ทั้งคู่แลกกระบวนท่า โดยร่างกิ้งก่าเคลื่อนไหวโจมตีและดีดตัวไปตามผนังสลับไปมาเพื่อสบโอกาสหาช่องโหว่
‘ชิ เพลงดาบของไอ้เด็กนี่แม่งน่ารำคาญชะมัด ทั้งที่แทบไม่ได้ก้าวขยับอะไรมากท่วงท่าก็ราบเรียบธรรมดา แต่กลับตั้งรับคมมีดของเขาได้อย่างหมดจด’
ฝ่ายเรย์นั้นยังคงสงบนิ่งกระบวนท่าแม่นยำไม่มีมีผิดพลาด สะกดทุกกระบวนท่าของศัตรูที่ใช้ออกมาจนตายด้านไปหมดบ้างแก้ บ้างขัดจังหวะ บ้างชิงโจมตีล่วงหน้า เพลงดาบแพรวพราว สารพัดพลิกแพลง
ในห้วงนิทราอันแสนยาวนาน เขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบ‘อาสัญไร้ลักษณ์’ นี้ผ่าน ‘โลกจินตภาพ’ เป็นเคล็ดวิชาที่ได้รับสืบทอดมาจากราชาตนนั้น
คุณสมบัติที่สำคัญของอาสัญไร้ลักษณ์คือการมองหาจุดอ่อนศัตรูให้ออกและชิงโจมตีไปยังจุดอ่อนนั้น หลักสำคัญคือไร้กระบวนท่าสยบกระบวนท่าผ่านเคล็ดวิชาทั้งเก้า
วิชายุทธ์ในโลกหล้าเปลี่ยนผันแปลงทุกประการขึ้นอยู่กับใจไม่ว่ากระบวนท่าของฝ่ายตรงข้ามลึกล้ำเพียงใด ขอเพียงมีกระบวนท่าต้องมีช่องว่างจุดอ่อนให้ฉกฉวย แต่หากตนนั้นไร้ซึ่งกระบวนท่าริ้วรอยให้สืบสาวศัตรูจะทำลายกระบวนท่าของตนเองได้อย่างไร
แม้ยังฝึกไม่ถึงขั้นบรรลุแต่ก็สามารถใช้อาสัญไร้ลักษณ์สะกดศัตรูด้วยเคล็ดวิชาที่ห้า ‘ท่าทำลายอาวุธสั้น’ ซึ่งครอบคลุมทำลายคุไนฉมวก มีดสั้น มีดคู่ ขวาน ค้อนแปดเหลี่ยม รวมถึงเหล่าอาวุธสั้นฯลฯ
ในจินตภาพแห่งนั้นการไหลของธารเวลานั้นบิดเบี้ยว
หลายร้อยปีที่จิตสำนึกติดอยู่ในโลกแห่งจินตภาพไม่ได้สูญเปล่าตลอดเวลาที่ได้สู้กับเจ้านั่น ตลอดเวลาที่รู้สึกเหมือนกับถูกเปิดสมอง นับว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีจริง ๆ เขาได้ขัดเกลาทักษะผ่านจิตใต้สำนึกเหลือแค่ลงมือปฏิบัติจริง
ตอนนี้รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยออกจากพันธนาการแห่งความคิด
ฝ่ายศัตรูเองก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ
‘อึก... ไอ้เด็กนี่รวดเร็วราวกับกำลังเต้นระบำมั่วซั่วอยู่เลยขืนยังสู้ในระยะประชิดคงโดนแทงไม่รู้ตัวแน่ต้องทิ้งระยะห่าง ต่อให้ฉันเหนือกว่าในด้านพละกำลังและความเร็วเคลื่อนที่ก็จริงแต่ในด้านความเร็วของกระบวนท่ามันกลับเหนือกว่าฉันมากถ้าผลักกลับแรงไปก็จะถูกปัดป้องแต่ถ้าพยายามถอยไม่ดูจังหวะก็จะยิ่งเสียเปรียบและคงโดนปิดฉากตรงนั้นเลย’
เรย์มองเห็นความลังเลในสายตาของศัตรูมันปามีดนำมาหนึ่งเล่ม แต่ก็ถูกเขาปัดทิ้งกระเด็นออกไปจนติดเพดานใช้ฝักดาบตั้งรับการโจมตีทางด้านหน้า
ช่วงวินาทีเดียวกันนั้นมีดซึ่งฝังติดอยู่บนเพดานกลับเหมือนถูกอะไรบางอย่างดึงออกและพุ่งลงมาจากด้านบนใส่เขาอีกครั้ง
ทว่ามันกลับถูกเรย์ปัดออกโดยไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ
อีกฝ่ายแสดงความตกใจเมื่อถูกมองกลเม็ดเล็กๆ น้อย ๆ ออก
เรย์สังเกตผ่านเนตรมารแล้วว่าศัตรูทำอะไรบางอย่างอีเธอร์บนมีดเล่มนั้นเปลี่ยนสีสันและเข้มข้นกว่าปกติทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องปัดมันได้อย่างแน่นอนแต่ก็ยังเลือกที่จะเขวี้ยงมาแบบทื่อๆ เขาก็แค่... ใส่ใจเป็นพิเศษกับมันสักหน่อย
“งั้นเจอแบบนี้หน่อยเป็นไง!”
เรย์เห็นศัตรูหยิบมีดคุไนข้างเอวสะบัดมือโยนขึ้นไปบนอากาศหกเล่ม มีดคุไนทั้งหกหมุนวนลอยอยู่รอบตัว
‘ก้าวพริบตา’
ร่างของกิ้งก่าปรากฏมาอยู่เบื้องหน้าของเรย์ปานสายฟ้า นี่ถือเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกวิชายุทธ์ที่ช่วยให้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปยังจุดหมายที่ต้องการระยะทางของมันขึ้นอยู่กับความสามารถในตัวผู้ใช้ทว่าก็เป็นวิชาที่ไม่สามารถฝืนใช้ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมันสร้างภาระให้กับกล้ามเนื้อส่วนล่างเป็นอย่างมาก
เรย์ชักตัวเอนไปด้านหลังปัดป้องมีดทุกเล่มที่พุ่งเข้ามาโจมตีจากหลายด้านพร้อม ๆ กัน
ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีกระบวนท่าไหนที่เคล็ดวิชาอาสัญไร้ลักษณ์แก้ไขไม่ได้
แต่เรย์ขณะนี้ มองเห็นช่องว่างในทุกกระบวนท่าของศัตรูชัดเจนวิธีแก้ไขก็มีในใจ ทว่าร่างกายกลับตามสำนึกดาบไม่ทัน
ศัตรูเห็นช่องว่างใต้วงแขนซ้ายเปิดโล่งฉวยโอกาสนั้นใช้หางฟาดใส่เรย์จนตัวปลิวลอยอัดเข้ากำแพงถ้ำฝั่งตรงข้าม
“อึก!”
หลักของกระบวนท่าคือจะปลอมเจตนาของตนเองอย่างไรให้คู่ต่อสู้ประเมินตำแหน่งที่เราอยากโจมตีผิดจากนั้นเปิดเส้นประตูสู่เส้นทางโจมตีจุดสำคัญ การต่อสู้ล้วนแปรผันตลอดเวลา หนึ่งวินาทีสามารถออกท่าได้มากมายแต่อันที่จริงมีเพียงหนึ่งท่าจึงเป็นการโจมตีที่แท้จริง แต่แค่สมองรู้เฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าร่างกายสามารถตอบสนองได้ทัน ตนเองมีแรงมากใด ความเร็วเร็วได้เท่าไหร่นี่จะต้องมีการรับรู้อย่างชัดแจ้งถึงขีดจำกัดของตน
เขาขัดเกลาสำนึกรู้ผ่านวันคืนแห่งการต่อสู้เป็นตายในโลกจินตภาพมานานจนละทิ้งเรื่องเวลาแต่ดูเหมือนสมรรถภาพทางกายในทุกด้านของเขาตอนนี้ ดูท่าจะตามปริมาณประสบการณ์ความรู้นั้นไม่ทันร่างกายที่ไม่ถูกใช้งานมานาน เส้นใยกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณยังไม่ได้รับการพัฒนาถึงขั้นอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นลมปราณเกิดความเสียหายได้
เขารีบพยุงตัวขึ้นในสภาพสะบักสะบอมเมื่อศัตรูพุ่งเข้ามาพร้อมทำซ้ำกระบวนท่าเดิม
‘ไม่คิดว่าจะต้องเอามาใช้เร็วขนาดนี้’
นี่คือความสามารถที่เขาเคยใช้เอาชนะราชาตนนั้นเมื่อครั้งอดีต
เมื่อมัชฌิมาและสุญตาถูกเปิดใช้งานพร้อมกัน
ดวงตาเรืองแสงหลากสีสัน มือซ้ายแปรสภาพจรดข้อศอกผิวหนังกลายเป็นเหมือนภาพสะท้อนของดินแดนแห่งนั้น ตอนนี้เนตรมารของเขาสามารถมองเห็นเส้นชีพจรของโลกได้ลางๆ และแขนข้างซ้ายของเขาสามารถสัมผัสกับเส้นเหล่านั้นได้
เรย์ตั้งท่าอิไอฟันสวนออกไปบนเส้นเหล่านั้นที่ศัตรูเห็นเป็นเพียงแค่พื้นที่ว่างเบื้องหน้าเรย์ทำให้จุดจุดนั้นกลายเป็นเหมือนรอยแผลขนาดใหญ่ ที่ตัวอีเธอร์ไม่สามารถคงอยู่ได้ราวกับว่าถูกช่องว่างจากรอยบาดนั้นดูดหายไปจากโลกนี้
ศัตรูที่กำลังพุ่งเข้ามาพร้อมกับมีดทั้งหลายสัมผัสได้ถึงคลื่นบางอย่างที่แผ่ออกมาจากดาบและอากาศเบื้องหน้านั่น
ทันทีที่มันวาดผ่านตัวไปมีดทั้งหมดก็ตกร่วงไปกองกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัวราวกับแบตหมด
“มันอะไรกัน... วะ!?”
ในขณะที่ศัตรูกำลังชะงักเพราะประมวลผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ทันเรย์ฉวยโอกาสกระโจนทิ้งดิ่งด้วยการฟาดดาบลงมา อีกฝ่ายรีบม้วนกลิ้งเพื่อหลบการโจมตีนี้ปรากฏว่าม้วนได้ครึ่งเดียว
พลัก!
ศัตรูกระแทกเข้ากับกำแพง ภายในถ้ำมีพื้นที่อันน้อยนิดไม่เพียงพอให้ม้วนตัวจนสุด ถูกสกัดไว้ด้วยกำแพงม้วนตัวติดมุม
อะงุนิที่ชมการต่อสู้นั้น รู้สึกว่าสถานการณ์พลิกผัน ฝ่ายศัตรูถูกเด็กหนุ่มชื่อเรย์นั่นไล่บี้จนหมดทางสู้เหมือนพยายามหาทางหนีไปให้พ้น ๆ
แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นการโจมตีของเรย์กระชั้นถี่จนศัตรูหาช่องว่างโต้กลับไม่ได้จำต้องลองเขยิบหนีสองสามก้าว เพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับตีโต้ เสียแต่กลับทำไม่สำเร็จเสียที ถูกอีกฝ่ายจี้ติดตลอด
ไพ่ตายที่ตนเองภาคภูมิใจก็ถูกทำลายลงด้วยอะไรก็ไม่ทราบได้
ผลก็คือฝ่ายรุกกับรับไม่สลับข้างการกระทำของมนุษย์กิ้งก่าจึงดูเหมือนเอาแต่หนีตายลูกเดียว
ไปซ้ายไม่ได้ ไปขวา ไม่ได้ ขึ้นบน ไม่ได้ ลงล่าง ก็ยังไม่ได้
สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นการโจมตีของเด็กหนุ่มตรงหน้าในสายตาของอะงุนิยังคงเหนือความคาดหมายเมื่อกำลังภายในอีกฝ่ายน้อยนิดถึงเพียงนั้น
แต่กลับมีกระบวนท่าสะเปะสะปะอันรวดเร็วขนาดนี้ศัตรูพยายามใช้ทุกวิถีทางที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของตนแล้ว แต่ไร้ประโยชน์ความเร็วประมวลผลไม่เพียงพอ รับมือไม่ไหวจริง ๆ
"นี่มันอะไรกันวะระดับลมปราณกระจ้อยร่อยแบบแกไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่!"
ความจริงไม่ใช่เทคนิคอะไรแต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์ เป็นเรื่องของการตัดสินใจ เรื่องสัญชาตญาณที่แลกมาด้วยการศึกษาผลาญห้วงเวลาชีวิตไปอย่างมหาศาล
ผู้ตื่นรู้หน้าใหม่คนไหนก็ทำตามไม่ได้ต่อให้ฝีมือโดดเด่นแค่ไหนก็ทำส่วนนี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเทคนิคแต่เป็นตะกอนแห่งกาลเวลาที่ไม่เคยมีใครได้เผชิญเท่าเรย์อีกแล้ว
ลมหายใจเรย์เริ่มขาดห้วงความเร็วเองก็ตกลง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไล่ต้อนอีกฝ่ายต่อไปแม้ปอดกับหัวใจจะเริ่มส่งเสียงแปลก ๆ ก็ตาม
แต่ริมฝีปากเขากลับคลี่รอยยิ้มประหลาดออกมาเมื่อเท้ายืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย
พอนึกถึงเรื่องเก่าๆ ส่วนลึกภายในอกก็เกิดรู้สึกปั่นป่วน ความสูญเสียและหวาดกลัวในตอนนั้นเรย์ฝังมันไว้นอกสำนึกรับรู้ตลอดเวลา แต่ยังแจ่มชัดเมื่อนึกถึง
—ไม่อยากลืมสิ่งที่สูญเสียสิ่งที่ถูกช่วงชิงไป เพื่อให้เป็นแรงขับในการดำรงอยู่
—เพื่อให้ตัวเองตัดสินได้ว่าผู้คนเป็นสิ่งเลวทราม
ดวงตาของสัตว์หดแคบลงจับตามองการเคลื่อนไหวที่เรย์ยืนห่างออกไปหลายเมตร ทว่าเพียงอึดใจก็ถูกอีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวเสียแล้วด้วยก้าวพริบตา ซึ่งไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มนั่นใช้มาก่อนและไม่คิดว่ามือใหม่อย่างนั้นจะใช้มันเป็นด้วย
ศัตรูถอยออกโดยสัญชาตญาณเตรียมกระโดดไปทางด้านหลัง แต่เรย์ที่เข้ามาใกล้ย่อมไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายได้ทำสำเร็จ
เรย์ยกมือสูงง้างดาบไปด้านหลังหลอกฟันตำแหน่งไหปลาร้าเมื่ออีกฝ่ายตั้งท่ารับ จึงคลายมือออกปล่อยดาบซึ่งง้างอยู่ด้านหลังให้หลุดร่วงแล้วใช้มือขวารับไว้แทน
เป็นจังหวะการสลับดาบในมือซ้ายไปมือขวาอย่างรวดเร็ว
เรย์พลิกดาบบนมือขวาใช้สันดาบฟาดยังบริเวณน่องศัตรูที่กำลังเปิดโล่งอย่างแรง ไม่สนว่าจะเป็นผิวหนังของร่างแปลงอสูรชนิดใด
กร๊อบ
"อ๊ากกก!"
มันหนักหน่วงถึงขั้นทำให้กระดูกส่วนขาหักครึ่งเสียงกระดูกแจกชวนให้น่าสังเวชพอ ๆ กับเสียงกรีดร้องล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น
เรย์ก้มลงมองดูศัตรูที่กำลังนอนกุมขาส่งเสียงคร่ำครวญไม่มีความปรานีในดวงตาสีเข้ม