https://youtu.be/gHp-OjLOG5A?si=_38WLQYzkfCdRXNy
เพลงประกอบ
แรงสั่นของเครื่องลำสุดท้ายยังไม่ยอมสงบ แม้มันจะยกตัวพ้นลานค่ายและไต่ขึ้นเหนือม่านควันไปแล้ว ลำตัวเหล็กครางต่ำ ๆ เหมือนสัตว์ใหญ่ที่ถูกยิงบาดเจ็บแต่ยังฝืนบิน เสียงใบพัดด้านนอกหมุนตัดอากาศเป็นจังหวะหนักและยาว เสียงนั้นกดทับทุกอย่างไว้ใต้ชั้นเดียวกัน ทั้งเสียงคนเจ็บคราง เสียงหายใจหอบ เสียงโลหะสั่น เสียงสายรัดเปลกระแทกผนัง และเสียงหัวใจของคนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองรอดจริงหรือไม่
ภายในเครื่องแคบกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เพราะพื้นที่น้อยอย่างเดียว แต่เพราะความตายที่ทุกคนเพิ่งลากขึ้นมาด้วยมันกินที่ กลิ่นเลือดสด กลิ่นผ้าพันแผลเปียก กลิ่นควันไหม้ติดเสื้อผ้า กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นเหงื่อของคนที่วิ่งหนีจนเกือบถึงขีดสุดปะทะกันในอากาศร้อนอับ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงกะพริบตามจังหวะเครื่องสั่น ทำให้ใบหน้าของทุกคนสว่างแล้วมืด สว่างแล้วมืด เหมือนความจริงเองยังไม่ยอมตัดสินว่าใครอยู่ฝั่งคนรอดและใครควรถูกนับเป็นคนตายไปแล้ว
คาเอลยังยืนอยู่ใกล้ประตูท้าย แม้ประตูนั้นปิดสนิทแล้ว มือข้างหนึ่งจับโครงเหล็กเหนือไหล่แน่นจนข้อนิ้วซีด เลือดแห้งบนฝ่ามือติดกับขอบโลหะเป็นคราบดำแดง บางจุดยังเปียกอยู่และเหนียวเมื่อเขาขยับนิ้ว กล้ามเนื้อแขนของเขาสั่นช้า ๆ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะร่างกายเพิ่งจำได้ว่ามันถูกใช้เกินขีดจำกัดมานานเกินไป เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าแบบตอนที่อยู่บนพื้น เพราะเสียงปืน การออกคำสั่ง และตัวเลขคำนวณในหัวช่วยดันเขาไว้เหมือนเสาเหล็กค้ำยัน แต่ว่าตอนนี้ เมื่อประตูปิดและเสียงสนามรบกลายเป็นเสียงทึบอยู่อีกฝั่ง ร่างกายเขาเริ่มทวงคืนทุกอย่างพร้อมกัน
ฝ่าเท้าหนัก
หัวไหล่ปวด
ลำคอแสบ
หัวใจเต้นช้า แต่หนักจนเหมือนชนซี่โครงทุกครั้ง
เขายังไม่ได้ล้ม
เพราะถ้าล้ม เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะลุกขึ้นมาทันทีได้หรือไม่
ข้างในเครื่อง คนที่ขึ้นมาได้เริ่มทรุดลงทีละคน บางคนนั่งพิงผนังโดยไม่ปลดปืนออกจากมือ บางคนกอดเปลคนเจ็บราวกับกลัวว่าถ้าปล่อย คนที่เพิ่งช่วยขึ้นมาจะหลุดกลับลงไปข้างล่าง บางคนหัวเราะออกมาแค่ครั้งเดียวแล้วร้องไห้ต่อทันทีเหมือนร่างกายเลือกอาการไม่ถูก เสียงสะอื้นไม่ได้ดังมาก แต่มันมีอยู่ทุกมุม แทรกอยู่ใต้เสียงเครื่องเหมือนน้ำซึมใต้ประตู
อลิน่าคลานไปตามพื้นแคบ ๆ ระหว่างคนเจ็บ มือทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยเลือดจนแยกไม่ออกว่าเลือดใคร ผมด้านหนึ่งหลุดจากที่รวบไว้และติดแก้มด้วยเหงื่อกับฝุ่น เธอไม่เงยหน้ามองใครนานเกินครึ่งวินาที เสียงของเธอต่ำ เร็ว และคม
“กดไว้ อย่าปล่อย…ลินา ผ้าพันแผลอีกม้วน…ไม่ อันนั้นใช้ไม่ได้แล้ว เอาอันที่ยังแห้ง…หายใจ มองฉัน หายใจ”
ลินาขยับตามเหมือนเงาของเธอ ใบหน้าเด็กกว่าหลายคนในเครื่องซีดจนริมฝีปากแทบไม่มีสี แต่มือยังทำงาน เธอส่งผ้า ส่งยา ดึงสายรัด ตัดเสื้อที่ติดแผลด้วยมีดเล็ก ๆ ที่สั่นในมือ แต่ไม่หลุด เสียงเครื่องสั่นทำให้ไฟแดงบนหน้าเธอกะพริบเป็นจังหวะเหมือนทุกครั้งที่แสงมืดลง เธอจะหายไป แล้วกลับมาใหม่ในสภาพที่เหนื่อยกว่าเดิม
แจ็กซ์นั่งกองอยู่ใกล้กล่องอุปกรณ์ที่ยังค้างสายไฟครึ่งหนึ่ง เขากอดตัวควบคุมโดรนไว้กับอกเหมือนคนกอดของมีค่าชิ้นสุดท้ายในบ้านที่ไฟไหม้ นิ้วของเขายังกดปุ่มเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ ทั้งที่หน้าจอดับไปแล้ว เสียงหัวเราะแห้งดังขึ้นจากลำคอเขาหนึ่งครั้ง ก่อนกลายเป็นไอหนักจนตัวงอ
“ไฟนำทางลงจอดยังอยู่…” เขาพึมพำ เหมือนรายงานให้ใครฟังทั้งที่ไม่มีใครถาม
“มันยังอยู่จนแตะพื้น…บ้าชะมัด มันยังอยู่จริง ๆ”
คีรอนนั่งอยู่ไม่ไกล หูฟังข้างหนึ่งห้อยลงมา สายสื่อสารขาดเป็นรอยดำจากความร้อน เขายังคงจับวิทยุไว้แน่นจนมือขาว เสียงในช่องยังแตกพร่า มีเสียงคนพูดทับกัน เสียงร้องขอพิกัด เสียงรบกวนจากไฟฟ้า และสัญญาณที่ไม่สมบูรณ์ เขาฟังมันเหมือนกลัวว่าถ้าหยุดฟัง โลกด้านล่างจะหายไปอย่างเป็นทางการ
เรนาร์นั่งใกล้ทางลาดที่ปิดแล้ว ปืนวางพาดบนเข่า แต่เขายังจับมันแน่น นิ้วอยู่ใกล้ไกปืนแม้ไม่มีอะไรให้ยิงแล้ว เลือดและควันเกาะหน้าเขาจนดวงตาดูแดงกว่าปกติ เขาไม่พูดกับใคร ไม่มองคาเอล ไม่มองโวร่า ไม่มองจุดที่เดวิสควรจะยืนถ้าเขาขึ้นมาได้ เขามองแค่ปืนของตัวเอง เหมือนกำลังนับว่ามันเหลือกระสุนกี่นัดหลังจากยิงทุกอย่างที่ควรยิงแล้วยังไม่พอจะเอาใครกลับมา
โวร่าอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอนั่งหลังตรงทั้งที่ควรจะทรุดลงเหมือนคนอื่น ใบมีดวางข้างขา เลือดบนคมแห้งเป็นคราบดำ เธอมองไปยังพื้นว่างตรงกลางเครื่อง ไม่ได้มองอะไรจริง ๆ กรามเธอขยับช้า ๆ เหมือนกัดคำพูดบางอย่างไว้จนฟันเจ็บ แต่ไม่ยอมปล่อยออกมา
หน่วยแบล็กแองเคอร์นั่งรวมกันอีกด้าน เคดยังไม่ถอดเกราะออกทั้งหมด เขาเพียงปลดหมวกวางลงข้างตัว ใบหน้าใต้หมวกมีรอยบาดหลายเส้น เหงื่อไหลตามกรอบหน้าและหยดลงบนเกราะอกที่เต็มไปด้วยรอยกรงเล็บ รูคยืนพิงผนังแขนกอดอก บาดแผลด้านข้างเกราะถูกปิดด้วยแผ่นอุดชั่วคราว แต่เขายังถ่ายน้ำหนักไม่เท่ากันทุกครั้งที่เครื่องสั่น เวลนั่งคุกเข่าข้างอาวุธของตัวเอง ใช้นิ้วแตะลำกล้องที่ยังอุ่นเหมือนตรวจชีพจรของมัน แสงสีฟ้าที่เคยไหลตามอาวุธเธอดับลงจนเหลือแค่เงาสะท้อนจากไฟแดง
ซีนอสอยู่ใกล้หน้าต่างเล็ก ๆ ด้านข้าง เขาไม่พูด ไม่แสดงสีหน้า ปืนยาววางพาดข้างตัวอย่างเรียบร้อยเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งกระโดดขึ้นเครื่องในวินาทีสุดท้าย ดวงตาของเขามองลงไปยังควันที่ค่อย ๆ ห่างออก เหมือนพยายามจับการเคลื่อนไหวสุดท้ายของบางสิ่งที่คนอื่นไม่อยากเห็นอีกแล้ว
นิกซ์นั่งพิงเสาโลหะด้านใน ศีรษะก้มต่ำ มือข้างหนึ่งวางบนพื้นเครื่อง มืออีกข้างกดคอตัวเองไว้ เส้นสีเข้มใต้ผิวเต้นเบา ๆ เป็นจังหวะไม่ตรงกับเครื่องยนต์ ไม่ตรงกับหัวใจ ไม่ตรงกับอะไรที่ควรอยู่ในร่างมนุษย์ เลือดกำเดาแห้งเป็นทางใต้จมูก แต่เขาไม่เช็ด ดวงตาเขาครึ่งปิดครึ่งเปิด เหมือนยังฟังพื้นโลกผ่านลำตัวเหล็กที่กำลังบินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
มิเลียนั่งห่างจากคาเอลไปสองช่วงแขน เธอไม่ได้เลือกที่นั่งตรงนั้นโดยตั้งใจอย่างชัดเจน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปืนของเธอวางข้างตัว มือทั้งสองวางบนเข่า ไหล่ที่เคยตั้งรับตลอดคืนลดลงเล็กน้อย แต่ดวงตายังไม่พัก เธอมองออกไปทางหน้าต่างบ้าง มองพื้นบ้าง และบางครั้งมองมาที่คาเอลโดยไม่พูดอะไร ระยะระหว่างพวกเขาไม่มากพอให้ใครเรียกว่าห่าง แต่กว้างพอให้คาเอลรู้ว่าเธอไม่อยากแตะเขาในตอนนี้
เขารู้
และเขาไม่ขยับเข้าไปใกล้เธอ
แรงสั่นของเครื่องลดลงเล็กน้อยเมื่อมันไต่ระดับได้มั่นคงขึ้น พื้นใต้เท้ายังสั่นถี่ แต่ไม่กระชากเหมือนตอนยกตัว เสียงใบพัดด้านนอกเปลี่ยนจากการดิ้นรนเป็นการลากยาวสม่ำเสมอ เมฆควันด้านล่างเริ่มบางพอให้มองเห็นค่ายผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ได้อีกครั้ง
คาเอลหันไปมอง
ค่ายที่เคยเป็นโลกทั้งใบของพวกเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ตอนนี้เล็กลงเรื่อย ๆ ไฟยังลุกเป็นจุดสีส้มหลายจุด ลานจอดกลายเป็นรอยดำกว้าง ตึกฝึกด้านตะวันตกมีควันออกจากหน้าต่างแตก แนวกำแพงบางช่วงพังจนเห็นแสงไฟกะพริบด้านใน เงาฝูงยังเคลื่อนไหวอยู่บ้างรอบลาน แต่ช้าลง เหมือนหลังจากเหยื่อกลุ่มใหญ่หลุดไปแล้ว มันกำลังรอคำสั่งใหม่มากกว่าบุกตามสัญชาตญาณ
ตรงกลางลาน มีเงาสูงหนึ่งเงายืนอยู่
บอสยังอยู่
มันไม่ได้วิ่งตาม ไม่ได้คำรามใส่ท้องฟ้า ไม่ได้แสดงความโกรธที่เครื่องหนีขึ้นมาได้ มันเพียงยืนอยู่ท่ามกลางควันและไฟ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ เหมือนมองตามลำเครื่องด้วยความสนใจมากกว่าความแค้น
ระยะไกลขนาดนั้น คาเอลไม่ควรมองเห็นรายละเอียด
แต่เขารู้ว่ามันกำลังมองเขา
[อัตราการซิงค์: 67%]
ข้อความขึ้นมาในหัว
เย็นยะเยือก
ลอยนิ่งบนอากาศ
มันเหมือนมือที่วางบนหลังคอเขาโดยไม่ออกแรงกด
คาเอลจ้องตัวเลขนั้น
เขาควรกลัว
มีส่วนหนึ่งของเขากลัวจริง ๆ
แต่ส่วนที่เหลือกำลังนับสิ่งอื่นอยู่โดยอัตโนมัติ ระยะห่างจากค่าย ความสูงของเครื่อง สภาพผู้รอดชีวิต จำนวนคนเจ็บที่ยังมีโอกาสรอด อัตราการสูญเสีย เส้นทางที่บอสอาจใช้ตามพวกเขา ช่องว่างข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยแบล็กแองเคอร์ สัญญาณของบัลธาซาร์ที่หายไปหลังประตูปิด
ทุกอย่างยังเรียงเป็นข้อมูล
แม้สนามรบจบลงแล้ว
เขาหลับตาลงครึ่งวินาที
ไม่ใช่เพื่อพัก
แต่เพื่อดูว่าถ้าไม่มอง ข้อมูลจะหยุดไหม
มันไม่หยุด
[อัตราการซิงค์: 64%]
ตัวเลขลดลงเอง
เสียงในหัวบางลงเล็กน้อย เหมือนระดับน้ำเริ่มถอยจากกำแพงที่จมอยู่ คาเอลรู้สึกถึงพื้นเครื่องใต้รองเท้าชัดขึ้น รู้สึกถึงแรงสั่นที่ส่งขึ้นมาตามขา รู้สึกถึงความเจ็บตรงฝ่ามือที่จับเหล็กแน่นเกินไป
[61%]
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นในหู ไม่ใช่ดังขึ้นจริง แต่ดังขึ้นเพราะระบบไม่ได้กรองมันออกให้มากเท่าเดิม เสียงคนเจ็บด้านหลังชัดขึ้น เสียงอลิน่าพูดเร็ว ๆ ชัดขึ้น เสียงผ้าพันแผลถูกฉีก เสียงใครบางคนกลั้นร้องไห้จนลมหายใจสั่น
[58%]
ความเย็นในอกลดลงเล็กน้อย แต่ความเจ็บกลับขึ้นมาแทนอย่างรวดเร็ว ราวกับมันยืนรออยู่ด้านนอกประตูมาตลอด พอประตูเปิด มันก็ทะลักเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต
เดวิส
โรแวน
คนที่อยู่นอกแนวที่หนึ่ง
คนที่ประตูปิดใส่ก่อนจะทันหนีขึ้นเครื่อง
คนเหล่านั้นเรียกว่า “ผู้ตกค้าง”
ภาพทั้งหมดกลับมา ไม่ใช่เป็นตัวเลข ไม่ใช่เส้นทาง ไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่เป็นชิ้นส่วนของคน
คำว่า “พอ”
มือของโรแวนที่ชี้ไปทางเครื่อง
เสียงเดวิสหัวเราะผ่านวิทยุ
ร่างที่หายไปในฝูง
เขาหายใจเข้าแรงเกินไปจนเจ็บหน้าอก
[54%]
คาเอลกำโครงเหล็กแน่นขึ้น
เขารู้สึกอยากนั่งลงอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่ขยับ ทุกคนในเครื่องมีบางอย่างต้องยึดไว้ อลิน่ายึดคนเจ็บ แจ็กซ์ยึดอุปกรณ์ เรนาร์ยึดปืน โวร่ายึดใบมีด มิเลียยึดความเงียบ
เขายึดตัวเลข
[49%]
เสียงหัวใจของเขากลับมาชัด
ตึก
ตึก
ตึก
ช้า หนัก และไม่ตรงกับเสียงเครื่อง
[45%]
เขารู้สึกถึงเหงื่อที่เย็นลงบนหลัง รู้สึกถึงเสื้อที่เปียกติดผิว รู้สึกถึงเลือดแห้งตรงกรามที่เขาไม่รู้ว่ามาจากตัวเองหรือคนอื่น กลิ่นในเครื่องหนักขึ้นอีกครั้ง กลิ่นเลือดมนุษย์ต่างจากกลิ่นเลือดของฝูงอย่างชัดเจนในตอนนี้ มันอุ่นกว่า เค็มกว่า และทำให้ท้องเขาหดตัวอย่างน่ารังเกียจ
[43%]
โลกช้าลง ไม่ใช่ช้าลงแบบระบบช่วยให้เห็นทุกอย่าง แต่ช้าลงแบบคนที่เพิ่งถูกทิ้งให้อยู่กับผลของสิ่งที่ตัวเองทำ
เขารอ
ให้มันลงต่อ
ให้เสียงในหัวเบาลงอีก
ให้มือที่เย็นเกินไปกลับมาอุ่นเหมือนเดิม
ให้ความคิดที่เรียงเป็นเส้นทางแตกกลับเป็นความสับสนของมนุษย์
[41%]
ตัวเลขหยุดนิ่ง
ไม่มีการสั่น ไม่มีการเตือน ไม่มีคำอธิบายประกอบ
คาเอลรออีกหนึ่งวินาที
สองและสามวิ
ตัวเลขไม่ขยับลง
[อัตราการซิงค์: 41%]
มันยังค้างอยู่ตัวเลขนั้น
ไม่สูงเท่าตอนสั่งถอย ไม่สูงเท่าตอนยอมให้เดวิสซื้อเวลา ไม่สูงเท่าตอนประตูท้ายปิดและเขายังนับคนที่ขึ้นไม่ทัน
แต่มันไม่กลับไปต่ำกว่านั้น
มันไม่กลับไปเป็นเขาคนเดิม
บางอย่างในอกเขาค่อย ๆ ตกลงอย่างช้า ๆ เหมือนวัตถุหนักจมลงในน้ำลึก
เขายังรู้สึก
แต่ความคมยังอยู่
เขายังเจ็บ
แต่การจัดวางความเจ็บไว้ด้านข้างเพื่อคิดต่อก็ยังทำได้ง่ายเกินไป
เขายังจำทุกชื่อ
แต่ส่วนหนึ่งของเขารู้ว่าถ้ามีต้องเลือกอีกครั้ง เขาก็ยังคงเลือกแบบเดิม
นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
มันไม่ใช่ระบบควบคุมเขา
แต่เขาเริ่มเข้าใจเหตุผลของมัน
มิเลียหันมามองเขาในจังหวะที่เขาปล่อยมือจากโครงเหล็ก เสียงโลหะเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อคราบเลือดที่ติดมือหลุดจากขอบจับ คาเอลมองฝ่ามือตัวเอง เลือดแห้งเป็นเส้นตรงรอยเล็บ ขอบแผลเล็ก ๆ ยังแดงและเจ็บจริง เขาขยับนิ้วช้า ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังเป็นมือของเขา
“มันลดลงใช่ไหม” มิเลียถาม
เสียงของเธอเบา แต่ชัดพอให้เขาได้ยินท่ามกลางเสียงเครื่อง
คาเอลเงยหน้ามองเธอ
แสงไฟแดงบนใบหน้าเธอกะพริบช้า ๆ ดวงตาเธอไม่ได้แข็ง ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนก่อน มันอยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น เหมือนเธอกำลังยืนบนเส้นที่ยังไม่เลือกว่าจะก้าวกลับเข้ามาหาเขา หรือก้าวออกไปให้ไกลกว่าเดิม
“ลดลง” เขาตอบ
“เท่าไหร่”
คำถามนั้นดูเรียบง่าย
แต่คาเอลรู้ว่ามันไม่ใช่แค่ตัวเลข
เธอไม่ได้ถามเพราะอยากรู้ค่าของระบบ
เธอถามเพราะอยากรู้ว่าเขากลับมาได้แค่ไหน
เขาควรพูดความจริง
เขารู้ว่าควร
แต่คำว่า 41% อยู่ในปากเหมือนก้อนโลหะ เขาพูดออกไปแล้วมันจะกลายเป็นสิ่งจริงสำหรับเธอด้วย ไม่ใช่แค่ในหัวเขา ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เขารับอยู่คนเดียว
เขามองเธอ
แล้วตอบ
“ไม่เท่าเดิม”
มิเลียนิ่ง
เธอไม่ถามต่อทันที
ความเงียบที่ตามมาหนักหนากว่าเสียงเครื่องบินเสียอีก
“แปลว่าไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม” เธอพูด
ไม่ใช่คำถาม
คาเอลไม่ตอบ
เพราะคำตอบยืนอยู่ระหว่างพวกเขาแล้ว
มิเลียพยักหน้าเพียงเล็กน้อย เธอหันกลับไปมองพื้นเครื่อง มือของเธอขยับเหมือนจะเอื้อมมาหาเขาโดยไม่รู้ตัว แต่หยุดตั้งแต่ยังไม่ยกพ้นเข่า นิ้วของเธอกำเข้าหากันช้า ๆ
คาเอลเห็น
และไม่ขยับเข้าไป
ระยะห่างพวหเขายังอยู่สองช่วงแขนอยู่ตรงนั้น
กว้างพอให้คนสองคนไม่แตะกัน
แคบพอให้รู้ว่าทั้งคู่รู้ตัว
เคดลุกขึ้นจากที่นั่งช้า ๆ เกราะเขาส่งเสียงเสียดกับผนังเมื่อขยับ เขาหยิบหมวกขึ้นมาแต่ไม่ได้สวม เดินมาหยุดห่างจากคาเอลหนึ่งก้าว ระยะของคนที่ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ลูกน้อง แต่ไม่ใช่ศัตรูอีกต่อไป
“เจ้าหนู นายไม่ได้มียศพอจะสั่งพวกเรานะ” เคดพูด
น้ำเสียงตรง ไม่หาเรื่อง แต่ไม่อ่อนลง
คาเอลมองเขา
“ผมรู้”
“แต่ถ้าไม่ใช่คำสั่งนาย พวกเราหลายคนคงไม่ได้ขึ้นเครื่อง”
รูคที่ยืนอยู่ข้างผนังหันมามองเล็กน้อย เวลเงยหน้าขึ้นจากอาวุธของตัวเอง
เคดพูดต่อ
“ฉันไม่ได้บอกว่าชอบวิธีนาย”
“ผมก็ไม่ได้ขอให้ชอบครับ”
มุมปากรูคกระตุกเหมือนเกือบหัวเราะ แต่ไม่หัวเราะออกมา
เคดนิ่งไปครึ่งจังหวะ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ดี งั้นเราจะไม่เสียเวลาทำเหมือนเข้าใจกัน”
“ตามนั้น”
คำตอบของคาเอลสั้นพอ ๆ กัน
ทั้งสองคนมองกันในแสงไฟแดงที่สั่นไปตามเครื่องบิน ไม่มีการจับมือ ไม่มีคำขอบคุณ ไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่บางอย่างถูกวางลงตรงนั้นแล้ว ข้อตกลงระหว่างคนที่เพิ่งรอดจากนรกเดียวกันและรู้ว่าต้องเจอนรกที่ใหญ่กว่าข้างหน้า
เวลลุกขึ้นบ้าง เธอสะพายอาวุธไว้ข้างหลัง เดินผ่านรูคแล้วหยุดมองคาเอล
“นายเห็นมันก่อนที่จะเกิดขึ้นอะไรขึ้นใช่ไหม” เธอพูด
คาเอลไม่ตอบ
“ไม่ใช่แค่คาดการณ์” เธอพูดต่อ
“นายเห็นเหมือนมันเกิดขึ้นก่อนแล้ว”
เสียงของเธอไม่มีความกลัวมากเท่าความระมัดระวัง
รูคขยับไหล่
“จะบอกว่าเจ้าเด็กนี่เป็นเครื่องเตือนภัยเดินได้?”
“ฉันบอกว่ามันไม่ใช่แค่นั้น” เวลตอบ
คาเอลมองเธอ
เธอมองกลับ
แล้วเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน ไม่ใช่เพราะแพ้ แต่เพราะบางอย่างในสายตาเขาทำให้เธอไม่อยากมองนานเกินไป
รูคเงียบลง
เคดมองทั้งสองคนแล้วสวมหมวกกลับเข้าไป
“พักเท่าที่พักได้” เขาพูดกับหน่วยของตัวเอง
“ถ้าพวกนั้นมีทางตาม มันจะตามเรามา”
คำว่า “มัน” ทำให้หลายคนในเครื่องเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
บอส
ฝูง
ระบบ
หรือสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
ไม่มีใครถามว่าเคดหมายถึงอะไร เพราะทุกคนมีคำตอบของตัวเองอยู่แล้ว
นิกซ์ขยับเป็นครั้งแรกหลังเงียบไปนาน มือที่วางบนพื้นเครื่องกดลงแน่นขึ้น เขาหลับตา เส้นใต้ผิวคอเต้นแรงขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วช้าลง
“พื้นด้านล่าง…เงียบลง” เขาพูด
น้ำเสียงเบามาก แต่คำว่าเงียบทำให้ทั้งเครื่องเหมือนเย็นลง
เรนาร์เงยหน้าขึ้น
“เงียบแบบไหน”
นิกซ์ลืมตาช้า ๆ
“เหมือนมันหยุดฟังเรา”
โวร่าหันมาทันที
“หยุดฟัง?”
“มันไม่ได้ไล่เสียงเราแล้ว” นิกซ์พูด
“มันฟังอย่างอื่น”
คาเอลมองออกไปทางหน้าต่างอีกครั้ง ค่ายถูกควันกลืนจนแทบไม่เหลือรูปร่าง เงาบอสหายไปจากสายตาแล้ว ไม่รู้เพราะควันปิด หรือเพราะมันเดินออกจากจุดนั้น
“มันกำลังเรียนรู้เส้นทางใหม่” คาเอลพูด
ไม่มีใครถามว่าเขารู้ได้ยังไง
เพราะทุกคนเหนื่อยเกินจะถาม
หรือเพราะพวกเขาเริ่มเชื่อไปแล้วว่าสิ่งที่เขาพูดมักถูก และนั่นน่ากลัวพอ ๆ กับศัตรู
คีรอนกดหูฟังเข้ากับหูอีกครั้ง เสียงวิทยุแตกพร่าแล้วมีเสียงผู้ชายวัยกลางคนดังแทรกเข้ามา สัญญาณไม่ชัด แต่มีน้ำหนักของคำสั่งจริง ไม่ใช่เสียงนักบิน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม
“…ยืนยันผู้รอดชีวิต…ลำสุดท้ายออกจากเขตแล้ว…รายงานจำนวน…”
คีรอนกลืนน้ำลาย หันมองคาเอลโดยไม่ตั้งใจ
คาเอลไม่ได้ตอบ
เพราะเขารู้ว่าจำนวนจะมา
และรู้ว่าจำนวนนั้นจะไม่รวมชื่อที่เขายังจำได้
อลิน่ายกมือขึ้นก่อนใคร “อย่าเพิ่งนับดัง ๆ”
ทุกคนหันไป
เธอยังนั่งอยู่ข้างคนเจ็บคนหนึ่ง มือกดแผลที่ท้องเขาไว้ ดวงตาเธอแดงจากควันและน้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมา แต่เสียงเธอแข็งกว่าทุกคนคาด
“อย่าเพิ่งนับดัง ๆ” เธอพูดซ้ำ
“ถ้าจะนับ ไปนับกับคนที่ยังไม่เลือดออกต่อหน้าฉัน”
ไม่มีใครเถียง
คีรอนลดวิทยุลงเล็กน้อย
เสียงในเครื่องกลับมาเป็นเสียงหายใจ เสียงเครื่องยนต์ เสียงผ้า เสียงเลือดหยดลงพื้นโลหะ
คาเอลมองอลิน่า
เธอไม่มองกลับ
แต่คำพูดของเธอตัดบางอย่างในเครื่องไว้ได้
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลานับคนตาย
ตอนนี้ยังมีคนที่ต้องไม่ตายเพิ่ม
แรงสั่นของเครื่องลดลงอีก เครื่องบินเริ่มเข้าสู่ระดับบินคงที่ อากาศเย็นจากระบบภายในเริ่มเป่าออกมาจากช่องเล็ก ๆ ด้านบน แต่มันปนกลิ่นควันจนไม่ได้ช่วยให้สดชื่น แค่ทำให้เหงื่อบนผิวเย็นลงและร่างกายเริ่มสั่นมากขึ้น
มิเลียลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปช่วยลินาจับเปลคนเจ็บให้มั่นคงระหว่างเครื่องเอียง เธอไม่ได้มองคาเอลตอนเดินผ่าน ระยะห่างระหว่างไหล่เธอกับแขนเขาน้อยมาก แค่ครึ่งฝ่ามือ แต่เธอไม่แตะ
คาเอลรู้สึกถึงช่องว่างนั้นมากกว่าถูกกระแทกใส่เสียอีก
เขานั่งลงในที่สุด
พื้นโลหะเย็นผ่านผ้าที่เปียกเหงื่อขึ้นมาถึงหลัง เขาวางแขนบนเข่า ก้มมองมือของตัวเอง รอยเล็บจิกเป็นเส้นลึก เลือดแห้งอยู่ตามร่องนิ้ว เขาขยับนิ้วช้า ๆ นิ้วตอบสนองตามปกติ เป็นมือของเขาเหมือนเดิม
แต่มือคู่นี้เพิ่งยกสั่งให้คนอื่นไม่กลับไป
มือคู่นี้ไม่ได้ช่วยเหลือเดวิส
ไม่ได้ดึงโรแวนกลับมา
ไม่ได้แตะมิเลียตอนเธอเริ่มถอยห่าง
[อัตราการซิงค์: 41%]
ตัวเลขยังค้าง
เขาเกือบอยากให้มันขึ้นอีกหรือไม่ก็ลงไปเลย
การค้างอยู่ตรงกลางแย่กว่า เพราะมันหมายความว่าเขายังต้องอยู่กับทั้งสองอย่างพร้อมกัน ความเป็นมนุษย์ที่ยังเจ็บ และความคมที่รู้ว่าความเจ็บไม่เปลี่ยนผลลัพธ์
เสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ
“พอ”
คาเอลหลับตาลง
เดวิสยืนอยู่ตรงช่องขวาในภาพจำ แขนพันผ้า ปืนใกล้หมด กระสุนสุดท้าย เสียงหัวเราะสั้น ๆ
ภาพเปลี่ยนเป็นโรแวนบนพื้น ยกมือชี้ไปที่เครื่อง
ไป
ภาพเปลี่ยนเป็นเส้นแสงสีฟ้าหลังเต็นท์พยาบาล เส้นสุดท้ายที่วาบขึ้นแล้วหายไปก่อนประตูปิด
บัลธาซาร์
เขาไม่ขึ้นมา
ไม่มีใครพูดชื่อเขาดัง ๆ หลังเครื่องออก เหมือนทุกคนกลัวว่าถ้าพูดออกมา พวกเขาจะต้องถามต่อว่าเขาตายไหม และคำถามนั้นไม่มีใครกล้า พร้อมรับคำตอบ
แต่คาเอลรู้สึกได้
บางอย่างที่เคยอยู่หลังสนามไม่ได้ดับสนิท
มันเหมือนเสียงสะท้อนที่ไม่ยอมกลับมาเป็นคำ เหมือนแรงกดเบา ๆ ที่ไม่อยู่ในอากาศ ไม่อยู่ในพื้น ไม่อยู่ในร่าง แต่ยังมีอยู่ตรงขอบของการรับรู้
เขาไม่ได้รอดขึ้นเครื่อง
แต่ไม่ได้หายไปอย่างคนตายทั่วไป
“เขายังอยู่” คาเอลพูดเบามาก
ตัวเองแทบไม่ได้ยิน
แต่คนที่นั่งใกล้พอได้ยินคือมิเลีย เธอหันมาจากเปลคนเจ็บที่เพิ่งช่วยยึดสายรัดเสร็จ ดวงตาเธอจับจ้องมองเขานิ่ง
“ใคร”
คาเอลไม่ตอบทันที
มิเลียรู้ก่อนเขาพูด
“บัลธาซาร์?”
ชื่อที่หลุดออกมาทำให้แจ็กซ์เงยหน้าขึ้น โวร่าหันเล็กน้อย นิกซ์ลืมตาเต็มขึ้น
คาเอลพยักหน้า
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“เขาได้ขึ้นมาไหม”
ไม่มีใครตอบ
เพราะทุกคนรู้
ถ้าเขาขึ้นมา พวกเขาจะเห็น
ถ้าเขาตาย พวกเขาควรจะเห็นอะไรบางอย่าง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเส้นแสงสุดท้าย
แล้วความว่าง
นิกซ์พูดขึ้นเบา ๆ
“ตอนเราขึ้นมา เขาก็หายไปจากพื้นที่ตรงนั้นแล้ว”
ทุกคนเงียบ
คาเอลหันไปหาเขา
“นายหมายความว่าไง”
นิกซ์กดคอตัวเองแน่นขึ้น เหมือนคำตอบเจ็บกว่าคำถาม
“ก่อนประตูปิด ฉันยังได้ยินเขาอยู่หลังเต๊น” เขาพูดช้า ๆ
“ไม่ใช่เสียง…เป็นแรงกด เหมือนจังหวะหนึ่งในสนาม แต่หลังเครื่องขึ้น มันไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”
“ตาย?” แจ็กซ์ถาม เสียงต่ำกว่าปกติ
นิกซ์หลับตา
“ไม่ใช่”
คำตอบนั้นทำให้ความเงียบหนาขึ้น
“แล้วเขาอยู่ไหน” โวร่าถาม
นิกซ์ลืมตา มองพื้นเครื่องใต้มือของตัวเอง เหมือนคำตอบอาจซ่อนอยู่ในแรงสั่นของเหล็ก
“ไม่รู้” เขาพูด
“แต่ไม่ใช่ที่เดิมตรงนั้น”
คาเอลรู้สึกขนลุกช้า ๆ ตามแขน ไม่ใช่จากความหนาว แต่จากความเข้าใจบางอย่างที่ยังไม่มีภาษา
บัลธาซาร์ไม่ได้หนีเหมือนพวกเขา
ไม่ได้ตายเหมือนเดวิส
ไม่ได้ถูกทิ้งเหมือนโรแวน
เขาอาจ…ไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมของโลกอีกต่อไป
ความคิดนั้นควรทำให้เขาหวัง
แต่มันทำให้เขากลัวมากกว่า
เพราะถ้าคนหนึ่งสามารถรอดโดยไม่อยู่ในโลกเดิมเต็มที่ เขายังเป็นคนแบบเดิมได้แค่ไหน
และถ้า Reality Sync ที่ยังอยู่ในตัวเขาที่ 41%
เขาเองอยู่ใกล้เส้นนั้นแค่ไหน
เครื่องบินสั่นอีกครั้งเมื่อผ่านกระแสลมร้อนจากควันด้านล่าง หลายคนในเครื่องเอนไปตามแรง มิเลียคว้าขอบเปลไว้ทัน คาเอลขยับมือโดยสัญชาตญาณเหมือนจะช่วย แต่เธอทรงตัวได้เองก่อน และไม่ได้มองเขา
มือของเขาค้างอยู่ครึ่งจังหวะ
แล้วลดลง
ระยะห่างกลับมาอยู่ตรงเดิม
เคดมองภาพนั้นจากอีกด้านหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไร
บางเรื่องในสนามรบคนภายนอกมองออกง่ายกว่าคนที่อยู่ตรงกลาง
เสียงวิทยุดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดขึ้น
“ลำสุดท้าย ยืนยันเส้นทางกลับฐานชั่วคราว จุดรับรองปลอดภัยระดับหนึ่ง เตรียมลงในยี่สิบสองนาที”
ยี่สิบสองนาที
คำว่า “ปลอดภัยระดับหนึ่ง” ทำให้หลายคนแทบหัวเราะออกมา
ไม่มีใครในเครื่องรู้สึกว่าคำว่าปลอดภัยยังมีความหมายสมบูรณ์อยู่
เสียงวิทยุยังไม่ตัดไปทันทีหลังคำว่า “ฐานชั่วคราว” จบลง สัญญาณแตกพร่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงอีกเสียงแทรกเข้ามา เสียงนั้นแก่กว่า หนักกว่า และมีความนิ่งแบบคนที่ผ่านการออกคำสั่งมาเกินกว่าจะตื่นตระหนกง่าย ๆ
“ยืนยันสถานะเขตปนเปื้อนระดับโลก…พื้นที่ถูกกลืนเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์”
ทั้งเครื่องเงียบลง
ไม่ใช่เพราะไม่มีใครได้ยิน
แต่เพราะทุกคนได้ยินชัดเกินไป
คาเอลค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากมือของตัวเอง ความเย็นที่เคยค้างอยู่ในอกกลับมาช้า ๆ แต่คราวนี้มันไม่ใช่ของระบบทั้งหมด มันเป็นความเย็นของคนที่เพิ่งเข้าใจว่า ค่ายที่พวกเขาหนีออกมาไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางของหายนะ
มันเป็นแค่หนึ่งแผลบนร่างของโลก
“ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์…” แจ็กซ์พูดเบา ๆ เหมือนตัวเลขนั้นใหญ่เกินกว่าจะออกจากปากได้ครบ
คีรอนกดหูฟังแน่นขึ้น
“ยืนยันซ้ำครับ…พื้นที่ถูกกลืน หมายถึงเขตติดเชื้อหรือเขตสูญเสียการควบคุม?”
สัญญาณเงียบไปหนึ่งจังหวะ
แล้วเสียงเดิมตอบกลับ
“ทั้งสองอย่าง”
ไม่มีใครพูดต่อทันที
เสียงเครื่องยนต์ดังเหมือนเดิม แต่ความหมายของมันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงของเครื่องที่พาคนกลุ่มหนึ่งรอดอีกแล้ว มันเป็นเสียงเล็ก ๆ ของโลหะลำหนึ่งที่กำลังบินอยู่เหนือโลกซึ่งถูกกัดกินไปแล้วหนึ่งในสี่
มิเลียหันไปมองคาเอล ดวงตาเธอไม่ถามเรื่องระบบอีกต่อไป เธอกำลังถามเรื่องโลกทั้งใบโดยไม่ต้องพูด
ก่อนใครจะตั้งสติได้ เสียงวิทยุก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้รอดชีวิตทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ศูนย์คัดแยกพิเศษ ผู้มีอาการเชื่อมโยง ผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์ และผู้สัมผัสพิเศษ จะต้องเข้าสู่การประเมินทันที”
เคดเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
รูคขมวดคิ้ว
“ผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์?”
คำพูดนั้นเหมือนเปิดประตูบานหนึ่งในอากาศ
คาเอลมองไปยังนิกซ์ เห็นเส้นสีเข้มใต้ผิวคอของเขายังเต้นเบา ๆ มองไปยังมือของมิเลียที่ยังวางนิ่งบนเข่า มองโวร่าที่นั่งหลังตรงเหมือนคนที่ไม่ยอมให้ความเจ็บลากตัวลง มองหน่วยแบล็กแองเคอร์ที่ไม่ได้มีท่าทางตกใจเท่าที่ควร
นั่นแปลว่าพวกเขารู้อยู่แล้ว
หรืออย่างน้อย ก็รู้มากกว่าพวกคาเอล
เคดมองคาเอลผ่านแสงแดงสลัวในเครื่อง ก่อนพูดด้วยเสียงเรียบ
“พวกนายไม่ใช่ผู้มีพลังพิเศษรุ่นแรก”
ความเงียบในเครื่องเปลี่ยนรูปอีกครั้ง
ไม่ใช่ความเงียบของความสูญเสีย
แต่เป็นความเงียบของโลกที่ใหญ่ขึ้นกะทันหัน
มิเลียค่อย ๆ หันไปหาเขา
“หมายความว่าไง”
เคดไม่ได้ตอบทันที เขามองไปทางหน้าต่าง เหมือนกำลังเลือกว่าควรพูดมากแค่ไหน
“ก่อนพวกนาย ก่อนค่ายนี้ ก่อนระบบที่พวกนายเรียกว่าซิงก์ ก่อนหน้ามีคนที่ตื่นขึ้นมาก่อนแล้ว” เขาพูด
“บางคนควบคุมได้ บางคนควบคุมไม่ได้ บางคนถูกเก็บเข้าหน่วย บางคนหายไปจากรายงาน”
แจ็กซ์หน้าเสีย
“เดี๋ยว…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเหรอ”
เวลเป็นคนตอบแทน เสียงเธอเบากว่าเคด แต่คมกว่า
“ไม่ใช่”
คำเดียวทำให้ทุกอย่างที่พวกเขารู้เกี่ยวกับตัวเองสั่นคลอน
คาเอลรู้สึกเหมือนพื้นเครื่องใต้ตัวเอียง ทั้งที่เครื่องยังบินตรง เขานึกถึงบัลธาซาร์ นึกถึงนิกซ์ นึกถึงระบบในหัว นึกถึงคำสั่งที่ทำให้คนรอดและคนตาย นึกถึงสิ่งที่เขาเคยเชื่อว่าเกิดขึ้นกับพวกเขาเพราะพวกเขาถูกโยนเข้าไปในค่ายนั้น
แต่ถ้ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน
ถ้ามีคนรุ่นก่อน
ถ้ารัฐบาลหรือใครบางคนรู้อยู่แล้ว
ค่ายนั้นคืออะไร
การทดสอบ?
การคัดเลือก?
หรือแค่การบังคับให้คนรุ่นใหม่ตื่นขึ้นท่ามกลางสงครามที่เริ่มไปนานแล้ว
[ข้อมูลไม่เพียงพอ]
ข้อความขึ้นในหัวคาเอล สั้น ๆ
และน่าหงุดหงิดกว่าคำตอบใด ๆ
คาเอลไม่ต้องการให้ระบบบอกว่าไม่รู้
เพราะตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้
และนั่นทำให้เขารู้สึกเป็นมนุษย์ขึ้นมาอย่างเจ็บปวด
มิเลียพูดช้ามาก
“พ่อฉันรู้เรื่องนี้ไหม”
ไม่มีใครตอบทันที
แม้แต่เคด
ความเงียบนั้นยาวพอจะเป็นคำตอบบางส่วนแล้ว
มิเลียมองเขา สีหน้าเธอไม่แตก ไม่ร้อง ไม่สั่น แต่บางอย่างในดวงตาเธอถอยลึกเข้าไป เหมือนโลกที่เธอยืนอยู่เพิ่งถูกดึงพื้นออกไปอีกชั้น
คาเอลเห็น
และครั้งนี้เขาไม่มีคำสั่งใดช่วยเธอได้
เสียงวิทยุกลับมาพร้อมสัญญาณรบกวน
“ยืนยันคำสั่งจากกองบัญชาการพิเศษ…เตรียมรับผู้อพยพรอดชีวิต Zero Hour…จัดกลุ่มตามระดับการเชื่อมโยง…ซ้ำ จัดกลุ่มตามระดับการเชื่อมโยง”
คำว่า “จัดกลุ่ม” ทำให้คาเอลรู้สึกเย็นที่หลังคอ
เขาไม่ได้ยินคำว่า “รักษา”
ไม่ได้ยินคำว่า “พัก”
ไม่ได้ยินคำว่า “เสียใจด้วย”
เขาได้ยินคำว่า “จัดกลุ่ม”
เหมือนพวกเขาไม่ใช่ผู้รอดชีวิต
แต่มองเป็นทรัพยากร
คาเอลก้มมองมือของตัวเองอีกครั้ง รอยเลือดยังอยู่ นิ้วยังขยับได้ตามปกติ แต่ตอนนี้มันเหมือนมือของคนที่เพิ่งถูกลากออกจากสนามหนึ่ง เพื่อส่งเข้าอีกสนามหนึ่งที่มองไม่เห็น
นอกหน้าต่าง ควันของค่ายหายไปด้านหลังแล้ว เหลือเพียงท้องฟ้าก่อนรุ่งสางสีเทาซีด และเส้นขอบโลกที่ยังมืดเกินไป
โลกถูกกลืนไปยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์
คนรุ่นก่อนเคยได้พลังเหมือนกัน
และพวกเขาไม่ได้กำลังกลับไปสู่ความปลอดภัย
พวกเขากำลังถูกพาเข้าสู่ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ตั้งแต่ก่อนคืนแรกจะเริ่มเสียอีก.
คาเอลเอนหลังพิงผนังในที่สุด ความเย็นของโลหะซึมผ่านเสื้อ เขามองเพดานเตี้ย ๆ ของเครื่อง แสงไฟแดงกะพริบผ่านคานเหล็ก ทุกครั้งที่แสงดับไปชั่วเสี้ยววินาที ภาพค่ายด้านล่างจะกลับมาในหัวเขา ทุกครั้งที่แสงติดขึ้น เขาจะเห็นคนรอดในเครื่องแทน
สองภาพซ้อนกัน
คนที่ไม่อยู่
คนที่ยังอยู่
คำสั่งที่สั่งออกไป
ผลลัพธ์ที่ได้มา
[อัตรารอดชีวิตโดยรวม: เพิ่มขึ้น]
[ตัวแปรความเป็นมนุษย์: ลดลง]
ข้อความขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้มันไม่เย็นเท่าเดิม
หรืออาจเป็นเขาที่เย็นพอจะไม่รู้สึกถึงมันมากเท่าเดิม
คาเอลอ่านสองบรรทัดนั้นช้า ๆ
เขาไม่เถียง
ไม่ปิด
ไม่ยอมรับมันทั้งหมด
เขาเพียงวางมันไว้ในที่เดียวกับชื่อของคนที่ตาย
ไม่ให้ระบบเป็นคนสรุปความหมายแทนเขา
มิเลียเดินกลับมานั่งที่เดิม ห่างจากเขาสองช่วงแขนเหมือนเดิม เธอดูเหนื่อยจนควรหลับได้ทันที แต่ตายังเปิดอยู่ เธอมองพื้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดโดยไม่หันมา
“ตอนอยู่บนพื้น…นายบอกว่ากำลังตัดสินใจเอง”
คาเอลนิ่ง
“ใช่”
“ตอนนี้ยังคิดแบบนั้นไหม”
เสียงเธอไม่ได้กล่าวหา
แต่นั่นทำให้มันเจ็บกว่า
คาเอลมองมือของตัวเอง
ถ้าเขาตอบเร็วเกินไป มันจะไม่จริง
ถ้าเขาตอบช้าเกินไป เธอจะรู้ว่าเขาไม่แน่ใจ
เขาจึงเลือกความจริงที่ยากที่สุด
“ฉันตัดสินใจเอง” เขาพูด
“แต่ฉันไม่รู้ว่าคนที่ตัดสินใจ…ยังเหมือนเดิมแค่ไหน”
มิเลียหันมามองเขาช้า ๆ
ไม่มีใครรอบตัวพูดแทรก แม้เสียงเครื่องยังดัง แต่พื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างพวกเขาเหมือนเงียบลง
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ทำให้ฉันสบายใจเลยนะ” เธอพูด
“ฉันรู้”
“แล้วนายอยากให้ฉันทำยังไงกับมัน”
คาเอลไม่มีคำตอบ
บนพื้น เขามีคำตอบสำหรับทุกช่อง ทุกแนว ทุกเส้นถอย ทุกวินาทีที่ต้องแลก
แต่สำหรับคำถามนี้ เขาไม่มี
และความไม่มีนั้นทำให้เขาโล่งใจเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด
เพราะถ้าเขามีคำตอบแม้แต่เรื่องนี้
เขาคงน่ากลัวกว่านี้มาก
“ไม่รู้” เขาพูด
มิเลียมองเขาอีกครู่หนึ่ง
แล้วพยักหน้า เล็กน้อยมาก
ไม่ใช่การให้อภัย
ไม่ใช่การเข้าใจ
เป็นเพียงการยอมรับว่าอย่างน้อยเขายังไม่โกหก
เธอหันกลับไปมองหน้าต่าง
คาเอลมองตาม
นอกหน้าต่าง ควันจากค่ายกลายเป็นแถบสีดำไกลออกไปเรื่อย ๆ ท้องฟ้าก่อนรุ่งสางเริ่มมีสีเทาซีดที่ขอบฟ้า ความมืดไม่ได้หายไปทันที แต่มันบางลงพอให้เห็นว่ามีโลกอื่นอยู่นอกสนามรบ โลกที่ยังไม่รู้ว่าในค่ายนั้นมีคนกี่คนถูกทิ้งไว้ โลกที่อาจเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการอพยพสำเร็จ โลกที่อาจดูจำนวนผู้รอดแล้วบอกว่าภารกิจได้ผล
คาเอลไม่รู้ว่าเขาจะทนฟังคำว่า “สำเร็จ” ได้ไหม
เพราะความสำเร็จของคืนนี้มีเสียงของคนที่ไม่ขึ้นเครื่องติดอยู่ด้วย
เรนาร์พูดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังเงียบอยู่นาน
“เดวิสจะด่าว่าเรานั่งเงียบทำไม”
ทุกคนในบริเวณนั้นหันไปเล็กน้อย
เสียงของเรนาร์แหบมาก เขาไม่ได้มองใคร มองแค่ปืนบนตัก
“เขาคงบอกว่า…ถ้ายังหายใจอยู่ก็เลิกทำหน้าเหมือนตายซะ”
ไม่มีใครหัวเราะทันที
แล้วแจ็กซ์ก็หัวเราะออกมาสั้น ๆ เสียงแตกเหมือนคนเจ็บซี่โครง
โวร่ายกมือปิดหน้าเพียงครึ่งวินาที ก่อนลดลง
อลิน่าที่ก้มอยู่กับคนเจ็บหยุดมือไปเสี้ยวหนึ่ง แล้วทำต่อ
มิเลียหลับตาลง
คาเอลรู้สึกบางอย่างในอกขยับ ไม่มาก แต่จริง
เขาไม่ได้ยิ้ม
แต่เขาจำเสียงเดวิสชัดขึ้น
ไม่ใช่ตอนหายไป
แต่ตอนยังยืนอยู่
ตอนด่า
ตอนหัวเราะ
ตอนบอกว่า “ดี”
นั่นสำคัญ
เขาต้องจำคนตายตอนยังเป็นคน ไม่ใช่แค่ตอนกลายเป็นราคา
“โรแวนก็จะบอกให้เราย้ายของให้พ้นทางเดินก่อน” ลินาพูดเบามากจากข้างอลิน่า เสียงเธอสั่นแต่พยายามทำให้มั่นคง “เพราะเราวางกล่องขวางไว้แบบนี้ เขาต้องบ่นแน่”
ครั้งนี้มีเสียงหัวเราะอีกสองสามเสียง
แห้ง
เจ็บ
แต่เป็นเสียงมนุษย์
คาเอลก้มหน้าลงเล็กน้อย
ระบบไม่มีข้อความสำหรับเสียงแบบนั้น
มันไม่รู้ว่าควรจัดหมวดหมู่อะไร
มันไม่รู้ว่าการหัวเราะถึงคนตายแปลว่ายังเจ็บหรือเริ่มหาย
มันไม่รู้ว่าบางครั้งมนุษย์รอดด้วยสิ่งที่ไม่เพิ่มอัตรารอดชีวิตเลย
และเพราะมันไม่รู้ คาเอลจึงอยากจำเสียงนั้นไว้
[ตัวแปรมนุษย์: ตรวจพบความผันผวน]
ข้อความขึ้นสั้น ๆ
คาเอลมองมัน
แล้วเป็นครั้งแรกในหลายชั่วโมง เขาพูดกับระบบในใจอย่างชัดเจน
ไม่ต้องวัดทุกอย่าง
ข้อความหายไป
ไม่ใช่เพราะมันเชื่อ
แต่เพราะเขาปิดการมองเห็นมันเอง
ไม่ได้ปิดระบบ
แค่ไม่ให้โชว์ขึ้น ไม่ให้มองเห็น
ต่างกันเล็กน้อย
แต่ในตอนนี้ เล็กน้อยก็พอ
เครื่องบินยังคงมุ่งไปข้างหน้า ทิ้งค่ายไว้ด้านหลัง ทิ้งฝูงไว้ในควัน ทิ้งบอสไว้บนพื้น ทิ้งคนที่ไม่ได้ขึ้นมาไว้ในความมืดก่อนรุ่งสาง
คาเอลไม่รู้ว่าโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป
อาจเริ่มทันทีที่พวกเขาลงจอด
อาจเริ่มตอนมีคนถามรายงาน
อาจเริ่มตอนมิเลียเดินผ่านเขาโดยไม่แตะไหล่
อาจเริ่มตอนเขารู้ว่า 41% ไม่ได้ลดลงอีกแล้ว
แต่ตอนนี้ ช่วงแรกของการเดินทางของเขาจบลงบนเครื่องลำนี้ ระหว่างเสียงคนเจ็บกับเสียงเครื่องยนต์ ระหว่างความรอดกับความสูญเสีย ระหว่างมือที่ยังเปื้อนเลือดกับตัวเลขที่ค้างอยู่ในหัว
เขารอดมา
แต่บางอย่างไม่ได้รอดมาด้วย
และบางอย่างที่ไม่ควรรอด
อาจกำลังตามเขามาในรูปแบบที่ยังไม่มีใครตั้งชื่อได้….
…..จบ Arc1…..
ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายของ ARC 1 แล้วครับ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามเดินทางมากับเรื่องนี้จนถึงตรงนี้จริง ๆ
ทั้งคอมเมนต์ กำลังใจ การกดติดตาม หรือแม้แต่การอ่านเงียบ ๆ มีความหมายกับผู้เขียนมากครับ
หากชื่นชอบผลงาน รบกวนฝากกดติดตาม กด Favorite และคอมเมนต์พูดคุยกันได้เสมอ
ทุกกำลังใจช่วยให้ผมมีแรงเขียนต่อไปจริง ๆ
แล้วพบกันใน ARC 2 ครับ