ตอนที่ 1 ก่อนจะได้เจอ
18ปีผ่านไป
ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในตึกสำนักงานใจกลางเมืองหลวงแห่งหนึ่งนั้นได้ปรากฏชายรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมสันต์กำลังไล่อ่านเอกสารที่อยู่บนโต๊ะ มือหนานั้นจรดปากกาลงเซ็นก่อนจะสอดกระดาษแผ่นดังกล่าวหนีบใส่แฟ้มแล้วบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยขบ
“แก้วที่สามแล้วนะครับคุณเรย์” คำแซวดังกล่าวหลุดออกมาจากปากของเลขาฯหนุ่มคนสนิทของเขาอย่างอติพจน์ที่กำลังจัดเรียงเอกสาร“อาการเจ็ทแล็ก*ยังไม่ดีขึ้นแบบนี้ คุณเรย์น่าจะกลับไปพักอีกสักวันนะครับ ส่วนเื่งานเดี๋ยวผมช่วยดูแลงานไปก่อนดีไหมครับ”
“หึ”ร่างสูงใหญ่คนกาแฟในถ้วยเล็กนั้นไปมา มุมปากยกยิ้มเขามักจะชอบชงกาแฟเองมากกว่าให้ใครทำให้ “ไม่เป็ไร พักไปตั้ง 2 วันแล้วพักหลายวันเดี๋ยวลืมวิธีทำงานกันพอดี”
เลขาฯหนุ่มถึงกับอดยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินคำพูดติดตลกจากผู้เป็เ้านาย
“ก็เป็เสียแบบนี้ล่ะน้าคุณเรย์”ด้วยความที่ทั้งคู่สนิทสนมในฐานะเสมือนเพื่อนต่างวัยเพราะพ่อของอติพจน์นั้นคอยรับใช้เรวัตรมาั้แ่เขายังเด็กซ้ำยังเล่นและโตมาด้วยกันอีก ทำให้ชายหนุ่มรุ่นเยาว์กล้าที่จะพูดแซวเล็ก ๆ น้อย ๆแบบนี้ได้
“เป็แบบนี้แบบไหนหรือ พจน์”
“ก็ทำแต่งานจนไม่มีเวลาหาความสุขให้ตัวเองแบบนี้ยังไงล่ะครับ”
เรวัตรจิบกาแฟรสนุ่มนั้นก่อนจะยืนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าเหมือนจะยืนนึกอะไรบางอย่างอยู่
“ว่างๆ ฉันก็เล่นเปียโนอยู่บ้าง”
“ไม่ใช่เื่นั้นหรอกครับ”
“อ้าวแล้วนี่นายหมายถึงเื่อะไร”
“ก็เื่ความรักยังไงล่ะครับจนป่านนี้แล้วไงครับ คุณเรย์ล่ะก็”
“เอาเถอะมาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ฉันไม่ซีเรียสอยู่แล้ว”
มือหนาของเลขาฯหนุ่มเคาะเอกสารให้เรียงกันเป็ระเบียบก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อไป
“ดูท่าแบบนี้คุณพลระพีคงได้ลัดคิวแต่งก่อน”
“ฉันไม่ได้ซีเรียสเลยเลยนะพจน์” เขาวางถ้วยกาแฟที่จิบจนหมดลงบนเคาน์เตอร์สีเทาอ่อน “จะเ้าพีแต่งก่อนหรือนายกับหนูนิดแต่งก่อนก็ตามฉันยินดีไปเป็เพื่อนเ้าบ่าวให้ทุกงาน”
เมื่อเห็นแบบนั้นเลขาฯหนุ่มก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อ
“ถ้าคุณเรย์้าอะไรก็เรียกผมได้เสมอเลยนะครับ”
เรวัตรพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทำงานเพื่อสะสางงานที่ค้างต่อจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงานในขณะที่เขากำลังจะเตรียมตัวกลับมือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็ได้ดังขึ้นเสียก่อน
“ครับพ่อ”
“เดี๋ยวเร็วๆ นี้ พ่อกับแม่จะให้ลูกไปช่วยงานเ้าพีที่เพชรบุรีหน่อยนะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็ไม่ได้นึกสงสัยอะไรเพราะน้องชายของตนก็เพิ่งเรียนจบโทมาประสบการณ์ในการบริหารนั้นยังน้อยนิด พ่อแม่คงยังไม่ไว้ใจง่าย ๆ
“แล้วว่าแต่ที่นี่ใครจะดูแลล่ะครับพ่อ”
“เดี๋ยวพ่อหรือแม่จะจะไปคุมเองยังไงซะทันทีที่เ้าพีพอจะคล่องขึ้น ลูกค่อยกลับมาทำต่อก็ได้”
“เข้าใจแล้วครับงั้นเดี๋ยวผมเคลียร์งานให้เสร็จบางส่วน แล้วถ้าคุณพ่อกับคุณแม่จะให้ผมไปเมื่อไหร่ก็โทรมาบอกอีกทีนะครับ”
หลังจากวางสายเขาก็รู้สึกดีไม่น้อยเพราะโรงแรมสาขาที่ตั้งอยู่ที่นั่นก็ติดชายทะเล ถือว่าได้พักผ่อนไปด้วยในตัว อาการเจ็ทแล็กจะได้ดีขึ้นเร็ว ๆ
‘ดีเลย เบื่อ ๆ กรุงเทพฯอยู่เหมือนกัน’
โดยก่อนนอนในคืนนั้นเองเขาก็ได้โทรบอกอติพจน์ในเื่นี้เพื่อที่จะให้เลขาฯของเขาได้มีเวลาเตรียมตัว ในขณะที่เขาเอง หลังจากวางสายจากเลขาฯคนสนิท ก็เตรียมตัวหยิบข้าวของบางส่วนมาจัดเพื่อเตรียมเดินทาง เรวัตรคว้ากระเป๋าเดินทางใบโตมาวางที่กลางห้อง
‘เอ ลืมอะไรอีกไหมนะ’
ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะทำงานก่อนจะเปิดลิ้นชักดูทีละชั้นจนกระทั่งมาถึงลิ้นชักอันที่สามซึ่งเป็ลิ้นชักสุดท้ายก็ได้ปรากฏของชิ้นหนึ่งที่สะดุดตาเขาเข้าไม่ใช่เพราะสีที่โดดเด่นของของชิ้นนั้นที่ตัดกับพื้นสีดำของลิ้นชักแต่เพราะนั่นคือผ้าเช็ดหน้าสีชมพูผืนเดียวกับที่เขาเก็บได้จากเด็กผู้หญิงคนนั้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน
มือหนาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูนั้นพลิกไปมา
“ผ้าเช็ดหน้านี่ จริงด้วยสิ ลืมเสียสนิทเลย”
-----------------------------------------------------------------------------------
“ร้านนี้ร้านสุดท้ายแล้วนะคะ คุณหนู ถ้าจะดูอีกก็ร้านข้างนอกห้างแล้วค่ะ”
เสียงแหลมเล็กจากหญิงสาวร่างผอมคนหนึ่งที่ในมือถือข้าวของพะรุงพะรังเดินตามหญิงสาวรุ่นเยาว์ที่เดินนำอยู่ด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนในขณะที่ ‘คุณหนู’ ของหล่อนนั้นกำลังยืนกอดอกพร้อมกับมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นักอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง
“ต้องมีสิ ไม่มีชุดที่ถูกใจจะอาละวาดให้ดู”เธอว่าพลางมองค้อนมายังพี่เลี้ยงสาว ก่อนจะเดินก้าวขาฉับ ๆ เข้าไปในร้านดังกล่าว
“เฮ้อ คุณหนูช่างเหมือนคุณนายไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริง ๆ” พี่เลี้ยงสาวได้แต่ถอนหายใจพลางพูดรำพึงกับตน
จนกว่าจะกลับถึงบ้าน ทั้งกระเป๋าเอยรองเท้าเอย เสื้อผ้าเอย จึงเต็มไม้เต็มมือทั้งนายและบ่าว
“ถือดี ๆ นะคะ ลุงยงค์” คุณหนูของบ้านกำชับพลขับก่อนจะก้าวลงจากรถพร้อมกับถุงช็อปปิ้งมากมายในมือโดยมีพี่เลี้ยงสาวถือของที่เหลือตามมาติด ๆ
เมื่อเข้ามาในตัวบ้านทั้งสามคนต่างก็วางข้าวของลงบนโต๊ะกินข้าวโดยทั้งนี้ก็ได้ปรากฏร่างของหญิงสูงวัยประมาณ 40 ปีปลาย ๆ 50 ปีต้น ๆผมสีดอกเลาเริ่มแซมลงบางส่วนของผมที่ถูกรวบไว้หลวม ๆ เดินออกมาจากในครัว
“โอ๋ นางฟ้าตัวน้อยของแม่ เมื่อยไหมลูก ไป ๆรีบอาบน้ำไปลูกไป นี่ ฤดี ช่วยแยกของของลูกฉันขึ้นไปด้วยนะ”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเื่ของ ๆหนูเอง พี่ฤดีช่วยไปเตรียมน้ำให้หนูหน่อยสิคะ” เสียงหวานนั้นเอ่ยขึ้นก่อนจะนั่งลงแยกของที่ซื้อมานั้น แล้วหันไปสั่งป้าแม่บ้านที่ตามมาสมทบจากในครัว “แล้วเดี๋ยวป้าแจ๋วเอาของที่หนูแยกไว้ต่างหากไปเก็บที่ห้องเก็บของให้ด้วยนะคะ”
“ยังไงก็รีบจัดรีบทำ จะได้พักผ่อนนะจ๊ะ ลูกวิวพรุ่งนี้ต้องไปเรียนอีก”
“ค่ะ แม่”
เมื่อจัดของเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นหญิงสาวก็รวบรวมของบางส่วนซึ่งเป็ของส่วนตัวของเธอขึ้นไปบนห้อง ส่วนของที่เหลือก็ให้เป็หน้าที่ของป้าแจ๋วกับเจนแม่บ้านสาววัยรุ่นอีกคน
เนื่องจากเดินห้างมาทั้งวันหญิงสาวรู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อย หลังจากผลัดผ้าเสร็จแล้วหญิงสาวก็เดินนุ่งผ้าเช็ดตัวเข้าไปในห้องน้ำ ตรงกลางห้องน้ำนั้นได้ปรากฏอ่างอาบน้ำสีขาวสะอาดตาโดยน้ำในอ่างนั้นเป็น้ำนมอย่างดีที่พี่เลี้ยงสาวอย่างฤดีเตรียมไว้ให้เธอนั่นเอง
รินนรีเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำ ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความพอใจในอุณหภูมิจากนั้นมือบางก็ค่อย ๆ จัดการปลดผ้าเช็ดตัวผืนขาวออก เมื่อไร้ซึ่งพันธนาการใด ๆแสงนวลจากหลอดไฟก็สะท้อนให้เห็นทรวดทรงสมส่วน และ่บนที่อวบอิ่มตามวัยรวมถึงสะโพกขาวนวลหนั่นแน่น เธอค่อย ๆ หย่อนปลายเท้าลงไปในอ่างน้ำนั้นเรียวขาเหลืองนวลตัดกับสีน้ำนมในอ่างอย่างเห็นได้ชัดร่างนวลผ่องนั้นหย่อนตัวลงในอ่าง ปล่อยให้ความเมื่อยล้าไหลไปกับสายน้ำ
จนเมื่ออาบน้ำเสร็จ รินนรีก็แต่งตัวเป็ชุดนอนสายเดี่ยวกระโปรงสบายๆ แบบที่เธอชอบ โดยมีพี่เลี้ยงสาวอย่างฤดีคอยช่วยแต่งเนื้อแต่งตัวหวีผมให้
“คุณหนูของฤดีช่างสวยเหลือเกิน ราวกับนางฟ้า ผิวก็ผ่องเป็ยองใย”
“พอเถอะ พี่ฤดี ฉันได้ยินมาจนเบื่อแล้วไปนอนดีกว่า”
ฤดีจัดการห่มผ้าให้คุณหนูของเธอ จัดแจงทุกอย่างจนเรียบร้อยเหมือนกับทุกครั้งก่อนจะลุกไปที่สวิตซ์ไฟ
“นอนแต่หัวค่ำ ดีแล้วล่ะค่ะ คุณหนู หน้าจะได้ไม่เหี่ยวไว พรุ่งนี้มีเรียนเช้าด้วย”
“นี่ พี่ฤดี เมื่อไหร่จะมีใครมาสมัครเป็คนสวนเสียที หญ้าเอย วัชพืชเอยเริ่มขึ้นแล้วนะ”
“คงเร็ว ๆ นี้ล่ะค่ะ ่นี้เศรษฐกิจไม่ดี คนว่างงานกันก็เยอะคงต้องมีมาบ้างล่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หญิงสาวก็พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหลับไป
เช้าวันต่อมา ทันทีที่รถจอดบริเวณหน้าทางเข้าของโรงแรมที่ชื่อว่าโรงแรมธาราอันตรารองเท้าหนังสีดำเงาวับก็จรดลงบนพื้นกระเบื้องสีแดง ชายหนุ่มในวัยประมาณ 30 ปีกลาง ๆ ใบหน้าคมสันต์ดวงตาที่ดูเข้มงวดเล็กน้อยนั้นหันไปถามเลขาฯหนุ่มของเขา
“ติดต่อรถกอล์ฟให้มารับเรียบร้อยแล้วใช่ไหม พจน์”
“เรียบร้อยแล้วครับ คุณเรย์ เดี๋ยวไม่นานก็คงมาล่ะครับ”
เมื่อเห็นแบบนั้น ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆเพื่อฆ่าเวลาไปด้วยในตัว สวนหย่อมบริเวณด้านหน้าโรงแรมนั้นมีต้นหางนกยูงและสวนที่ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นที่พ่อของเขาเชิญมาจากที่ญี่ปุ่นเพื่อมาออกแบบให้ที่นี่โดยเฉพาะ
“ดีเลย ได้มาทำงานที่นี่ ได้อยู่ใกล้ทะเลอากาศดีด้วยนะครับ คุณเรย์”
“หรือว่าฉันใช้งานนายหนักไปหรือเปล่า”
“อ้อ ไม่ครับไม่ มันเป็งานผมยินดีช่วยคุณเรย์อยู่แล้ว แต่การที่จะได้มาทำงานที่สวย ๆ แบบนี้ด้วยมันเป็โอกาสที่หายากน่ะครับ”
“อืม งั้นนายก็ตักตวง่เวลานี้ไว้ล่ะถ้าเ้าพีเก่งขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเราก็ต้องย้ายกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ เหมือนเดิม”
เมื่อได้ฟังคำพูดของผู้เป็เ้านายใบหน้าของเลขาฯหนุ่มก็ดูจะเซ็งเล็กน้อย
“เฮ้อ อยากให้เวลาเดินผ่านไปช้า ๆ เสียจริงครับ”
หลังจากนั้นไม่นาน รถกอล์ฟของทางโรมแรมก็ได้ขับเข้ามาอติพจน์นั้นหันไปเห็นพอดีจึงเรียกเ้านายของตนพร้อมกับลากกระเป๋าใส่ข้าวของทั้งของตัวเองและของเ้านายบางส่วนมาข้าง ๆตนด้วยท่าทีคล่องแคล่ว
“รถกอล์ฟที่ติดต่อไว้มาถึงแล้ว ขึ้นเลยครับ”
จริง ๆ เขาสามารถติดต่อให้ทางคนของโรงแรมนำรถยนต์มารับก็ได้แต่นี่ เขาชอบที่จะซึมซับและชื่นชมบรรยากาศของจริง รวมถึงสายลมเย็น ๆ บริสุทธิ์จากธรรมชาติมากกว่าแอร์เย็นๆ จากในรถยนต์ที่ดมบ่อย ๆ ก็เวียนหัว สายตาคมทอดมองความเขียวชอุ่มจากบริเวณโดยรอบก่อนจะสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเรียกความสดชื่น
เมื่อไปถึงล็อบบี้ อติพจน์ก็ได้เดินนำผู้เป็เ้านายหนุ่มลงมาก่อนจะจัดแจงเรียกเบลล์บอยมาขนของของเ้านายและของตนไปยังห้องพักโดยทั้งนี้มีพลระพีที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วมาต้อนรับด้วย
“หวัดดีครับ พี่เรย์ สบายดีนะครับ พี่”
ดวงตาคมทอดมองผู้เป็น้องชายในชุดโปโลสีเทาที่เดินยิ้มกว้างมาต้อนรับเขาก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเรวัตรจะเข้าไปกอดน้องชายเบา ๆ
“พี่สบายดี แล้วนายล่ะ โอเคไหม”
“ก็สบายดีอยู่พี่ แต่งานบริหารนี่สิเอาเื่อยู่ เอ้อ แล้วนี่พี่กินข้าวมายังครับถ้ายังไม่กินเดี๋ยวผมจะพาพี่ไปที่ห้องอาหารของโรงแรม”
“พี่ทานมาแล้วล่ะ”
“โอเค ถ้ายังงั้นเดี๋ยวผมจะพาพี่ทัวร์โรงแรมก่อนถ้ายังไงเดี๋ยวให้พี่เจี๊ยบ พี่เจี๊ยบครับ คนนี้คือคุณเรวัตรเป็พี่ชายของผมและก็เป็ผู้บริหารโรงแรมสาขาที่กรุงเทพฯ และนี่พี่เรย์ คุณเจี๊ยบผู้จัดการาุโของที่นี่รู้จักที่นี่แทบทุกซอกทุกมุมเลยล่ะครับ เดี๋ยวเธอจะทำหน้าที่พาพี่ทัวร์ ส่วนผมก็จะช่วยนิดๆ หน่อย ๆ” ใบหน้าคมสันต์ของน้องชายอย่างพลระพีหันไปทางหญิงสาวสูงวัยร่างอวบในชุดยูนิฟอร์มของโรงแรมดวงตาภายใต้กรอบแว่นนั้นแอบดูเข้มงวดและจริงจังไม่น้อย
“สวัสดีครับ คุณเจี๊ยบ”เขาไหว้ทักทายผู้สูงวัยตรงหน้า
“สวัสดีค่ะ คุณเรย์ ดิฉันชื่อปวีณาหรือเจี๊ยบนะคะเดี๋ยวรบกวนเชิญทางนี้เลยค่ะ” ถึงหน้าตาจะดูเข้มงวดแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับรู้สึกถึงความใจดีแฝงอยู่ไม่น้อย จะว่าไปเขาเองก็รู้สึกคุ้นๆ หน้าเธออยู่เหมือนกัน
“คุณเจี๊ยบทำงานที่นี่มากี่ปีแล้วครับ”เรวัตรเอ่ยถามขึ้น
“เกือบยี่สิบปีแล้วล่ะค่ะ”เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
สงสัยเธอน่าจะเข้ามาทำงานหลังจากเขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแน่ๆ
ในขณะที่เดินไปได้สักพักอติพจน์ก็ได้เดินตามมาสมทบหลังจากจัดข้าวของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
ทางปวีณาเองก็ได้แนะนำเขามาเรื่อย ๆจนกระทั่งถึงห้องเตรียมอาหารของทางโรงแรมที่ถือว่าเป็ไฮไลท์ของที่นี่การตกแต่งที่ทำให้แขกมีความรู้สึกเหมือนอยู่ใต้ท้องทะเลเชฟและพนักงานเสิร์ฟที่แต่งตัวคุมโทนฟ้าขาว รวมถึงการประดับตกแต่งห้องอาหาร
“โอ้โห ตกแต่งได้สวยมากเลยนะ” หลังจากมองดูไปรอบๆ เขาก็อดที่จะเอ่ยชมขึ้นมาไม่ได้
“อันนี้ต้องยกความดีให้คุณพลระพีเลยค่ะคุณเรวัตร ไอเดียนี้มาจากคุณเขาค่ะ”
“จริงหรือ พี เก่งมาก ๆ ดูดีสุด ๆ เลยไม่เสียชื่อที่นายจบด้านศิลปะมา” เรวัตรเอ่ยชมผู้เป็น้องชายด้วยความภาคภูมิใจเื่บริหารโรงแรมนั้นน้องชายอาจจะไม่คล่องนักแต่ถ้าเป็เื่การออกแบบเกี่ยวกับศิลปะล่ะก็ น้องเขาเป็เลิศอย่าบอกใคร
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกพี่แค่่นั้นห้องอาหารกำลังรีโนเวท แล้วกำลัง้าไอเดีย ผมก็แค่ไปช่วยเสริม ๆน่ะ แต่งานจากนี้ต่างหากที่ผมต้องขอคำแนะนำจากพี่”
“ได้สิน้อง”
“แต่สวยจริง ๆ นะครับ คุณพีให้อารมณ์เหมือนว่าอยู่เมืองใต้สมุทรจริง ๆ” อติพจน์เอ่ยสมทบเพราะรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน
“ขอบคุณนะ พจน์” สีหน้าของพลระพีดูจะแดง ๆไม่น้อยที่ถูกชมซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้
จากนั้นทั้งหมดก็เดินไปที่ห้องครัวเรวัตรมองทุกสิ่งทุกอย่างในนั้นอย่างสนใจ ก่อนจะมองไปที่อาหารจานหนึ่งที่เป็จานสลัดที่ผักบนจานได้รับการจัดเรียงอย่างสวยงาม
“เชฟที่นี่ฝีมือดีจริง ๆ นะแม้แต่ผักสลัดยังจัดสวยเลย”
“นอกจากรสชาติความสะอาดของอาหารแล้ว วัตถุดิบก็เป็สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลยนะคะอย่างผักในจานนี้ ก็เป็ผักจากสวนในอำเภอของเราเป็ไร่ใหญ่ของจังหวัดชื่อว่าไร่คุณครูสะอาดคนปัจจุบันที่ทำคือลูกชายชื่อคุณสุรชัยค่ะ ไร่นี้นี่ส่งหมดนะคะอย่างตลาดใหญ่ในจังหวัดและที่ราชบุรีเองบางเ้ายังมาซื้อจากไร่นี้เลยค่ะ” ผู้จัดการาุโอธิบาย
“โห พูดแบบนี้ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วด้วยหิวเลยนะครับ”ชายหนุ่มว่าพลางกุมท้องที่เริ่มร้องหิวเพราะเมื่อเช้าตนดื่มกาแฟมาแค่ถ้วยเดียวกับขนมปังปิ้งแผ่นหนึ่งรองท้องเท่านั้น
“จริงด้วยสิ จะเที่ยงแล้ว เดี๋ยวให้ทางครัวจัดอาหารมาให้เลยดีกว่า”เมื่อได้ยินแบบนั้น พลระพีจึงเดินเข้าไปในครัว
จากนั้นปวีณาก็ได้พาเขารวมถึงอติพจน์มาที่โต๊ะอาหารติดกับบริเวณหน้าต่างที่มองออกไปข้างนอกก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลรวมถึงหาดทรายที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่จะเป็ชาวต่างชาติเสียมากแล้วในตอนนั้นเอง เพลงแจ็ซซึ่งเป็เพลงโปรดของเรวัตรก็ได้บรรเลงขึ้นและเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่นี้ก็ช่างเข้ากับบรรยากาศแบบทะเล ๆในห้องอาหารนี้เสียจริง
‘รู้ใจพี่จริง ๆ นะ พี’
จนเมื่อน้องชายของเขาเดินมาสมทบเรวัตรก็ได้เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“คือที่สุดท้ายใช่ไหมบรรยากาศดีจนพี่ไม่อยากลุกไปไหนแล้ว”
“เพลงถูกใจใช่ไหมล่ะครับ”
“นั่งทั้งวันได้เลยล่ะ”
“โอเค เดี๋ยววันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันเรามากินข้าวกันดีกว่า” ผู้เป็น้องชายว่าขึ้นเมื่อเห็นพนักงานเสิร์ฟหนุ่มกำลังยกจานอาหารมาที่โต๊ะของพวกตน
แต่ทว่าในขณะที่กำลังกิน ๆ กันอยู่นั้นเองเรวัตรก็ได้เหลือบไปเห็นตรงบริเวณมุมเครื่องดื่ม มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในบริเวณนั้นด้วย
‘นี่เพิ่งจะบ่ายเอง จะรีบกินเหล้ากันไปทำไม’
จนเมื่อเขาสังเกตการณ์แต่งตัวของเธอดี ๆ อายุของหญิงสาวคนนั้นน่าจะประมาณ20 กว่าปี แต่แต่งกายวับ ๆ แวม ๆ ชวนล่อเสือล่อตะเข้อยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดส่วนข้าง ๆ ก็เป็เสี่ยอายุน่าจะประมาณ 40 ปีปลาย ๆ ได้ กำลังทำหน้าตากะลิ้มกะเหลี่ยหญิงสาวคนนั้น
‘เสียดายความสวย ยังดูเด็กแท้ ๆ’
ในขณะเดียวกันนั้นเองที่บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ของห้องอาหาร ชายหนุ่มสูงวัยนั่นก็เขยิบเข้ามาใกล้หญิงสาวแววตาดูพราวระยับ
“เอ่อ เสี่ยคะ เรียกหนูมาจะคุยงานด้วยสรุปว่าเสี่ยจะมีงานอะไรให้หนูทำหรือคะ”
“ใจเย็น ๆ ก่อนน่า หนูรุ้งเดี๋ยวเรากินคงกินข้าวกันให้เรียบร้อยแล้วค่อยคุยงานกันก็ยังไม่สาย”
“คือพอดีว่าหนูมีงานต้องไปทำต่อน่ะค่ะไว้เดี๋ยวยังไงเราค่อยคุยกันแล้วกันนะคะ เสี่ย สวัสดีค่ะ” ทันทีที่พูดจบร่างบางของหญิงสาวคนนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้คว้ากระเป๋าแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากตรงนั้น แต่ยังไม่ทันได้ไปไหนไกลมืออวบหนาของเสี่ยคนนั้นก็คว้าเข้าที่ข้อมือบางนั่น
“เดี๋ยวสิ จะไปไหน นั่งลงก่อน”
หญิงสาวมีสีหน้ายุ่งเล็กน้อยก่อนจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม
“แต่หนูมีงานจริง ๆไว้ค่อยคุยกันวันหลังแล้วกันค่ะ”
“อ้าว เดี๋ยว เดี๋ยวสิ” ชายพุงพลุ้ยหัวเสียไม่น้อยก่อนจะเดินตามเธอออกไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
*อาการเจ็ทแล็ก (Jet Lag) มักเกิดจากการเดินทางที่ยาวนานหรือการเดินทางข้ามเขตโซนเวลาที่มีความแตกต่างกันมากๆ