หยวนิเย่มองไปที่ไป๋เหรินซีด้วยแววตาเปร่งประกาย
ไป๋เหรินซี ตัวตนระดับเหนือยุทธ์ด้วยวัยยี่สิบปี นับว่าเป็หนึ่งในรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง และนางยังถูกจัดว่าเป็หนึ่งในห้าสาวที่งดงามที่สุดของอาณาจักรแสงจันทร์ (ในอนาคต)
ไม่ว่าจะด้วยฐานะหรือเื้ั ทำให้นางเป็คนที่หยิ่งผยองและเ็า แต่ความจริงแล้วลึกๆนางเป็คนดีอย่างยิ่ง นางเคยช่วยเสวียนปิงหยุนอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดเสวียนปิงหยุนก็นับว่านางเป็พี่สาวคนหนึ่งของนาง
ตอนนี้เขารู้ว่าไป๋เหรินซีอายุประมาณเท่าไหร่ เขาก็พอที่จะคาดเดาอายุของเสวียนปิงหยุนได้แล้ว
เนื่องจากในนิยายเคยบอกเอาไว้ว่าอายุของของเสวียนปิงหยุนห่างจากอายุของเสวียนปิงหยุนอยู่สิบปี
‘ ถ้าหากข้าเดาไม่ผิด ไป๋เหรินซีอายุพอๆกับข้า แสดงว่าเสวียนปิงหยุนตอนนี้นางก็น่าจะอายุประมาณสี่ปีขวบสินะ เช่นนั้นก็ยังมีเวลาอีกสิบเอ็ดปีกว่าเส้นเื่จะเริ่ม ’ หยวนิเย่ครุ่นคิด
สำหรับสิบเอ็ดปีนี้ หยวนิเย่คิดว่าเขาของแข็งแกร่งล้ำหน้าไปไกล ดีไม่ดีเขาอาจจะเข้าสู่ขอบเขตเทวะไปแล้วด้วยซ้ำ นอกจากนี้เส้นเวลาก็เพิ่งจะเริ่มยังมีเวลาอีกสิบกว่าปีกว่าที่เสวียนปิงหยุนจะฝึกฝนตัวเองจนมาถึงระดับขอบเขต์
‘ สิ่งเดียวที่ข้าอยากรู้ในตอนนี้ก็คือที่เมืองทะเลสาบมีตระกูลเสวียนหรือเสวียนปิงหยุนหรือไม่ ’ หยวนิเย่ครุ่นคิดพร้อมกับมองดูทิศทางหนึ่ง
ทิศทางนั้นก็คือทิศตะวันออกซึ่งเป็ที่ตั้งของเมืองทะเลสาบ
หลังจากนั้นก็เป็การแนะนำตัวหญิงชราที่อยู่ด้านหลังของไป๋เหรินซี นางมีนามว่า หวู่เหม่ย นางเป็ผู้ติดตามของไป๋เหรินซี นอกจากนี้ชื่อเสียงของนางก็โด่งดังอย่างมากใน่หลายสิบปีก่อน
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อของหวู่เหม่ยก็พากันใอีกครั้ง
หวู่เหม่ยหรือฉายาที่ทุกคนในแคว้นกุ้นรู้จักก็คือ นางพญาหมัดสายฟ้าแห่งตระกูลไป๋
หวู่เหม่ยเข้าสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์เมื่อนางอายุหกสิบปี หลังจากนั้นนางก็อาศัยทักษะหมักสายฟ้าเอาชนะคู่ต่อสู้มากมายนับไม่ถ้วนจนกลายเป็หนึ่งในตำนานของแคว้นกุ่น
หยวนิเย่มองดูหวู่เหม่ยด้วยความสนใจ แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามีนางอยู่ในนิยาย เช่นนั้นก็มีสองทางที่เป็ไปได้คือนางตายไปก่อนที่นิยายจะเริ่มหรือนางอาจจะไปอยู่ที่อื่นแล้ว
หลังจากนั้นเ้าเมืองฮุ่ยชิวคงก็ทำการเปิดพิธีการจัดอันดับรุ่นเยาว์ขึ้น
การแข่งขันก็ง่ายมากเพียงแค่ ให้รุ่นเยาว์คนหนึ่งขึ้นสนามประลองก่อนที่จะให้รุ่นเยาว์คนอื่นๆท้าประลอง ถ้าหากรุ่นเยาว์สามารถเอาชนะคนที่ท้าประลองได้ก็จะยืนอยู่บนเวทีต่อ แต่ถ้าหากแพ้ก็ต้องลงจากเวที ส่วนผู้ชนะก็จะได้ยืนอยู่บนเวทีแทน
การประลองจะเป็อย่างนี้เื่ๆจนหาอันดับหนึ่งเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
การประลองของรุ่นเยาว์ใน่แรกๆเป็ตัวตนของระดับยอดยุทธ์ ผ่านไปราวๆสองเค่อก็เป็ระดับปรมาจารย์ยุทธ์
เสียงเชียร์ของผู้ชมดังสนั่นทำให้บรรยากาศในสนามประลองเต็มไปด้วยความคึกคัก
จนกระทั้งเวลาผ่านไปอีกสามเค่อ ก็เริ่มเป็การต่อสู้ของรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองบุปผา
รุ่นเยาว์เหล่านี้มีตัวตนระดับบรรพจารย์ยุทธ์อยู่ประมาณสิบกว่าคน ทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือด จนท้ายที่สุดผู้ชนะกลับกลายเป็ตู้รุ่ยกวง บุตรชายของผู้นำตระกูลตู้ นอกจากนี้ก็ยังเป็ศิษย์ของสำนักเมฆาร่องลอย
“ ท่านปู่เป็อย่างไรบ้าง? ” หยวนิเย่หันไปถามด้วยรอยยิ้ม
“ ยอดเยี่ยม ” หยวนเฉิงหัวเราะออกมา
ตอนเย็น กลุ่มของหยวนิเย่ก็ไปที่ภัตตาคารฮวาเฟิ่งจีเพื่อกินอาหาร
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสามวัน
เวลานี้รถม้าของกลุ่มหยวนิเย่ก็ค่อยๆออกจากเมืองบุปผามุ่งหน้าไปยังเมืองราชสีห์ซึ่งเป็ที่หมายต่อไปของพวกเขา
เมืองบุปผาไปยังเมืองราชสีห์ต้องใช้เวลาประมาณห้าวัน เนื่องจากพวกเขาจะต้องผ่านป่ามู่เต๋อ
ป่ามู๋เต๋อเป็ป่าขนาดใหญ่ กินพื้นที่กว้างขวาง นอกจากนี้ภายในป่าแห่งนี้ก็มีสัตว์อสูรที่ทรงพลังจำนวนมากอาศัยอยู่ แม้แต่สัตว์อสูรระดับสี่ก็ยังมี ทำให้ป่ามู่เต๋อเป็ป่าที่อันตรายมาก ทำให้ส่วนมากผู้ที่เดินทางจากเมืองบุปผาไปยังเมืองราชสีห์ พวกเขาก็มักจะจ้างวานผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งหรือไม่ก็ไปร้องขอให้กองกำลังที่อยู่รอบๆส่งลูกศิษย์มาคุ้มกันพวกเขาให้เดินทางไปยังที่หมายได้สำเร็จ
ในขณะที่พวกหยวนิเย่กำลังเดินทางอยู่ พวกเขาก็พบกับขบวนพ่อค้าหรือไม่ก็รถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับเมืองของตน เนื่องจากงานเทศกาลจัดอันดับรุ่นเยาว์เพิ่งจะจบได้ไม่กี่วันทำให้พวกเขาค่อยๆทยอยกันกลับ
“ ดูเหมือนว่าผู้คุ้มกันส่วนมากจะอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์หรือไม่ก็ระดับปราชญ์ยุทธ์ น้อยนักที่จะมีตัวตนระดับราชันยุทธ์ ” หยวนเฉิงกล่าวขึ้นหลังจากที่เดินทางได้สักระยะหนึ่งแล้ว
“ ใช่แล้วท่านหยวนเฉิง เนื่องจากตัวตนระดับราชันยุทธ์นับว่าเป็ตัวตนที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้ พวกเขาคงไม่อยากที่จะรับบทผู้คุ้มกันหรอกถ้าหากไม่ได้จ่ายหนักจริงๆ ” อู๋จวินหยางที่ขับรถม้าอยู่ก็หันมาตอบ
หยวนเฉิงที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย ตัวตนระดับนี้ไปอยู่ที่ไหนก็นับว่าเป็แขกระดับสูงเลยก็ได้ พวกเขาคงไม่มานั้งรับบทเป็ผู้คุ้มกันจริงๆ
สองวันต่อมา
ที่แม่น้ำสายหนึ่งในป่ามู่เต๋อ
หยวนิเย่กำลังลงมือทำอาหารโดยที่มีอู๋จวินหยางเป็ลูกมือ
เนื่องจากการทำอาหารของหยวนิเย่นั้นอร่อยมาก จนถึงขั้นอู๋จวินหยางขอตัวมาเป็ศิษย์โดยเฉพาะ แน่นอนว่าหยวนิเย่ก็ได้สอนทักษะอาหารบางอย่างให้กับอู๋จวินหยาง เพื่อวันที่เขาไม่อยู่ จะได้มีอู๋จวินหยางทำอาหารให้ปู่ได้ทาน
ส่วนหยวนเฉิงตอนนี้ก็นั่งดื่มน้ำชาที่ถูกชงมาจากใบชาหวนคืน ซึ่งเป็ชาที่มีราคาแพงที่พวกเขาซื้อมาจากหอการค้าร้อยราตรีในเมืองบุปผา
ใบชาหวนคืนมีพลังิญญาอยู่เล็กน้อยทำให้เหมาะแก่ผู้ฝึกยุทธ์
ในขณะที่พวกเขากำลังทำอาหารกันอยู่ จู่ๆห่างออกไปไม่ไกลก็มีรถม้าสองคันมาจอด ซึ่งจุดที่รถม้าคันนั้นมาจอดก็อยู่ห่างจากจุดที่พวกหยวนิเย่อยู่ประมาณสามสิบจั้ง
หยวนิเย่มองดูรถม้าทั้งสองด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะเลิกให้ความสำคัญ เขาก็ลงมือทำอาหารต่อทันที อู๋จวินหยางก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน เขายังคงหั่นผักด้วยความชำนาญ
ณ จุดที่รถม้าทั้งสองคันจอด คนที่อยู่ในรถม้าก็ค่อยๆลงมาจากรถม้า ถ้าหากหยวนิเย่มองดูก็ต้องจำได้ทันทีว่า คนเหล่านี้คือฮุ่ยหวางไคและไป๋เหรินซี
เนื่องจากเมืองหลวงแคว้นกุ่นและวิหารเฟิงเทียนไปทางเดียวกัน ทำให้ทั้งสองออกเดินทางพร้อมกัน
แต่เมื่อฮุ่ยหวางไคเห็นว่าห่างออกไปไม่ไกลมีกลุ่มคนกำลังทำอาหารกันอยู่ก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ เพราะสถานที่ตรงนี้งดงามและเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างมาก แต่พวกเขาไม่พอใจตรงที่มีคนมาอยู่ก่อนแล้วเขาจึงเกิดความคิดที่จะไล่พวกเขาไป
“ น้องเหรินซี เดี๋ยวข้าจะไปไล่คนเ่าั้เอง เ้ารอข้าที่นี้ก่อน ” ฮุ่ยหวางไคกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไป๋เหรินซีมองดูกลุ่มของหยวนิเย่ก่อนที่จะส่ายหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ไม่จำเป็หรอก อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ได้มารบกวนพวกเรา ”
“ ไม่ได้ๆ ถ้าหากข้าไม่ดูแลเ้าอย่างดี ข้าก็คงถูกท่านป้าบ่นจนหูชาน่ะสิ ” ฮุ่ยหวางไคส่ายหน้า
ท่านป้าของฮุ่ยหวางไคนามว่า ฮุ่ยหนานซุน นางเป็พี่สาวของฮุ่ยชิวคง บิดาของฮุ่ยหวางไค
ฮุ่ยหนานซุนได้ตบแต่งเข้ากับตระกูลไป๋ โดยที่นางแต่งกับน้องชายของผู้นำตระกูลไป๋ อย่างไป๋เฉินคง ทำให้สถานะของตระกูลฮุ่ยในเมืองบุปผานั้นแข็งแกร่ง
ด้วยเหตุนี้ทำให้ฮุ่ยหวางไคคือลูกพี่ลูกน้องของไป๋เหรินซี แต่ด้วยความที่ไป๋เหรินซีเป็คนดี นางจึงไม่เคยดูแคลนลูกพี่ลูกน้องของตน
“ แล้วแต่ท่านพี่แล้วกัน ” ไป๋เหรินซียักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ ลี่เค่อไปจัดการเสีย ” ฮุ่ยหวางไคกล่าวกับคนขับรถม้าของตน
ลี่เค่อเป็ชายอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างผอมแห้ง
ลี่เค่อตอบรับก่อนที่จะเดินไปยังกลุ่มของหยวนิเย่ด้วยความเ็าพร้อมกับแววตาที่ดุร้าย
หยวนิเย่และคนอื่นๆหยุดชะงักก่อนที่จะมองดูลี่เค่อที่กำลังมุ่งมาด้วยความสนใจ
“ พวกเ้าออกไปจากที่นี้ซะ ” ลี่เค่อะโด้วยน้ำเสียงเ็า
หยวนิเย่ที่กำลังทำอาหารอยู่ก็มองไปที่ลี่เค่อด้วยความสงสัยก่อนที่จะแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“ สารเลวเอ้ยแกกล้าไล่ใครให้ออกไปจากที่นี้นะ นอกจากนี้พวกข้าก็มาถึงที่นี้ก่อนพวกเ้า ทำไมพวกเ้าไม่ไสก้นของตัวเองออกไปกันล่ะ? ” อู๋จวินหยางะโกลับด้วยความไม่พอใจ
ลี่เค่อที่ถูกอู๋จวินหยางตอกกลับก็แสดงส้หน้าบิดเบี้ยว
“ ข้าจะบอกอะไรให้ฟังนะ คนที่อยู่ด้านนั้นคือบุตรชายของท่านเ้าเมืองบุปผา นามว่าฮุ่ยหวางไค นอกจากนี้ยังมีคุณหนูไป๋เหรินซีแห่งตระกูลไป๋จากเมืองหลวงกุ่นอีกด้วย เพียงเท่านี้ก็นาจะรู้แล้วนะว่าพวกแกกำลังเล่นกับไฟ ” ลี่เค่อกล่าวด้วยแววตาเ็า
หยวนิเย่และคนอื่นๆมองไปยังทิศทางของรถม้าทั้งสองคันด้วยความประหลาดใจ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าคนที่มาใหม่จะเป็ฮุ่ยจวินหยาวและไป๋เหรินซี
“ แต่แล้วอย่างไงในเมื่อเป็พวกข้าที่มาก่อน ” หยวนิเย่ปฏิเสธ ถ้าหากเป็เขาที่ทำผิดเขาก็จะยอมรับผิด แต่นี้เขาไม่ได้ทำผิด เพราะฉะนั้นก็คงไม่สามารถทำให้เขาถอยออกไปได้ นอกจากนี้เขายังวางแผนการณ์บางอย่างเอาไว้ในใจแล้ว
“ เหอะ บอกให้ไปดีๆไม่ไป สงสัยอยากเจ็บตัวมากสินะ ” ลี่เค่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าก่อนที่จะปล่อยแรงกดดันระดับปราชญ์ยุทธ์ออกมา
“ ไสหัวไป ” อู๋จวินหยางตวาดลั่นพร้อมกับโบกมือใส่ลี่เค่อ
ตู้ม
ร่างของลี่เค่อลอยกระเด็นไปไกลหลายจั้งก่อนที่จะหมดสติทันที
ที่อู๋จวินหยางลงมือก็เพราะหยวนิเย่เป็คนบอก
“ ท่านปู่ ข้าเจอคู่ต่อสู้ให้กับท่านแล้ว ” หยวนิเย่กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หยวนเฉิงขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ เย่เอ๋อร์เ้าจะให้ข้าสู้กับชายคนนั้นใช่หรือไม่? ”
“ ใช่แล้วท่านปู่ แม้ว่าเขาจะอ่อนแอกว่าท่านปู่แต่ท่านปู่ก็ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการต่อสู้ ” หยวนิเย่พยักหน้ารับ
“ เข้าใจแล้ว ข้าจะพยายามเต็มที่เพื่อไม่ให้เป็การเสียหน้าตนเอง ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา
เวลานี้หยวนเฉิงมีความแข็งแกร่งระดับเซียนยุทธ์ แต่จะให้เขาไปสู้กับระดับราชันยุทธ์หรือจักรพรรดิยุทธ์แล้วแพ้ เขาคงเสียหน้าเกินไปแล้ว
ทางด้านของฮุ่ยหวางไค ในขณะที่พวกเขาเตรียมของกันอยู่ จู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจึงรีบหันไปดูก็พบว่าร่างของลี่เค่อกำลังลอยกระเด็นไปไกลหลายจั้งและหมดสติไปแล้ว
“ สารเลวเอ้ย ” ฮุ่ยหวางไคะโออกมาด้วยความโกรธ การที่ลี่เค่อถูกอัดจนหมดสติมันทำให้เขาเสียหน้าอย่างมาก
ไป๋เหรินซีมองดูกลุ่มของหยวนิเย่ด้วยความประหลาดใจ เพราะนางรู้ดีว่าผู้ติดตามของฮุ่ยหยางไคจะต้องบอกถึงชื่อเสียงของทั้งสองให้ฟังแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าคนกลุ่มนั้นจะไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยย
“ ข้าอยากรู้จริงๆเลยว่าพวกนั้นเป็ใครถึงได้ไม่กลัวตายแบบนี้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวด้วยรอยยิ้มด้วยความสนใจ ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้เป็ห่วงตัวเองหรอก เพราะนางมียายหวู่เหม่ย คือตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์ที่คอยดูแลนางอยู่
“ ไปกันเถอะยายหวู่เหม่ย ไปเห็นกับตาหน่อยว่าใครกันที่กล้าหาญเช่นนี้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวจบนางก็เดินนำไปทันที
“ น้องสาวข้าไปด้วย ข้าจะไปดูหน้าไอคนอวดดีด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ข้าจะต้องแก้แค้นให้กับลี่เค่อด้วย ” ฮุ่ยหวางไคกล่าวด้วยความโกรธ
ไม่นานกลุ่มของไป๋เหรินซีก็เดินมาถึงที่พักของกลุ่มหยวนิเย่
“ นึกไม่ถึงเลยว่ากลุ่มคนที่กล้ามีปัญหากับข้าจะเป็เพียงกลุ่มคนสามคนแบบนี้ ” ฮุ่ยหวางไคมองดูกลุ่มของหยวนิเย่ด้วยความไม่พอใจ
ไป๋เหรินซีเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน นางคิดว่าจะเป็เพียงแค่กลุ่มคนเล็กๆสามคนเท่านั้น
‘ ดูเหมือนว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะต้องมีตัวตนที่แข็งแกร่งแน่นอน การที่จะจัดการกับลี่เค่อที่เป็ถึงปราชญ์ยุทธ์อย่างรวดเร็วเกรงว่าจะต้องเป็ตัวตนระดับราชันยุทธ์ ’ ไป๋เหรินซีครุ่นคิด
“ ลุงจวินหยางรับแขก ” หยวนิเย่ะโขึ้นพร้อมกับทำกับข้าวต่อ
การแสดงท่าทีเช่นนี้ของหยวนิเย่ทำให้กลุ่มของไป๋เหรินซีพากันใ
อู๋จวินหยางก้าวเดินออกมาด้านหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ ไม่ทราบว่าพวกท่านมาที่นี้ด้วยเหตุอันใด? ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ไม่ใช่เพราะพวกแกหรือที่จัดการกับคนของข้าแบบนั้น ” ฮุ่ยหวางไคกัดฟันด้วยความโกรธ พร้อมกับชี้ไปยังร่างของลี่เค่อที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น