ในห้องลาน่าไม่มีอะไรมากนอกจากเตียงอันหนึ่งแล้วก็โต๊ะและเก้าอี้ทำงานแค่นั้นแหละพอฉันเดินเข้ามาก็ได้กลิ่นของลาน่าอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ก็แน่ล่ะนี่ห้องของเธอนี่น่า
อืม..จะว่าไปั้แ่เกิดมานอกจากครอบครัวตัวเองในชาติที่แล้วก็ไม่เคยเข้าห้องใครเลยนี่น่า ? ก็นะ ขนาดในโลกนี้นอกจากตอนนอนกับท่านแม่ตอนเด็กๆก็ไม่เคยเข้าห้องใครเลยด้วยสิ
แหงแซะใครจะไปยอมเข้าห้องคนอื่นที่อาจจะซ่อนกับดักอย่าง เลเซอร์ตรวจจับอะไรทำนองไว้เลยนะ
ถึงโลกนี้จะไม่มีวิทยาการแบบนั้นก็เถอะแต่ต้องมีเวทมนตร์ที่ใช้ทำแบบนั้นแน่ๆด้วยเหตุนี้ฉันเลยค่อนข้างระวังตัวเมื่อเข้ามาห้องของลาน่า
ลาน่าเธอเดินไปที่เตียงตัวเองแล้วก็ตบที่นั่งข้างๆแบบนี้บอกให้ฉันไปนั่งอยู่ใกล้ๆ สินะ อืม.. นี่มันอาจจะเป็กับดักก็ได้น้า
คิดแบบนั้นก็เดินไปนั่งข้างๆลาน่าซะแล้ว อะเด๊ะ.. ไอ้นี่มันอะไรเนี่ยทำไมจู่ๆ ฉันก็เดินมานั่งโดยอัตโนมัติ
ร..หรือว่าฉันกำลังโดนควบคุมร่างกาย?!
ไม่สิ..นี่มันแค่เพราะฉัน้าข้อมูลนี่น่า..ช่างเถอะฉันแค่ระวังตัวมากกว่าเดิมสักสิบเท่าพอแล้วล่ะ
เพราะเธอเป็ที่พึ่งเดียวในตอนนี้นี่น่าถึงจะเป็มือสังหารแต่ก็ต้องใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฉันรู้สึกว่าตัวเองเนี่ยรอบคอบดีจริงๆพอคิดแบบนั้นก็หันไปหาลาน่า
“แล้วมันยังไงเหรอ?”
“อืม.. จะเริ่มจากตรงไหนดี?”
เธอตอบแบบนั้นก็หยิบหนังสือออกมาจากกระเป๋าหนังสือเล่มนี้มีสัญลักษณ์วงเวทสีดำ อืม ให้อารมณ์เหมาะกับคำว่าปีศาจดีแฮะ..
“เริ่มจากหนึ่งเลย”
ฉันตอบไปแบบนั้น ก็แน่สิถ้าไม่เริ่มจากหนึ่งจะรู้เื่เหรอ ลาน่าคิดอยู่พักหนึ่งเธอก็เปิดหนังสือขึ้นเธอเริ่มอธิบายให้ฉันฟัง
เอาเป็ว่ามันยาวมาก.. สรุปง่ายๆเลยก็คือ เวทมนุษย์คือการแทรกแซงกฎธรรมชาติ พลังแฟร์รี่คือการใช้กฎธรรมชาติโดยตรง
พลังเวทปีศาจก็คือการอยู่ระหว่างกึ่งกลางของสองอย่างนี้!ว่ากันจริงๆพลังเวทปีศาจระดับเริ่มต้นนั้นจะอยู่เหนือกว่าพลังการแทรกแซงระดับเริ่มต้นเหมือนกัน
เพราะถ้าจะเปรียบเทียบการใช้พลังเวทในการแทรกแซงกฎธรรมชาติคือการฉายความรู้เข้าไปยังกระจกและสะท้อนมันให้เป็สิ่งที่มีอยู่จริง
แต่สำหรับเวทปีศาจคือการ ‘สร้าง’มันขึ้นมา แต่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ ‘แฟร์รี่’ เพราะมันไม่ใช่การสร้างกฎขึ้นมา
มันเพียงสร้างสิ่งสิ่งนั้นปราศจากตรรกะใดๆ.. เช่น ไฟ โดยกฎเกณฑ์ธรรมชาติการจะสร้างไฟขึ้นมาจำเป็้าหลักการทางธรรมชาติ
องค์ประกอบทั้งสามของไฟ
แต่ว่าสำหรับเวทปีศาจต่อให้อยู่ในพื้นที่ปราศจากสิ่งเ่าั้ก็จะ ‘สร้าง’ มันขึ้นมาโดยตรงการสร้างและการแทรกแซงมันต่างกันราวฟ้ากับเหว
อย่างที่ทราบการจะสะท้อนให้เกิดความจริงจำเป็ต้องมีความรู้
แต่ทว่าสำหรับเวทมนตร์ปีศาจนั้นคิดจะสร้างก็คือสร้าง เพราะมันคือไฟ ไฟก็คือไฟ มีหน้าที่ในการเผาทำลายไม่มีมากเกินไปกว่านั้น
นั่นแหละคือเวทมนตร์ปีศาจ
“ดูง่ายไปเลยแฮะถ้าเทียบกับเวทมนตร์ของมนุษย์”
ฉันพูดออกมาตรงๆ ก็มันจริงนี่น่ามันจะง่ายจนน่าอิจฉาไปแล้ว แต่ว่าเวทมนตร์ปีศาจนี่สู้เวทมนตร์แฟร์รี่ไม่ได้จริงๆสินะ
สุดยอดจริงๆ เวทมนตร์แฟร์รี่เนี่ยฉันเองก็อยากได้บ้างจัง ถ้าใช้ได้นี่คงไม่มีใครทำอะไรฉันได้เลยนะ
“มันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวหรอกนะคะ”
ลาน่าที่นั่งอยู่ข้างๆก็หยุดเปิดหนังสือหันมามองฉันด้วยสายตากึ่งยิ้มไม่เชิงยิ้ม ทำให้ฉันงงทันที
“หมายความว่าไงเหรอ?”
เธอไม่ได้ตอบฉันเธอเปิดหนังสือข้ามไปหลายหน้าจนเห็นหน้าหนึ่งมีรูปของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันอยู่ถึงสิบสองสิ่งมีชีวิต
“สำหรับเหล่าปีศาจแม้จะมีจำนวนเวทมหาศาลและหากเทียบระดับเริ่มต้นของทั้งสองเผ่า ปีศาจจะเหนือกว่าแต่ขั้นตอนการพัฒนาพลังเวทยากกว่ามนุษย์นัก”
“เอ๋?”
คำพูดของเธอทำเอาฉันงงไม่ใช่ว่าเวทมนตร์ปีศาจนี่เกิดมาแล้วคือมีเท่าไหนก็เท่านั้นเหรอ?
ก็ฉันมันมีเยอะสุดๆ เลยนะคือถ้าจินตนาการไม่ออก ฉันสามารถสร้างพรมแบบที่เคยวิ่งทีไปสุดขอบทวีปได้เรื่อยๆแบบไม่ต้องพักได้ตลอดเลยล่ะ
ถ้าจะให้อธิบายพลังเวทปีศาจในตัวฉันคงใกล้เคียงกับคำว่า ‘ไร้ที่สิ้นสุด’ เลยล่ะ.นี่มันจะเพิ่มยังไงหว่า?
เธอเห็นท่าทางของฉันเลยอธิบาย
“พลังเวทปีศาจแรกเริ่มเกิดมาจะมีระดับเริ่มต้นเหมือนมนุษย์ที่มีความรู้เป็ศูนย์..แต่หากจะเทียบกับพวกที่มีความรู้ระดับต่ำในเผ่ามนุษย์จริงๆ ก็สู้ไม่ได้อยู่ดี”
“และการจะเพิ่มพลังเวทเพื่อไปยังระดับต่อไปคือการฝึกทางกายภาพหรือทางภายใน (เวทมนตร์)ฝึกทางกายภาพคือการฝึกยังไงก็แล้วแต่ที่ทำโดยกายภาพ เช่นการกลืนกินพลังเวทคนอื่นกลืนกินมอนสเตอร์.. หรือแม้แต่การออกกำลังกายก็เช่นกัน”
“ส่วนภายในคือการ ใช้พลังเวทให้บ่อยอาจจะใช้จนพลังเวทแทบหมดตัวเพื่อขยายขีดจำกัด หรือการใช้พลังเวทเพื่อทำลายขีดจำกัดเวทซึ่งอันตรายถึงชีวิต”
เอ๋..อันตรายถึงชีวิตเลยเรอะ?!ทำไมข้อมูลไม่มีในหัวเลยเนี่ย ยัยเทพธิดาไม่ให้ข้อมูลสำคัญแบบนี้อีกแล้วน่าโมโหชะมัดเลย
เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้วเกือบจะใช้พลังปีศาจมั่วซั่วแล้ว ดีนะที่ยังไม่ค่อยใช้เท่าไหร่ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่เหมือนคำอธิบายจะยังไม่จบ
“นอกจากนี้การฝึกของปีศาจยังแบ่งออกเป็สองแบบแบบแรกคือการเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังเวท มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพลัง..ซึ่งสามารถเพิ่มความแรงได้เทียบเท่ากับเวทมนตร์แฟร์รี่ได้เลยทีเดียว!”
“?!”
มันโหดขนาดนี้เลยเรอะแบบนี้ก็ควรค่าแก่การฝึกสิ ฉันยิ้มออกมา ได้ไพ่ตายในการเอาชีวิตรอดอีกแล้ว ฮ่าๆ
“แบบสองคือการฝึกเพิ่มจำนวนเหมือนที่เคยกล่าวไป”
“และผู้ที่สามารถไปถึงระดับสูงสุดของสองอย่างนี้ได้จะมีสิทธิ์ในการท้าชิงตำแหน่งจอมมารและ่ชิงพลังแห่งจอมมารมาได้ ซึ่งในโลกนี้จอมมารนั้นมีได้เพียงแค่สิบสองคนเท่านั้น”
ฉันถึงกับอ้าปากค้างเวทมนตร์เทียบเท่ากับแฟร์รี่นี่ไม่ใช่ระดับสูงสุดเรอะจอมมารนั่นเหนือกว่านั้นอีกเหรอ?
แล้วฉันนี่เทียบเท่าระดับไหนเนี่ยยังไงซะฉันก็เป็เผ่าปีศาจ จะว่าไปฉันก็มีพลังเวทค่อนข้างเยอะั้แ่กำเนิดนี่น่าด้วยความสงสัยฉันเลยถามออกไป
“สิทธิ์ท้าชิงที่ว่านี่มันยังไงเหรอ?”
“ก็แบบ หากฝึกจนถึงจุดสูงสุดแล้ว..จะสามารถตอบสนองต่อจอมมารคนใดคนหนึ่งที่เราสามารถสืบทอดพลังต่อได้ที่เหลือเพียงก็แค่ไปยึดพลังมาก็แค่นั้น”
ฉันพยักหน้าตอบ..งี้ก็คือฉันยังเทียบเท่าจอมมารไม่ได้เลยสินะ ถ้าเทียบได้อย่างน้อยต้องตอบสนองต่อพลังจอมมารคนใดคนหนึ่ง
งั้นหมายความว่าพลังฉันในตอนนี้เทียบแม้แต่เวทมนตร์แฟร์รี่ยังไม่ได้ละสิ..เดี๋ยวนะ หรือว่าพลังเวทที่ฉันมีอยู่มันเทียบกับระดับเริ่มต้น?!
ไม่สิหากเทียบกับระดับเริ่มต้นของมนุษย์มันเหนือกว่าเกินไปงั้นคงอยู่ระดับกลางๆ สินะ แล้วกลางๆ นี่ประมาณไหนกันละ
อ๊ากกกกก
ฉันดันเผลอคิดไปว่าตัวเองเก่งแล้วซะได้โลกใบนี้มันคือโลกอันโหดร้ายนี่น่า ไม่มีทางที่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบให้ฉันอยู่แล้ว
พลังเวทปีศาจอย่างน้อยก็ต้องมีพลังเวทระดับแฟร์รี่!
พลังการแทรกแซงก็ต้องมากกว่านี้!
ต้องพยายามติดต่อกับเหล่าภูตเพื่อยืมพลังด้วย!
ฉันตัดสินใจแล้ว จะรีเซตมุมมอง..ฉันเป็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อาจจะมีพลังกลางๆ ความสามารถกลางๆต้องพยายามมากกว่านี้!
◆◇◆
ข้า ลาน่า.. เป็ซัคคิวบัสที่ท่านจอมมารได้ส่งมาคอยดูแลองค์หญิงเลทิเซียในแดนมนุษย์มันเป็แผนของท่านจอมมาร
แน่นอนว่าแม้องค์หญิงจะไม่ใช่องค์หญิงเพราะต้องถูกปล่อยทิ้งแต่ตามยศและฐานะ เธอคือคนที่มีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์จอมมารมากกว่าน้องชายของเธอ
หรือก็คือยังไงซะเธอก็ยังเป็องค์หญิงนั่นแหละ
แต่ทว่า…ถึงแม้จะบอกไปว่าจอมมารมีสิบสองคนก็เถอะนะ..
“แต่ท่านเลทิเซีย..เป็จอมมารคนที่สิบสามนี่น่า”