ตอนที่ 47 : สังเวยโลหิตเบิกมรรคา และประกาศิตล่าสังหารแห่งตำหนักฟ้า
รังสีสังหารที่แผ่พุ่งออกจากร่างอันสะบักสะบอมของอวิ๋นเซียว ทำให้อากาศที่หนักอึ้งของแดนเนรเทศมืดคล้ายถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ ทว่าสำหรับกลุ่มนักล่าค่าหัวที่กรำศึกบนกองเลือดมานับไม่ถ้วน ท่าทีข่มขวัญของเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสและมีระดับพลังเพียงก่อกำเนิดขั้นต้น กลับกลายเป็นเพียงเรื่องขบขันที่น่าสมเพช
"ฮ่าฮ่าฮ่า! หัวของเจ้าจะมีราคาเท่าใดนั้น ข้าจะเป็นผู้พิสูจน์เอง!"
บุรุษร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้าคำรามลั่น มันตวัดสายบังเหียน หมาป่าเกล็ดหินสีดำก็แผดเสียงคำราม กรรโชกพุ่งทะยานเข้าหาอวิ๋นเซียวดุจลูกเกาทัณฑ์สีดำมืด ดาบหน้ากว้างในมือของมันอาบไล้ด้วยปราณสีเหลืองขุ่นเข้มข้น พลังระดับก่อกำเนิดขั้นปลายถูกรีดเค้นออกมาจนหมดสิ้น ฟาดฟันลงมาหมายจะสับร่างของอวิ๋นเซียวให้ขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียว
ทว่าในจังหวะที่คมดาบกำลังจะผ่าลงกลางกระหม่อม ดวงตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียวพลันหรี่แคบลง ชายหนุ่มมิได้หลบหนี และมิได้ใช้ปราณหลอมภพที่แห้งเหือดไปแล้ว ทว่าเขากลับเลือกใช้วิถีที่บ้าบิ่นที่สุด... นั่นคือการ 'เปิดรับ' พลังฟ้าดินอันป่าเถื่อนของแดนเนรเทศเข้าสู่ร่างกายโดยตรง!
"วิชากายาหลอมมังกร... กลืนกินความคลุ้มคลั่ง!"
อวิ๋นเซียวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ปราณวิญญาณที่เจือปนด้วยไอสังหารและกลิ่นคาวเลือดในอากาศพุ่งทะลักเข้าสู่รูขุมขนของเขาราวกับเขื่อนแตก พลังป่าเถื่อนเหล่านั้นมิได้ไหลไปตามเส้นลมปราณ แต่มันเข้าไป 'แผดเผา' กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาโดยตรงเพื่อรีดเร้นพละกำลังทางกายภาพอันมหาศาลออกมาใช้ชั่วคราว!
เปรี้ยงงง!!
ชายหนุ่มยกกระบี่เหล็กดำในมือขวาขึ้นต้านรับคมดาบหน้ากว้าง แรงปะทะทำเอาพื้นทรายสีดำใต้ฝ่าเท้าของอวิ๋นเซียวทรุดฮวบลงเป็นหลุมลึก ท่อนแขนขวาของเขาสั่นสะท้าน ผิวหนังปริแตกจนเลือดสดๆ ไหลริน ทว่าเขากลับไม่ขยับถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว!
"เป็นไปไม่ได้! ขยะแคว้นเบื้องล่างที่บาดเจ็บปางตายเช่นเจ้า เหตุใดจึงรับดาบของข้าได้!" หัวหน้านักล่าเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
"เพราะพวกเจ้ามันเป็นได้แค่กบในกะลาอย่างไรเล่า!"
อวิ๋นเซียวแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาไม่ได้ใช้เพียงพละกำลัง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่กระบี่ปะทะกัน เขาได้ลอบถ่ายทอด 'ไอพิษมิติสีเงิน' ที่เจดีย์หมื่นวิถีเพิ่งสกัดออกมาจากหอกของราชันยุทธ์เมื่อครู่ แฝงเข้าไปในคมกระบี่เหล็กดำของตนเอง!
ฉัวะ!!
อวิ๋นเซียวบิดข้อมือ กระบี่เหล็กดำไถลไปตามใบดาบหน้ากว้าง ก่อนจะตวัดวูบตัดผ่านเกราะหนังอสูรและฝังลึกลงไปในทรวงอกของหัวหน้านักล่า ไอพิษมิติระดับราชันยุทธ์ที่แม้แต่ตัวอวิ๋นเซียวเองยังแทบเอาชีวิตไม่รอด พุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตันเถียนของชายร่างยักษ์ในพริบตา
"อ๊ากกกก!"
หัวหน้านักล่าแผดเสียงโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง ร่างกายของมันเริ่มบิดเบี้ยวและปริแตกจากภายใน แสงสีเงินพุ่งทะลุออกมาจากผิวหนัง ก่อนที่ร่างของมันจะระเบิดออกเป็นเศษเนื้อและละอองเลือดต่อหน้าต่อตาสมุนทั้งหกคนที่เหลือ หมาป่าเกล็ดหินที่มันขี่อยู่ถูกแรงระเบิดจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ร้องครางด้วยความหวาดกลัว
ความเงียบงันอันน่าขนลุกเข้าปกคลุมแดนเนรเทศอีกครั้ง สมุนนักล่าทั้งหกคนเบิกตาค้าง ร่างกายสั่นเทาประดุจใบไม้ร่วง พวกมันมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าที่อาบชโลมไปด้วยเลือดของลูกพี่ตนเอง แววตาของอวิ๋นเซียวในยามนี้เย็นเยียบและไร้ซึ่งความปรานี ราวกับมัจจุราชที่คลานขึ้นมาจากขุมนรก
"ใครจะเป็นรายต่อไป..." อวิ๋นเซียวเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปถึงขั้ววิญญาณ
"ปะปะปะ... ปีศาจ! มันคือปีศาจ! หนีเร็วเข้า!!"
จิตใจของกลุ่มนักล่าพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ พวกมันไม่สนแม้กระทั่งร่างของหัวหน้า ต่างกระชากสายบังเหียนหมาป่าหมายจะหลบหนีไปคนละทิศละทาง ทว่าอวิ๋นเซียวมิปล่อยให้ภัยคุกคามหลุดรอดไปได้ ชายหนุ่มกัดฟันฝืนความเจ็บปวด พุ่งทะยานร่างติดตามไปราวกับเงาพราย ตวัดกระบี่ตัดขั้วหัวใจของนักล่าอีกสองคนที่อยู่รอดท้ายสุดจนสิ้นใจตกจากหลังหมาป่า
ส่วนอีกสี่คนที่เหลือหนีเตลิดหายไปในม่านหมอกสีเทาหม่น อวิ๋นเซียวรู้ดีว่าเขาไม่มีเรี่ยวแรงพอจะตามไล่ล่าให้สิ้นซากได้ทั้งหมด ร่างกายของเขากำลังประท้วงอย่างหนัก
อั่ก!
เมื่อแน่ใจว่าศัตรูพ้นระยะ อวิ๋นเซียวก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นทราย เขากระอักเลือดที่ปนเปื้อนด้วยเศษเนื้อเยื่อออกมา การใช้พลังป่าเถื่อนของแดนเนรเทศแผดเผากล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายของเขาบอบช้ำจนถึงขีดจำกัด หากฝืนใช้อีกเพียงครั้งเดียว เขาคงต้องตกอยู่ในสภาวะธาตุไฟเข้าแทรกและระเบิดตัวเองตายเป็นแน่
ทว่าบนเส้นทางแห่งมรรคาที่เหี้ยมโหด ผู้ชนะย่อมได้รับสิทธิ์ในการครอบครอง ชายหนุ่มพยุงร่างอันโอนเอนเข้าไปค้นตัวศพของหัวหน้านักล่าและสมุนอีกสองคน เขาปลด 'ถุงจักรวาล' ของพวกมันมาได้สามใบ เมื่อตรวจสอบภายใน ดวงตาที่เหนื่อยล้าพลันมีประกายแห่งความหวัง
ภายในนั้นมี 'หินวิญญาณระดับกลาง' กว่าห้าร้อยก้อน ขวดยาฟื้นฟูระดับปฐพีอีกหลายสิบขวด และที่สำคัญที่สุดคือ 'แผนที่หนังสัตว์' ที่ระบุภูมิประเทศของทวีปศูนย์กลางมังกรซ่อน โดยเน้นย้ำอาณาเขตของ 'แดนเนรเทศมืด' และเมืองที่ใกล้ที่สุดอย่าง 'นครทรายทมิฬ' ซึ่งเป็นแหล่งกบดานของเหล่าคนบาปและชาวยุทธ์นอกรีต
อวิ๋นเซียวไม่รอช้า เขากรอกยาฟื้นฟูระดับปฐพีลงคอไปสามเม็ดรวด โคจรปราณหลอมภพที่เพิ่งฟื้นฟูจากหินวิญญาณเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็นที่ฉีกขาด ก่อนจะหันไปดึง 'หน้ากากหนังมนุษย์' ออกจากศพของหัวหน้านักล่า เขาเช็ดคราบเลือดออกและสวมมันเข้ากับใบหน้าของตนเอง พริบตานั้น โครงหน้าหล่อเหลาของเขาพลันบิดเบี้ยวและเปลี่ยนเป็นใบหน้าของบุรุษวัยกลางคนที่มีแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว
"ในเมื่อพวกมันล่าข้าด้วยใบหน้านี้... ข้าก็จะซ่อนมันไว้ใต้เงามืด จนกว่าจะถึงเวลาที่ข้ามีพลังพอจะกระชากคอพวกมันลงมา" อวิ๋นเซียวพึมพำกับตนเอง
เขาเดินไปพยุงร่างของพันซานที่ยังคงไม่ได้สติ ขึ้นไปพาดไว้บนหลังของหมาป่าเกล็ดหินตัวที่หัวหน้านักล่าเคยขี่ สัตว์อสูรตัวนี้ถูกกลิ่นอายมังกรและรังสีสังหารของอวิ๋นเซียวข่มขวัญจนเชื่องประดุจลูกสุนัข มันยอมให้เขายึดสายบังเหียนอย่างว่าง่าย
ทว่าในขณะที่อวิ๋นเซียวเตรียมจะออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าสู่นครทรายทมิฬ สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับ 'กระดาษประกาศจับ' ที่หล่นอยู่บนพื้นทราย
เขาหยิบมันขึ้นมาพินิจดูอีกครั้ง ใบหน้าของ 'ภาชนะหมายเลขศูนย์' ที่ถูกวาดไว้นั้นเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของอวิ๋นเซียวหล่นวูบ มิใช่จำนวนเงินรางวัลนำจับ... แต่เป็น 'อุณหภูมิ' ของแผ่นกระดาษ
กระดาษแผ่นนี้กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ!
อวิ๋นเซียวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่แฝงอยู่ในหมึกสีเลือดซึ่งใช้เขียนคำว่า 'นักโทษหลบหนี' มันคือ 'วิชาแกะรอยโลหิต' ระดับสูง! พวกนักล่าค่าหัวเหล่านี้มิได้บังเอิญผ่านมาเจอเขา ทว่าพวกมันถูกประกาศจับแผ่นนี้นำทางมาตั้งแต่แรก และการที่กระดาษกำลังร้อนขึ้น หมายความว่าหมึกโลหิตนี้กำลังตอบสนองต่อ 'สายเลือด' ในตัวเขาอย่างรุนแรง!
พรึ่บ!!
เสี้ยววินาทีต่อมา กระดาษประกาศจับพลันลุกพรึบขึ้นด้วยเปลวเพลิงสีชาด มันมิได้เผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน ทว่าเปลวเพลิงนั้นกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเลือดของแดนเนรเทศ กลายเป็นลำแสงสีแดงเข้มที่ส่องสว่างไปไกลหลายร้อยลี้ ประดุจพลุสัญญาณที่จุดขึ้นกลางสมรภูมิ!
พร้อมกันนั้น ป้ายหยกสื่อสารที่เอวของศพหัวหน้านักล่าพลันเปล่งแสงสว่างวาบ เสียงอันทรงอำนาจและเยือกเย็นที่แฝงไปด้วยแรงกดดันระดับราชันยุทธ์ดังก้องออกมาจากป้ายหยกนั้น
"ตรวจพบการสั่นพ้องของสายเลือดเป้าหมายที่ขอบแดนเนรเทศมืด... ร่างต้นแบบอยู่ที่นั่น... หน่วยพิทักษ์เงาแห่งตำหนักฟ้า... จงไปนำตัวมันกลับมา หากมันขัดขืน อนุญาตให้ตัดแขนขาได้ แต่อย่าให้วิญญาณหลุดลอย!"
อวิ๋นเซียวเบิกตากว้าง ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากส้นเท้าจรดกระหม่อม 'ตำหนักฟ้า' คือขุมอำนาจระดับใดเขาไม่อาจทราบได้ ทว่ากลิ่นอายที่แฝงมากับน้ำเสียงนั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าร่างแยกที่เขาสู้ในวิหารบรรพกาลเสียอีก!
และที่สำคัญที่สุด... แสงสัญญาณสีเลือดบนท้องฟ้านี้ กำลังดึงดูดยอดฝีมือทั่วทั้งทวีปให้มุ่งหน้ามาที่นี่!
"บัดซบ! กับดักซ้อนกับดัก!"
อวิ๋นเซียวสบถลั่น เขากระโดดขึ้นหลังหมาป่าเกล็ดหิน กระชากสายบังเหียนสุดแรง "ไป! วิ่งให้เร็วที่สุด หากไม่อยากกลายเป็นซากกระดูกที่นี่ จงวิ่งนำทางข้าไปนครทรายทมิฬเดี๋ยวนี้!"
หมาป่าเกล็ดหินสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามแห่งความตายที่กำลังคืบคลานมาแตะแผ่นหลัง มันแผดเสียงคำรามและพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชีวิตของมันจะทำได้ ทิ้งกองศพและแสงสัญญาณสีเลือดไว้เบื้องหลัง
การมาเยือนทวีปศูนย์กลางมังกรซ่อนของอวิ๋นเซียว เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นด้วยการเป็นศัตรูกับขุมอำนาจที่มองไม่เห็น ทว่าในความสิ้นหวังนั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นและการเอาชีวิตรอด ได้หยั่งรากลึกลงไปในจิตวิญญาณของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว!