เสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์บิ๊กไบค์คันใหญ่ ค่อยๆ ลดระดับความดุดันลงเมื่อชายหนุ่มผู้ขับขี่ผ่อนคันเร่ง ยานพาหนะสองล้อสีดำด้านคันหรูแล่นไปตามท้องถนนของมหานครกรุงเทพฯ อย่างไร้จุดหมายปลายทางที่แน่ชัด
หลังจากเสร็จสิ้นธุระที่ร้านตัดเสื้อสูทระดับไฮเอนด์ ธีร์ไม่ได้เลือกที่จะบิดมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์สิรินทราในทันที ชายหนุ่มเลือกที่จะใช้เวลาว่างใน่บ่าย ขับขี่รถกินลมชมวิวไปตามเส้นทางต่างๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศของเมืองหลวงที่เขาจากมาเนิ่นนาน
สายลมร้อนอบอ้าวที่ปะทะเข้ากับใบหน้า ผ่านช่องระบายอากาศของหมวกกันน็อก ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย ั์ตาคมกริบกวาดมองสภาพแวดล้อมสองข้างทางอย่างพิจารณา กรุงเทพมหานครในความทรงจำวัยเด็กของเขากับในปัจจุบัน แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก โครงสร้างของถนนหนทาง ตรอกซอกซอย หรือแม้แต่ความวุ่นวายของการจราจรยังคงเป็เอกลักษณ์เหมือนเช่นเคย จะมีก็แต่ตึกรามบ้านช่องและคอนโดมิเนียมสูงเสียดฟ้าที่ผุดขึ้นมาเป็ดอกเห็ด บดบังเส้นขอบฟ้าไปเสียเกือบหมด
เมื่อขับขี่มาได้สักระยะ ธีร์ก็หักเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มถอดหมวกกันน็อกวางพาดไว้บนเบาะรถ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปัักับไอเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศด้านใน เขาเดินตรงไปที่ตู้แช่ หยิบน้ำแร่ขวดใหญ่มาหนึ่งขวด จ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว แล้วเดินกลับออกมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้าน
ธีร์เปิดฝาขวดน้ำแร่ ยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนพร่องไปกว่าครึ่งขวด ความเย็นของน้ำช่วยดับความกระหายและลดอุณหภูมิในร่างกายลงได้มาก ชายหนุ่มจัดการดื่มน้ำที่เหลือจนหมด ก่อนจะโยนขวดพลาสติกเปล่าทิ้งลงในถังขยะรีไซเคิลที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง
ความหิวเริ่มประท้วงขึ้นมาเบาๆ ในกระเพาะอาหาร ธีร์กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับร้านรถเข็นขายอาหารตามสั่งริมทางที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก กลิ่นหอมฉุนของใบกะเพราและพริกกระเทียมที่ถูกผัดไฟแรงลอยมากระทบจมูก กระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงานโดยอัตโนมัติ
ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาเดินตรงเข้าไปนั่งที่โต๊ะพับตัวเล็กๆ ริมฟุตพาท สั่งข้าวผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวมาหนึ่งจาน อาหารตามสั่งราคาไม่กี่สิบบาทที่เสิร์ฟมาในจานพลาสติก ถูกอดีตทหารรับจ้างตักเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยและรวดเร็ว มันเทียบไม่ได้เลยกับอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งที่คฤหาสน์สิรินทรา แต่รสชาติที่จัดจ้านและคุ้นเคยนี้ กลับทำให้เขารู้สึกสบายใจและเป็ตัวของตัวเองมากกว่าการต้องนั่งใช้มีดกับส้อมบนโต๊ะอาหารตัวยาวเสียอีก
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงริมทางจนอิ่มท้อง ธีร์ก็จ่ายเงินและเดินกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์ ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวม หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สองสามตัว กำลังเดินด้อมๆ มองๆ อยู่บริเวณซอกตึกแคบๆ ด้านข้างร้านสะดวกซื้อ
มันคือลูกแมวจรจัดผอมโซสามตัว ขนของพวกมันมอมแมมและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่น พวกมันส่งเสียงร้องเมี้ยวๆ เบาๆ พลางใช้จมูกดมฟุดฟิดไปตามกองถุงพลาสติกเพื่อหาเศษอาหารประทังชีวิต
ภาพความหิวโหยของสัตว์ตัวเล็กๆ เ่าั้ สะกิดเข้าที่ก้นบึ้งหัวใจของธีร์อย่างจัง... ภาพของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งให้ต้องคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารบูดเน่าตามกองขยะเพื่อประทังชีวิต ซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความทรงจำ ชายหนุ่มลดมือที่ถือหมวกกันน็อกลง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ธีร์ก็เดินกลับออกมาพร้อมกับถุงพลาสติกใบใหญ่ ในนั้นเต็มไปด้วย 'อาหารแมวชนิดเปียก' แบบซองจำนวนหลายสิบซอง เขาเดินตรงเข้าไปในซอกตึกแคบๆ นั้น นั่งยองๆ ลงกับพื้นคอนกรีตที่สกปรกโดยไม่นึกรังเกียจ ก่อนจะฉีกซองอาหารเปียกและบีบเนื้อปลาเยลลี่กลิ่นหอมฉุยลงบนเศษกระดาษแข็งที่หล่นอยู่แถวนั้น
"เมี๊ยว~"
ทันทีที่ได้กลิ่นอาหาร ลูกแมวผอมโซทั้งสามตัวก็รีบวิ่งกรูเข้ามาล้อมวงกินอาหารเปียกกันอย่างตะกละตะกลาม ธีร์ทอดสายตามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ มือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านและแผลเป็ ค่อยๆ ยื่นออกไปลูบไล้เส้นขนที่มอมแมมของพวกมันอย่างแ่เบาและทะนุถนอมที่สุด
ทว่า ในระหว่างที่ลูกแมวกำลังกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นเอง เสียงฝีเท้าสวบสาบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ธีร์หันไปมอง ก่อนจะพบกับสุนัขจรจัดพันธุ์ทางตัวหนึ่ง รูปร่างของมันผอมจนเห็นซี่โครง หางตก และมีแผลถลอกตามตัว มันเดินกะเผลกเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีหวาดระแวง ั์ตาของมันจ้องมองอาหารแมวบนพื้นสลับกับมองหน้าชายหนุ่ม ราวกับกำลังขอความเมตตา
ธีร์ไม่ได้ส่งเสียงไล่ หรือแสดงท่าทีคุกคามสุนัขจรจัดตัวนั้น ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินดุ่มๆ ข้ามฟุตพาทไปยังร้านขายอาหารสัตว์ที่ตั้งอยู่ถัดไปอีกสองคูหา
เขาเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับ 'อาหารสุนัขแบบเม็ด' ถุงใหญ่ขนาดหนึ่งกิโลกรัม ธีร์ฉีกปากถุง เทอาหารเม็ดกลิ่นหอมหวนลงบนพื้นคอนกรีตที่ว่างอยู่ใกล้ๆ กับวงอาหารแมว
สุนัขจรจัดชะงักไปเล็กน้อยด้วยความกลัว แต่เมื่อความหิวมีมากกว่า มันก็ค่อยๆ คลานเข้าไปก้มหน้าก้มตากินอาหารเม็ดนั้นอย่างหิวกระหาย ธีร์กลับมานั่งยองๆ ลงที่เดิม ชายหนุ่มทอดสายตามองดูสัตว์จรจัดต่างสายพันธุ์ที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เขามอบให้อย่างมีความสุข
"ค่อยๆ กิน... ไม่มีใครแย่งหรอก"
ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน ฝ่ามือหยาบกร้านเอื้อมไปเกาที่ใต้คางของสุนัขจรจัดเบาๆ ก่อนจะเลื่อนไปลูบหัวลูกแมวที่กินอิ่มแล้วและเดินมาคลอเคลียที่หน้าแข้งของเขา รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างเต็มตื้น มันเป็ความรู้สึกเอ็นดูและเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงความยากลำบากของการถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้
...
ในขณะที่หมาป่าหนุ่มกำลังใช้เวลาในยามบ่าย ปล่อยวางความวุ่นวายและเผลอตัวไปกับความอ่อนโยนที่มีต่อสัตว์โลกตัวน้อยอยู่นั้น...
ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร ณ บริเวณริมถนนใหญ่ รถเก๋งสี่ประตูสีบรอนซ์เงินคันเดิมที่ขับตามมาั้แ่หน้าร้านตัดเสื้อ ยังคงจอดนิ่งสนิทและติดเครื่องยนต์เอาไว้
ภายในห้องโดยสาร บรรยากาศของชายฉกรรจ์ในชุดสูททั้งสามคน เต็มไปด้วยความหงุดหงิด งุนงง และแทบจะ 'ประสาทแดก' กับสิ่งที่พวกเขาต้องมานั่งทนดูอยู่ร่วมชั่วโมง!
"นี่พวกเรา... ต้องมาขับรถสะกดรอยตามไอ้หมอนี่ เพื่อมาดูมันนั่งกินข้าวกะเพราข้างถนน แล้วก็ซื้ออาหารคลุกให้หมาให้แมวจรจัดเนี่ยนะ!?"
ชายคนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับสบถออกมาอย่างหัวเสีย เขายกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองแรงๆ "ข้อมูลที่ได้มามันผิดพลาดหรือเปล่าวะ!? ไอ้หมอนี่มันใช่คู่หมั้นของคุณเพียงฟ้า มหาเศรษฐีหมื่นล้านแน่เหรอวะเนี่ย!? ดูยังไงมันก็แค่พวกคนตกงานธรรมดาชัดๆ!"
"ใจเย็นก่อนดิวะ... หน้าตามันก็ตรงกับรูปถ่ายที่สายเรารายงานมานั่นแหละ" ชายคนที่ทำหน้าที่ขับรถพยายามปรามเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองก็กำลังคิ้วขมวดเป็ปมแน่นด้วยความสับสนไม่แพ้กัน
ชายคนขับรถทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหว เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา ก่อนจะกดโทรออกเพื่อรายงานสถานการณ์ที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายนี้ให้กับผู้เป็นายจ้างได้รับทราบ
"ว่าไง มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง?" เสียงของวศินดังขึ้นจากปลายสาย
"เอ่อ... เ้านายครับ คือว่า..." ชายคนขับอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจรายงานไปตามตรง "ตอนนี้เป้าหมายจอดรถแวะอยู่ข้างทางครับ... แต่ว่า... มันกำลังนั่งให้อาหารหมากับแมวจรจัดอยู่ครับเ้านาย"
"หืม... อะไรนะ?" วศินทวนคำถามด้วยความแปลกใจ
"เป้าหมายกำลังคลุกคลีอยู่กับหมาแมวจรจัดข้างถนนครับเ้านาย นั่งเกาคาง ลูบหัวพวกมันยิ้มแฉ่งเลยครับ" ชายคนขับย้ำอีกครั้ง
เมื่อได้รับคำยืนยัน เสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังลั่นลอดผ่านสายโทรศัพท์ออกมาทันที!
"ฮ่าๆๆๆ! บ้าไปแล้ว! นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย!"
วศินหัวเราะจนแทบจะขาดใจ "ไอ้หมอนี่น่ะเหรอ หลานชายสายเืแท้ๆ ของสิรินทรา กรุ๊ป!? ไอ้ผู้ชายที่กล้าเข้ามาแย่งชิงคุณเพียงฟ้าไปจากฉัน มันใช้เวลาว่างอันมีค่า... มานั่งให้อาหารหมาอาหารแมวจรจัดอยู่ข้างถนนเนี่ยนะ!? โอ๊ย... อะไรของมันกันวะ! นึกว่าเป็พวกโปรไฟล์หรูหรามาจากเมืองนอกเมืองนา ที่แท้ก็แค่พวกจิตใจอ่อนไหว ไร้สาระไปวันๆ นี่เอง!"
ความประเมินค่าคู่ต่อสู้ของนักธุรกิจหนุ่มลดฮวบลงจนแทบจะติดลบ วศินรู้สึกว่าการให้ความสำคัญกับ 'ตาอยู่' คนนี้ มันช่างเสียเวลาทำมาหากินของเขาเสียเหลือเกิน
"เอาเป็ว่า... จับตาดูความเคลื่อนไหวของมันต่อไปก็แล้วกัน!" วศินสั่งการกลั้วเสียงหัวเราะ "ดูซิว่าหลังจากเล่นกับหมาเสร็จ มันจะไปทำเื่งี่เง่าอะไรต่อ... แล้วคอยรายงานฉันด้วยล่ะ!"
สั่งจบ สายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไปดื้อๆ
ชายคนขับรถถอนหายใจยาว ส่ายหน้าไปมาด้วยความเซ็ง เขาเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าเสื้อสูท เตรียมจะเอนเบาะเพื่อพักสายตา ทว่า ในจังหวะนั้นเอง...
"เฮ้ยๆๆ! มึงดูนั่นดิวะ!"
ชายฉกรรจ์ที่นั่งคุมเชิงอยู่เบาะหลังสุด รีบเอื้อมมือมาสะกิดไหล่คนขับรถอย่างแรง พร้อมกับชี้ไม้ชี้มือออกไปนอกหน้าต่าง "มีคนโผล่มาทักไอ้หมอนั่นแล้วว่ะ!"
ชายคนขับและคนนั่งเบาะหน้ารีบชะโงกหน้ามองตามทิศทางที่นิ้วชี้ไป
ที่บริเวณทางเท้าใกล้กับซอกตึกที่เป้าหมายนั่งอยู่ มีรถเก๋งสปอร์ตซีดานสีขาวคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบฟุตพาท หญิงสาวรูปร่างสมส่วนในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงยีนส์รัดรูป ซึ่งมีลักษณะการแต่งกายและทรงผมที่ดูคล้ายกับ 'ทอมบอย' ก้าวลงมาจากรถคันนั้น หญิงสาวสวมแว่นกันแดดสีดำ ดูทะมัดทะแมงและมั่นใจในตัวเองสูง
หญิงสาวลุคทอมบอยคนนั้นปิดประตูรถ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกง ตรงดิ่งเข้าไปทักทายเป้าหมายที่กำลังนั่งเล่นกับหมาแมวจรจัดอยู่อย่างสนิทสนม
กลุ่มชายชุดสูทในรถสีบรอนซ์ต่างหรี่ตามองภาพนั้นด้วยความฉงน... พวกเขาเริ่มรู้สึกได้ว่า บางที... ผู้ชายที่ดูเหมือนคนธรรมดารักสัตว์คนนี้ อาจจะไม่ได้เป็แค่ 'ตาอยู่' ไร้สาระ อย่างที่เ้านายของพวกเขากำลังประเมินเอาไว้เสียแล้ว
"ภาพผู้ชายตัวล่ำๆ นั่งให้อาหารหมาแมวจรจัดเนี่ย... ดูยังไงก็ไม่ค่อยเข้ากับผู้ชายที่จับฉันทุ่มฟาดลงพื้นเมื่อวานนี้เลยนะ ว่าไหม?"
น้ำเสียงห้าวหาญทว่าแฝงไปด้วยความขบขันและคุ้นเคย ดังขึ้นจากเื้ั ทำเอาธีร์ที่กำลังนั่งยองๆ เกาคางสุนัขจรจัดอยู่ ต้องละมือและหันหน้ากลับไปมอง
เบื้องหน้าของเขาคือ 'หยก' หรือ หยกนภา เพื่อนสนิทลุคทอมบอยของเพียงฟ้า หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนทะมัดทะแมงและกางเกงยีนส์เข้ารูป เธอกำลังยืนกอดอกและดันแว่นกันแดดสีดำขึ้นไปคาดไว้บนศีรษะ ั์ตาคู่คมมองตรงมาที่เขาด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
ธีร์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มปัดฝุ่นที่มือนิดหน่อย ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ และเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท "สวัสดีครับ คุณหยก"
"โอ๊ย! บอกแล้วไงว่าเรียกว่า 'หยก' เฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องมาเรียกคุณเรียกคุณนายอะไรให้มันวุ่นวายหรอกน่า ไม่ต้องคิดมาก"
หยกโบกมือปัดไปมาอย่างไม่ถือสา ก่อนที่สายตาของเธอจะสอดส่องมองไปรอบๆ บริเวณร้านสะดวกซื้อและริมถนน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อไม่พบคนที่เธอกำลังมองหา "แล้วนี่... ยัยฟ้าไปไหนล่ะ? นายเพิ่งจะกลับมาอยู่ประเทศไทยได้แค่ไม่กี่วันเองไม่ใช่เหรอ ทำไมยัยฟ้าถึงยอมปล่อยให้นายมาเดินเตร็ดเตร่ นั่งแกร่วอยู่คนเดียวแบบนี้ได้ล่ะเนี่ย?"
เมื่อถูกถามถึงคู่หมั้นสาว ธีร์ก็ยังคงรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยเป็ปกติ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พอดีวันนี้... ฟ้าเขาไม่สบายน่ะครับ"
"หือ? ไม่สบาย?"
หยกหน้ามุ่ยลงทันที หญิงสาวทำหน้างอพลางบ่นอุบอิบ "อะไรกันเนี่ย! เมื่อวานตอนเย็น ฉันเพิ่งจะกำชับและฝากฝังให้นายดูแลเพื่อนฉันให้ดีๆ แท้ๆ... แต่นี่เพิ่งจะข้ามวัน ฟ้าก็ดันมาไม่สบายซะงั้น! แล้วถ้ายัยฟ้าป่วย ทำไมนายไม่อยู่ดูแลเธอที่คฤหาสน์ล่ะ ปล่อยให้คนป่วยอยู่คนเดียวได้ยังไง?"
ธีร์นิ่งฟังคำบ่นของเพื่อนสนิทนางพญาด้วยความใจเย็น ในใจลอบคิดไปถึงสาเหตุอาการ 'ไม่สบาย' ของเพียงฟ้า ที่ต้นเหตุก็มาจากพายุอารมณ์อันบ้าคลั่งของเขาเองเมื่อคืนนี้ ชายหนุ่มกระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยความรู้สึก ก่อนจะอธิบายเหตุผลให้หยกฟัง
"คือความจริงแล้ว... วันนี้เรามีนัดกับทางร้านตัดเสื้อเพื่อลองชุดน่ะครับ" ธีร์ชี้มือไปทางร้านตัดเสื้อหรูหราที่อยู่ไม่ไกลนัก "ตอนแรกฟ้าเขาก็ดึงดันจะมาด้วยกันให้ได้นั่นแหละครับ... แต่ผมเห็นว่าร่างกายเธอควรจะได้พักผ่อน ผมก็เลยบังคับให้เธอนอนพัก แล้วผมก็เลือกที่จะออกมาจัดการธุระนี้คนเดียวครับ"
เมื่อได้ยินเหตุผลที่แฝงไปด้วยความใส่ใจและเป็ห่วงเป็ใย สีหน้าที่เคยมุ่ยหน้างอของหยกก็ค่อยๆ คลายลงและแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม หญิงสาวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะก้มลงมองสุนัขและลูกแมวจรจัดที่กำลังคลอเคลียพันแข้งพันขาชายหนุ่มอยู่
"ดูพวกมันสนิทกับนายมากเลยนะ..." หยกเอ่ยแซวรอยยิ้ม "แต่เห็นแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ... ว่ามันดูขัดๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ทหารรับจ้างสายโหด กับลูกแมวเนี่ยนะ..."
ธีร์ก้มลงมองสัตว์โลกตัวน้อยที่กำลังออดอ้อน ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ไม่ได้เอ่ยตอบโต้ข้อสันนิษฐานนั้น
หยกยืนมองท่าทางที่ดูผ่อนคลายของชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"นี่! จริงสิ ธีร์..." หยกดีดนิ้วดังเป๊าะ "ไหนๆ ตอนนี้นายก็ทำธุระเสร็จแล้ว และก็กำลังว่างอยู่... ไปด้วยกันกับฉันหน่อยไหมล่ะ?"
ธีร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ไปไหนหรือครับ?"
"พอดีวันนี้ ฉันมีงานต้องไปเป็คนจัดคิวบู๊ (Stunt Coordinator) ให้กับกองถ่ายหนังแอ็กชันเื่ใหม่น่ะ" หยกอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "นายเองก็มีฝีมือเื่การต่อสู้ระดับพระกาฬอยู่แล้ว ไปที่กองถ่ายด้วยกันสิ ไปเปิดหูเปิดตาดูการทำงานเื้ัของพวกฉันหน่อย เป็ไง?"
ชายหนุ่มนิ่งคิดไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มสุภาพและเอ่ยปฏิเสธเพื่อรักษามารยาท "ดูน่าสนุกจังเลยนะครับ... แต่ผมว่า ผมไม่ไปรบกวนเวลาทำงานของพวกคุณน่าจะดีกว่าครับ ขืนผมตามไปด้วย มันอาจจะทำให้งานของพวกคุณเสีย หรือเสียสมาธิกันเปล่าๆ"
"โธ่เอ๊ย! รบกวนอะไรกันเล่า!"
หยกไม่ฟังคำปฏิเสธ หญิงสาวยื่นมือไปตบไหล่กว้างของชายหนุ่มดังป้าบอย่างสนิทสนม "เอาน่าๆ! มาเถอะๆ ถือซะว่าไปนั่งเล่นดูคิวบู๊แก้เซ็งไง ดีกว่าปล่อยให้นายขับรถตากแดดเล่นไปวันๆ นะ!"
หยกชี้มือไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล "ไอ้บิ๊กไบค์คันนั้นน่ะ ของนายใช่ไหม? พอดีเลย! งั้นเดี๋ยวนายขับตามรถฉันมาเลยนะ ห้ามหนีล่ะ!"
พูดจบประโยคแบบมัดมือชก หยกก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวกลับเข้าไปนั่งในรถเก๋งสปอร์ตของตนเองทันที ทิ้งให้หมาป่าหนุ่มต้องยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่กับที่ด้วยความงุนงง
ธีร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ นึกไม่เข้าใจตรรกะของผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ... ในเมื่อสุดท้ายแล้ว เธอก็จะบังคับให้เขาตามไปอยู่ดี... แล้วเมื่อกี้ จะมาเอ่ยปากถามความสมัครใจของเขาเพื่ออะไรกัน?
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังยืนถือหมวกกันน็อกนิ่งอยู่นั้น กระจกรถเก๋งฝั่งคนขับของหยกก็เลื่อนลดลง พร้อมกับใบหน้าสวมแว่นดำที่ยื่นหน้าออกมาะโเร่ง
"อ้าว! มัวยืนรออะไรอยู่อีกล่ะ พ่อคุณ! ขึ้นมอเตอร์ไซค์สิ เดี๋ยวจะพาไปซิ่งแล้วเนี่ย!"
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ธีร์ก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างยอมจำนน ชายหนุ่มหันไปมองสุนัขและลูกแมวจรจัดที่กินอาหารจนอิ่มหนำสำราญเป็ครั้งสุดท้าย เขาส่งยิ้มบางๆ ให้พวกมัน ก่อนจะเดินไปก้าวขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์ หยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวมใส่
ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์บิ๊กไบค์คำรามขึ้น รถเก๋งของหยกก็ออกตัวพุ่งทะยานออกไปสู่ท้องถนนอย่างรวดเร็ว ธีร์บิดคันเร่ง ขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แล่นตามประกบติดท้ายรถของเพื่อนสนิทคู่หมั้นไปอย่างไม่ลดละ
...
เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบริเวณริมถนน ตกอยู่ในสายตาของกลุ่มชายฉกรรจ์ในรถเก๋งสี่ประตูสีบรอนซ์เงินที่จอดซุ่มอยู่ห่างออกไปอย่างครบถ้วน
ชายทั้งสามคนในชุดสูทรอคอยจนกระทั่งรถเก๋งของหยกและมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของธีร์ขับออกไปได้ระยะหนึ่ง พวกมันจึงเริ่มเคลื่อนรถออกตัว สะกดรอยตามไปอย่างเงียบเชียบและระมัดระวัง
"เฮ้ย... ไอ้หมอนี่ มันไปรู้จักมักจี่กับคุณหยกด้วยเหรอวะ?" ชายคนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่เป้าหมายด้านหน้า
"ก็ต้องรู้จักสิวะ..." ชายคนที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยตอบเสียงเรียบ "มันเป็ถึง 'คู่หมั้น' ของคุณเพียงฟ้า จะไม่รู้จักเพื่อนสนิทเบอร์หนึ่งอย่างคุณหยกได้ยังไงล่ะวะ... แถมมึงลืมไปแล้วเหรอ ตามข้อมูลที่สายสืบของเรารายงานมา เมื่อวานนี้ไอ้หมอนี่มันก็เพิ่งจะไปโผล่ที่สำนักฝึกยูโดของคุณหยกมาด้วยนะ"
"แต่มันก็น่าแปลกอยู่นะเว้ย..."
ชายคนนั่งข้างคนขับยังคงตั้งข้อสังเกต "เพิ่งจะรู้จักกันได้แค่วันเดียวแท้ๆ... แต่คุยกันอีท่าไหน ถึงได้ดูสนิทสนมกันไวขนาดนั้นวะ สนิทถึงขนาดชวนกันขับรถตามกันไปต้อยๆ แบบนี้... มึงว่าเราควรจะโทรรายงานคุณวศินเลยดีไหมวะ?"
"รอก่อนเถอะ..."
ชายคนขับรถเอ่ยขัดขึ้นมาทันที "รอให้ขับตามไปจนถึงที่หมายก่อนดีกว่า จะได้รู้แน่ชัดว่ามันกับคุณหยกกำลังจะพากันไปทำอะไรที่ไหน... ขืนเรารีบโทรไปรายงานเ้านายตอนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้พิกัด หรือข้อมูลอะไรที่ชัดเจนเลยสักอย่างเดียว... เดี๋ยวก็โดนเ้านายด่าเปิงหาว่าทำงานไม่เป็สับปะรดอีกหรอก"
เมื่อเห็นด้วยกับเหตุผลนั้น ชายฉกรรจ์ที่นั่งคุมเชิงอยู่เบาะหลังสุดก็พยักหน้ารับ ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือของตนเองออกมา
"เออ... ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันจะโทรไปเตรียมคนของเราให้พร้อมเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน"
ชายที่นั่งเบาะหลังเอ่ยขึ้นพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา "ให้พวกมันมาสแตนด์บายรอเอาไว้... แล้วเดี๋ยวฉันค่อยแจ้งสถานที่ส่งไปให้พวกมันทีหลัง"
เมื่อตกลงกันได้ดังนั้น ชายเบาะหลังจึงจัดการต่อสายโทรศัพท์เพื่อสั่งการให้คนของตนสแตนด์บายรอคำสั่งตามที่พูดเอาไว้
ภายในห้องโดยสารกลับเข้าสู่ความเงียบ รถเก๋งสีบรอนซ์เงินคันนั้นยังคงรักษาระยะห่างอย่างปลอดภัย ค่อยๆ ขับสะกดรอยตามหลังรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของธีร์และรถเก๋งของหยกไปอย่างช้าๆ โดยพยายามไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว...