บทที่ 3
ภัยร้ายที่ถูกควบคุม
เหตุการณ์ชุลมุนกลางท้องพระโรงทำให้บรรดาขุนนางแตกตื่นหนีตายกระจัดพลัดพรายและไม่พอใจจนเริ่มส่งเสียงประท้วง ทหารอารักขาเข้ามาควบคุมตัวเสียนชินอ๋องผู้คลุ้มคลั่งเอาไว้จนถูกจับคุกเข่ารวบมือไพล่หลังต่อเบื้องพระพักตร์องค์ประธานสภาได้ในที่สุดก่อนที่องค์หญิงชิงิจะต้องออกโรงเพื่อปกป้องสวามีของนางอย่างเหลืออด
เหอซ่งจินลูบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งใจ
“การกระทำของเสียนชินอ๋องในวันนี้นับเป็การหลู่พระเกียรติเบื้องบนเป็อย่างยิ่ง ที่สำคัญยังผิดกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการห้ามขุนนางใช้อาวุธในท้องพระโรง รวมถึงเขาเจตนาทำร้ายผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตโดยเฉพาะกระทำกับขุนนางชั้นสูงถือเป็ความผิดร้ายแรงหลายกระทงที่มิอาจเพิกเฉยและยอมความได้ ขอฝ่าาทรงโปรดประทานโทษปะาแด่เสียนชินอ๋องด้วยเถิด!” อัครมหาเสนาบดีเฒ่าร้องต่อองค์ฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงร้อนรนต่อเหตุการณ์อันแสนอุกอาจที่ไม่เคยมีใครกล้าเหิมเกริมเยี่ยงนี้มาก่อน
“ขอฝ่าาทรงพระวินิจฉัยด้วยเถิดพะย่ะค่ะ!” เหล่าขุนนางนับร้อยชีวิตทั่วทั้งท้องพระโรงต่างพร้อมใจกันคุกเข่าแล้วหมอบราบไปกับพื้นเพื่อทวงคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่บัลลังก์สภาแห่งแผ่นดิน
มีเสียงกระแอมค่อย ๆมาจากสตรีสูงวัยซึ่งประทับเยื้องอยู่ด้านข้าง เฟิ่งหงฮ่องเต้จึงชำเลืองพระเนตรไปทางพระชนนี ใคร่รู้เหลือเกินว่าหากเป็โอรสองค์โปรดของพระนางแล้วจะทรงมีวิธีจัดการเยี่ยงไร
สัญญาณนั้นราวกับเป็การปรามการตัดสินก็มิปาน
เพราะอย่างนั้นองค์ฮ่องเต้เฟิ่งหงจึงไม่ทรงอนาทรพระทัยต่อคำอุทธรณ์ของเหล่าบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ในท้องพระโรง ทรงประทับคอยนิ่ง ๆด้วยพระพักตร์เรียบเฉยเท่านั้น
“เื่นี้... เสด็จแม่ทรงมีความเห็นว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ?”
เมื่อถูกถามสตรีสูงวัยผู้สูงศักดิ์ก็เผยอรอยยิ้มอย่างถ่อมตนแล้วจึงผินหน้าไปทางบุตรชายคนโตของตนเองก่อนจะหันกลับมายังคนนับร้อยซึ่งกำลังหมอบราบอยู่กับพื้นเบื้องหน้า
“อันที่จริง... แม้จะเป็กฎมณเฑียรบาลอันสมควรยึดถือปฏิบัติ แต่ไหนแต่ไรก่อนต้าหานจะเข้ารุกรานก็หาใช่ว่าต้าสุ่ยเราจะอยู่กันอย่างสุขสงบนอนหลับเต็มตื่นเสียที่ไหน ชนเผ่าเล็กใหญ่ต่างก็สลับหมุนเวียนเข้ามาราวีอาณาจักรของเราอยู่เนืองๆ หากมิใช่เสียนชินอ๋องสู้นำทัพั้แ่อายุได้เพียงสิบแปดออกไปกำราบปราบผู้แย่งชิงดินแดนลงได้อย่างราบคาบจนได้อวยยศขึ้นเป็แม่ทัพกองหน้า เวลานี้ต้าสุ่ยก็คงต้องอกสั่นขวัญแขวนจากศัตรูทั่วสารทิศอยู่เป็ระลอกราวกับไม่มีวันสิ้นสุดาเสียที...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มและสงบ
เทียนหลี่เยว่แอบชำเลืองพระพักตร์เฉิงชุนไทเฮาแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจเมื่อพระวินิจฉัยของพระนางนั้นเป็ไปตามที่นางแอบปรามาสไว้ลึกๆ
หากได้ลองย้อนถามผู้เป็มารดาแล้วจะลงโทษปะาชีวิตบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนซึ่งเป็ที่โปรดปรานของพระสวามีอันเป็อดีตองค์ฮ่องเต้ลงได้เยี่ยงไร ผู้เป็พี่ชายเองก็ดูจะอ่อนแอไร้อำนาจเด็ดขาด หากไม่ใช่เพราะนางเป็ผู้เชิญพระองค์ขึ้นเสวยราชย์ด้วยตัวเองก็เห็นจะเป็คนน้องนั่นล่ะที่จะได้นั่งเป็ทรราชย์อยู่บนบัลลังก์ในเพลานี้
“แต่เ้านั้นก็ทำการอุกอาจเกินให้อภัยนักเสียนชินอ๋อง!”
“เสด็จแม่...! แต่ว่าพวกมัน...”
ปัง!
เสียงพระหัตถ์เรียวบางตบไปบนวงแขนพระเก้าอี้อย่างขุ่นเคืองจนท้องพระโรงเงียบกริบ
“บังอาจนัก! จนป่านนี้ยังไม่รู้สำนึกอีกรึ?!”
“ลูก... ลูกผิดไปแล้วพะย่ะค่ะ”
เฉิงชุนไทเฮาทำทีส่ายพระพักตร์แสดงความระอาพระทัยใส่พระโอรสองค์เล็กที่มักจะเป็ผู้มุทะลุบุ่มบ่ามอยู่เสมอ “หากถามความเห็นจากสตรีผู้นับวันก็มีแต่ชราลงและหันหน้าพึ่งพาธรรมะเช่นข้าก็คงจะตอบได้เพียงว่าโปรดละเว้นโทษตายเถิด...” สตรีสูงศักดิ์กล่าวต่อ
กระตุ้นให้บรรดาขุนนางแม้จะหมอบราบอยู่ก็ยังหันซ้ายแลขวาวิพากษ์วิจารณ์เสียงเซ็งแซ่อย่างออกรสต่อคำวินิจฉัยของผู้าุโสูงสุดแห่งราชสำนัก
“แม่เห็นควรว่านำตัวเสียนชินอ๋องไปคุมขังที่คุกหลวงเพื่อควบคุมความประพฤติเขาก่อนเถิดฝ่าา ส่วนระยะเวลานั้นก็แล้วแต่เ้าจะไตร่ตรอง”
“พะย่ะค่ะเสด็จแม่” เฟิ่งหงฮ่องเต้ผินไปตอบรับพระชนนีแล้วหันมาสบพระหนุแน่นจนเห็นเป็สันนูนต่อหน้าข้าราชบริพาล
เทียนหลี่เยว่เหลือบสายตาขึ้นมองพระพักตร์อันแสนเรียบนิ่งนั้นแล้วก็ได้แต่หนักใจแทน เพราะดวงพระเนตรขององค์จักรพรรดิหนุ่มนั้นช่างว่างเปล่า เช่นเดียวกับหลิวฮุ่ยิผู้เป็สวามีซึ่งเกือบต้องมาสูญเสียชีวิตอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของคนชั่วที่แม้ถูกควบคุมตัวโดยทหารองครักษ์แต่ก็ยังนั่งหน้าสลอนไม่รู้ผิดรู้ชอบได้อยู่กลางโถงท้องพระโรง
“ถ่ายทอดคำสั่งข้า! จับกุมตัวเสียนชินอ๋องเข้าคุกหลวงเพื่อควบคุมความประพฤติจนกว่าเขาจะสำนึกในความผิดของตนเพื่อกลับมาไต่สวนคดีความกันอีกครั้ง!”
“น้อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะฝ่าา” มหาดเล็กคนสนิทรีบค้อมคำนับหลังสิ้นรับสั่งนายเหนือหัว
ขณะที่เหล่าขุนนางก็เปล่งเสียงอันแสนห่อเหี่ยวโดยพร้อมเพรียงเพื่อน้อมรับคำตัดสินอย่างไม่มีทางเลือก “เป็พระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วพะย่ะค่ะฝ่าา”
ผ่านพ้นไปเพียงสามวันทั่วทั้งหลิวหยางก็กลับมาคึกคักราวกับเงาดำมืดแห่งมรสุมได้ผ่านพ้นไป ชาวเมืองต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยรวมถึงพ่อค้าแม่ค้าก็ตั้งร้านรวงกันอย่างหนาแน่น ผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและไร้เงาของกลุ่มอันธพาล
เทียนหลี่เยว่สำรวจไปรอบๆ เมืองจากชั้นสามของหอน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดในต้าสุ่ย
“เป็เพราะอ๋องชั่วนั่นจริงๆ” นางพึมพำด้วยดวงตาอาฆาตจนสวามีซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามทำสีหน้าขยาด
“หน้าต่างมีหูประตูมีช่องเ้าไม่ควรกล่าวถึงเขาเช่นนั้น”
“จะกลัวสิ่งใดกัน?” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแผ่นดินสวนกลับทันควัน “เสี่ยวิอ่า... ไม่รู้ว่าเ้าแสนดีรึว่าซื่อเกินไปกันแน่”
“ถึงอย่างไรคนของเสียนชินอ๋องก็แทรกซึมอยู่ทั่วเมืองนัก ลำพังให้ข้าเป็ศัตรูของเขาก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้เ้าต้องมากระวนกระวายใจกับคนผู้นี้ไปอีกคน”
“เป็ห่วงข้างั้นรึ?”
“เ้าเป็ภริยาข้า... หากไม่ห่วงเ้าจะให้ไปห่วงผู้ใด?”
คนถูกย้อนยักไหล่เพื่อเก็บซ่อนความขวยเขิน
“เ้าลำบากเพื่อบ้านเมืองมามากแล้วเยว่เอ๋อร์... ถึงคราวที่สตรีผู้งดงามและน่าทะนุถนอมเช่นเ้าจะให้ข้าได้ดูแลและปกป้องบ้างแล้ว”
“เสี่ยวิ...”
ได้ฟังเช่นนี้ผู้เป็ภริยาก็เผยยิ้มกว้างอย่างยากจะปกปิดแล้วเอื้อมมือไปกุมกับสวามีไว้พลางจ้องสบสายตาซึ้งกับอีกฝ่าย
“เวลานี้เป็วาสนาของข้าแล้วที่ได้เ้าเป็สามี ข้าเลือกคู่ชีวิตไม่ผิดจริง ๆ ถึงเราจะต้องพิสูจน์สิ่งใดกันมาก็มาก ข้าเพียงอยากมั่นใจว่าเ้าไม่ได้ปรามข้าเพราะเหตุผลอื่นนั้น...”
“ข้ามีแต่เพียงความบริสุทธิ์ใจ เื่ที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านพ้นไปไม่หยิบยกมากวนใจอีก เพลานี้ชีวิตข้ามีเพียงเ้าและอนาคตก็จะมีแค่เ้าคนเดียวเท่านั้น”
หญิงสาวคลายความหวาดระแวงลงด้วยความเชื่อมั่นในตัวของอีกฝ่าย เพราะประสบการณ์ในอดีตทำให้นางอดที่จะกลับมาตั้งคำถามเพื่อทดสอบเขาไม่ได้
“ถึงอย่างไรเื่นี้ข้าคงจะอดทนนิ่งเฉยไม่ได้ เ้าจงทอดมองไปเบื้องล่างนั้นเถิดเสี่ยวิ...”
“...”
“เพียงแค่ประชาชนรู้ข่าวว่าเสียนชินอ๋องถูกจับเข้าคุกก็ถึงกับกล้าออกมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ หากคนเลวนั่นตายไปเสียราษฎรคงผาสุขกันถ้วนหน้า อย่างไรข้าก็เห็นแก่เื่ของแผ่นดินมาก่อนเื่ส่วนตัว ดังนั้นเราสองคนจะต้องร่วมมือกันกำจัดภัยร้ายแห่งต้าสุ่ยนี้ให้จงได้”
“อื้อ!” หลิวฮุ่ยิผงกศีรษะอย่างมั่นคงเพื่ออยู่เคียงข้างภริยาเต็มกำลัง
ท่ามกลางเสียงป่าวร้องเซ็งแซ่ของประชาชนซึ่งกำลังะโขอบคุณที่ฮ่องเต้เมตตาดับทุกข์เข็ญให้แก่ประชาชนด้วยการคุมตัวเสียนชินอ๋องเอาไว้ได้เสียที
แต่หากความร้ายกาจของเขาจะจบสิ้นเพียงเท่านี้ก็เห็นจะเป็การดูแคลนเสียนชินอ๋องผู้นี้เกินไปเสียหน่อย...