กระแสสังคมยังคงคุกรุ่นหลังจากที่ อาจารย์วินัย กลายเป็นจุดสนใจของสื่อ แต่ความจริงที่น่าสะพรึงยิ่งกว่ากำลังจะถูกเปิดเผย เมื่อ “แอม” นักข่าวสายสืบฝีมือฉกาจ สามารถแกะรอยจนได้เอกสารลับการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบระเบิด GT-200 มาไว้ในมือ รายชื่อผู้อนุมัติคำสั่งซื้อที่ปรากฏในเอกสารนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งกองทัพ เมื่อมีชื่อของอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดถึง 3 คน และนายทหารยศสูงอีกหลายนาย หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางกระแสวิจารณ์คือ พลโทอเนก
รายชื่อเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวการคอร์รัปชันสำหรับ แสง แต่มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เขาสังเกตเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 รายชื่อในเอกสารจัดซื้อที่ตรงกับบุคคลในวิดีโออัปยศของโรงแรมเอเดนอย่างน่าประหลาด ได้แก่ พลโทอเนก, พลตรี เกรียงไกร โชติอนันต์ปรีชา, พลตรี ธชา วิรุฬห์ธนกิจ และ พลตรี ทรงยศ อัครเดชโชติกำจร
แสงรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง เขารู้ทันทีว่าอาจารย์วินัยกำลังเผชิญหน้ากับอันตรายที่ใหญ่เกินกว่าที่คาดคิด แม้การออกสื่อจะช่วยเป็นเกราะคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง แต่บทเรียนจากชะตากรรมของ ตะวัน น้องชายของเขาสอนให้รู้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่เคยสนกติกา เดิมทีเขาหวังเพียงจะใช้จังหวะนี้ลดทอนอำนาจทหารและลากตัวผู้บงการรัฐประหารมาลงโทษ แต่ไม่คิดว่าเส้นด้ายจะโยงมาถึงเรื่องลวงโลกระดับชาติอย่าง GT-200
“รัฐบาลชุดนี้เกิดจากทหาร... จะหวังพึ่งอำนาจบริหารคงยาก” แสงรำพึงกับตัวเองด้วยความปวดหัว สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือประคองกระแสสื่อให้กดดันจนเกิดการดำเนินคดี แม้จะเป็นเพียงในศาลทหารที่พวกเขากุมความได้เปรียบก็ตาม ขณะเดียวกันเขาก็ไม่สามารถเรียก หมอก มาช่วยดูอาจารย์วินัยได้เหมือนตอนกรณี สส.กร เพราะตอนนี้หมอกกำลังจมกองหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ปวส. บัญชี และเตรียมตัวสอบเข้านิติศาสตร์อย่างหนัก
ณ ทำเนียบรัฐบาล
บรรยากาศในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีเต็มไปด้วยความตึงเครียด นายกรัฐมนตรีศรัณย์ นั่งกุมขมับ รัฐบาลของเขาเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่มีเสียงสนับสนุนเพียง 230 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้านมีถึง 200 เสียง การจลาจลที่มีผู้เสียชีวิตกลางเมืองยังไม่ทันจางหาย เรื่อง GT-200 ก็ดันระเบิดซ้ำขึ้นมาอีก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
“เราจะปล่อยให้เรื่องนี้ว่อนอยู่ในสื่อไม่ได้! ไม่มีใครโทรไปกดดันเลยรึไง!” ศรัณย์ตะคอกด้วยความเดือดดาล
“เราพยายามแล้วครับท่าน แต่มันใหญ่เกินกว่าจะปิดได้แล้ว” รัฐมนตรีท่านหนึ่งตอบเสียงสั่น
“แล้วเรื่องคนตายล่ะ?”
“ก็ดึงเรื่องเอาไว้ก่อนสิ! ตอนนี้เรื่อง GT-200 มันใหญ่กว่า!”
“ให้ตายเถอะ! เราไม่ได้เป็นคนจัดซื้อเครื่องบ้าๆ นี่แท้ๆ แต่ต้องมานั่งเช็ดล้างให้...” ศรัณย์กัดฟันกรอด “พอแล้ว... เดี๋ยวผมจะไปพบกับพลเอกเอง”
หอสมุดมหาวิทยาลัย
ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษ หมอกนั่งกุมขมับอยู่กับกองสมุดบัญชีแยกประเภทและตำรากฎหมายเบื้องต้น เขาเริ่มตามเนื้อหาในห้องเรียนไม่ทัน งานโปรเจกต์ ปวส. บัญชีก็ยังไม่คืบหน้า ความล้าจากการเรียนควบสองด้านทำให้นัยน์ตาของเขาดูหม่นแสงลง
จู่ๆ วัยรุ่นชายคนหนึ่งก็เดินมานั่งลงข้างๆ เขา ชายคนนั้นมีรูปลักษณ์ที่ดูผิดแผกจากนักศึกษาทั่วไป ผิวขาวซีดราวกับศพ ผมสีขาวโพลน และนัยน์ตาสีแดงทับทิมที่เย็นเยือก เขาสวมเสื้อแขนยาวมิดชิดและสวมถุงมือผ้าสีดำทั้งสองข้าง ในมือถือหนังสือปรัชญาเล่มหนา
หมอกรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจนเสียสมาธิ เขาพยายามสะบัดความคิดทิ้งและกลับไปจดจ่อกับสมุดบัญชี แต่ความรู้สึก “ตะหงิด” ในใจกลับทวีความรุนแรงขึ้น
สนามกอล์ฟเขตทหาร
นายกฯ ศรัณย์เดินทางมาที่สนามกอล์ฟของทหารด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อหวังจะคุยกับ “ท่านนายพล” ถึงวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเขาไปถึง เขาเห็นนายพลกำลังตีกอล์ฟอยู่อย่างสบายอารมณ์จากระยะไกล แต่เมื่อนายพลหันมาเห็นนายกฯ เขากลับเบือนหน้าหนีและพยักพเยิดส่งสัญญาณให้ พลโทอเนก อเนกเดินตรงเข้ามาหานายกฯ ทันที เมื่อศรัณย์พยายามจะเบี่ยงตัวหลบเพื่อไปหานายพล อเนกกลับใช้แขนกอดคอนายกฯ ไว้แน่น ท่าทางดูเหมือนคนสนิทสนมแต่กลับแฝงไปด้วยแรงบีบและการคุกคามอย่างชัดเจน
“ท่านกำลังยุ่ง... ท่านนายกฯ เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า” อเนกพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
ในห้องรับรองที่มีเพียงโซฟาสองตัวและโต๊ะคั่นกลาง พลโทอเนกทิ้งตัวลงนั่งอย่างวางอำนาจ บนโต๊ะมีกระดานหมากรุกสากลวางรอไว้ราวกับถูกจัดตั้ง
“ท่านอยากดื่มหรือกินอะไรก่อนไหม?” อเนกถามพลางยื่นเมนูให้
“ผมจะได้คุยกับท่านนายพลเมื่อไหร่?” ศรัณย์ปัดเมนูออก ถามเสียงแข็ง
“อย่าเครียดนักเลย ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับท่าน... เรามาเล่นหมากรุกกันดีกว่า ถ้าผมแพ้ ผมจะขับรถกอล์ฟพาคุณไปส่งถึงหลุมที่ท่านเล่นอยู่เลย” อเนกเริ่มเรียงหมากด้วยท่าทีคุกคาม พร้อมเปิดทีวีที่รายงานข่าวการฟ้องปิดปากประชาชนและสื่อ
หอสมุดมหาวิทยาลัย
เสียงรายงานข่าวในทีวีดังแว่วมาถึงโต๊ะที่หมอกนั่งอยู่ ชายผมขาวเลขาหน้ากระดาษหนังสือปรัชญาช้าๆ ก่อนจะเหลือบตามองจอทีวีแล้วเปรยขึ้นลอยๆ
“นายเคยเล่นไหม... หมากรุก?”
หมอกชะงัก หันไปมองวัยรุ่นผมขาวด้วยความสับสน ก่อนจะมองไปรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าเขากำลังพูดด้วย “ถ้ากำลังถามฉันอยู่ละก็... ก็พอจะเคยเล่นอยู่บ้าง”
ห้องรับรองวีไอพี
กลิ่นควันบุหรี่ซิการ์ราคาแพงอบอวลอยู่ในห้อง พลโทอเนกรินวิสกี้มอลต์สีเข้มลงในแก้วคริสตัล เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดัง แกร่ง ใสสะอาด
“ท่านเดินหมากตามตำราเกินไปครับศรัณย์...” อเนกยิ้มเยาะขณะเลื่อนหมาก ‘ม้า’ ข้ามแนวเบี้ยขึ้นมา “ในโลกความจริง เมื่อพายุมา เราไม่เดินออกไปรับลมตรงๆ แต่เราต้องสร้าง ‘กำแพง’ ขึ้นมาบัง ดูม้าตัวนี้สิ... นี่คือการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เมื่อมีใครมาชี้หน้าด่าว่าเราโกง เราไม่ต้องพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ เราแค่ใช้กฎหมายถีบมันลงหลุมคดีความ ให้มันเหนื่อยจนไม่มีแรงพูดชื่อเราอีก”
ศรัณย์ขมวดคิ้ว “แล้วการเลือกตั้งครั้งหน้าล่ะอเนก! ต่อให้คุณปิดปากวันนี้ คุณจะอธิบายเรื่องงบประมาณขยะพวกนั้นยังไง!”
“จะกลัวอะไร เดิมทีคุณก็ไม่มีโอกาสได้ตั้งรัฐบาลอยู่แล้วถ้าไม่มีพวกเรา” อเนกแค่นหัวเราะพลางเลื่อน ‘ควีน’ ออกมาวางตำแหน่งคุกคาม “ที่ท่านกังวลเพราะท่านลืมไปว่า สิ่งที่จะกำหนดให้ท่านได้เป็นนายกต่อหรือไม่... ไม่ใช่เสียงจากคนพวกนั้น”
ศรัณย์เหงื่อซึม เลื่อนหมาก ‘ขุน’ หนี “คุณคิดจริงๆ เหรอว่าถ้าไม่มีผม พวกคุณจะคุมอำนาจนี้อยู่?”
“ในกระดานนี้ ทุกคนมีบทบาทของตัวเองท่านนายกฯ” อเนกโน้มตัวมาข้างหน้าจนศรัณย์อึดอัด “ท่านนายพลคือ ‘ขุน’ ที่เราต้องปกป้อง ท่านคือ ‘เรือ’ ที่ต้องขวางกระแสลมให้เรา ส่วนเบี้ยที่เดินพาเหรดอยู่กลางถนนนั่น... คือเบี้ยที่ถูกลิขิตไว้ให้ถูก ‘กิน’ เพื่อเปิดทางให้ขบวนหมากใหญ่เดินต่อไปได้”
อเนกเลื่อนหมากตัวสุดท้ายลงกระดานดัง ปึก!
“Checkmate.”
ศรัณย์มองหมากที่ถูกล้อมกรอบอย่างสิ้นหวัง อเนกจิบวิสกี้ช้าๆ “ท่านแพ้... เพราะท่านยังกังวลเรื่อง ‘ความถูกต้อง’ ในขณะที่ผมมองเห็นแต่ ‘เส้นชัย’ ในโลกที่กติกาถูกเขียนโดยผู้ถืออาวุธ ความดีคือตัวแปรที่น่าสมเพชที่สุดในสมการอำนาจครับ”
อเนกเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้นายกฯ นั่งอยู่กับความพ่ายแพ้และหน้าจอทีวีที่ฉายภาพการฟ้องปิดปากประชาชนอย่างต่อเนื่อง...
หมากกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงอเนกกับศรัณย์ที่มองเห็น แต่ชายผมขาวที่นั่งข้างหมอกในหอสมุดเอง ก็กำลังจ้องมองกระดานโลกความจริงใบนี้ด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน