“อืม มีอะไรอยากจะพูดก็ว่ามา”
ซางจื้อหย่วนยกคางขึ้นนิดๆเหมือนยอมรับในข้อเสนอของผม ท่าทีแบบนี้เหมือนเป็นหัวหน้าเลยนะ
พูดจาด้วยน้ำเสียงแบบนี้ไม่กลัวจะดูอวดดีเกินไปหรือไง
“เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้มีอะไรจะพูดมากนักหรอก แต่ก็เถอะ…”
ผมเหลือบมองไปที่ผิ่นชวนเซี่ยการที่ผมตัดสินใจพูดครั้งนี้ก็เพราะเธอ ผู้หญิงคนนี้ทำให้ผมไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยเหมือนกับที่ผมไม่เคยเชื่อว่าคำพูดของคนอย่างเฉียนตัวตัวจะมีอะไรดีๆหลุดออกมาจากปากหมาได้สักครั้งอย่างไรล่ะ
“ในเมื่อเรายังไม่ได้เริ่มโหวตและทุกคนเหมือนจะหาหลักฐานอะไรไม่ได้เลยในคืนที่สงบสุขเมื่อคืนนี้ก็คงจะดีกว่าถ้าเราเลิกใส่ใจกับคำพูดก่อนหน้าไปก่อนมาคิดเรื่องที่เกิดขึ้นในไม่กี่รอบหลังดีกว่า”
มีเงื่อนงำมากมายและความคิดที่ปะปนกันวุ่นวายมากไป
การจะถอดรหัสหาคำตอบจากสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ด้วยไหวพริบเพียงเล็กน้อยสิ่งที่พวกเขาต้องการคือทิศทางที่ชัดเจนซึ่งผมบังเอิญมีความคิดในเรื่องนี้อยู่พอดี
“บอกฉันหน่อยสิ ผิ่นชวนเซี่ย ไหนๆเธอก็บอกว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วงั้นรอบที่แล้วเธอปกป้องใครไว้ล่ะ”
ผมตรงไปตรงมาเช่นนี้ตลอด
“ผมคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดใช่ไหม”
การเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อมน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพราะการให้ทั้งคู่มาแย่งบทบาทเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันไปมาแบบนี้ทำให้บรรยากาศยิ่งไม่น่าไว้วางใจขึ้นไปอีก
สู้พูดว่าจะทำยังไงให้เราผ่านรอบหน้าไปได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีใครต้องบาดเจ็บจะดีกว่า
เหมือนจะเป็นแค่ความสามารถเพียงเล็กน้อยแต่ว่าในเกมนี้ บทบาทของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั้นมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย
นั่นเป็นเหตุผลที่ผมก้าวออกมารับหน้าที่นี้เพราะเชื่อมั่นว่าในฐานะหมาป่าเดียวดายยังมีจังหวะที่ต้องออกล่าด้วยความดุดันไล่กัดเหล่าผู้กระทำชั่วให้รู้ซึ้งว่าใครคือราชาแห่งผืนป่าตัวจริง!
“ถูกต้อง! ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร เธอก็คงเป็นคนดีละนะอย่างมากก็แค่แกล้งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องเป็นผู้โดยสาร ดังนั้นอย่าโยนคะแนนโหวตสุ่มๆ ก็พอเจ้าชายคนนี้ขอสัญญาจะตามพวกนายไปแน่นอน!”
ผ่านไปแค่สามชั่วโมงเองเนี่ยนะความคิดพัฒนาขึ้นขนาดนี้เลยหรือ
เขาเริ่มวิเคราะห์และใช้เหตุผลเชิงตรรกะเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมทีมซะด้วยสิ
“ไอ้หมอนี่...”
หวังเฉียงเองก็ออกจะประหลาดใจเพราะในรอบที่ผ่านๆ มา ลูกคุณหนูคนนี้ก็ทำหน้าที่ตามนี้มาตลอด
ตัวป่วนตัวป่วน แล้วก็ตัวป่วน
ไม่ได้ช่วยอะไรสักนิดมีแต่ทำให้บรรยากาศในห้องโดยสารดูเละเทะขึ้นไปอีก
“หา?”
ชุดกระโปรงลายดอกไม้ของผิ่นชวนเซี่ยพลิ้วไหวเธอดูตกใจเหมือนกัน คงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าก่อนหน้านี้ลูกคุณหนูคนนี้สร้างผลงานได้ห่วยขนาดไหน
“เพียงแต่...”
คำว่าสุนัขยังไงก็คือสุนัขอยู่วันยังค่ำ โผล่ขึ้นมาในหัวของผม มันเป็นความคิดแรกเลยและทำให้ผมเข้าใจว่าตนเองยังอ่อนประสบการณ์นัก
“ใครจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ช่างเถอะยังไงการมีคนคอยปกป้องเพิ่มก็ถือว่าดีถ้าต้องสละชีพเพื่อชัยชนะครั้งสุดท้ายก็ถือว่าคุ้มดังนั้นถ้าเจ้าหน้าที่คนนั้นได้ยินก็ช่วยปกป้องฉันครั้งหน้าเลยก็แล้วกัน”
เฉียนตัวตัวเผยหางจิ้งจอกของตนเองออกมาอีกครั้ง
เจ้าบ้านี่สนใจแต่เรื่องตนเองจริงๆพอถึงช่วงสำคัญแทนที่จะคิดว่าเมื่อคืนปลอดภัยได้ยังไงกลับนึกถึงแต่เรื่องเอาตัวรอดของตนเองก่อนใครเพื่อน
“บอกเหตุผลมาให้ผมฟังหน่อยสิ”
ซางจื้อหย่วนเริ่มไม่สบอารมณ์เขามองไปที่ผิ่นชวนเซี่ยไม่รู้ว่าเขาสงสัยว่าเธอเป็นผู้โดยสารที่แอบแฝงตัวอยู่หรือกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปไม่ค่อยดีนัก
“บอกหน่อยว่าทำไมเราถึงต้องปกป้องนาย ขยะอย่างนาย”
คำพูดนี้ไม่ได้ดังมากจนคนอื่นได้ยินชัดเจนแต่สีหน้าของทุกคนกลายเป็นเรื่องชวนให้คิด บางคนอยากจะหัวเราะในขณะที่บางคนหัวเราะไม่ออก
“ขยะงั้นเหรอ”
คำพูดนี้เหมือนจะไปสะกิดใจของเฉียนตัวตัวเข้าเขาเคี้ยวคำนี้ในปาก รอยยิ้มบ้าคลั่งเริ่มเผยบนใบหน้า
“จะพูดอะไรก็พูดมาเลย ไอ้พวกจนเอ๊ย กูรู้ว่ากูมีเงิน กูมีพ่อที่ดีพวกมึงก็เลยอิจฉากูใช่ไหม ไม่เป็นไรหรอก...”
พูดได้ไม่กี่ประโยคเขาก็จะกลับไปอวดความร่ำรวยอยู่ตลอด ซึ่งเป็นท่าทีประจำตัวของเฉียนตัวตัวทว่าคราวนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย
“ฉันมีประโยชน์หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่แกจะมาตัดสินได้หรอกนะ ซางจื้อหย่วนอย่าคิดว่าตนเองฉลาดหรือเคยเป็นทหารแล้วจะยิ่งใหญ่นักฉันล่ะสงสัยมากกับบทบาทที่แกรับรองว่าเป็นฝ่ายปลอดภัย”
บรรยากาศเริ่มไม่สู้ดีนักเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มพุ่งเป้ามาที่ซางจื้อหย่วนขณะที่ในกลุ่มของเขาก็มีเพียงแค่ผมกับผิ่นชวนเซี่ยเท่านั้น ไม่มีคนอื่นอีกเลย
อย่าลืมว่าคนแรกที่เขาตรวจสอบและบอกว่าเป็น“ผู้โหยหวน” นั้นเป็นคนตาย และคนตายนั้นย่อมไม่อาจลุกขึ้นมาอธิบายอะไรได้
“โดยเฉพาะเขา ถ้าฉันไร้ประโยชน์นัก แล้วไอ้ขยะนี่ทำอะไรได้บ้าง”
บรรยากาศรอบข้างเริ่มอึดอัดคนส่วนใหญ่เหมือนพูดอะไรออกมาเพื่อปกป้องผมไม่ได้แล้วแม้แต่กวนหลิงกับหวังเฉียงเองก็เหมือนจะมีแผนการของตนเอง
“แต่ว่า...”
หวังเฉียงส่ายศีรษะเหมือนเพราะท่าทีของซางจื้อหย่วนผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าตอนนี้ทั้งเด็กสาวตัวน้อยและทหารผ่านศึกคนนี้อาจไม่เชื่อมั่นในตัวผมอีกต่อไปแล้ว
ความเชื่อใจนั้นมาเร็วแต่ก็จากไปก็เร็วเช่นกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สับสนอลหม่านแบบนี้การที่ไม่มีใครถูกฆ่าถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญผมเองก็ไม่รู้ว่าใครจะลุกขึ้นมาพูดเพื่อความยุติธรรมให้กับผม
“หมายความว่ายังไง นายสงสัยว่าเขาเป็นพวกผู้โหยหวนงั้นหรือ”
คนที่ผมไม่คาดคิดว่าจะพูดขึ้นมากลับเอ่ยขึ้นมาหลิวเนี่ยนยังคงเหมือนเป็นเพื่อนร่วมทีมที่เชื่อมโยงกับผมอยู่ การมีสถานะเป็นแอร์โฮสเตสนั้นนับว่าได้เปรียบมาก
ณจุดจุดนี้ เฉียนตัวตัวไม่มีอะไรให้โต้แย้งและผมก็ชอบสีหน้าของคนที่เพ่งเล็งผมแต่กลับคว้าน้ำเหลวอยู่เหมือนกัน สะใจชะมัด
“นั่นก็เท่ากับว่า ตอนนี้พวกเราก็เป็นตัวร้ายสองคนสุดท้ายสินะสุดยอดการวิเคราะห์จริงๆ เลยนะคุณชายเฉียน ถ้าคำพูดของคุณมีเหตุผลสักนิดผมคงอยากจะปรบมือให้เลย!”
“แก...”
หลิวเนี่ยนยั่วโมโหสุดๆ
ตอนนั้นเองที่เห็นได้ชัดว่าหวังเฉียงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเหมือนเขาจะไม่อยากเข้ามาพัวพันในความยุ่งเหยิงนี้นักแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเลิกสนับสนุนผมไปเลย
“พูดได้ดี”
การพาเด็กสาวอย่างกวนหลิงร่วมเล่นเกมต่อไปแน่นอนว่ามันคงมีเรื่องที่เขาต้องกังวลอยู่บ้างผมมองออกว่าแม้หวังเฉียงจะไม่ได้มีสติปัญญาเฉียบแหลมนักแต่เขาก็เป็นชายชาติทหารที่แท้จริงเขายังคงยึดมั่นในคำสัญญาที่จะไม่ทำให้คนที่เขาคุ้มครองต้องผิดหวัง
“ทำไมล่ะ ถ้าไม่พอใจก็มาโหวตผมสิครับ คุณชายเฉียนตอนนี้คะแนนโหวตของคุณมันมีค่ามากนะ รู้ไหมว่าทำไม”
“เหอะ แค่ฟังก็รู้ว่ามีอะไรแอบแฝง นายคิดจะดูถูกฉันเหรอ ฉันไม่หลงกลหรอก”
คุณชายเฉียนนี่ปากไม่ตรงกับใจจริงๆทั้งที่บังคับตนเองไม่ให้ตอบโต้อีกฝ่ายแล้ว แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้ต้องพูดออกมาอยู่ดี
“เพราะว่านี่อาจเป็นคะแนนโหวตสุดท้ายของคุณก็ได้น่ะสิใช้ช่วงเวลาสุดท้ายในเกมให้คุ้มเถอะครับ คุณชายเฉียน อาเมน”
หลิวเนี่ยนทำสำคัญมหากางเขนส่วนสีหน้าของชายชราก็ดูจะฝืนยิ้มอย่างเห็นได้ชัดใจจริงเขาคงแอบเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย
ส่วนเฉียนตัวตัวในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนบาทหลวงจอมปลอมถูกการกระทำนี้ฉีกหน้าอย่างไม่อาจเลี่ยง สีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้น
“โธ่เอ๊ย ทะเลาะกันเพราะปัญหาแบบนี้ไม่มีประโยชน์เลยฉันไม่ค่อยเข้าใจความคิดของคนมีชีวิตอย่างพวกนายจริงๆ”
หมอนิติเวชหญิงส่ายศีรษะอย่างหมดหนทางราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายหลายคนถึงได้ทะเลาะกันจนหน้าดำหน้าแดงขนาดนี้
“นี่เธอหมายความว่าอะไร”
สายตาที่มองมาตรงไปยังซางจื้อหย่วนคนหนุ่มผู้มีนิสัยตรงไปตรงมาเขาไม่ลังเลที่จะหันประเด็นไปยังผู้ที่หลงใหลในสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว
“อยากจะบอกว่า ในรอบที่แล้ว คนที่ต้องได้รับการปกป้องจะต้องเป็นฉันใช่ไหม เพราะข้าเป็นกัปตันไงล่ะ”