บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    ศักดิ์ศรีของพวกเจ้าคือสิ่งใด?

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXศักดิ์ศรีของพวกเจ้าคือสิ่งใด?






         กว่าผมจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนเย็นแล้ว...

         สองเท้าสวมเกราะหนักเดินย่ำไปตามผืนดินติดแม่น้ำ สายตาภายใต้หมวกเกราะทอดมองท้องฟ้าสีแสด ผ้าคลุมสีแดงดุจโลหิตกลางแผ่นหลังโบกสะบัดตามสายลม มือขวายังคงจับดาบยักษ์สีดำพาดไว้บนบ่า ขณะเดียวกันมือซ้ายเองก็กำลังกำขาของใครบางคนลากไปกับพื้น

         "ปล่อยข้าไปเถอะ... ขอร้องล่ะ"

         ผมเหลือบสายตาไปมองร่างอ้วนท้วนบนพื้น สภาพของมันไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วแม้แต่น้อย เสื้อผ้าขาดวิ่นไปทั่ว บาดแผลน้อยใหญ่ตามตัว ใบหน้าอ้วนเต็มไปด้วยรอยถลอก แขน และขากระดูกหักใช้การไม่ได้ ยกเว้นแขนขวาเพียงข้างเดียวที่ยังพอขยับได้

         "ถ้ายังไม่หุบปากล่ะก็ ข้าเนี่ยแหละจะทำให้เจ้าเงียบเอง"

         สิ้นคำพูดของผมพร้อมกับแรงบีบในมือซ้ายที่เพิ่มขึ้น ส่งให้เจ้าอ้วนถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็เงียบปากไม่ได้พูดอะไรพร่ำเพรื่อเหมือนคราวก่อนแล้ว

         หลังจากนั้นผมก็เลิกให้ความสนใจก้าวเดินตรงกลับไปยังหมู่บ้านด้วยความเร็วในระดับการเดินปกติ ตามทางข้างแม่น้ำเองก็มีร่างของทหารอีกหลายคนกำลังนอนบาดเจ็บสาหัสจากการโดนผมพุ่งชน บางคนที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวก็นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงลาโลกไปก่อนเพื่อนแล้ว

         ถึงผมจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าภาพอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นมันมาจากฝีมือของตัวเอง แต่ผมกลับไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิด หรือความเห็นอกเห็นใจเลยสักนิด ราวกับว่ากลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ว่าเป็นผม นั่นก็คือความทรงจำจากโลกก่อนหน้านี้เท่านั้น

         แม้ในวันแรกที่ถูกส่งมาต่างโลกจะรู้ว่านิสัยของตัวเองเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก แต่พอได้สังหารทหารไปนับไม่ถ้วนแล้ว ผมก็ได้รับรู้ว่านิสัยของตัวเองมันเปลี่ยนไปมากกว่าที่คาดไว้ ระหว่างการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายผมกลับรู้สึกใจเย็นอย่างน่าประหลาด สามารถรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงทีทุกครั้ง พร้อมทั้งยังสังหารคนได้อย่างเลือดเย็น

         นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า ระหว่างการต่อสู้ผมมีทั้งอาการเหนื่อยล้า และค่อนข้างบ้าคลั่งพอสมควร แต่นั่นก็เหมือนกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติจากตัวละครในเกมเท่านั้น เรี่ยวแรงยังคงมีอยู่เท่าเดิม หนำซ้ำยิ่งเหนื่อยล้ามากเท่าไหร่ ไหวพริบในการต่อสู้ของผมก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

         ขณะเดียวกันเสียงคำรามของผมก็เหมือนกับการเพิ่มดีบัพ(Debuff)ให้ศัตรู ส่งผลทำให้ศัตรูรู้สึกเสียขวัญ ถือว่าเป็นตัวช่วยสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้กับคนหมู่มาก เพราะยิ่งผมแสดงความดิบเถื่อนมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้กำลังใจในการต่อสู้ของศัตรูลดลงมากเท่านั้น

         วิธีการต่อสู้นี้เหมือนกับตัวละครในเกมไม่มีผิด ยิ่งตัวละครของผู้เล่นต่อสู้นานมากเท่าไหร่ เสียงกู่ร้องของตัวละครก็จะดังมากขึ้นตามอาวุธแต่ละประเภทที่สวมใส่เอาไว้ และเสียงคำรามของตัวละครมีโอกาสสูง หรือต่ำตามความห่างของเลเวล ที่จะทำให้มอนสเตอร์ที่มีความนึกคิดติดสถานะหวาดกลัวอีกด้วย

         กระนั้นจากการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ผมพบว่าตัวเองมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างเล็กน้อย อาจจะเป็นผลมาจากการไม่คุ้นชินต่อสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป ทำให้ทักษะหลบหลีกของอาทัสลดลงจนถูกโจมตีบ้างในบางครั้ง แต่วิธีแก้ก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนกว่าจะคุ้นชินกับร่างกายนี้ก็เท่านั้น

         แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้ผมจะโดนโจมตี แต่ความเสียหายที่ได้รับมันก็ค่อนข้างน้อย ไม่ว่าจะทั้งดาบ หรือลูกธนูมันก็แค่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยเท่านั้น พอเวลาผ่านไปไม่กี่วินาทีอาการบาดเจ็บทั้งหมดก็จะถูกรักษาด้วยเอฟเฟกต์พิเศษของโล่พฤกษาสวรรค์อาเทนิส 

         สิ่งที่ทำให้ผมบาดเจ็บมากที่สุดเห็นทีจะเป็นเวทมนตร์ของตาแก่พ่อมดคนนั้น แต่มันก็แค่ทำให้ผมรู้สึกแสบร้อนเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ถ้าให้เทียบดาเมจที่ตาแก่คนนั้นทำได้ หลอดเลือดของอาทัสที่ยาวจนเกือบสุดจอคอมพิวเตอร์คงจะลดลงไปแค่ 1 นิ้ว หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย

         สองเท้าของผมมาหยุดอยู่หน้าหมู่บ้านที่แปรสภาพกลายเป็นแอ่งเลือด และเต็มไปด้วยซากศพของทหารหลายคนกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่ว ส่วนทหารที่ยังรอดชีวิตอยู่ดูเหมือนจะวิ่งหนีหายไปหมดแล้ว ขณะเดียวกันเจ้าหัวหน้าทหารร่างอ้วนเมื่อได้เห็นสภาพอันแสนสยดสยองจากทหารของตนก็ถึงกับทำสีหน้าซีดเผือด 

         ในความคิดของมันคงกำลังจินตนาการว่ากำลังถูกดาบยักษ์สีดำสับเป็นชิ้นๆ อยู่ล่ะมั้ง?

         ผมสูดหายใจเอากลิ่นเลือดเข้าเต็มปอดพลางถอนหายใจออกมา จากการต่อสู้ครั้งนี้ผมได้ใช้ทักษะประจำอาวุธไป 3 ครั้ง แต่ด้วยความที่ว่าทักษะประจำอาวุธของแบล็ค เกรทซอร์ด ใช้ MP ค่อนข้างน้อย ทำให้จำนวน MP ที่ผมมีอยู่ลดลงไปไม่มากนัก

         แต่ด้วยความที่ว่าการฟื้นฟู MP ตามธรรมชาติมันเพิ่มช้ามาก ทำให้ผลจากการใช้เวทมนตร์เพื่อทดลองเมื่อตอนเช้า ส่งผลให้ MP ของผมในตอนนี้มันเหลืออยู่ประมาณ 7 ใน 10 ส่วน ถึงแม้ว่าฟังอาจจะดูเยอะ แต่หากผมใช้ MP พร่ำเพรื่อล่ะก็ มันก็จะหมดลงโดยไม่รู้ตัวน่ะสิ

         ให้ตายสิ... อยากได้ยาฟื้นฟู MP สักขวดชะมัด

         สาเหตุที่จำนวน MP ของผมมีไม่มากนัก นั่นก็เป็นเพราะว่าตัวละครอาทัสถูกอัพสเตตัสให้เน้นหนักไปด้านการโจมตีด้วยอาวุธระยะประชิด ทำให้สเตตัสที่เพิ่ม MAX MP มีจำนวนค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นหากผมใช้เวทมนตร์โจมตีพร่ำเพรื่อเพื่อจัดการศัตรูแค่ไม่กี่คน นอกจากจะเปิดช่องว่างให้ถูกโจมตีแล้ว ยังทำให้ MP หมดอีก ซึ่งมันก็จะดูไร้ประโยชน์เกินไป สู้เอา MP ที่มีไปใช้ทักษะของอาวุธเพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้ายังจะดีซะกว่าอีก

         แต่จำนวน MP ของผมถือว่าสูงกว่าผู้เล่นสายระยะประชิดในเลเวลระดับเดียวกัน เนื่องจากตัวละครอาทัสของผมจะเน้นการใช้เวทมนตร์ประเภท 'บัพ' เพื่อเพิ่มความสามารถของตัวละครซะมากกว่า

         สาเหตุที่ผมไม่ใช้เวทมนตร์ประเภทบัพในระหว่างการต่อสู้ นั่นก็เป็นเพราะว่าเวทมนตร์ประเภทบัพจะต้องแสดงท่าทางเพื่อให้เวทมนตร์ทำงานนานมากกว่าเวทมนตร์โจมตีถึงสองเท่า กว่าจะร่ายเวทเสร็จก็โดนโจมตีไปหลายแผลแล้ว ดังนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่มักจะทำการบัพก่อนออกไปต่อสู้ทุกครั้ง

         ส่วนผมที่พุ่งเข้าไปโจมตีพวกทหารด้วยอารมณ์โกรธชั่ววูบ จนกระทั่งถูกล้อมทั้งหน้า และหลัง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้วล่ะ ขืนใช้เวทมนตร์บัพกลางศัตรู คงไม่แคล้วโดนลูกธนูหน้าไม้ยิงใส่จนกลายเป็นเม่นไปแล้ว

         ขณะที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ ผมก็ได้เหลือบไปเห็นรถม้าหลายคันจอดอยู่ใต้ต้นไม้ ภายในนั้นเต็มไปด้วยกล่องไม้ และถุงหนังสัตว์ ถ้าให้เดารถม้าพวกนั้นคงจะเป็นเสบียงของพวกทหารเพื่อใช้ในการเดินทางสินะ

         ผมเลิกให้ความสนใจรถม้าเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้านผ่านรั้วไม้ที่พังยับเยิน ก่อนจะมองเห็นชาวบ้านทั้งคนที่เป็นครึ่งสัตว์ และคนที่เป็นมนุษย์กำลังเดินไปมาเพื่อลำเลียงคนเจ็บ รวมถึงขนย้ายศพของชาวบ้านที่เสียชีวิตไปด้วย

         ชาวบ้านที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิง เด็ก และคนแก่ ส่วนผู้ชายเท่าที่ผมเห็นพวกเขาเหลือรอดอยู่เพียงแค่ 2 คน ซึ่งตามตัวก็มีบาดแผลอยู่ทั่วทั้งตัว เนื่องจากผู้ชายทั้งหมดได้ทำการขัดขวางพวกทหารเพื่อถ่วงเวลาให้ผู้หญิง เด็ก และคนแก่หนีไป

         เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นผมก็ทำสีหน้าซีดเผือด หยุดการกระทำแทบทั้งหมดลงทันที ผมกวาดสายตามองพวกเขาอย่างช้า ๆ จนกระทั่งไปกระทบกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังโอบกอดเด็กสาวอย่างแนบแน่น พร้อมกับน้ำตาที่กำลังไหลริน

         ซึ่งเด็กสาวคนนั้นไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว...

         "ฮึก... ซาเรีย... ซาเรียลูกแม่... ขอร้องล่ะ... อย่าจากแม่ไป... ฮึก..."

         เสียงของหญิงสาวผู้เป็นแม่ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และเบาหวิวเกินกว่าที่ประสาทหูของคนธรรมดาจะจับใจความได้ นอกจากนี้ใกล้ ๆ เองก็ยังมีหญิงสาวที่กำลังโอบกอดลูกของตัวเองอยู่อีกหลายคน

         ในตอนนี้ผมไม่รู้ว่าดวงตาภายใต้หมวกเกราะกำลังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาแบบไหน ถึงแม้ว่าการอยู่ในร่างของอาทัสจะทำให้ความรู้สึกส่วนใหญ่ด้านชา แต่การต้องมาเห็นภาพของคนเป็นแม่ต้องมาสูญเสียลูกอันเป็นที่รักยิ่งก็ทำให้ผมอดรู้สึกสงสารไม่ได้

         ผมทำการปักดาบยักษ์สีดำลงบนพื้นพลางปล่อยมือออกจากขาของหัวหน้าทหารร่างอ้วน ก่อนจะก้าวเดินผ่านชาวบ้านที่ยืนแข็งค้าง ไปหยุดอยู่ต่อหน้าเหล่าหญิงสาวที่พึ่งสูญเสียลูกไป

         ผมปลอบใจคนไม่เป็นหรอก...

         ผมจ้องมองร่างของพวกเธอที่กำลังสั่นจากความโศกเศร้าอันหาที่สุดไม่ได้ เมื่อพวกเธอรับรู้ได้ว่ามีคนมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ พวกเธอจึงเงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมามอง

         ผมสบตากับพวกเธอสักพัก ก่อนจะทำการชักดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาที่เหน็บอยู่เอวขวาออกมา จากนั้นก็ยกมือขวาไปจับใบดาบสีเงิน ทำการปล่อยมือซ้ายออกจากด้ามจับ แล้วยื่นดาบให้แก่หญิงสาวที่กำลังนั่งกอดลูกสาวอยู่ในอ้อมอกด้วยร่างกายที่สั่นเทา

         เธอมองดาบที่ถูกยื่นให้ด้วยแววตาสับสน ผมจึงกล่าวออกมาด้วยประโยคสั้น ๆ

         "จัดการซะ"

         ผมว่าพลางพเยิดหน้าไปยังหัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนที่กำลังใช้มือขวาเพียงข้างเดียวพยายามคลานหนีอย่างเชื่องช้า ผมหันกลับมามองพวกเธอที่ยังคงนั่งสั่นเทาอยู่บนพื้น 

         พวกเธอมองสลับระหว่างผม กับร่างของหัวหน้าทหารด้วยความสับสน

         "พวกเจ้าจะต้องเป็นคนจัดการมันซะ"

         ผมกล่าวย้ำให้ชัดเจนอีกครั้ง พวกเธอที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตัวสั่นหนักเข้าไปอีกพลางส่ายหน้า

         "ไม่ได้! พวกเจ้าจะต้องเป็นคนจัดการมันซะ ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน หรือว่าพวกเจ้าเป็นใคร แต่ว่านี่คือความแค้นที่พวกเจ้าจะต้องเป็นคนสะสาง แก้แค้นให้แก่เด็กคนนั้นที่ถูกพวกมันพรากชีวิตไป!"     
         ผมพูดเสียงดังด้วยอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นก็จ้องมองดาบที่ผมยื่นให้ด้วยแววตาลังเลใจ เห็นเช่นนั้นผมจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางกวาดสายตามองสีหน้าอันมัวหมองของชาวบ้านแต่ละคน

         "พวกเจ้าไม่ละอายใจต่อพวกเด็กๆ ที่ต้องมาพบเจอกับเรื่องแบบนี้บ้างเลยรึยังไง? แม้จะเป็นเพียงชาวบ้าน แต่ศักดิ์ศรีของพวกเจ้าคือสิ่งใด!!?"

         สิ้นคำนั้น เหล่าชาวบ้านที่มีสีหน้ามัวหมองก็เริ่มมีประกายตากลับมาอีกครั้ง สองมือของพวกเขาพลันกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด

         ผมหันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงโอบกอดลูกสาวตัวน้อยเอาไว้ แล้วกล่าวสำทับด้วยคำสั้นๆ ว่า

         "จัดการมันซะ"

         เมื่อหญิงสาวได้ยินคำนั้น ฝ่ามืออันแสนบอบบางก็ค่อย ๆ เอื้อมมาจับด้ามจับดาบ พร้อมกับวางร่างของลูกสาวตัวน้อยที่ไร้ชีวิตลงบนพื้น แม้เธอจะถือดาบด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ จากน้ำหนักของมัน แต่หญิงสาวก็สามารถยันกายลุกขึ้นมายืนด้วยร่างกายที่สั่นเทาได้สำเร็จ

         ขณะเดียวกันหญิงสาวคนอื่นๆ รวมทั้งคนแก่เองก็เริ่มหยิบอาวุธที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาถือทีละคน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังหัวหน้าทหารร่างอ้วนท้วนที่กำลังพยายามคลานหนีไปได้ไม่ไกลนัก

         "พ-- พวกเจ้าจะทำอะไรน่ะ หยุดนะ! เจ้าพวกนอกรีต!!"

         หัวหน้าทหารร่างอ้วนที่เห็นพวกชาวบ้านจับอาวุธเดินตรงเข้ามาหาก็ร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อพวกชาวบ้านได้เข้ามาล้อมมันจากทุกทิศทางเสียแล้ว

         "หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!! ข้าคืออัศวินแห่งจักรวรรดิฟาฟไฮน์เชียวนะ ไม่รู้ผลลัพธ์ที่จะตามมารึไง!"

         มันร้องเสียงดังลั่นด้วยสีหน้าร้อนรนสุดชีวิต กระนั้นคำพูดพวกนั้นก็ไม่อาจยับยั้งความโกรธเกรี้ยวของชาวบ้านได้เลยแม้แต่น้อย

         อาวุธในมือของพวกชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่ค่อยๆ เงื้อสูงขึ้น

         "ข้าผิดไปแล้ว!!! ยกโทษให้ข้า--"

         ยังไม่ทันที่มันจะได้เอ่ยเสร็จ อาวุธในมือของชาวบ้านทุกคนก็รุมกระหน่ำแทงใส่หัวหน้าทหารร่างอ้วนไม่ยั้ง เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่ว แข่งกับเสียงตะโกนอันแสนโกรธแค้นของชาวบ้านที่ดังกระหึ่ม

         สักพักเสียงโหยหวนสุดท้ายของหัวหน้าทหารร่วงอ้วนก็เงียบลง พร้อมกับชาวบ้านทั้งหมดได้หยุดการโจมตี ร่างกายของพวกเขาต่างสั่นเทา บางคนถึงกับทรุดลงไปสิ้นเรี่ยวแรงกับพื้น

         ผมที่ยืนมองพวกเขามาตั้งแต่ต้นจนจบก็ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น หมวกเกราะพลันเปิดออกเผยให้ใบหน้าของผมได้ออกมาสัมผัสกับสายลมเย็นอีกครั้ง มือขวาสวมเกราะยกขึ้นปาดหยาดเหงื่อที่ไหลอาบอยู่ตามใบหน้า

         แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า...

         "ฟู่ว... เหนื่อยชะมัดยาด อยากดื่มน้ำสักแก้วจังเลยแฮะ"


        
    _____________________________________________________


    อัพเมื่อวันที่ 6/7/2563