“กะตะมาเร โชวะบันตา อัตตา มานา สัมภะวะ โน มะตา พา จงหลุดจากเนื้อ จงละจากกาย จงมอบให้ข้า ผู้หิวกระหาย ชีวา วิญญา สังเวย นามสิ้น ซากสูญ”
“กูสิจกมันให้เบิด!”
เสียงแหบต่ำที่ก้องขึ้นกลางความมืดนั้นเต็มไปด้วยแรงอาฆาต เกรี้ยวกราด ดุดัน
“ฮึ...ฮึ” ปลายเสียงนั้นทอดยาวราวกับจะกลืนกินสรรพสิ่งที่ได้ยิน มันแทรกตัวลอดผ่านฝาไม้ของเรือนเก่า เสียดแทงเข้าสู่โสตประสาทของผู้ที่ได้ยิน
เสียงร่ำไห้อันบีบคั้นของเหยื่อผู้ถูกสังเวยที่ดังขึ้นอย่างทุรนทุรายสลับกับเสียงสวดอาคมนั้น ค่อย ๆ กลายเป็นภาพจำที่ไม่อาจหลุดรอดไปจากใจของก้านพลูได้เลย เสียงเหล่านั้นดังขึ้นแทบจะทุกค่ำคืน ไม่มีคืนใดเลยที่เธอจะได้หลับใหลอย่างสงบ ไม่มีคืนใดเลยที่ปีศาจร้ายจะละเว้นจากการออกล่า
มันไม่ใช่แค่เสียง...แต่มันคือบาดแผลที่กัดกร่อนสติเธอช้า ๆ ราวกับมีมือเย็นเยียบกำลังบีบคั้นหัวใจของเธอไว้ทุกลมหายใจ
แม้ข้างกายของเธอจะมีลูกสาวหมอผีใหญ่ เจ้าของเรือนหลังนี้ ผู้ที่ควรจะเป็นปราการปกป้องจากไสยดำทั้งมวล แต่กลับนอนแน่นิ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอราวกับไม่เคยได้ยินสิ่งใดเลยสักนิดเดียว
ราวกับว่าโลกของเธอเพียงผู้เดียวที่ถูกบีบอัดไว้ในเงามืดแห่งอาคมมรณะ
ราวกับว่า...เสียงเหล่านั้นกำลังสื่อสารกับเธอเพียงผู้เดียวเท่านั้น
เสียงนั่น…เสียงที่เธอไม่อาจลืมเลือน ไม่อาจปล่อยผ่าน ไม่อาจเมินเฉย มันเริ่มย่างกรายเข้ามาหาเธอทีละนิด ทีละน้อยไม่เคยหยุด มันกลายเป็นเงาทึบที่แทรกตัวเข้ามาแนบชิดกับลมหายใจเธอแทบทุกค่ำคืน
ยามดึกที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลายเป็นดั่งคุกขังที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับปลายเท้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการก้าวออกจากห้อง ความมืดนอกบานประตูนั้นช่างเย็นยะเยือก เมื่อแสงเช้าคลี่คลายลงบนหลังคา ความกลัวกลับไม่ได้จางหายไป กลับกัน มันยิ่งทวีคูณกลายเป็นความระแวดระวังอย่างรุนแรงในทุกอณูของชีวิต เธอเริ่มหวาดผวากับทุกสายตาที่มองมา เริ่มไม่แน่ใจว่าใบหน้าที่เคยคุ้นเคยยังเป็นใบหน้าเดียวกับที่เธอเคยรู้จักอยู่หรือไม่
แม้กระทั่งกับ ‘ยา’ ที่ดูเหมือนช่วงนี้ จะปรากฏตัวให้เธอได้เห็นอยู่บ่อย ๆ แต่การปรากฏตัวของเธอทุกครั้งยังดูเย็นชาและน่ากลัวเช่นเดิม หรือมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ บ้างก็รวมตัวอยู่กับฝูงเพื่อน บ้างก็มาแอบยืนอยู่หน้าบ้านของอรอยู่บ่อยครั้ง
ก้านพลูไม่เคยชินกับสายตาคู่นั้นเลย สายตาเรียบนิ่งที่เหมือนไม่ได้มองเธอด้วยความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น บางคราว ยาก็รวมตัวอยู่กับฝูงเพื่อนหน้าเดิมที่เคยเห็น บางครั้งกลับยืนเดี่ยวเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ข้างเรือนอย่างเงียบงัน และมีบ่อยครั้ง...ที่เธอมาแอบยืนเฝ้าอยู่หน้าบ้านของอร นิ่ง ไม่พูด ไม่เคลื่อนไหว
ก้านพลูไม่แม้แต่จะกล้าเอ่ยปากบอกใคร หรือให้ใครช่วยแม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ดีว่า มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครช่วยเธอได้ทั้งนั้น
เหล่าเด็ก ๆ ที่ค่อย ๆ หายไปทีละคนในทุก ๆ คืน เสมือนถูกกลืนหายเข้าไปในเงามืด บางสิ่งที่อาจไม่ได้อาศัยเพียงร่างกาย หากแต่สิงสู่อยู่ในใจของผู้คนโดยไม่มีใครรู้ตัว แต่ชาวบ้านต่างประพฤติตัวกันตามปกติ ราวกับไม่มีสิ่งใดผิดแปลก ราวกับไม่เคยมีเสียงกรีดร้องในยามค่ำคืน ไม่แม้แต่จะมีใครวิ่งมาหาอาจารย์สุเทพเพื่อขอความช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีแม้แต่คำถาม ไม่มีแม้แต่แวววิตก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างแนบเนียน…จนแทบจะน่าสะพรึง
มันปกติมากเสียจนไม่มีใครรู้อะไรเลยแม้แต่เพื่อน ๆ ในหมู่คณะ เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยยังคงดังเจื้อยแจ้วในทุกเช้า ยามเมื่อดวงอาทิตย์ยังสาดแสงไม้ เว้นแม้แต่ตัวของอรเอง ผู้ที่ควรจะรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เริ่มปะทุขึ้นในทุกค่ำคืน ผู้ที่เติบโตมาในเรือนหมอผี ผู้มีสายเลือดของผู้เฝ้าระวังสิ่งเร้นลับ แต่กลับไม่แสดงท่าทีแปลกใจ ไม่แม้แต่จะเได้ยินถึงเสียงร้องโหยหวนที่ดังอยู่แทบทุกค่ำคืน
ทุกชีวิตยังเดินไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หากก้านพลูไม่มีสัมผัสพิเศษ หรือไม่มีจิตใจที่ไวพอจะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน...บางที เธอก็คงจะไม่เคยล่วงรู้เลยว่า มีบางสิ่งที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบอันลวงตา
“อร… มึงจะไปไหน”
ก้านพลูเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นอรเดินผ่านไป น้ำตาคลอเบ้า แววตาแข็งกร้าวปะทุด้วยความโกรธเคือง ร่างของเธอก้าวออกมาจากห้องพระในเรือนใหญ่ ผ่านหน้าไปอย่างไม่เหลียวแล ก้านพลูยื่นมือคว้าแขนเพื่อนเอาไว้ แรงสัมผัสแม้จะเบา แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจให้หยุดฟัง
“อร…”
“มึงรู้เรื่องทุกอย่างใช่ไหม ก้าน! มึงรู้ใช่ไหมว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น!” เสียงของอรสั่นด้วยความกราดเกรี้ยว ดวงตาแดงก่ำเพราะน้ำตาและความคั่งแค้น
ก้านพลูชะงัก คำพูดถูกตรึงอยู่ในลำคอ
“กู…”
“ทำไมวะก้าน! มึงปล่อยให้เรื่องมันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง! มึงไม่สงสารเด็ก ๆ เลยเหรอวะ…พวกมึงแม่งปล่อยให้เรื่องราวมันเลวร้ายมาถึงขนาดนี้ได้ยังไงวะ ก้าน!”
เสียงตะคอกดังสะท้อนอยู่ในเรือน ราวกับจะฉีกความเงียบออกเป็นเสี่ยง ๆ เนื้อตัวของอรสั่นเทา น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ความโกรธพุ่งถึงขีดสุดจนแทบกลายเป็นความสิ้นหวัง
“เจ้ากะคือกันเด้อ คำปุ่น! เป็นอิหยังกันไปเบิด!!”
อรหันไปตะคอกดุกุมารน้อยที่ซ่อนตัวอยู่หลังเสา ดวงตาของคำปุ่นเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังคงแอบมองเธออยู่เงียบ ๆ อย่างจับจ้องไม่คลาดสายตา หากคำปุ่นเฝ้ามองทุกสิ่งอยู่ตลอด เหตุใดจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
อรสาวเท้าลงจากเรือนไปด้วยความฉุนเฉียว สองตาแดงก่ำ แววโกรธแผดเผาในใจ เธอมุ่งหน้าไปยังป่าลึกเบื้องหน้า แสงตะวันคล้อยต่ำราวกำลังหลบลี้ ละทิ้งผืนดินให้จมอยู่ในเงามืด จุดหมายของเธอย่อมไม่พ้น ‘เขากาฬภพ’ ในป่านั้น ที่ซึ่งผีปอบตนนั้นรออยู่ หากไม่ใช่มันตาย ก็คงต้องเป็นเธอที่จะสิ้นลมหายใจไปในค่ำคืนนี้
“หลีก!”
ตลอดเส้นทาง บริวารและภูติผีของพ่อท่าน แม้กระทั่งคำปุ่น ต่างพากันโผล่มาขวาง กั้นเธอไว้ไม่ให้ก้าวล้ำสู่เป้าหมาย ทว่าอาคมที่แผ่พลังปะทุจากอารมณ์เดือดพล่านของแม่หมอผู้นี้แรงกล้าจนยากผู้ใดต้านทานได้ พวกมันทำได้เพียงถ่วงเวลา ล่ามก้าวเท้าไว้ชั่วครู่ แต่ไม่อาจหยุดยั้งให้หันหลังกลับได้ หากยังขืนฝืนกีดขวางอยู่ต่อไป คงไม่พ้นต้องถูกจับยัดลงหม้อเป็นผีต้มที่ไม่มีวันได้ผุดเกิดอีกเป็นแน่
จู่ ๆ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งมาดักอยู่ตรงหน้า อรชะงักกึก หัวใจเต้นสะดุด
“ยา!” เสียงเธอหลุดออกมาราวกับถูกกระชากอารมณ์ให้หลุดจากความฉุนเฉียวเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความตกใจฉับพลัน “ยามาทำอะไรที่นี่!”
“อย่าเพิ่งถาม… มึงช่วยพากูออกไปจากที่นี่ก่อนได้ไหม”
จากร่างที่เคยเย็นชาจนน่าหวาด กลับกลายเป็นร้อนรนและกระสับกระส่าย ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยากุมมืออรไว้แน่น เขย่าเบา ๆ ราวกับขอความช่วยเหลือ ความตื่นตระหนกนั้นทำให้อรต้องละทิ้งจุดหมายที่จะมุ่งสู่ป่าลึกทันที ทั้งสองเร่งฝีเท้า กุมมือกันแน่น ฝ่าออกจากความมืดของผืนป่า ก่อนที่แสงสุดท้ายของตะวันจะดับสิ้น
อรพายาออกจากป่ามายังเถียงนาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนของเพื่อน ๆ มากนัก เวลานี้ใกล้ย่ำค่ำแล้ว บริเวณรอบเถียงนาจึงเงียบงัน ไร้เงาผู้คน ยาค่อย ๆ ทิ้งตัวนั่งลงบนแคร่ไม้เก่า ข้างเถียงนา ราวกับหมดเรี่ยวแรง
“เมื่อกี้… เกิดอะไรขึ้น” อรถามด้วยน้ำเสียงเคร่ง
น่าประหลาด…..เพียงครู่ก่อน ยายังมีท่าทีหวาดกลัวราวกับวิญญาณจะหลุดจากร่าง แต่บัดนี้กลับคืนสู่ความเย็นชาดั่งเดิม เธอนั่งบนแคร่ด้วยท่าทีราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในป่าไม่เคยมีอยู่จริง
“กูหลงป่า”
“หลงป่า?” อรทวนเสียงต่ำ
“ใช่”
“แล้วยาเข้าไปทำอะไรในป่าถึงได้หลง?”
“กู…เข้าไปเดินเล่น”
“ห้ะ?” อรแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ยาเนี่ยนะ จะเข้าไปเดินเล่นในป่า? อีกทั้งท่าทีตื่นตระหนกเมื่อครู่ที่อรไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยากเสียยิ่งกว่าการฝันร้าย
“ทำไม?”
“ตอนยาเดินเข้าไปในป่า…ยารู้ตัวไหม?”
ในห้วงความคิดของอร ยังมั่นใจไม่เสื่อมคลายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของปอบตนนั้น มันคงหมายจะยึดร่างของยาให้ได้ แต่ครั้งนี้คงเป็นเพราะยาได้สติทัน จึงได้หนีออกมาจนพบเธอพอดิบพอดี
ร่างของยากลับแน่นิ่ง ไม่แม้แต่จะปรายตามองอร ดวงตานั้นทอดมองเถียงนาเบื้องหน้าอย่างว่างเปล่า เสียงจิ้งหรีดเริ่มดังแทรกขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ค่อย ๆ ถูกกลืนด้วยความมืด ความเงียบงันปกคลุมรอบกาย
อรละทิ้งคำถามไปโดยปริยาย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดไฟดวงเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังแคร่ ไฟนั้นถูกชาวบ้านนำมาติดไว้เผื่อค่ำคืนที่ต้องมาเฝ้าเถียงนา แสงสลัวสีเหลืองนวลค่อย ๆ ขับไล่ความมืดรอบตัว เธอหย่อนตัวลงนั่งข้างยา ทั้งคู่เพียงนั่งเงียบ จ้องมองเถียงนาที่ทอดตัวอยู่กลางทุ่งอันเงียบสงัด ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย มีเพียงความเย็นเยียบแผ่วแทรกเข้ามาอย่างช้า ๆ เสียงลมแผ่วพัดลอดทุ่ง สลับกับเสียงจิ้งหรีดก้องกังวานในความมืดของชนบท คล้ายเข็มนาฬิกาที่นับถอยหลังเงียบ ๆ ให้ทั้งคู่จมลงสู่ภวังค์ ทบทวนเรื่องราวและเงามืดในชีวิตของตน
“อีกนานไหม…กว่าเราจะได้กลับกรุงเทพ” ยาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่ราวกับเสียงนาฬิกาจำลองนั้น
“อีกสองอาทิตย์ก็ได้กลับแล้ว…ยาอยากกลับแล้วหรอ?”
เธอไม่ตอบ เพียงส่งสีหน้าที่อ่านยากเช่นเคย
“ยาไม่ชอบที่นี่หรอ?” ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง “ยามีอะไรให้เราช่วยไหม”
สองคิ้วของยาขมวดแน่น ราวกับกำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ลึก ๆ
“ยา…อย่าคิดว่าไม่มีใครช่วยอะไรยาได้ ถ้ามันมาทำอะไร หรือยารู้สึกไม่ดี ต้องรีบบอกเรานะ”
“มึงเป็นแบบนี้มานานแล้วหรอ”
“หมายความว่ายังไง”
“ก็ชอบช่วยคนนู้นคนนี้ไปทั่ว…มึงเป็นแบบนี้มานานแล้วหรอ” อรชะงักไปเล็กน้อย ครุ่นคิดถึงพฤติกรรมของตน…ใช่ เธอเป็นเช่นนี้มาตลอด
“มึงก็รู้ใช่ไหม ว่าการยื่นมือช่วยคนในเรื่องที่เขาไม่ได้ขอ คือการเข้าไปยุ่งกับกรรมของเขา…และถ้าเคราะห์ร้ายลง คนที่เดือดร้อนอาจเป็นมึงเอง”
“ยาหมายความว่ายังไง” อรแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ยารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
ยาไม่ตอบ เธอลุกขึ้นราวกับจะผละไปจากตรงนั้น ทว่ามือกลับถูกอรคว้ารั้งไว้
“ยา…”
ทั้งสองสบตากัน แววตาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่อยากเอ่ย แต่ไม่มีใครกล้าปล่อยให้ความลับหลุดออกมา
“เราเป็นเพื่อนกันนะ…เราไม่สนหรอกนะว่าจะมีอะไรมาทำอะไรเรา ตอนนี้คนที่เราห่วงที่สุดคือยานะ”
ถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยนั้น ทั้งน้ำเสียง แววตา และความรู้สึก เป็นสิ่งที่สิรินยาไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน จนเธอชะงักงัน
“เราถึงอยากให้ยาบอกเราไง ถ้ามีอะไรมายุ่งกับยา…เราอยากให้พวกเรากลับไปอย่างปลอดภัย และรับปริญญาด้วยกันทุกคนนะยา”
แววตาทั้งคู่ยังคงสบกันท่ามกลางความมืดเงียบของเถียงนา มีเพียงแสงตะเกียงจากแคร่ด้านหลังที่ส่องวาบ ล้อมรอบด้วยเงาอันเย็นเยียบ
“เอาเป็นว่า…ถ้ากูมีเรื่องอยากให้มึงช่วย กูจะเป็นคนบอกมึงด้วยตัวเอง…โอเคไหม”
เสียงของยาดังขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นพอที่จะตัดบททุกสิ่ง เธอไม่ต้องการให้บทสนทนานี้ยืดยาวออกไปอีกแม้เพียงคำเดียว
สิรินยาหันหลังให้ ก่อนจะก้าวเดินออกจากเถียงนา ทิ้งให้อรยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบและความมืดที่ค่อย ๆ กลืนกินทุกสิ่งรอบตัว
อรเดินทอดกายไร้เรี่ยวแรงไปยังโรงครัวที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน เหล่าเพื่อนฝูงและชาวบ้านต่างล้อมวงนั่งกินข้าวกินปลา พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ทว่าภาพเหล่านั้นกลับสวนทางกับความรู้สึกในใจของเธอ เด็กน้อยหลายคนที่เคยวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและความสดใสในทุกครั้งที่พบเจอ ตอนนี้กลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีแม้เงาของพวกเขาให้เห็นสักนิด เธอแอบยืนมองภาพตรงหน้าในความมืดมิดของค่ำคืน เสียงหัวเราะอันคึกคักนั้นเหมือนดั่งเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาในใจที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวจนแทบจะขาดใจ
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นช่างยากเกินกว่าคำพูดใดจะอธิบายได้หมด อรไม่อยากเอ่ยถามใครอีกแล้ว เพราะรู้ดีว่าคงไม่มีใครสามารถให้คำตอบ หรือช่วยแก้ไขอะไรได้ ณ เวลานี้
เธอรู้สึกเหมือนว่าทุกคนรอบตัว ที่ที่เธอเติบโตมาด้วยความรักและความเคารพในฐานะว่าที่ผู้นำหมู่บ้าน กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าไปหมด ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยความหวังและความอบอุ่นกลับเย็นชาและห่างเหิน ไม้เว้นแม้แต่บริวารของครอบครัวที่เคยเป็นหูเป็นตาให้กันมาโดยตลอด บัดนี้ต่างก็หลีกเลี่ยง ไม่กล้าตั้งหน้าตั้งตาเผชิญหน้ากับเธอแม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เป็นแบบอย่างในสายตาของเธอ ‘พ่อท่าน’ ผู้ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งพิงของใครหลายคน กลับนั่งนิ่งเฉยเคี้ยวหมากพลูอย่างใจเย็น ราวกับปล่อยให้เรื่องราวที่แปลกประหลาดเหล่านี้คืบคลานเข้ามาจนถึงจุดที่ยากจะย้อนคืน ไม่แสดงท่าทีใด ๆ ที่จะช่วยหรือแม้แต่จะเอ่ยปากเตือนสติ ทำให้อรรู้สึกโดดเดี่ยวและเจ็บปวดยิ่งนัก
อีกเพียงสองอาทิตย์เท่านั้น ที่พวกเธอจะได้กลับมหา’ลัย กลับไปครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากเส้นทางนักศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบ ครั้งนี้จะเป็นบทเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่เธอต้องกลับบ้าน เพื่อสานต่ออาคมที่สืบทอดมาจากตระกูล และเป็นเกราะกำบังให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ ทว่าบัดนี้ เธอกลับไร้ซึ่งความรู้สึกอยากปกป้องใครอีกต่อไป ใจที่เคยแน่วแน่ กลับเปลี่ยนไป ราวกับความหวังทั้งหมดยังลอยหายไปกับสายลม.