บทที่ 9
แชนนอนแทบจะสะดุดกระเป๋าเดินทางที่วางกองอยู่บนพื้นห้องตอนที่ะโเข้าใส่เครื่องรับโทรศัพท์สีส้มที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
“เฮลโล”เธอกรอกเสียงลงไปในกระบอกพูดอย่างกระตือรือร้นและด้วยความมาดมั่นด้วยเชื่อว่า สุดสายปลายทางอีกด้านหนึ่งนั้นจะต้องเป็ริคแน่
“ไฮ...คุณเท็กซัส”มีเสียงห้าว ๆ ของผู้ชายดังขึ้น แต่ทว่ามิใช่เสียงของริค “คุณทานอาคารค่ำหรือยัง
ล่ะ?”
แชนนอนชะงักงันไปพยายามซ่อนเร้นความผิดหวังไว้ แต่กระนั้นมันก็ยังมีที่หลุดรอดออกมาได้
“เอ้อ...เฮลโล...โคดี้...ยังเลยค่ะยังไม่ทันได้ทานอะไร กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่ แล้วก็...” ทันใดเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาควรจะโทรมาหาด้วยเื่อะไร“ได้เื่ริคบ้างแล้วหรือยังคะ?”
“ก็ไม่เชิงหรอกนะ”โคดี้ตอบ
ซึ่งนั่นเท่ากับความหมายว่า“ยัง” โดยสิ้นเชิง
“แล้วได้เค้าอะไรมาบ้างละคะ?”
“ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็รู้สึกว่าไม่ใช่ที่ที่เขาไปเลยนะเอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังตอนเราทานอาหารค่ำด้วยกันดีกว่า” โคดี้ตอบ
“ก็ได้ค่ะ...ฉัน...”แชนนอนชะงักไปอีกเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเธอรับคำเชิญนั้นเข้าไปแล้วอย่างเต็มที่ทั้ง ๆที่ยังมิได้รู้สึกมักคุ้นกับผู้ชายคนนี้เลย
“ผมจะไปรอคุณอยู่ในห้องอาหารชั้นบนของโรงแรม ภายใน...20 นาทีก็แล้ว”
เสียงเขาวางหูโทรศัพท์ลงแล้วก่อนที่เธอจะทันตัดสินใจว่าควรจะไปพบเขาดีหรือไม่แชนนอนกัดริมฝีปากพิจารณาดูความเกี่ยวพันเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นแต่เนื่องจากเขาได้เสนอที่จะรับประทานอาหารค่ำร่วมกันภายในห้องอาหารของโรงแรมซึ่งถึงอย่างไรเธอก็จะต้องไปรับประทานอาหารที่นั่นอยู่แล้วจึงไม่น่ามีอะไรผิดแผกแตกต่างไปมากนักเพราะมันเป็เื่ธรรมดามากไม่ว่าจะนั่งรับประทานคนเดียวหรือมีผู้ร่วมทานด้วยและในยามนี้แชนนอนก็อยากจะได้เพื่อนอยู่
่เวลา 20 นาทีนั้น ไม่ใช่เวลามากมายอะไรนักเพราะที่เธอจะทำได้ก็แค่เปลี่ยนเสื้อจากไหมพรมคอตลบมาสวมชุดค่ำเป็เสื้อสีฟ้าอมม่วงกับกระโปรงผ้าตาสก๊อต ถอดรองเท้าหุ้มส้นออกเปลี่ยนเป็สวมรองเท้าสานส้นสูงแทนใช้สายสร้อยประดับด้วยพลอยอามีทีสเข้าชุดกับต่างหูเป็เครื่องประดับ หวีผมเรียบ ๆเหน็บไว้ข้างหู ก่อนที่จะเสร็จพิธีกรรมเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
ตอนที่เธอก้าวเข้าไปในลิฟต์กดปุ่มขึ้นไปห้องอาหารชั้นบนนั้น แชนนอนมีเวลาเหลืออยู่อีก 5 นาที, ชั้นบนสุดของโรงแรมเป็ทั้งห้องอาหารและห้องเครื่องดื่มฝาผนังที่กรุด้วยกระจกทำให้มองลงไปเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างของเมืองแอนโชเรจรวมทั้งอ่าวกัปตันคุ้กได้อย่างนัดชัดเจน, เมื่อก้าวออกจากลิฟต์นั้นแชนนอนหยุดอยู่กับที่เป็ครู่สอดส่ายสายตามองหาโคดี้ ทั้งในห้องอาหารและในบาร์
เขากำลังนั่งอยู่ที่บาร์ทันทีที่หันมาเห็นเธอเข้าก็รีบดับบุหรี่ที่ถืออยู่ในมือ รีบลุกขึ้นมารับทันทีและแชนนอนก็ได้สังเกตเห็นว่า โคดี้ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเรียงร้อยแล้วจากชุดที่ได้เห็นเขาสวมอยู่เมื่อตอนบ่ายแทนที่จะเป็เสื้อเสวตเตอร์กับกางเกงขายาวค่ำนี้โคดี้อยู่ในชุดเสื้อตัวนอกสีน้ำเงินกับกางเกงสีเดียวกันเพียงแต่มิได้ผูกเนกไทเท่านั้น เปิดกระดุมตรงลำคอไว้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแลบปกออกมารอยยิ้มเรื่อย ๆ กับแววในดวงตาที่ฉายแววรื่นรมย์อยู่ตลอดเวลานั้น คล้ายจะดึงรั้งเธอเข้าสู่อำนาจแห่งเวทมนตร์เสน่หาอยู่แต่ด้วยความรักของเธอที่ได้มอบให้ริคไปจนหมดสิ้นแล้ว แชนนอนจึงรู้สึกปลอดภัยและมิได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบีบบังคับให้จำยอมแต่อย่างใด
“ผมชอบใจจริงๆ ที่เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารมาตรงตามเวลา” โคดี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงล้อๆ “ไอ้การที่จะต้องนั่งดื่มอะไรเย็น ๆ เพื่อรอเวลานั้นไม่ใช่เื่การฆ่าเวลาที่น่าพอใจเลย...คุณล่ะหิวหรือยัง?”
“อยากจะบอกตามตรงว่ายังไม่ทันจะได้คิดถึงเื่นี้ด้วยซ้ำนะคะ”แชนนอนตอบอย่างจะตอบรับ “เพราะสมองมันมัวแต่คิดอะไรต่อมิอะไรหมกมุ่นอยู่ตลอดเวลา”เธอละที่จะไม่เอ่ยถึงชื่อริคไว้
“แล้วครั้งหลังสุดคุณรับประทานอาหารเมื่อไหร่ล่ะ?”เขาพยายามช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้
“บนเครื่องบินเมื่อเช้านี้เองค่ะ”
ถ้าอย่างนั้นก็จริงแล้ว...คุณต้องหิวแน่ๆ เชื่อผมเถอะ” โคดี้ว่าหันไปทางพนักงานสาวที่เดินเข้ามาใกล้
“ดินเนอร์2 ที่ใช่ไหมคะ?”
“ครับ”โคดี้เป็คนตอบ “เราอยากได้ที่นั่งข้างหน้าต่างด้วยนะครับ”
“รอสักครู่นะคะ”พนักงานผู้นั้นหยุดตรวจจำนวนโต๊ะที่สำรองไว้ก่อนที่จะชี้โต๊ะที่นั่งให้กับเขาและเธอ
แต่ทันใดเสียงกร้าวกระด้างก็ดังขึ้นทางเื้ั
“อ้าว...แกอยู่ที่นี่เองหรือโคดี้ ฉันกำลังตามหาแกจนจะทั่วอยู่แล้ว” ทั้งโคดี้และแชนนอนหันไปทางเสียงนั้นและก็พบว่าพ่อของโคดี้กำลังยืนอยู่ใกล้ “ฉันเห็นรถของแกจอดอยู่ตรงฝั่งถนนฟากข้างนี้ก็เลยนึกสงสัยว่าแกมาทำอะไรอยู่ที่นี่”
“ตอนนี้พ่อก็รู้แล้วนี่”คำพูดประโยคนั้นเหมือนจะขีดเส้นใต้ไว้ให้เข้าใจเอาเองแม้ว่าน้ำเสียงที่โคดี้ตอบผู้เป็บิดาจะฟังดูสุภาพ และยังสำแดงความเคารพนับถืออยู่แต่มันก็บอกเป็นัยว่าพ่อของเขาควรจะ “ไปได้แล้ว”
แต่ดูเหมือนผู้เป็บิดาจะแสร้งทำเป็ดื้อดึงไม่รู้ไม่ชี้กับประโยคคำพูดของลูกชายที่เป็นัยอยู่
“ฉันคิดว่าจะถามแกดูอยู่เหมือนกันว่าอาหารค่ำวันนี้อยากกินอะไรจะได้แวะไปซื้อที่ตลาดถูก” เมื่อพูดกับลูกชายแล้วจึงได้หันไปทางแชนนอน“แล้วคุณล่ะพบตัวคู่หมั้นหรือยัง?”
“ยังเลยค่ะ”แชนนอนส่ายศีรษะปฏิเสธ ความไม่แน่ใจในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แชนนอนชักจะรู้สึกเยือกเย็นขึ้นมา
แขนข้างหนึ่งโอบลงตรงรอบเองคล้ายจะปลอบใจและสำแดงความรู้สึกห่วงใย ตามไปด้วยความกระชับของอ้อมแขนนั้นคล้ายจะขอให้เธอมั่นใจในความปลอดภัยทั้งมวลแชนนอนเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของโคดี้ซึ่งดูนุ่มนวลละมุนละไมกว่าของผู้เป็บิดามาก
“คืออย่างนี้คุณเฮย์กับผมจะทานอาหารค่ำด้วยกันครับพ่อ เพราะฉะนั้นพ่ออยากจะกินอะไรก็ทำตามใจก็แล้วกัน” โคดี้พูดง่าย ๆ
“ถ้าในกรณีนั้นฉันก็กินเสียกับแกที่นี่เลยดีกว่า” พ่อของเขาว่าแชนนอนััได้ในความแข็งขืนของอารมณ์ ตอนที่โคดี้ทำท่าจะปฏิเสธ สันกรามขบกันแน่น
“พ่อ...”น้ำเสียงของโคดี้คล้ายจะท้วงติง แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้พูดจนจบประโยค
“เฮอะ..แกขืนทำอย่างนี้ผู้คนเขาจะได้เข้าใจผิดกันไปหมดน่ะสิมีอย่างที่ไหนมานั่งกินอาหารค่ำตามลำพังกับคุณเฮย์ ทั้ง ๆที่เขาหมั้นหมายกับคนอื่นอยู่แล้ว” ผู้เป็บิดาพยายามจะพูดจาให้เหตุผล“ฉันไม่้าใครมาคิดว่าแกกำลังจะขโมยคู่หมั้นคนอื่นเขาเข้าใจไหมล่ะ?”
ทรวงอกของโคดี้สะท้อนขึ้นด้วยแรงลมหายใจที่สูดลึกชำเลืองตามองไปยังพนักงานสาวที่ยืนอยู่ใกล้
“เอ้า...ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนเป็โต๊ะ3 ที่นั่งก็แล้วกัน”
แชนนอนพยายามซ่อนซุกรอยยิ้มไว้ขณะที่เดินตามพนักงานสาวไปยังโต๊ะอาหาร 4 ที่นั่งซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง เริ่มจะรู้สึกว่าบิดาของโคดี้ไม่ใคร่เชื่อใจในตัวบุตรชายเท่าใดนัก ว่าจะปฏิบัติต่อตัวเธออย่างเหมาะสมและกำลังทำตัวเป็ผู้คุ้มกันคล้ายจะให้แน่ใจในความประพฤติของโคดี้จริง ๆมันทั้งน่าเลื่อมใสและน่าขบขันที่เห็นบุรุษผู้เคียงข้างถูกคุ้มกันอย่างเข้มงวดกวดขันและแชนนอนก็ไม่ใคร่แน่นักว่า บิดาของโคดี้เชื่อว่าผู้หญิงนั้นมีความอ่อนแอจนไม่รู้จักจิตใจของตัวเองหรือว่าโคดี้นั่นแหละที่ไว้ใจไม่ได้
หลังจากที่โคดี้ได้ช่วยจัดการให้เธอได้นั่งลงในเก้าอี้ใกล้หน้าต่างแล้วเขาก็ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ หันหน้าเผชิญหน้ากับพ่อที่ได้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามแชนนอนแสร้งทำเป็ไม่เห็นแววแห่งการประกาศาระหว่างพ่อลูกโดยหันไปชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างเสีย, ท้องฟ้ายังชอุ่มด้วยเมฆฝนเพียงแต่ว่าตอนนี้ยังมิได้โปรยปรายลงมาอีกเท่านั้น ซึ่งทำให้เห็นหิวทัศน์ต่างๆได้ถนัดตาขึ้น
“ตอนนี้ฟ้าเปิดแล้ว”โคดี้ว่าใช้ศัพท์เทคนิคทางด้านการบินขยายความถึงกลุ่มเมฆที่หนาทึบอยู่เบื้องบน “ตอนนี้ คุณจะพอมองเห็นอะไรได้ถนัดชัดเจนกว่าก่อนหน้านี้”
“อ่าวนั่นชื่ออ่าวกัปตันคุ้กใช่ไหมคะ?”แชนนอนลองเดาดู
“ใช่”มิสเตอร์ สตีลเป็ผู้ตอบแทน “บางส่วนน้ำลึกกว่าระดับปกติถึง29 ฟุต”
แชนนอนรู้สึกประทับใจในภูมิภาพที่ได้เห็นยิ่งนัก จับตามองดูเทือกเขาสูงที่ห้อมล้อมตัวเมืองไว้เหมือนกำแพงมหึมาแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดนัก แสงไฟจากสองฟากถนนที่พร่างพราวขึ้นบอกให้รู้ว่ายามกลางคืนได้มาถึงแล้ว