บทที่ 18 หมูตัวหนึ่ง
“หึ ความทะเยอทะยานของเ้าช่างยิ่งใหญ่นัก พูดตามตรง ข้าไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเขาหรอก แต่ว่า…”
จางซอมซ่อเอ่ยขึ้น แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงทันที มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ข้าสนใจข้อเสนอของเ้ามาก หากพวกเราร่วมมือกันสอนเขา ประกอบกับทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของตระกูลหลี่ และวิชาเซียนเหินเวหาของเซียนกระบี่รุ่นแรก ต่อให้เป็หมูตัวหนึ่งก็คงจะรู้แจ้งได้”
เมื่อพูดจบ จางซอมซ่อก็ดื่มสุราในไหจนหมด ในใจเกิดความรู้สึกอยากลองที่แทบจะไม่เคยมีมาก่อน
พูดตามตรง ชั่วชีวิตนี้เขาเคยเห็นอัจฉริยะมามากมาย แต่คนไร้ความสามารถที่เส้นลมปราณทั้งแปดไม่ไหลเวียนอย่างหลี่จื่อเย่นี้เป็ครั้งแรกที่ได้พบ
ความท้าทายนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก!
การร่วมมือกันระหว่างเขากับฉินเอ๋อร์นั่ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงเป็ขุมกำลังที่หรูหราที่สุดในโลกนี้
เซียนกระบี่สองคนมาร่วมมือกัน พร้อมด้วยวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ประกอบกับยาวิเศษและสมุนไพรล้ำค่าที่มีอย่างไม่จำกัด เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่สามารถพลิกชะตาฟ้าลิขิตบ้า ๆ นี่ได้
ด้านข้าง ฉินเอ๋อร์นั่วได้ฟังคำพูดของเจี้ยนฉือแล้ว ดวงตางดงามของนางก็เปล่งประกายความสนใจขึ้นมา
ผู้ที่มีวรยุทธ์ถึงระดับของนางและเจี้ยนฉือแล้ว จริง ๆ แล้วมีน้อยสิ่งนักที่จะทำให้พวกเขารู้สึกท้าทาย แต่การสอนหลี่จื่อเย่ คนไร้ความสามารถผู้นี้ให้สำเร็จ ถือเป็ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้อย่างแท้จริง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉินเอ๋อร์นั่วก็มองไปยังหมูตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยปากว่า “หลี่จื่อเย่ มาทางนี้หน่อย!”
“มาแล้วขอรับ”
หลี่จื่อเย่ได้ยินคำพูดนั้น รีบเดินมาอย่างกระตือรือร้น
จางซอมซ่อและฉินเอ๋อร์นั่วจ้องมองร่างที่เดินเข้ามาราวกับหมูตัวหนึ่งแล้วหันมาสบตากัน พยักหน้าแล้วยิ้มออกมา นับจากวันนี้ พวกเขาจะร่วมมือกันต่อต้านสิ่งที่เรียกว่าชะตาฟ้าลิขิต!
“หลี่จื่อเย่”
หลังจากทั้งสองคนละสายตา ฉินเอ๋อร์นั่วก็เอ่ยขึ้นอย่างสงบ “เ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับวิชาเซียนเหินเวหาหรือไม่?”
“เคยได้ยินขอรับ”
หลี่จื่อเย่พยักหน้าอย่างแรง “เป็วิชาฝึกฝนอันดับหนึ่งในใต้หล้า ว่ากันว่ายากยิ่งที่จะฝึกฝน นอกจากเซียนกระบี่รุ่นแรกในสมัยราชวงศ์ต้าซางแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถฝึกสำเร็จ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?” ฉินเอ๋อร์นั่วถามต่อ
“ข้าไม่รู้”
หลี่จื่อเย่ส่ายหน้า
ฉินเอ๋อร์นั่วจึงกล่าวว่า “เนื่องจากในวิชาเซียนเหินเวหานั้นมีเพียงบทความส่วนน้อยที่บันทึกวิธีฝึกฝนพลังลมปราณ ไม่เพียงแต่ไม่ล้ำลึกแต่เมื่อเทียบกับวิชายุทธ์ธรรมดาทั่วไปก็ยังด้อยกว่า ดังนั้นการฝึกฝนจึงมีความคืบหน้าช้ามาก ส่วนบทอื่น ๆ ในวิชาเซียนเหินเวหานั้นล้วนบันทึกเฉพาะกระบวนท่าไม้ตายไว้ แม้จะเรียกได้ว่าวิเศษล้ำเลิศ แต่ในเส้นทางการฝึกฝน พลังลมปราณคือรากฐาน กระบวนท่าที่วิเศษเพียงใดก็ต้องอาศัยพลังลมปราณขับเคลื่อน หากมีเพียงกระบวนท่าโดยไม่มีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่ง ก็ไม่อาจแสดงพลังของกระบวนท่าออกมาได้เลย”
หลี่จื่อเย่ถามอย่างสงสัยว่า “เช่นนั้นฝึกวิชาอื่นก่อน รอจนมีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่ง แล้วค่อยฝึกกระบวนท่าของวิชาเซียนเหินเวหาไม่ได้หรือ?”
“ไม่ได้”
ฉินเอ๋อร์นั่วส่ายหน้าปฏิเสธพลางกล่าวว่า “วิธีนี้ มีคนลองมามากแล้ว การฝึกฝนวิชายุทธ์อื่นแล้วมาฝึกกระบวนท่าไม้ตายในวิชาเซียนเหินเวหาแทบไม่มีประโยชน์เลย บางคนถึงกับยึดติดกับวิธีนี้จนสุดท้ายเสียสติไป”
หลี่จื่อเย่กล่าวถึงความกังวลของตนว่า “แล้วหากข้าฝึกฝนวิชายุทธ์ในวิชาเซียนเหินเวหา จะช้าเหมือนคนพวกนั้นหรือไม่?”
“หึ!”
ริมทะเลสาบ จางซอมซ่อหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า “วางใจเถิด ความล่าช้าเป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องกังวลกับปัญหานี้เลย อย่างเ้าที่เป็คนไร้ความสามารถขั้นสุดที่เปิดเส้นลมปราณได้เพียงเส้นเดียว ฝึกฝนวิชายุทธ์อะไรก็เหมือนกันหมด แทบไม่มีที่ว่างให้ตกต่ำลงไปกว่านี้อีกแล้ว”
“...”
หลี่จื่อเย่อยากจะแทงชายแก่สกปรกผู้นี้ให้ตายด้วยกระบี่สักที
“เจี้ยนฉือพูดความจริง”ฉินเอ๋อร์นั่วรีบเสริมขึ้นมา
จากนั้นนางก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วปลอบใจว่า “แต่ตระกูลหลี่มีเงินมากมาย ใช้สมบัติล้ำค่านับไม่ถ้วนและยาวิเศษมาสั่งสม ประกอบกับการชี้แนะของข้าและเจี้ยนฉือ บางทีเ้าอาจมีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะฝึกฝนสำเร็จ”
“...”
หลี่จื่อเย่ยังคงไม่อยากพูดอะไร
ทันใดนั้น หลี่จื่อเย่ก็ได้สติ สายตามองไปยังชายชราผู้น่าสมเพชริมทะเลสาบ แล้วถามอย่างประหลาดใจ “ท่านลุงจาง ท่านก็จะสอนข้าฝึกกระบี่ด้วยหรือ?”
“ทำไม ไม่ได้หรือ?”
จางซอมซ่อยิ้มเยาะ ก่อนจะพูดว่า “เ้าหนู แอบดีใจเถอะ อัจฉริยะมากมายขอร้องให้ข้าสอน ข้าก็ไม่สอน เ้าโชคดีนัก มีข้าและฉินเอ๋อร์นั่วชี้แนะพร้อมกัน เ้าต้องพยายามหน่อยนะ หากเช่นนี้แล้วเ้ายังไม่มีความสำเร็จใด ๆ ข้าและฉินเอ๋อร์นั่วคงเสียหน้าแย่”
“ข้าจะพยายามแล้วกัน”
หลี่จื่อเย่ยิ้มแหย ๆ พร์ไม่ดีไม่ใช่ความผิดของเขานี่ เขาก็อยากเป็เหมือนอัจฉริยะเ่าั้ ที่วรยุทธ์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไร้เทียมทาน แต่น่าเสียดาย ความจริงมันโหดร้าย
“เ้าท่องจำเคล็ดวิชาของเซียนเหินเวหาให้ขึ้นใจก่อน ฝึกฝนทุกเช้าเย็น” ฉินเอ๋อร์นั่วโยนม้วนหนังแกะไปให้ แล้วพูดว่า “ส่วนกระบวนท่าข้าและเจี้ยนฉือจะสอนเ้าเอง”
หลี่จื่อเย่รับม้วนหนังแกะมา แล้วท่องจำวิธีการฝึกฝนในนั้นอย่างจริงจัง
ประมาณสิบกว่าลมหายใจผ่านไป หลี่จื่อเย่เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าจำได้แล้ว”
“เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?”
จางซอมซ่อเอ่ยอย่างประหลาดใจ เวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ก็แค่พอจะอ่านได้รอบเดียวเท่านั้น
“ความจำดี นั่นเป็พร์ที่ติดตัวข้ามาแต่กำเนิด”
หลี่จื่อเย่ยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวทั้งแปดซี่
“หึ! อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง” จางซอมซ่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ
“มองให้ดี ๆ”
ด้านข้าง ฉินเอ๋อร์นั่วเห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงกล่าวอย่างสงบ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า เดินผ่านไหล่ของหลี่จื่อเย่ไป
ไม่ทันได้ตอบสนอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ กระบี่ชิงซวงในมือของหลี่จื่อเย่ก็หายไปแล้ว
ฉินเอ๋อร์นั่วเอากระบี่ของตัวเองคืนมา ก้าวเดินไปข้างหน้า
ในชั่วขณะถัดมา ที่สวนหลังจวนตระกูลหลี่ เซียนกระบี่เหมยฮวาก็โบยบินขึ้นไปก่อนจะร่ายรำกระบวนท่าออกมา ทันใดนั้นดอกไม้และใบไม้ร่วงหล่นเต็มสวน กระบี่ชิงซวงเปล่งประกายเย็นเยียบจนบดบังสายตา พลังกระบี่แผ่ขยายไปไกลสามร้อยจั้ง
ริมทะเลสาบ หลี่จื่อเย่มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
ดอกไม้บานสะพรั่ง ดึงดูดแขกนับพันคน!
หนึ่งกระบี่เย็นเยียบครอบคลุมสิบสี่แคว้น
นี่คือกระบี่ และนี่คือเซียนกระบี่อย่างนั้นหรือ?
“ฮ่าฮ่า เ้าหนู จงดูให้ดี!”
ด้านข้าง จางซอมซ่อหัวเราะเสียงดัง พร้อมกับโบกมือชักกระบี่ออกมากระบี่เขียวยาวสามฉื่อเข้ามือ ก้าวเท้ารวดเร็วดุจดาวตก มือหนึ่งถือไหสุรา มือหนึ่งจับกระบี่ อารมณ์พลุ่งพล่านแสดงความองอาจออกมา จากนั้นพลังกระบี่ก็พุ่งทะยานฟ้า
ภาพที่ไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้ กลายเป็ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนตลอดชีวิตของหลี่จื่อเย่ เซียนกระบี่สองท่าน สองเล่มกระบี่ ร่างกายปราดเปรียวดุจสายฟ้า กระบี่พุ่งทะยานดุจดวงดาว รื้อฟื้นความรุ่งโรจน์ของเซียนกระบี่เมื่อพันปีก่อน
ครึ่งชั่วยามต่อมา ลมสงบ ใบไม้ร่วง แสงกระบี่จางหาย ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
ฉินเอ๋อร์นั่วจากไป จางซอมซ่อหวนคืนสู่ริมทะเลสาบเพื่อดื่มสุราต่อ ไม่มีผู้ใดรบกวนหลี่จื่อเย่ที่ยังคงจมอยู่ในความตะลึง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด หลี่จื่อเย่จึงค่อย ๆ ฟื้นคืนสติอย่างยากลำบาก สายตาของเขาจับจ้องไปยังจางซอมซ่อที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า “ท่านลุงจาง ข้าต้องฝึกฝนนานเท่าใดจึงจะถึงระดับของพวกท่าน”
“สามสิบปี” จางซอมซ่อจิบสุราหนึ่งอึก แล้วตอบอย่างใจเย็น
“แล้วหากจะไล่ทันเซียนกระบี่รุ่นแรกล่ะ” หลี่จื่อเย่ถามอีกครั้ง
“สามร้อยปี” จางซอมซ่อตอบสั้น ๆ แล้วเสริมว่า “นั่นก็ต่อเมื่อเ้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนั้นโดยไม่ตายเสียก่อนนะ!”