จักรพรรดิมังกรแห่งโลกอนาคต

    ตอนที่ 5 เมืองแห่งจุดศูนย์กลาง โคทีเรีย ( 1 )

    วินเทอร์เขาเองต้องรีบหน่อยแล้วเพราะตัวของวาเลนติน่าเริ่มทนบาดแผลของนางเองไม่ไหวแล้ว การเคลื่อนไหวไปบนอากาศของวินเทอร์รวดเร็วมากกว่าเดิม ด้วยท่วงท่าที่ราวกับเซียนของแดนตะวันออกและเหมือนจอมเวทย์ของแดนตะวันตก
    ถึงแม้ว่าตัวของวินเทอร์จะมีความสามารถมากก็จริงแต่เขาไม่มีความสามารถรักษาคนอื่นนอกจากตนเองเลยเนื่องจากเคล็ดวิชาแต่ละอย่างที่เขาศึกษามาทั้งหมดก็เป็นเคล็ดวิชาที่มีไว้ต่อสู้ทั้งนั้นถึงแม้จะมีวิชาสนับสนุนทางการฟื้นฟูจริงแต่มันก็ใช้ได้แค่กับตนเอง
    หน้าทางเข้าเมืองหลวง เมืองแห่งจุดศูนย์กลาง โคทีเรีย
    คนที่มาจากหลายที่หลายทางต่างถิ่นต่างแดนก็มุ่งหน้าเข้ามาที่นี่จนหมดทำให้แถวการตรวจคนเข้าเมืองมันยาวเหยียดนับสองกิโลเมตร วินเทอร์สังเกตดูโดยรอบกำแพงเมืองที่สูงนับสามสิบเมตรไม่อาจมองเห็นอีกฟากได้แต่ว่ามันทำให้เขาต้องประหลาดเมื่อมองมันด้วยดวงตาแห่งมังกร
    เพราะกำแพงเมืองแห่งนี้มันแข็งมากๆเพราะสร้างมาจากแร่อับดับที่ 30 J4790R ที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อความเสียหายได้ดี
    เขาคงต้องลองแทรกเข้าไปในเมืองให้ได้ก่อนขืนปล่อยไว้แบบนี้นางได้จบชีวิตแน่ๆ
    "เฮ้ เจ้านั่นมันกำลังคิดจะทำอะไรเดินแซงคนอื่นขึ้นไปแบบนั้นมันไม่กลัวกฎหมายรึยังไง"
    "นั่นสิ กฎของที่นี่มันก็มีแต่เจ้านี่มันไม่สนใจเลย"
    "เฮ้อ จะไปสนใจทำไมก็แค่ครอบครัวบ้านนอกที่เข้าเมืองหลวงมาใหม่ๆ"
    …
    คนมากมายต่างกระซิบพูดคุยถึงการที่วินเทอร์ไม่สนกฎการตรวจคนเข้าเมืองทำให้หลายคนไม่พอใจ เหล่าทหารเองก็เพ่งเล็งไปที่วินเทอร์พร้อมมองไปยังเขาด้วยสายตาที่แสดงถึงความไม่พอใจ
    เพราะที่นี่ไม่ว่าใครจะใหญ่มาจากไหน ไม่ว่าจะเป็นอะไรมา บาดเจ็บหรืออะไรก็ตามต้องเข้าแถวเพื่อตรวจคนเข้าเมืองก่อนอยู่ดีแต่วินเทอร์กลับวิ่งแซงขึ้นไปอย่างไม่สนใจ
    วินเทอร์ถึงจะรับรู้สายตาที่มองมามากมายแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาวิ่งไปพร้อมกับมีวาเลนติน่าอยู่บนบ่าของตนเองจนกระทั่งถึงหัวแถวที่ตรวจสอบคนเข้าเมือง เขาก็ดัดแปลงเสียงของตนเองเล็กน้อยราวกับเป็นอาจารย์ที่พาศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้มารักษาที่เมืองใหญ่
    “ช่วยนางก่อน นางจะไม่ไหวแล้ว”
    ทหารทุกคนเมื่อเห็นคนที่ไม่สนกฎก็ไม่ได้สนใจอะไรมากไม่พูดด้วยไม่สนใจราวกับวินเทอร์ไม่มีตัวตน แต่ด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยมของวินเทอร์ทำให้เขาบีบน้ำตาออกมาราวกับว่าผู้หญิงที่อยู่บนบ่าของเขาเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิต
    หัวหน้าทหารหน่วย A4 ที่มาประจำในที่แห่งนี้ก็เดินออกมาด้วยท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนจะจ้องมองมาที่วินเทอร์
    “เลิกแหกปากได้แล้ว มันน่ารำคาญนะรู้ไหม ยังดีที่ได้เจอฉันคนนี้ที่ใจกว้างมากพอ กลับไปต่อแถวได้แล้ว มันเป็นกฎที่ท่านนายกได้ตั้งเอาไว้ห้ามแซงคิวกัน”
    วินเทอร์เกิดความไม่พอใจขึ้นมาเพราะเจ้าพวกนี้มันไม่สนแม้กระทั่งคนที่บาดเจ็บจริงๆ
    “ช่วยนางก่อนเถอะ นางจะตายแล้ว”
    “เฮ้อ ฉันก็เบื่อพูดกับคนแบบนี้แล้ว ลากตัวมันออกไปท้ายแถวเถอะ”
    “รับทราบ”
    ทหารห้าคนที่อยู่แถวนั้นก็เดินเข้ามาเพื่อมาจับตัวของวินเทอร์ออกไปอยู่ท้ายแถว ทหารห้าคนเอื้อมมือเพื่อจะล็อคตัวของวินเทอร์แต่มือที่เอื้อมไปกลับสัมผัสได้แต่ความวางเปล่า ทหารทั้งห้าคนมองซ้ายขวาก่อนที่มือของวินเทอร์จะสะกิดพวกเขาทั้งห้าจากด้านหลัง
    “ให้ข้าเข้าไปข้างในก่อนเถอะ ต้องรีบช่วยนางแล้ว”
    ทหารละทิ้งความคิดไร้สาระที่ว่าชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าแข็งแกร่งไปเพราะไม่มีใครในโลกใบนี้ที่ไม่ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยจะสามารถรับมือกับพวกเขาทั้งห้าคนได้บางทีเมื่อสักครู่เจ้านั่นอาจมีทักษะป้องกันตัวเองเล็กๆน้อยๆก็ได้
    ทหารทั้งห้าหันกลับไปเพื่อไปจับวินเทอร์อีกครั้งคราวนี้เองเป็นวินเทอร์ใช้การเบี่ยงร่างกายเพื่อหลบมือที่เอื้อมมาทั้งหมดก่อนที่วินเทอร์จะหมุนตัวขึ้นไปบนอากาศแล้วใช้เท้าของตนเองเตะทหารเรียงคนโดยใช้ท่วงท่าของวรยุทธ์ที่ถูกผู้คนลืมเลือนไปแล้ว
    ทหารทั้งห้าคนถูกเตะลอยละลิ่วออกไปนับสิบเมตรก่อนจะล้มลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาคนละคำ
    “นั่นมันทักษะการต่อสู้บ้าอะไร ทำไมถึงสามารถต่อสู้กับพวกทหารที่ใส่ชุดสูท EM1 ได้”
    “เจ้านั่นไม่ธรรมดาเลยถึงว่ามันกล้าวิ่งแซงคิวขึ้นไปได้”
    “ขนาดทหารที่ใส่สูทยังรับมือไม่ได้ก็คงต้องยอมให้มันเข้าไปก่อนจริงๆนั่นแหละ”
    …
    ผู้คนมากมายตกตะลึงไปกับภาพตรงหน้าที่เห็นเพราะไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าวินเทอร์ใช้ความสามารถส่วนไหนถึงสามารถรับมือกับทหารที่มีชุดสูท EM1 ไว้ในครอบครองได้ เพราะว่าคนที่ใส่ชุดสูท EM จะเป็นคนที่มีความสามารถในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และตัวเลขด้านหลังก็จะบ่งบอกระดับความสามารถของคนที่ครอบครองชุดสูท ถึงจะแค่หนึ่งแต่ก็ยังยากเลยที่จะหาคนธรรมดาเก่งๆสักคนไปต่อสู้ด้วย
    หัวหน้าทหารหันกลับไปมองด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับมาหาวินเทอร์
    “คิดจะฝ่าฝืนกฎหรือยังไง ฉันจะให้โอกาสอีกครั้งกลับไปต่อแถว แล้วฉันจะไม่เอาความในเรื่องนี้”
    “…..”
    หัวหน้าทหารรอคำตอบกว่าสิบนาทีวินเทอร์ก็ยังไม่ตอบกลับมาหรือว่าเขาต้องลากเจ้านี่ไปท้ายแถวจริงๆ
    “ถ้าไม่กลับไปเองฉันจะลากไปก็ได้”
    หัวหน้าทหารพุ่งหายวับไปในอากาศธาตุแล้วมาปรากฏตัวด้านหลังของวินเทอร์ก่อนจะใช้มือรวบตัวของวินเทอร์เอาไว้
    “แค่เดินไปดีๆไม่ได้ต้องให้ใช้กำลัง...”
    ในขณะที่หัวหน้าทหารจะนำตัวของวินเทอร์ไปเขาก็พบว่าร่างที่เขาจับอยู่กำลังกลายเป็นดินทรายจากนั้นก็ปรากฏตัวของวินเทอร์ที่เป็นตัวจริงยืนห่างออกไปไกลถึงสองเมตร
    หมายความว่ายังไง? ทำไมมันถึงสามารถหลบการจับตัวของเขาที่ใส่สูท EM2 อยู่ได้ ความคิดมากมายผุดขึ้นมาภายในหัวแต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้เลยว่าทำไมวินเทอร์ถึงสามารถหลบเขาไปได้
    “ฉันจะถือว่านั่นคือการแสดงความสามารถก็แล้วกัน ฉันอนุญาตให้แกเข้าไปได้”
    ทหารอีกคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากก็พูดขึ้นมาทันที
    “แต่ว่าหัวหน้าเขายังไม่มีแม้แต่หนังสือเดินทางเลยนะครับมันจะไม่...”
    “ไม่มีก็ไปทำให้เขาเข้าใจไหม อย่าให้ฉันได้เห็นท่าทางน่าสมเพชนั่นของแกอีก”
    ทหารคนนั้นไม่มีทางเลือกเขาทำความเคารพหัวหน้าทหารก่อนจะนำทางวินเทอร์เข้าไปภายในพร้อมกับทำหนังสือเดินทางให้กับวินเทอร์และวาเลนติน่าด้วย
    หลังจากการไปของทหารที่นำทางวินเทอร์กับวาเลนติน่าไป หัวหน้าทหารก็มองไปยังชุดสูทของตนเองตรงหน้าอกมันมีรอยแตกร้าวเล็กๆอยู่ด้วยว่ากันเข้าใจง่ายๆก็คือวินเทอร์ใช้การโจมตีด้วยฝ่ามือของตนเองเข้าที่ชุดสูทแบบเบาๆ นั่นทำให้หัวหน้าทหารยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจนานแล้วที่เขาไม่ได้เจอคนที่น่าสนใจขนาดนี้มาก่อน
    หลังจากที่ทำเรื่องเข้าเมืองและยังได้ทำหนังสือเดินทางเอาไว้ด้วยวินเทอร์ก็รีบมุ่งตรงไปยังตำแหน่งสถานพยาบาลที่ถามกับทหารคนที่นำทางมา ยังดีที่ยังมีคนพูดคุยรู้เรื่องได้อยู่ คนที่เป็นหัวหน้าทหารเมื่อสักครู่เขาบอกได้คำเดียวว่าเหมาะสมมากและก็เป็นคนที่ให้โอกาสคนอื่นเมื่อทำผิดไม่เลือกที่จะลงโทษในทันทีแต่เป็นการว่ากล่าวตักเตือนแทน คนแบบนี้หายากจริงๆทั้งในอดีตและปัจจุบัน
    ..........
    โรงพยาบาล
    วินเทอร์นั่งรอการรักษาของหมอที่กำลังรักษาวาเลนติน่าในห้องฉุกเฉินกันอยู่ เขามองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะไม่คิดว่าการดูแลคนที่มารักษาพยาบาลจะดีขนาดนี้พวกหมอก็พร้อมอยู่ตลอดเวลาแตกต่างไปจากเมื่อก่อนที่เป็นโลกของการฝึกยุทธ์เพราะพวกเขาต้องไปหาหมอที่มีความสามารถด้านการรักษาจริงๆมา
    แต่มนุษย์กลับก้าวข้ามตรงนั้นไปและยืนหยัดด้วยสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมากับมือนั่นทำให้วินเทอร์รู้สึกสนใจในมนุษย์มากกว่าจะเป็นแค่เผ่าพันธุ์ที่ตัวสั่นเทาเมื่อได้เจอกับมังกรในสมัยก่อนเพราะเมื่อก่อนนั้นพวกมนุษย์จะพึ่งพาเหล่ามังกรและบูชาดุจเทพเทวา
    พอมามองดูตอนนี้กลับแตกต่างเพราะพวกเขาพึ่งพาตนเองจนสามารถนำพาเผ่าพันธุ์ขึ้นมาเป็นใหญ่ในจักรวาลแห่งนี้ได้สำเร็จ บางทีอาจเป็นเพราะมนุษย์มีสิ่งที่หลายเผ่าพันธุ์ไม่มีมันนั่นก็คือสติปัญญาที่สูงแต่อ่อนแอทางด้านพละกำลังความแข็งแกร่งทางร่างกาย ไม่เหมือนกับเผ่าพันธุ์ทั่วไปที่เด่นด้านพละกำลังความแข็งแกร่งทางร่างกายแต่มีสติปัญญาที่แสนจะน้อยนิด
    วินเทอร์เขาสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่ามนุษย์มีความสามารถในการต่อต้านมังกรที่เคยเป็นดั่งเทพของพวกเขาในอดีตได้แล้ว ถึงจะพูดแบบนั้นไปในตอนนี้เผ่ามังกรตอนนี้ก็ล่มสลายไปแล้วจะเหลือก็คงมีแค่พวกที่ตกหล่นกับพวกที่ถูกเนรเทศออกมาจากเผ่ามังกรเมื่อนานมาแล้วเท่านั้นส่วนตัวของวินเทอร์เขาก็ไม่ได้เป็นคนของเผ่ามังกรอีกต่อไปแล้วตั้งแต่วันที่จักรพรรดิมังกรถีบเขาเข้าไปในหอคอยแห่งความว่างเปล่า
    วินเทอร์ละทิ้งความคิดของตนเองเกี่ยวกับอดีตไปเพราะตอนนี้เขาไม่ได้มีข้อผูกมัดแบบเมื่อก่อนแล้วไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้หนักใจอีกแค่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปได้เรื่อยๆเพียงแค่นั้นเขาก็พอใจกับชีวิตที่เป็นอิสระแบบนี้แล้ว.......... . .

    .