ยามเฉิน (7.00) สิ่งที่เข้าหูเหม่ยเซียนเป็นอันดับแรกคือเรื่องของจวนสกุลไป่ที่ถูกทางการจับเข้าคุกหลวงตั้งแต่เมื่อคืนทั้งตระกูลด้วยข้อหาจ้างวานนักฆ่าให้ลอบสังหารนาง เสี่ยวถงมารายงานตั้งแต่เช้าว่าผู้ตรวจการเหยาพร้อมกำลังทหารหลวงมากมายกำลังเดินทางออกไปนอกเมืองเพื่อควบคุมตัวผู้ว่าการฉวีเยียนเล่อมาดำเนินคดีพร้อมกับสกุลไป่ ในขณะที่นั่งทาแป้งกลบรอยรอบๆ คออยู่หน้ากระจก จู่ๆ ก็คิดถึงเจ้าของรอยจูบขึ้นมาซะงั้น ‘ถ้าทั้งสองคนไม่หล่อเหลาจนโลกลืม คงไม่มีทางได้เข้าใกล้นางหรอก..คอยดูนะจะไม่ยอมให้ทำอะไรอีกแล้วรอจนวันเข้าหอไปเลยเถอะ' หน้าแดงจัด
“คุณหนูเจ้าขา” เสี่ยวถงเดินเข้ามายืนข้างหลัง
“ว่ายังไงล่ะ” เหม่ยเซียนมองเสี่ยวถงผ่านกระจกเงา
“จะถึงเวลารับสำรับเช้าแล้วเจ้าค่ะ นายท่านให้บ่าวมาตามแล้ว”
“อืม..เสร็จพอดี” ลุกขึ้นยืนเดินนำเสี่ยวถงออกไป
เสี่ยวถงมองตามคุณหนูของนางอย่างชื่นชม ยิ่งเติบโตคุณหนูก็ยิ่งงดงามขึ้นทุกวันรูปร่างอรชรเย้ายวนส่วนใดควรจะใหญ่ก็ดูเต็มไม้เต็มมือไปหมด เอวก็เล็กนิดเดียวผิวขาวราวหิมะ ใบหน้ายิ่งมิต้องพูดถึงทั้งงดงามและมีเสน่ห์ ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่องค์ชายทั้งสองจะรักและหลงใหลเช่นนี้ คุณหนูคงจะรู้ตัวอยู่กระมัง
“ลี่หงกับอี้หงล่ะ” ออกมาหน้าเรือนไม่เห็นสาวใช้อีกสองคนจึงเอ่ยถาม
“ขอตัวไปพูดคุยกับเหล่าองครักษ์เงาข้างศาลาริมน้ำเจ้าค่ะ”
“อ่อ” นิ่งเงียบและเดินต่อจนถึงเรือนใหญ่
“เหม่ยเอ๋อร์คาราวะท่านพ่อ ท่านแม่ เจ้าค่ะ”
“ลุกมานั่งข้างพ่อเร็ว..เจ้าทราบข่าวแล้วใช่หรือไม่"
“ทราบมาบ้างแล้วเจ้าค่ะ..โทษหนักหรือไม่เจ้าคะ"
“ประหารทั้งตระกูล” ท่านเสนาบดีเงียบ
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนตกใจ
"จำเรื่องที่พ่อจับนักฆ่าไว้ได้รึไม่ นักฆ่าคนนั้นมีหลักฐานเป็นตั๋วเงินของสกุลไป่ที่เป็นผู้จ้างวานซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อ…แล้วตอนนี้ลูกเป็นถึงคู่หมั้นขององค์ชายก็เท่ากับว่าเป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว ลอบสังหารลูกเท่ากับลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์ต้องโทษประหารเท่านั้น ซ้ำยังมีเรื่องฉ้อโกง ยามนี้สกุลไป่คงจะเหลือเพียงชื่อแน่แล้ว”
เหม่ยเซียนนั่งใจหายเงียบไปนานจนเกาฮูหยินต้องเอ่ยเรียก
“เหม่ยเอ๋อร์ ลูกรัก" ฮูหยินเดินเข้ามายืนข้างๆ เก้าอี้ที่เหม่ยเซียนนั่งอยู่ “มันมิใช่ความผิดของลูก อย่าได้กังวลไปเลย พวกเขาคิดที่จะสังหารลูก ตอนนี้ได้รับผลกรรมนั้นมันก็ถูกต้องแล้ว” เหม่ยเซียนเงยหน้ามองฮูหยินและกอดเอวแน่น
“มิใช่ความผิดของลูกจริงๆ หรือเจ้าคะ” ‘โทษตายทั้งตระกูลเลยนะ ทำไมมันร้ายแรงขนาดนี้นางนึกว่าจะจับเพียงผู้บงการ’
“มิใช่หรอก..เป็นเพราะพวกเขาทำตัวเอง” เสานบดีจูกล่าวย้ำ
“ไปรับสำรับเถิดเรื่องสกุลไป่ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการ” ฮูหยินพูดตัดบท
๑------------------------๑
วังหลวง:ในท้องพระโรง
ราชเลขาส่วนพระองค์กำลังรายงานเรื่องคดีความจากจวนสกุลไป่อยู่ด้านหน้าพระที่นั่ง เหล่าขุนนางทั้งหลายที่เป็นพันธมิตรกับเสนาบดีไป่ต่างพากันก้มหน้าเช็ดเหงื่อกันเป็นแถวเพราะกลัวถูกพาดพิง
“คดีความของสกุลไป่จะกำหนดวันตัดสินหลังจากนี้อีกสองวันเนื่องจากรอนักโทษร่วมจากคดีฉ้อโกงที่ดินทำกินของชาวบ้านนอกเมือง คือผู้ว่าการฉวีเยียนเล่อซึ่งตอนนี้ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจการเหยานำกำลังไปจับกุมอยู่" ราชเลขากล่าวจบก็ถอยหลังกลับไปยังที่นั่งตนเอง
“ช่วงสองวันนี้เราจะไม่ออกว่าราชการ และจะมอบหมายให้ผู้ตรวจการเหยาสืบคดีนี้อย่างรัดกุมอีกทีหากมีขุนนางคนใดให้ความร่วมมือกับสกุลไป่ เราจะได้จัดการให้จบสิ้นภายในคราวเดียว” องค์ฮ่องเต้กล่าวขึ้น “หวังว่าช่วงนี้พวกเจ้าจะอยู่ภายในจวนกันอย่างสงบ” จบคำก็เดินออกจากท้องพระโรงไป กลุ่มที่เป็นพันธมิตรกับสกุลไป่ต่างพากันหน้าเครียดทยอยเดินออกจากท้องพระโรง
๑------------------------๑
ตำหนักอี้หลง:ห้องทรงงาน
“เมื่อคืนนี้หย่งเจี้ยนมาขอให้เรามอบสมรสให้คุณหนูไป่เยว่ชิง” ฮ่องเต้เจ้าหย่งเจิ้งพูดกับรัชทายาทและเสนาบดีจู
“นางต้องโทษประหารแล้วเหตุใดน้องรองจึงอยากให้ทำเช่นนั้นพะยะค่ะ” รัชทายาทเจ้าหย่งอี้ถามอย่างงุนงง
“เห็นบอกว่านางอยากสมรสจนตัวสั่น เลยอยากให้นางได้ร่วมหอกับผู้ใดก็ได้ในคุกหลวง เป็นของขวัญแก่นางก่อนจะสิ้นลม”
“แล้วพระองค์คิดเห็นเช่นไรพะยะค่ะ??” เสนาบดีจูเอ่ยถามอย่างหนักใจ
“คิดเช่นไรล่ะ…ก็จัดการให้นางสมหวังน่ะสิ คุกหลวงมีนักโทษมากมายคงหาที่ถูกใจได้ไม่ยากกระมัง” ยิ้มมุมปาก
“ลูกว่าจัดหาให้นางเลยสักสามสี่คนคงจะดีพะยะค่ะ..นางคงจะมีความสุขก่อนตายเป็นแน่” สองคนพ่อลูกหัวเราะ หึหึ!!
เสนาบดีจูมองทั้งสองพระองค์แล้วส่ายหัวไปมา ‘นิสัยใจคอเป็นเหมือนกันทุกพระองค์จริงๆ ..ข้าขอไว้อาลัยให้เจ้าล่วงหน้า คุณหนูไป่’