาร่วมขบวนคณะทูต”
“งานส่งหนังสือเป็งานของผู้ช่วยและเสมียนมิใช่หรือท่านพี่”
“เฮ่ย ... อย่างที่ข้าเล่าแต่แรก ผู้ช่วยผกจะคอยทำนายว่าวันใดมอบหมายงานให้ผู้ใดทำงานจึงจะเป็สิริมงคลกับเสนาบดีหลิน วันนั้นผู้ช่วยผกบอกว่า หากข้าไปส่งหนังสือด้วยตนเอง จะทำให้อนาคตงานของเสนาบดีหลินต้องรุ่งโรจน์ เพราะขุนนางชั้นรองเ้ากรมไปส่งหนังสือด้วยตัวเองน่ะสิ”
“เช่นนี้ ครอบครัวเราคงมีเคราะห์มาเยือนแล้ว” แล้วสองสามีภรรยาต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
ท้องพระโรงพระราชวังต้าซ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องพระโรงพระราชวังต้าซ่ง จักรพรรดิซ่งไท่จง ประทับบนพระแท่น เบื้องหน้าพระพักตร์เป็เหล่าขุนนางต้าซ่ง ทุกคนต่างยืนพร้อมเพรียงกัน ตรงกลางโถงท้องพระโรง เสนาบดีโค่วหลุน เ้ากรมพิธีการแห่งต้าหลี่ พร้อมกับองครักษ์ 10 นายคุกเข่าคารวะฝ่าา องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน อยู่ในท้องพระโรงด้วย
“กระหม่อมในฐานะทูตแห่งแคว้นต้าหลี่ เดินทางมาทำหน้าเจริญสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างสองอาณาจักร และส่งองค์หญิงน้อยเสด็จกลับมาตุภูมิอย่างปลอดภัย บัดนี้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว แต่มิตรภาพอันดีของต้าซ่ง และต้าหลี่ จะยังคงยั่งยืน ไม่มีา บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรร่มเย็น พะยะค่ะ”
“ดีมาก เราฝากท่านกราบทูลฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ว่า เราซาบซึ้งใจในน้ำพระทัยอันเมตตาที่มีต่อราษฏรของทั้งสองแคว้น และเราขอบพระทัยฮ่องเต้ต้าหลี่ และพระญาติทั้งหมดของพระองค์ที่เมตตาต่อพระธิดาของเรา เราเองมีพระราชสาส์นกลับถึงฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ และมอบเครื่องบรรณาการ อันแสดงถึงความจริงใจของเราเช่นกัน” ซื่อกงคนทีคนสนิท ประคองถาดที่มีพระราชสาส์นวางอยู่้า ส่งให้กับเสนาบดีโค่วหลุน เสนาบดีแห่งต้าหลี่ทำพิธีคำนับและรับพระราชสาส์นั้นมา เหล่าขุนนางต้าซ่งกล่าวพร้อมกันว่า “คารวะราชทูตแห่งแคว้นต้าหลี่และคณะ เดินทางกลับต้าหลี่อย่างปลอดภัย”
ประตูพระราชวังเมืองเปี้ยนจิง
เสนาบดีโค่วหลุน คุกเข่าก้มลงทำความเคารพต่อฮองเฮาต้วนเยว่ซิน พระขนิษฐาพระองค์เดียวของฮ่องเต้ต้วนกว่างจง ฮองเฮาต้วนมาส่งคณะทูตด้วยพระองค์เอง ด้วยความอาลัยไม่อาจกลับไปเยือนบ้านเกิดได้อีก บัดนี้ยืนซับน้ำตากล่าวกับขุนนางจากต้าหลี่ว่า “ข้ารบกวนท่านเสนาบดีโคว่ นำความเคารพและความคิดถึงของเราส่งให้ฝ่าาด้วย บอกว่า เยว่ซินสบายดี ขอให้เสด็จพี่ และเสด็จพี่หญิงม่านลี่ถนอมพระวรกายด้วย และฝากแสดงความเคารพเสด็จพี่ ขอบพระทัยที่ทรงรัก เมตตาเลี้ยงดูอี้อันมาอย่างดีที่สุด ซึ่งข้าไม่อาจรู้เลยว่าถ้าหากนางอยู่กับเราที่ต้าซ่ง นางจะเติบโตและรู้ความได้เท่านี้หรือไม่”
“หามิได้ ฮองเฮาต้วน อย่าทรงคิดมากเลยพะยะค่ะ ฝ่าาเรารักองค์หญิงน้อยประหนึ่งพระธิดาพระองค์เอง”
“เช่นนั้นเราฝากสิ่งของให้ฝ่าา และฮองเฮาแห่งต้าหลี่ด้วย” แม่นมเฉินและนางกำนัลคนสนิท ถือกล่องไม้แกะสลักขนาดกลางส่งให้เสนาบดีโค่วหลุน เขาน้อมรับแล้วส่งขึ้นไปเก็บบนรถม้า
“หม่อมฉันทูลลาฮองเฮาต้วน ทรงถนอมพระวรกายด้วย” แล้วเสนาบดีโค่วหลุนคุกเข่าทำความเคารพฮองเฮาต้วนแล้วขึ้นรถม้า แล้วขบวนคณะทูต นำหน้าด้วยธงแคว้นต้าหลี่ ป้ายคณะทูต รถม้าเสนาบดีเ้ากรมพิธีการ องครักษ์ 10 นายขี่ม้า ทหารเดินเท้า 200 นายและรถบรรทุกเสบียงสิ่งของ แล้วขบวนคณะทูตที่เดินทางกลับมุ่งตรงไปสู่ประตูเมือง ภายในรถม้าเสนาบดีโคว่หลุน องค์หญิงอี้อันนั่งอยู่ด้านในก่อนแล้ว รถขบวนคณะทูตแล่นไปเรื่อยๆ
“เสนาบดีโคว่ ขอบใจท่านมากที่ท่านต้องเดินทางแสนยาวไกลมาส่งเรา แต่บัดนี้เรากลับมาส่งท่านได้แค่หน้าประตูเมือง”
“หามิได้ องค์หญิงอย่าทรงคิดมากเลย กระหม่อมเองรู้สึกเป็ห่วงองค์หญิงมากกว่า เมื่อวานกระหม่อมไปเยี่ยมกรมพิธีการ มองแล้วว่าองค์หญิงจะลำบากไม่น้อย ต้าซ่งยิ่งใหญ่จริง แต่ศัตรูมีทั้งนอกด่านและศัตรูในเมืองล้วนหมายเอาชีวิตคนในราชวงศ์ทั้งสิ้น หากองค์หญิงรู้สึกเหนื่อยล้าใดๆ เสด็จกลับไปต้าหลี่นะพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีโคว่หลุนกล่าวอย่างจริงใจ
“ขอบใจท่านและลูกหลานชาวต้าหลี่ทุกคนที่ให้ที่พำนักและรักเราดั่งลูกหลาน เราอี้อัน ขอจดจำความดีนี้ไปชั่วชีวิต” นางคารวะท่านเสนาบดีโคว่หลุน เขาทำความเคารพตอบ
ขบวนคณะทูตมาถึงหน้าประตูนครเปี้ยนจิงตรงข้างประตูมีรถม้าคันเล็กรออยู่ เสวี่ยซิงยืนรออยู่ องค์รัชทายาทมอบหมายให้เขามาดูแลน้องสาว นางลงจากรถม้าคณะทูตต้าหลี่ มีเสนาบดีโคว่หลุนลงมาส่ง “ท่านเสนาบดีโค่วฝากคารวะเสด็จลุง เสด็จป้า เสด็จพี่ทั้งสามด้วยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ” เขาทำความเคารพองค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการ แล้วกลับขึ้นรถม้า ขบวนคณะทูตจากแคว้นต้หลี่ ออกเดินทางมุ่งตรงไปทางทิศใต้ การเดินทางอันแสนยาวไกล เริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้องค์หญิงอี้อันมิได้เดินทางไปด้วย