ใน่เวลาที่แอนนาต้องนอนพักรักษาตัว ในหัวของเธอยังคงวนเวียนนึกถึงแต่เื่ที่ประสบมาเมื่อไม่นาน แอนนาคิดไม่ออกว่าไปทำอะไรให้ใครที่ไหนไม่พอใจหรือไปขัดแข้งขัดขาใครหรือเปล่า เมื่อถามเลขาสาวประจำตัวก็ได้รับคำตอบมาว่าถ้าจะไปขัดแข้งขาใครที่ไหน ก็คงเห็นจะเป็เื่โครงการฟื้นฟูระบบบำบัดมลพิษที่กำลังเป็ปัญหาใหญ่ของเรนต้าในขณะนี้ แต่ไม่น่าจะถึงขั้นจ้องเอาชีวิตกันขนาดนี้ หรือว่าการลอบยิงในครั้งนี้เป็แค่เพียงการเตือน
เจสันกลับมาพร้อมแจ้งความคืบหน้าเื่ที่เกิดขึ้น เขาบอกว่าทางเ้าหน้าที่ของจูร่าไม่พบหลักฐานมากพอที่จะสาวไปถึงตัวคนร้ายได้ เหมือนกับว่ามือสังหารวางแผนการมาอย่างดี และรู้จักเส้นทางภายในชุมชนอย่างช่ำชองจึงสามารถแฝงตัวหลบออกไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“นี่ถ้าลิซ่าไม่ตามคนมาช่วย ผมเกรงว่าคุณอาจตายไปแล้วนะครับ”
น้ำเสียงของเจสันนั้นราบเรียบ แต่คนที่กำลังฟังคำรายงานของเขาอย่างแอนนาถึงกับสะอึก จากที่นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงดีๆ สบตากับเจสัน หญิงสาวรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร รอยไหม้ที่ขาของเธอมันสามารถลุกลามขยายวงกว้างราวกับว่าเป็สิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนรอยไหม้ที่เกิดจากอาวุธปกติทั่วไปที่ใช้กัน
“นั่นก็จริง...เธอช่วยชีวิตฉันไว้นะรู้ไหม”
แอนนาหันไปบีบมือเลขาสาว รายนั้นยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงแอนนาทำได้เพียงฝืนยิ้มให้ เพราะภายในใจของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“คราวหน้าเราอย่าแอบไปไหนกันอีกตามลำพังเลยนะคะ”
“รู้แล้วน่า...” แอนนาทำหน้าเซ็งพลางคิดไปว่าทำไมรอบตัวถึงมีแต่พวกชอบบ่น แต่ก็ไม่ได้เอ่ยว่าอะไรเพราะเข้าใจดีว่าทั้งสองคนเป็ห่วง
“แล้วกำหนดการทุกอย่างยังตามเดิมใช่ไหม”
แอนนาถามเจสันที่กำลังก้มดูไฟล์บนอุปกรณ์ที่ข้อมือ
“ผมสั่งเลื่อนทุกอย่างออกไปก่อน อยากรอให้คุณหายดีแล้วค่อยว่ากันครับ”
แอนนาได้ยินดังนั้นก็ลุกพรวดจากเตียง
“คุณรู้หรือเปล่าว่าแต่ละนาทีของโครงการมันต้องใช้เงินมากมายมหาศาลขนาดไหน!”
“เื่นั้นผมทราบดี” เจสันตอบหน้านิ่ง “คุณคาลอสให้อำนาจผมเต็มที่ในการสั่งเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการถ้ามีอะไรเกิดขึ้น”
แอนนาไม่เข้าใจว่าทำไมบิดาถึงยอมให้อำนาจมากมายกับเจสัน ทั้งที่เธอเป็คนรับผิดชอบหลักในโครงการนี้ ถ้าสามารถติดต่อกลับไปยังสำนักงานใหญ่ได้เมื่อไหร่ เธอจะรีบขอให้บิดาถ่ายโอนอำนาจทุกอย่างให้เธอ จะได้ตัดสินใจในทุกเื่ได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้!
“นี่ฉันก็พักมาสองวันแล้วนะ กลับไปรันตามกำหนดการเดิม แล้วคราวหน้าคราวหลังก็อย่าตัดสินใจทำอะไรโดยที่ไม่บอกฉันอีก เข้าใจไหม”
เจสันแค่พยักหน้ารับ เขาสงบปากสงบคำไม่โต้เถียงใดๆ นอกจากเดินออกจากห้องไป
“ดูสีหน้าคุณเจสันเหมือนไม่ค่อยพอใจนะคะ” ลิซ่าบอกแอนนา
แอนนาทิ้งตัวลงนอน จ้องมองไปยังประตูห้องที่เจสันเพิ่งออกไป
“ก็ช่างสิ ถ้าเขาไม่พอใจก็เชิญรีบแจ้นไปฟ้องคุณพ่อได้เลย”
เลขาสาวได้แต่ส่ายหัว เธออยากให้หญิงสาวตรงหน้าผู้เป็ทั้งเ้านายและเพื่อนสนิทเปลี่ยนพฤติกรรมบ้าง เพราะเกรงว่าเจสันจะไม่พอใจแล้วเอาไปฟ้องประธานใหญ่จริงๆ นั่นอาจทำให้คาลอสออกคำสั่งยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้วให้กลับเรนต้าทันที ทุกอย่างที่ตั้งใจไว้ก็จะพานล้มไม่เป็ท่า รวมถึงความฝันของเธอที่จะได้ท่องเที่ยวในอวกาศด้วย
“ผมจัดการให้แล้วตามที่คุณ้า ทุกอย่างเป็ไปตามกำหนดการเดิม” เสียงของเจสันดังขึ้นผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ข้อมือ เขาเพิ่งให้สองสาวไว้หลังจากที่เกิดเื่ร้ายขึ้น
“ก็แค่นั้นแหละ” แอนนายิ้มกริ่มที่มุมปาก
“ทีหลังถ้าคิดจะทำอะไรก็ช่วยมาถามก่อนด้วย”
คู่สนทนาไม่ตอบ เพียงแต่ตัดสัญญาณการสื่อสารไป
เป็อันว่าทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย โครงการสเปซออฟจะยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนดการเดิม เช้าวันต่อมา สองสาวจึงเตรียมตัวออกเดินทางกันอย่างที่ตั้งใจไว้ แอนนารู้สึกว่าตัวเองนอนพักรักษาตัวมาพอแล้ว ลิซ่าเองก็ได้นอนพักเอาแรงอย่างเต็มที่แล้วเช่นกัน
การออกเดินทางสำรวจไปกับคณะ นอกจากสองสาวแล้วยังมีเจสันด้วย ชายร่างเตี้ยอ้างว่าต้องคอยดูแลสองสาวตามคำสั่งของคาลอส อีกทั้งยังอ้างถึงอำนาจการตัดสินใจในงานที่ตนพึงมี และนั่นทำให้แอนนาเริ่มหัวเสียเพราะไม่อยากมีคนมาคอยบงการว่าต้องทำอะไรไม่ทำอะไร ลำพังแค่ลิซ่าคนเดียวก็เกินพอแล้ว ที่สำคัญแอนนามั่นใจว่าเจสันต้องมีจุดประสงค์อะไรที่มากกว่านั้นในการเดินทางไปกับทีมสำรวจ!
“ยานพร้อมหรือยังคะคุณเจสัน นี่ก็ใกล้เวลาตามกำหนดแล้ว”
“กำลังตรวจเช็กรอบสุดท้าย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว”
เจสันรายงานเช่นนั้น ลิซ่ากับแอนนาจึงพยักหน้าให้กัน เดินนำไปยังลานจอดยานที่อยู่ภายนอกอาคาร โดยมีเจสันก้าวตามมาติดๆ ดาวเป้าหมายที่ทุกคนต้องเดินทางไปอยู่ห่างจากจูร่าอีกหลายพันปีแสง การจะไปให้ถึงมีแค่เพียงทางเดียวคือต้องใช้ระบบซูเปอร์ไฮเปอร์ไดรฟ์ซึ่งเดินทางได้เร็วกว่าปกติหลายเท่า เป็ระบบการเดินทางที่ถูกพัฒนามาก่อนหน้าระบบจัมป์เกต ทั้งสองระบบนี้ต่างตกอยู่ในมือบริษัทสเปซจัมป์
คินวาผู้เป็เ้าของมีความคิดจะขยายเครือข่ายจัมป์เกตไปอีกในหลายดวงดาว ทว่าบางครั้งก็เจอเข้ากับดาวที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ทำให้ระบบยังไม่สามารถวางครอบคลุมไปทั่วทั้งเอกภพ รวมถึงดาวเป้าหมายที่กำลังจะเดินทางไปในครั้งนี้ ถ้าเขาวางระบบสำเร็จก็จะเป็ผู้กุมอำนาจทางการขนส่งไปในทันที แล้วยังสามารถต่อยอดธุรกิจตัวอื่นๆ ได้อีกนับไม่ถ้วน แต่มันก็สร้างปัญหาย้อนกลับมาหาไม่น้อยอยู่เหมือนกัน การกุมอำนาจการเดินทางไว้แต่เพียงผู้เดียวย่อมทำให้บริษัทรับจ้างขนส่งสิ่งของและขนส่งผู้คนระหว่างดาวขาดรายได้ จนบางบริษัทนั้นถึงขั้นต้องยุบกิจการ และยังมีดาวบางดวงที่ไม่อนุญาตให้นำเครื่องจัมป์เกตลงไปติดตั้งด้วย เนื่องจากมันไปทำลายระบบการขนส่งซึ่งเป็รายได้หลักของประชาชนส่วนใหญ่บนดาวนั้น แต่คินวาก็หาได้สนใจไม่ เขายังคงเที่ยวตระเวนขายเครื่องจัมป์เกตต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
“อีกหลายวันเลยนะคะกว่าจะถึงดาวเป้าหมาย”
ลิซ่าเอ่ยขึ้นเบาๆ
“นั่นสิ” แอนนามองดูรูปถ่ายของคาลอสที่ฉายอยู่บนอุปกรณ์สื่อสาร “ต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้”
ลิซ่ามองดูสีหน้าเ้านายสาว เธอรู้ดีว่าแอนนาคงห่วงคาลอสผู้เป็บิดา เพราะไม่เคยต้องห่างบ้านและครอบครัวเกินสองวัน แต่ครั้งนี้ต้องไปเกือบเดือน เ้านายของเธอจะทนสู้กับความคิดถึงได้อย่างนั้นรึ
“เปลี่ยนใจกลับเรนต้าตอนนี้ยังทันนะคะ เดี๋ยวลิซ่าจะบอกคุณเจสันให้เอง”
“เอาอีกแล้ว! เธอเห็นฉันเป็เด็กหรือยังไงนะ”
แอนนาหยุดเดินแล้วยืนเท้าเอวก่อนถึงตัวยานเพียงไม่กี่เมตร
ลิซ่าอมยิ้มขัน สาบานได้ว่าเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลย เธอแค่เป็ห่วงสภาพจิตใจและความรู้สึกของเ้านาย
มีเสียงเตือนดังขึ้นที่อุปกรณ์บนข้อมือของทั้งสองสาว พอเปิดดูภาพของเ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานก็ถูกฉายออกมา
“ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบ ตอนนี้ยานพร้อมจะออกเดินทางแล้ว...อีกหนึ่งชั่วโมงให้มาเจอกันที่โรงอาหารหลักของยานนะครับ”
พอเขาพูดจบสัญญาณภาพก็หายไป
“โอ๊ย...อยากอยู่เงียบๆ ไปตลอดจัง” แอนนาเปรยออกมา “ทำไมต้องรวมตัวกันให้วุ่นวายด้วย”
“เอาอย่างนี้ไหมคะ คุณหนูรออยู่ที่ห้องเดี๋ยวลิซ่าไปคนเดียวเอง”
แอนนาได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวโดยที่ไม่พูดอะไร แต่ลิซ่ารู้ดีในคำตอบนั้น เมื่อถึงห้องพักบนยาน เลขาสาวจึงรีบจัดแจงเก็บข้าวของให้เข้าที่ เพื่อที่จะได้ออกไปยังโรงอาหารหลักของยานก่อนเวลารวมตัว เธอทำแบบนี้เป็ประจำทุกครั้งเวลามีการประชุมของบริษัท และมักเป็คนแรกๆ ที่ถึงห้องประชุมก่อนเวลาเสมอ เพื่อเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสมบูรณ์ก่อนการประชุม ทำให้แอนนาและคาลอสต่างชื่นชมการทำงานของเลขาสาวคนนี้ แม้กระทั่งคินวาเ้าของบริษัทสเปซจัมป์ก็ยังเคยเสนอค่าจ้างต่อเดือนให้หลายแสนฟาเรน ซึ่งมากกว่าที่คาลอสให้หลายเท่า แต่ด้วยความที่ลิซ่ามีความผูกพันกับครอบครัวแอนนามาั้แ่เด็กจึงปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป นั่นยิ่งทำให้คินวาชื่นชมในตัวของลิซ่ามากขึ้นไปอีก
“ขากลับแวะหิ้วของกินมาให้ด้วยนะ อ้อ พวกเครื่องดื่มด้วยละ”
แอนนารีบสั่ง ขณะที่ลิซ่ายิ้มให้เล็กน้อยแล้วรีบออกจากห้องพักไป
เมื่อเหลือตัวคนเดียวในห้องพัก ในหัวแอนนายังคิดถึงเื่ที่โดนลอบทำร้ายจากคนลึกลับ ไม่ว่าคนที่ยิงเธอจะเป็ใครก็ขอให้เ้าหน้าที่ตามจับได้ก็แล้วกัน เพราะถ้าขืนจับกุมไม่ได้มีหวังเธอได้เจอแบบเดิมอีกเป็ครั้งที่สองตอนจัมป์กลับเรนต้าแน่ๆ
“คุณแอนนาคะ คุณเจสันขอเชิญมาที่โรงอาหารของยานค่ะ”
เสียงของลิซ่าดังขึ้นจากอุปกรณ์ที่ข้อมือ
แอนนาถอนหายใจเสียงดัง แล้วตอบกลับไป “โอเค เดี๋ยวฉันตามไป”
พอพูดจบแอนนาก็รีบลุกเดินออกไปจากห้องอย่างหงุดหงิด เธอแค่อยากจะอยู่แบบเงียบๆ ตลอดการเดินทางอันแสนยาวนาน ซึ่งดูแล้วชีวิตของตนเองบนยานลำนี้คงจะต้องวุ่นวายและปวดหัวไปอีกนานจนกว่าจะเดินทางกลับถึงบ้าน
แอนนาแผดเสียงใส่เจสันทันทีที่มาถึงโรงอาหาร เธอไม่พอใจที่เจสันนึกจะทำอะไรก็ทำโดยไม่ปรึกษาเธอก่อน และเธอก็เพิ่งจะตำหนิเจสันเื่นี้ไปหยกๆ ถึงเขาจะได้รับอำนาจจากคาลอส แต่เธอเป็ผู้ดูแลโครงการนี้ และเจสันไม่ควรลืมว่าเธออยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเขาซึ่งเป็เพียงแค่ลูกจ้างของบริษัท!
“ที่ผมให้ลิซ่าเรียกคุณมา ไม่ได้จะให้คุณมาตัดสินใจอะไรทั้งนั้น ผมแค่จำเป็ต้องเรียกทุกคนบนยานมาคุย”
การที่เจสันพูดออกมาแบบนั้นเท่ากับจงใจฉีกหน้ากันชัดๆ เพราะทุกคนในห้องต่างหันไปซุบซิบแล้วมองมาทางแอนนาก่อนจะแอบหัวเราะกัน
“ถ้าใครยังกล้าหัวเราะอีก ฉันจะให้คุณพ่อไล่ออก!”
แอนนาะโลั่นโรงอาหาร นั่นทำให้ทุกคนเงียบกริบในทันที
“เื่นั้นเอาไว้กลับถึงเรนต้าค่อยว่ากันนะครับ” เจสันขัดจังหวะ
“อย่าลืมว่าบนยานนี้ผมเป็คนสั่งการทุกอย่างตามที่ท่านประธานได้มอบหมายเอาไว้”
แอนนาััได้ว่าเจสันตั้งใจจะหักหน้าเธออีกหน และตอนนี้เธอเองก็เริ่มจะหมดความอดทนกับการกระทำของชายร่างเตี้ยคนนี้แล้วด้วย จึงเดินตรงเข้ามาหาเจสันอย่างรวดเร็ว
“คุณไม่ชอบฉันก็พูดมาตรงๆ ดีกว่า มีอะไรในใจก็ว่ามา”
คู่กรณีมองหน้าแอนนาแล้วก็ส่ายหัวช้าๆ
“ก็แบบนี้ไงครับ ถึงไม่ค่อยจะมีใครในบริษัทอยากคุยกับคุณ”
“ฉันไม่ได้้าให้ใครมาชอบหรือมาคุย ถ้าใครไม่พอใจก็เชิญลาออกไป!”
ลิซ่าเห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามาขวางการสนทนาอันดุเดือดด้วยการดึงแขนเ้านายสาวเอาไว้
“ปล่อยฉันนะลิซ่า! เธออยู่ข้างใครฮะ!”
“ไม่เอาค่ะคุณหนู คนมองใหญ่แล้ว”
ลิซ่ากระซิบเตือนเ้านายสาวทั้งหน้าเสีย
ขณะนั้นเจสันมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่...แปลกกว่าทุกวัน มันเหมือนสายตาของคนที่อยากจะฆ่าใครสักคนให้ตายคามือ ปกติเจสันไม่เคยใช้สายตาแบบนี้กับแอนนา ทุกครั้งเขามักมองแอนนาเป็เพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ประสาในเื่ธุรกิจ แต่ครั้งนี้กลับเปลี่ยนไปจนน่ากลัว
“ลิซ่า...เธอรีบเอาเ้านายของเธอไปสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ”
เจสันบอกกับลิซ่าที่กำลังห้ามแอนนาอย่างสุดฤทธิ์
เลขาสาวรีบพาเ้านายตนไปนั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งห่างออกไปพอสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้แอนนาพุ่งเข้าใส่คู่กรณีได้
เมื่อกลับสู่สภาวะปกติแล้ว เจสันก็เข้าเื่ต่อ เขาบอกเหตุผลที่ได้เรียกทุกคนมาประชุมกันเวลานี้ เนื่องจากว่าเขาอยากให้ทุกคนบนยานได้ทำความรู้จักกัน ถึงจะมาจากบริษัทเดียวกันแต่ก็ต่างฝ่ายต่างอยู่คนละแผนก คนละสาขา จากนี้ไปต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันบนยานอวกาศลำนี้อีกเกือบเดือน ฉะนั้นการรู้จักกันไว้ย่อมเป็สิ่งที่ควรทำเป็อย่างยิ่ง
“อีกอย่าง...ผมขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับหน่วยอารักขา ที่จะมาดูแลพวกเราในการเดินทางครั้งนี้ครับ”
พอเจสันพูดจบ ประตูอีกด้านของโรงอาหารก็ถูกเปิดออก มีชายห้าคนเดินตรงเข้ามาพร้อมชุดเกราะและอาวุธเต็มอัตราศึก ราวกับว่าจะไปรบเพื่อปลดแอกให้กับดาวไหนสักดวงในกาแล็กซีนี้
“ห้าต่อหกสิบเนี่ยนะ มันจะไปพออะไร” แอนนายังไม่วายะโแขวะ
บุรุษหนึ่งในห้าหันไปมองทางเ้าของเสียงนั้น
“ถึงพวกเราจะมีกันแค่เพียงห้าคน แต่ขอรับรองว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับหน่วยรบนับร้อยนะครับคุณผู้หญิง”
“โม้ละไม่ว่า” พูดแล้วแอนนาก็เบือนหน้าไปทางอื่น
นายทหารคนเดิมซึ่งมีใบหน้าคมเข้มถึงขั้นที่เรียกว่าหล่อเหลา อายุอานามก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับแอนนาหรือมากกว่าเล็กน้อย เดินตรงมาหาแล้วก้มลงมามองใบหน้าหวานของหญิงสาวชนิดที่เรียกว่าห่างกันเพียงนิดเดียว ทำให้แอนนาเห็นสีดวงตาของชายหนุ่มว่ามันมีสีแดงเข้ม เส้นผมสีน้ำเงินยาวประบ่าของเขาได้ตกลงมากระทบใบหน้าของเธอแบบที่เ้าตัวไม่ได้เจตนา
“ไม่เชื่อก็ไม่เป็ไรครับ หน้าที่ของพวกเราคือมาดูแล ไม่ได้มาขอให้คุณเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของแอนนา
หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับชายคนนี้ ทั้งที่เพิ่งเจอกันเป็ครั้งแรก แล้วก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจของตนเองที่กำลังเต้นแรงแบบนี้
นายทหารหนุ่มยิ้มให้ ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วหันกลับไปพูดกับทุกคนในห้องต่อ
“จริงๆ แล้วพวกเรามีกันสี่คนครับ ทหารอีกนายเป็หุ่นดรอยด์... เป็รุ่นที่ถูกพัฒนามาเพื่อใช้ทางการทหารโดยเฉพาะ”
แอนนาหูผึ่ง รีบลุกขึ้นพร้อมกับเดินปรี่เข้าไปดูชายทั้งห้าทีละคนอย่างพินิจพิเคราะห์
“ฉันเห็นมีแต่คน ไม่เห็นมีดรอยด์สักตัว”
นายทหารหนุ่มพยักหน้าส่งสัญญาณให้สมาชิกของทีมที่อยู่ท้ายสุด สมาชิกคนนั้นจัดการถอดชุดเกราะสำหรับรบออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็มัด จนบรรดาสาวเล็กสาวใหญ่พากันส่งเสียงอื้ออึง ก่อนที่เขาจะเอามีดกรีดลงไปที่ท้องของตัวเองแล้วดึงเนื้อให้แยกออกจากกัน จนเห็นโครงร่างของหุ่นดรอยด์ที่ซ่อนอยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
ทหารหนุ่มให้สัญญาณอีกครั้ง หุ่นดรอยด์จึงจัดการปิดหน้าท้องตัวเองตามเดิมแล้วใช้เจลทาลงไปบนแผลที่ถูกมีดกรีด ผ่านไปเพียงชั่วครู่แผลก็หายสนิท แล้วจึงทำการใส่เกราะรบกลับเข้าไปตามเดิม
“เราสั่งดรอยด์มาจากบริษัทของพ่อคุณนั่นแหละ แต่สั่งทำขึ้นมาเป็พิเศษในแบบที่เรา้า ไม่ใช่หุ่นดรอยด์แบบธรรมดาทั่วไปตามที่โรงงานผลิต”
แอนนาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองที่หุ่นดรอยด์ของบริษัทจะทำออกมาได้เหมือนคนมากขนาดนี้ เธอเคยเห็นหุ่นดรอยด์มานักต่อนัก แต่ดรอยด์แบบนี้เพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรก!
“แล้วคุณล่ะ เป็คนหรือเป็ดรอยด์” แอนนาพุ่งเป้าไปที่นายทหารหนุ่มผมสีน้ำเงิน
ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจในคำถามนั้น ไม่รีรอเดินตรงมาหาแอนนา ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกรอบ
“จะลองพิสูจน์ดูหน่อยไหมล่ะครับ ว่าผมเป็คนหรือหุ่นดรอยด์”
“จะบ้าเหรอ!” แอนนารีบเบนหน้าหนี “ใครจะไปพิสูจน์อะไรนายล่ะ”
“พอได้แล้วลูส จะได้เข้าเื่อื่นกันเสียที” เสียงเจสันดังขึ้น
นายทหารหนุ่มหน้าตาดีรีบถอยออกห่าง แต่ยังคงแอบมองหญิงสาวจากเรนต้าอยู่เนืองๆ
เจสันได้พูดถึงเื่การรักษาความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการเดินทาง โดยเขาจะให้ลูสแบ่งคนในทีมออกเป็สามชุด ดูแลกะละหกชั่วโมง เพราะบนยานไม่น่ามีอะไรน่าห่วงจึงให้มีเพียงทีมละสองคนน่าจะพอ ส่วนดรอยด์ก็ปล่อยให้ทำหน้าที่ไปเพียงตัวเดียว เมื่อไม่มีเื่อื่นให้ทราบแล้ว เจสันจึงขอจบการประชุม แล้วเปลี่ยนมาเป็จัดอาหารเลี้ยงทุกคนชุดใหญ่เพื่อเป็การกระชับความสัมพันธ์คนบนยาน
“คุณหนูจะกินด้วยไหมคะ” ลิซ่าถามแอนนาที่ยังยืนเฉยอยู่
“หรือว่าจะกลับห้อง”
แอนนารีบเดินไปหยิบจานแล้วตักอาหารจนพูน ก่อนเดินหลบไปนั่งรับประทานเงียบๆ ตรงมุมห้อง ลิซ่าเห็นก็อดไม่ได้เลยรีบตักในส่วนของตัว เองแล้วเดินไปเอาเครื่องดื่มเผื่อเ้านายสาว โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าตอนนี้ได้มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ด้วยความประสงค์ร้าย