หมิงเป่าจูนึกถึงหลี่อวิ๋นที่ถูกอันธพาลลวนลามแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา แต่ตอนนั้นนางรีบร้อนตามหาน้องชายจึงมิได้ปลอบโยนนางมากนัก
ต่อมาพอไปถึงบ้านของนางก็เกิดเหตุไม่สบอารมณ์นักเด็กสาวผู้นั้นบอบบาง อ่อนแอ แต่กลับมีนิสัยดียิ่ง ไม่รู้ว่านางจะตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วหรือไม่
“พี่หลี่อวิ๋นงดงามก็จริงแต่ไม่ว่าจะงดงามเพียงใด ก็สู้พี่หญิงไม่ได้หรอกขอรับ!” หมิงเป่าอวี้ตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องผ่านการตรึกตรอง
ปากน้อยๆช่างหวานเสียจริง! หมิงเป่าจูยิ้มอย่างพึงพอใจ ลูบผมของน้องชายเบาๆ
“วันนี้ตอนลอยประทีปดอกบัวเป่าอวี้ขอพรอะไรไปรึ” จู่ๆ หลี่ไหวฺอวี้ก็เอ่ยปากขึ้นมา สองพี่น้องจึงหันไปมองเป็นตาเดียว
เขาไม่พูดนางก็เกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จึงหันไปมองน้องชายด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าเขาอธิษฐานอะไรไปบ้าง
“ขอให้ท่านพ่อกับท่านแม่ไปเกิดใหม่ในครอบครัวที่ดีได้พบเจอกันอีกครั้ง และให้กำเนิดบุตรที่เหมือนพี่สาวอีกสองคน อายุยืนร้อยปี และขอให้บุตรในชาติหน้ากตัญญูต่อพวกท่านให้มากๆ...”
ยิ่งพูดน้ำเสียงของหมิงเป่าอวี้ก็ยิ่งสั่นเจือสะอื้นจนกลายเป็นร้องไห้ออกมา ตอนนี้เขาแทบจะจำหน้าบิดามารดาไม่ได้แล้ว
หมิงเป่าจูพอจะเดาความปรารถนาในใจของน้องชายได้คร่าวๆแต่ก็ยังปวดร้าวในทรวงอยู่ดี ดวงตาก็ค่อยๆ เปียกชื้นไปด้วยน้ำตา
ที่น่าแปลกคือหลี่ไหวฺอวี้กลับเงียบไปเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้เงามืดของรัตติกาลบดบังสีหน้าของตนเองไว้
แท้จริงแล้วเขาอยากรู้ว่าหมิงเป่าจูอธิษฐานอะไรไปแต่เมื่อได้ยินคำพูดของเป่าอวี้ กลับรู้สึกสะเทือนใจจนมิอาจเอ่ยถามอะไรได้อีก
ยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงสายลมพัดเย็นสบาย หากพัดมาตอนกลางวันคงให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส แต่พอเป็นกลางดึกกลับมีเสียงแปลกประหลาดมาพร้อมกับสายลมที่โชยผ่านกิ่งไม้ชวนให้รู้สึกหนาวไปถึงสันหลังอย่างอดไม่ได้
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งหลี่ไหวฺอวี้ก็เกิดความคิดแผลงๆ เสนอให้เล่าเรื่องผีขึ้นมาหมิงเป่าจูตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เขากลับไม่ฟัง หมิงเป่าอวี้เองก็ดูจะสนใจอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นหลี่ไหวฺอวี้จึงเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่น่าขนพองสยองเกล้า
เรื่องแรกยังนับว่าธรรมดาอยู่ในขอบเขตที่หมิงเป่าจูพอจะรับได้ นางจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงไม่ได้เตรียมใจอะไรมากนัก
ใครจะรู้พอเข้าเรื่องที่สองความน่ากลัวกลับพุ่งสูงขึ้นแค่เปิดเรื่องมา สองพี่น้องก็กอดกันตัวสั่นงันงกแล้ว
ยิ่งเล่าไปเรื่อยๆไม่รู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้ขยับมาอยู่ตรงกลางตั้งแต่เมื่อใด คนทั้งสองที่อยู่ซ้ายขวาต่างขยับเข้ามาจนชิดติดกับเขา
แขนของเขาโอบไหล่ของหมิงเป่าอวี้ดึงเข้ามาใกล้ๆ ส่วนมือขวาก็คว้ามือเล็กจ้อยที่เย็นเฉียบมากุมไว้ในอุ้งมือ แต่ปากยังคงเล่าเรื่องราวที่น่าขนลุกต่อไป
ขณะที่หลี่ไหวฺอวี้เอื้อมมือมาหมิงเป่าจูสะดุ้งตกใจเล็กน้อย แต่หลังจากถูกเขากุมมือไว้แน่น จิตใจกลับค่อยๆ สงบลงแม้จะกระอักกระอ่วนอยู่บ้างแต่ไม่กล้าชักมือกลับ เพราะนางกลัวจริงๆ
จึงพลาดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของหลี่ไหวฺอวี้
ถึงแม้จะน่ากลัวแต่เมื่อใจจดจ่ออยู่กับนิทานเรื่องเล่า ก็ไม่รู้สึกว่าระยะทางไกลอีกต่อไปไม่ช้าก็มองเห็นแสงไฟริบหรี่จากบ้านเรือนของคนนอนดึก ในที่สุดก็ถึงหมู่บ้านแล้ว
“ทันใดนั้น เสียงกลืนกินแผ่วเบาก็ดังมาจากใต้เตียงเหมือนกำลังกัดแทะอะไรบางอย่างอยู่...”
“หลี่ไหวฺอวี้!”หมิงเป่าจูกระแทกส้นเท้า คนผู้นี้ยังจะเล่าต่ออีกนะ!
“พี่ไหวฺอวี้ ครั้งหน้าเล่าเรื่องสนุกๆแบบนี้ให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่” ใบหน้าของหมิงเป่าอวี้เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
แม้ว่าเขาอยากจะฟังต่อแต่ในเมื่อพี่สาวกลัวมากถึงเพียงนี้ เอาไว้วันหลังค่อยว่ากันอีกทีเถอะ
หมิงเป่าจูเบิกตากว้างมองน้องชายอย่างเหลือเชื่อ ที่แท้ตลอดทางที่ผ่านมา มีแต่นางที่อกสั่นขวัญแขวนอยู่คนเดียว
ส่วนสองคนนี้นอกจากจะไม่เป็นอะไรยังตกลงกันเสียดิบดีจะเล่าต่อกันอีกในครั้งหน้า!
ช่างเถอะช่างเถอะ ความกล้าหาญพรรค์นี้นางริษยาไม่ลงจริงๆ อย่างมากตอนที่พวกเขาเล่าเรื่องผีกันคราวหน้านางไม่ฟังก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ
ยิ่งใกล้บ้านเท่าไรหมิงเป่าจูก็ยิ่งขวัญกล้ามากขึ้น แต่เมื่อใกล้จะถึงหน้าประตูบ้าน นางกลับหยุดเท้าไม่ถูกต้อง!
“พวกเจ้าสองคนคล้องแม่กุญแจประตูก่อนออกจากบ้านหรือไม่”
ต่อให้สองบุรุษจะสะเพร่าและไม่อินังขังขอบเรื่องยิบย่อยเพียงใด ประตูบ้านก็ควรจะปิดให้เรียบร้อย อีกอย่างน้องชายของนางก็ไม่ใช่คนประมาทเลินเล่อเช่นนี้
ประตูบ้านที่คุ้นเคยอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนักดูเหมือนว่าจะปิดสนิทดี แต่บนห่วงประตูกลับว่างเปล่า ไม่มีแม่กุญแจ!
“ข้าจำได้ว่าข้าลั่นแม่กุญแจแล้วนะขอรับ!ใช่หรือไม่พี่ไหวฺอวี้” หมิงเป่าอวี้สังเกตเห็นความผิดปกติที่ประตูเช่นกันจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เขาเป็นคนปิดประตูเองไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
หมิงเป่าจูหันไปมองหลี่ไหวฺอวี้เพื่อยืนยันเห็นเขาสีหน้าเคร่งขรึม ผงกศีรษะรับ “ลั่นแม่กุญแจแล้ว”
เขายังตรวจดูความเรียบร้อยหลังจากที่เป่าอวี้ปิดประตูแล้วด้วยมั่นใจว่าไม่มีปัญหา ทั้งสองจึงออกเดินทางไปในเมือง
เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ มีโจรขึ้นบ้าน!
ทุกคนรีบวิ่งกลับบ้านแม้ประตูบ้านจะปิดอยู่ แต่ประตูห้องกลับเปิดกว้าง!
หมิงเป่าจูก้าวเท้าไม่หยุดตรงดิ่งเข้าไปในห้องด้านตะวันออก ส่วนหมิงเป่าอวี้ก็ไปที่ห้องด้านตะวันตก หลี่ไหวฺอวี้ยืนอยู่ที่ประตูบ้านก้มลงหยิบแม่กุญแจที่ตกอยู่บนพื้น สายโซ่คล้องถูกตัดขาด เห็นร่องรอยการถูกทุบอย่างชัดเจน
เสียงของแตกหักดังมาจากในห้องหลี่ไหวฺอวี้จึงก้าวเข้าไปในห้องด้านทิศตะวันออก
เดิมทีของก็มีอยู่น้อยนิดห้องที่เก่าซอมซ่อ บัดนี้ยิ่งเละเทะดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
ทุกซอกทุกมุมพบร่องรอยของการรื้อค้นผ้าห่มครึ่งหนึ่งอยู่บนเตียง อีกครึ่งกองลงมาบนพื้น ผ้าปูที่นอนถูกตลบขึ้นมากองยับยู่ยี่ราวกับผ้าขี้ริ้วเน่าๆอยู่ปลายเตียง หมอนอยู่ที่ใดยังไม่เห็นด้วยซ้ำ
ตู้ลิ้นชักไม่กี่ใบที่พอจะมีอยู่ก็ถูกดึงออกมากองข้างนอกทุกแห่งที่สามารถซ่อนของได้ล้วนถูกรื้อค้นอย่างละเอียด ไม่เว้นแม้แต่ที่เดียว
ข้างเท้าของหมิงเป่าจูมีเศษไม้แตกหักอยู่หลายชิ้นหลี่ไหวฺอวี้รู้ว่านั่นคือกล่องไม้ที่นางเก็บเงินเอาไว้
“พี่หญิงห้องด้านตะวันตกก็ถูกค้นเหมือนกัน ในหมู่บ้านมีโจร เราต้องไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน!”
หมิงเป่าอวี้วิ่งมาอย่างร้อนรนเมื่อเห็นสภาพห้องด้านตะวันออกก็ตกตะลึงห้องนี้ดูยับเยินยิ่งกว่าห้องด้านตะวันตกเสียอีก
“เป่าอวี้ไม่ต้องไป”
หลี่ไหวฺอวี้คว้าตัวหมิงเป่าอวี้ที่กำลังตื่นตระหนกเอาไว้ดวงตายังคงจดจ้องหมิงเป่าจูไม่ละสายตา
หมิงเป่าจูนิ่งเงียบมือกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ
“เหตุใดถึงไม่ต้องไปเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ต้องเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาจัดการ!”
เขาเห็นแล้วเขาเห็นกล่องไม้ที่ตกอยู่บนพื้น เงินที่เก็บไว้ข้างในล้วนเป็นเงินที่พี่สาวเสี่ยงชีวิตไปขุดสมุนไพรที่หลังเขา นำไปขายในเมืองแลกมา!
ถูกขโมยไปแบบนี้เขาจะยอมได้อย่างไร!
“หมิงเถี่ยจู้เป็นคนทำ!”เสียงของหมิงเป่าจูแหบแห้ง พยายามระงับความโทสะเอาไว้
นางไม่ได้ร้องไห้แต่กำลังข่มกลั้นความโกรธ เหมือนเทียนไขสีแดงในโคมหกเหลี่ยมแม้จะเป็นเพียงแสงเล็กๆ แต่ก็เพียงพอที่จะแผดเผาได้!
นี่ใช่โจรเสียที่ใดเห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อ!
แม้หมู่บ้านแห่งนี้จะห่างไกลแต่ก็สงบสุข แทบไม่เคยได้ยินว่ามีบ้านหลังไหนถูกโจรขึ้นบ้านมาก่อน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงนางเด็กสาวกำพร้าที่ใครๆ ก็รู้ว่าถูกท่านลุงไล่ออกจากบ้านต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้องชายตามลำพัง!
จะขโมยของผู้ใดก็ไม่น่าจะเวียนมาถึงนางได้!
ต้องเป็นหมิงเถี่ยจู้ที่เห็นว่าเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก็จะถึงกำหนดเส้นตายกลัวว่านางจะหาเงินมาคืนและตัดขาดกับสกุลหมิงโดยสิ้นเชิงไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับซุนเถียนได้ จึงลงมือทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้!
“เป็นเช่นนี้ก็ยิ่งต้องไปบอกหัวหน้าหมู่บ้าน!ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” หมิงเป่าอวี้ร้อนใจเป็นที่สุดเขาไม่เคยลืมเรื่องนั้นแม้แต่น้อย
ต่อให้ทั้งสองจะต่ำช้าเพียงใดเขาก็ไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะบุกรุกเข้ามาในบ้านของผู้อื่นมาขโมยทรัพย์สิน! แล้วเหตุใดจึงต้องปล่อยคนชั่วสองคนนี้ไป!
“ไร้ประโยชน์ไม่มีหลักฐาน” แม้หมิงเป่าจูจะโกรธแทบคลั่ง แต่นางก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว