ตอนที่ห้า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
หลังจากที่เอเดนเดินจากไปในวันนั้น เมโลดี้ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงานของเธอ แสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะหม่นแสงลงไปถนัดตา หัวใจของเธอเต้นระรัวไม่หยุดหย่อน ภาพของลูน่า พี่สาวของเธอ... ใบหน้าในรูปถ่ายที่เอเดนนำมาให้ดู... มันชัดเจนเสียจนเมโลดี้รู้สึกเหมือนลูน่ายืนอยู่ตรงหน้าเธอ
“ลูน่า...” เมโลดี้พึมพำเสียงแ่เบาอีกครั้ง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตา เธอไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้พบกับ เขา คนที่พี่สาวของเธอรักมากที่สุด คนที่ลูน่าเคยพูดถึงบ่อยครั้งในไดอารี่ลับของเธอ คนที่ทำให้ลูน่ามีความสุขและเ็ปไปพร้อมๆ กัน
ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาในใจของเมโลดี้ ทั้งความใ ความเศร้า ความคิดถึงพี่สาวที่จากไป และความสับสนในบทบาทของตัวเอง ในฐานะน้องสาว ของลูน่า เธออยากจะโผเข้ากอดเอเดน อยากจะบอกเขาว่าเธอเข้าใจความเ็ปของเขามากแค่ไหน เพราะเธอเองก็แบกรับความสูญเสียนั้นไว้เช่นกัน เธออยากจะบอกเขาว่าลูน่ารักเขามากเพียงใด และ การจากไปของลูน่าไม่ใช่ความผิดของเขา
แต่ในฐานะจิตแพทย์ เมโลดี้รู้ดีว่าเธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในตอนนี้ เอเดนกำลังจมดิ่งอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง และ ความรู้สึกผิดที่เขามีต่อการตาย ของลูน่านั้นกัดกินหัวใจเขาอย่างแสนสาหัส การเปิดเผยตัวตนของเธอในตอนนี้ อาจสร้างความสับสน ความใ และ ความเ็ปให้กับเขามากเกินไป อาจทำให้กระบวนการบำบัดหยุดชะงัก หรือ เลวร้ายที่สุดคือทำให้เขากลับไปจมดิ่งสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
เมโลดี้หลับตาลง พยายามรวบรวมสติ เธอหายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกช้าๆ เธอท่องจำหลักจรรยาบรรณของจิตแพทย์ในใจ
“ผลประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยต้องมาก่อน”
ในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาจิตใจของเอเดน การช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่กัดกินเขาอยู่
เธอตัดสินใจแล้ว เธอจะเก็บความลับนี้ไว้ก่อน จนกว่าเอเดนจะแข็งแรงพอที่จะรับมือกับความจริงได้ เธอจะให้ความสำคัญกับการรักษาจิตใจของเขาเป็อันดับแรก เธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้เขาฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนที่ลูน่าเคยเป็แสงสว่างในชีวิตของเธอเสมอมา
เมโลดี้หยิบแฟ้มประวัติของเอเดนขึ้นมาดูอีกครั้ง เธออ่านรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เธอวางแผนการบำบัดที่จะช่วยให้เอเดนได้ระบายความรู้สึกผิดออกมา เรียนรู้ที่จะจัดการกับความเ็ป และค่อยๆ ก้าวผ่านมันไปได้ เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่เธอก็พร้อมที่จะเป็แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับเขา
สัปดาห์ถัดมา เอเดนเดินทางมายังคลินิกของ ดร. เมโลดี้ วัฒนา อีกครั้งด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากครั้งแรก เขาไม่ได้รู้สึกหวาดระแวงหรือสิ้นหวังเท่าเดิมแล้ว แต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความคาดหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ ราวกับว่าการได้ระบายความรู้สึกออกมาเมื่อครั้งที่แล้ว ได้ช่วยปลดเปลื้องภาระบางอย่างออกจากบ่าของเขาไปได้บ้าง
เมโลดี้รอเอเดนอยู่ที่ห้องทำงานของเธอ เธอเตรียมพร้อมสำหรับการบำบัดในวันนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าภายนอกเธอจะยังคงแสดงออกอย่างเป็มืออาชีพและสงบนิ่ง แต่ภายในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ั้แ่ที่รู้ว่าเอเดนคืออดีต คนรักของลูน่า พี่สาวที่เธอรักและคิดถึงสุดหัวใจ
เมโลดี้ก็ต้องต่อสู้กับความปรารถนาที่จะเปิดเผยความจริงกับความรับผิดชอบในฐานะจิตแพทย์ที่ต้องรักษาผลประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย
“สวัสดีค่ะคุณเอเดน” เมโลดี้ทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“เป็อย่างไรบ้างคะหลังจากที่เราคุยกันครั้งที่แล้ว”
เอเดนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม เขามองเมโลดี้ด้วยสายตาที่ยังคงมีความเศร้าอยู่ แต่ก็มีแววตาที่ผ่อนคลายลงบ้าง
“ผม... ผมรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยครับ อย่างน้อยก็... นอนหลับได้บ้างแล้ว”
“นั่นเป็สัญญาณที่ดีค่ะ” เมโลดี้กล่าวพร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจ
“วันนี้คุณอยากจะพูดถึงเื่อะไรเป็พิเศษไหมคะ หรืออยากจะเล่าอะไรเพิ่มเติมจากครั้งที่แล้วก็ได้ค่ะ”
เอเดนพยักหน้าช้าๆ “ผม... ผมยังคงคิดถึงลูน่าตลอดเวลาครับ” เขาเริ่มพูด เสียงของเขายังคงสั่นเครือเมื่อเอ่ยชื่ออดีตภรรยา
“ผมยังคงโทษตัวเองอยู่เสมอว่า ลูน่าเป็มะเร็งก็เพราะผมไม่ใส่ใจเธอไม่ดูแลเธอให้ดี ผมรู้ว่าเธอป่วยก็ช้าไปแล้ว มันสายไปผมหาทางรักษาเธอไม่ได้เลย ผมช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยครับ”
เมโลดี้รับฟังอย่างตั้งใจ เธอรู้ดีว่าความรู้สึกผิดคือแก่นแท้ของความเ็ปของเอเดนในตอนนี้
“ความรู้สึกผิดแบบนี้เป็เื่ปกติค่ะคุณเอเดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตได้” เมโลดี้อธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเข้าใจ “แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง ความรับผิดชอบ กับ ความสามารถ ค่ะ”
เธออธิบายให้เอเดนฟังว่า เขาอาจจะรู้สึกรับผิดชอบต่อการดูแลลูน่า แต่การที่ลูน่าป่วยเป็มะเร็งและจากไปนั้น เป็เื่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา ไม่ใช่ความผิดของเขาโดยตรง
“คุณไม่ได้ตั้งใจให้ลูน่าป่วยใช่ไหมคะ” เมโลดี้ถาม
เอเดนส่ายหน้าช้าๆ “เปล่าครับ... ผมไม่เคยอยากให้เธอต้องเ็ปเลย”
“นั่นแหละค่ะ” เมโลดี้กล่าว “คุณไม่ได้เป็คนทำให้ลูน่าป่วยเป็มะเร็ง คุณไม่ได้ตั้งใจให้เธอต้องจากไป สิ่งที่เกิดขึ้นเป็โชคชะตาที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และมันไม่ใช่ความผิดของคุณค่ะ การที่คุณอยู่เคียงข้างเธอ ดูแลเธออย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่คุณทำได้ และคุณก็ทำมันอย่างเต็มที่แล้วค่ะ”
เมโลดี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวันนี้ในการช่วยเอเดนสำรวจความรู้สึกผิดที่เขามี เธอให้เขาพูดถึงความรู้สึกเ่าั้ออกมาอย่างอิสระ โดยไม่ตัดสิน เธอให้เขาเขียนจดหมายถึงลูน่า เพื่อระบายความรู้สึกที่อัดอั้นในใจออกมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็ความรัก ความเสียใจ ความโกรธ หรือ แม้แต่ความรู้สึกผิด
“การได้ระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยให้คุณได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่ถูกเก็บกดไว้ค่ะ” เมโลดี้แนะนำ
“ไม่ว่าคุณจะเขียนอะไรลงไปในจดหมายนั้น ไม่ว่ามันจะดูไร้เหตุผลแค่ไหน ก็ไม่เป็ไรค่ะ เพราะมันคือความรู้สึกของคุณ”
เอเดนลังเลในตอนแรก แต่เมื่อเมโลดี้ให้กำลังใจ เขาก็เริ่มเขียนจดหมายถึงลูน่า มือของเขาสั่นเทาเมื่อปากกาจรดลงบนกระดาษ คำพูดแห่งความเ็ปและความรู้สึกผิดหลั่งไหลออกมาจากปลายปากกาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาเขียนถึงความรักที่เขามีให้เธอ เขียนถึงความเสียใจที่ไม่ได้บอกเธอว่าเขารักเธอมากแค่ไหน เขียนถึงความรู้สึกผิดที่เขาไม่สามารถช่วยชีวิตเธอไว้ได้เมโลดี้สังเกตเห็นว่าขณะที่เอเดนกำลังเขียนจดหมาย ดวงตาของเขาแดงก่ำ และมีน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอปล่อยให้เขาระบายความรู้สึกออกมาอย่างเต็มที่ โดยไม่เข้าไปขัดจังหวะ เธอเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เป็ผู้รับฟังที่เงียบงันและเข้าใจเมื่อเอเดนเขียนจดหมายจบ เขาก็พับมันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ เขาเงยหน้าขึ้นมองเมโลดี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็มีความรู้สึกโล่งใจบางอย่างปรากฏขึ้น
“ผม... ผมไม่รู้ว่ามันจะช่วยได้ไหมครับ” เอเดนพูดเสียงแ่
“มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ความเ็ปหายไปในทันทีค่ะคุณเอเดน” เมโลดี้กล่าว
“แต่การได้ระบายมันออกมา ได้เผชิญหน้ากับมัน จะเป็ก้าวแรกที่สำคัญในการเยียวยาค่ะ” เมโลดี้ยังคงให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองแก่เอเดน เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนอนหลับ การรับประทานอาหาร และ การออกกำลังกายเบาๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นตัว เธอยังแนะนำให้เอเดนลองหากิจกรรมที่เขาเคยชอบทำในอดี เพื่อช่วยเบี่ยงเบนความสนใจและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเอง
“คุณเอเดนชอบทำอะไรในเวลาว่างคะ” เมโลดี้ถาม “มีงานอดิเรกอะไรที่คุณเคยชอบทำบ้างไหม”
เอเดนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า
“ผม... ผมชอบซ่อมเครื่องดนตรีครับ”
เมโลดี้ยิ้ม “นั่นเป็สิ่งที่ดีมากเลยค่ะ การได้จดจ่ออยู่กับงานที่คุณรัก จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและลืมเื่ราวที่ทำให้คุณเ็ปไปได้บ้าง”
เธอไม่ได้ถามถึงเื่คริสตัลเสียงเลยแม้แต่น้อย เธอรู้ว่าเอเดนยังไม่พร้อมที่
จะพูดถึงมัน และ เธอเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
เอเดนจะเปิดเผยเื่ราวทั้งหมดให้เธอฟังเอง
ตลอดการบำบัด เมโลดี้ต้องต่อสู้กับความรู้สึกส่วนตัวของเธอเอง เธออยากจะบอกเอเดนเหลือเกินว่าเธอคือใคร อยากจะบอกว่าเธอเข้าใจความเ็ปของเขามากแค่ไหน เพราะเธอเองก็สูญเสียลูน่าไปเช่นกัน แต่เธอก็ต้องอดทน เธอรู้ดีว่าการรักษาจิตใจของเอเดนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้งคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้
เมื่อเซสชั่นบำบัดจบลง เอเดนเดินออกจากคลินิกด้วยความรู้สึกที่เบาขึ้นกว่าเดิมมาก แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาต้องสนามหญ้าสีเขียวขจีขนาดใหญ่ที่อยู่หน้าคลินิก มันดูสดใสและมีชีวิตชีวา เอเดนสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกได้ถึงอากาศที่บริสุทธิ์และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่ลอยมาตามลม
เขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนอยู่เคียงข้างเขา คอยรับฟังและเข้าใจความเ็ปของเขาเมโลดี้มองตามหลังเอเดนไปจนลับตา เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความรู้สึกโล่งใจผสมปนเปกับความเศร้าที่ยังคงอยู่ เธอหยิบรูปถ่ายของลูน่าที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาดูอีกครั้ง
“พี่ลูน่า... หนูจะช่วยเขาเองนะ” เมโลดี้พึมพำเสียงแ่เบา
“หนูจะช่วยให้เขาผ่านมันไปได้... เหมือนที่พี่เคยช่วยหนูเสมอมา”
เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล และเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอพร้อมที่จะเป็แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับเอเดน เพื่อช่วยให้เขาได้พบกับความสงบสุขที่แท้จริง และ กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
Alice คนชอบทะเล