ตอนที่ 6
วาร์ป~~
ทั้งสามคนหลังจากออกจากมิติแล้วก็ปรากฏตัวยังถ้ำแห่งเดิมที่เคยอยู่ก่อนหน้าเมื่อ 3 ปีก่อน แล้วก็ใช่นี่ผ่านไป 3 ปีแล้วสำหรับโลกภายนอกนี้ แต่ทุกอย่างภายในถ้ำแห่งนี้ก็ไม่เปลี่ยนไปเลยยังคงเป็เพียงถ้ำที่มืดๆเย็นๆเท่านั้น
“อ่า ทำไมมันมืดๆเย็นๆอย่างนี้เล่า”เมื่อหลิงหรงออกมาจากมิติก็กล่าวออกมาทันที
“ก็มิแปลกอันใดนิขอรับ เพราะที่แห่งนี้เป็ถ้ำการป่า”ไป๋เซ่อกล่าว
“ก็จริง เอาล่ะเราออกไปจากที่นี่กันเถอะ ว่าแต่เราจะไปทางทิศใดกันดีแล้วที่ที่เราอยู่มันอยู่ตรงไหนกัน?”
“ยามนี้พวกเราอยู่ใจกลางชั้นในของป่ามรณะนะขอรับ รอบๆนี้ล้วนเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงๆทั้งสิ้น อย่างไรแล้วข้าคิดว่าท่านควรจะเดินทางไปทางทิศเหนือนะขอรับเพราะทางนั้นมีหมู่บ้านเล็กๆอยู่ชายป่าแห่งนี้ ส่วนระหว่างทางข้าก็คิดว่าควรให้ท่านฝึกฝนฝีมือไปด้วยจะเป็การดีและป่าแห่งนี้ก็ยังมีสมุนไพรมากมายไว้คอยให้ท่านเก็บเกี่ยวไปด้วยเช่นกัน”เฮยเซ่อออกความคิดเห็น
“เอาเช่นนั้นก็ได้ ข้าไม่อยากจะสังหารสิ่งมีชีวิตมากนักเช่นนั้นเลือกเอาแต่ตัวที่เข้ามาโจมตีพวกเราก็แล้วกัน…”หลิงหรงกล่าวออกไปโดยไม่รู้เลยว่าแม้นางจะไม่อยากที่จะสังหารพวกมันแต่ก็ไม่มีสักตัวที่จะไม่คิดที่จะโจมตีนาง และนั้นทำให้หลิงหรงนั้นต้องสังหารสัตว์อสูรมากกว่าห้าสิบตัวเลยทีเดียว
เมื่อตกลงกันได้แล้วทั้งสามก็เดินออกไปด้านนอกถ้ำแล้วมุ่งตรงไปยังทางทิศเหนือทันที ซึ่งตลอดเส้นทางหลิงหรงก็ได้เกิดการปะทะกับสัตว์อสูรระดับสูงตลอดทางและมีมากกว่าหลายสิบตัวเลยทีเดียวซึ่งทุกตัวก็ตายเพียงไม่เกินสามกระบวนท่าเท่านั้น เพราะหลิงหรงไม่้าทรมานพวกมันจึงเลือกวิธีที่เร็วที่สุดคือการเข้าโจมตีที่จุดตายของมันเท่านั้น
ส่วนสัตว์อสูรตัวใดไม่เข้ามาโจมตีพวกนาง นางก็จะไม่สนใจใยดีกับพวกมันเลยและยังเดินเก็บสมุนไพรไปเรื่อยๆ ทว่าต่อให้นางไม่สนใจสิ่งใดแต่นางก็ไม่เคยไม่ระวังตัวเลยจึงทำให้สัตว์อสูรที่คิดจะลอบโจมตีนางนั้นตายในทันทีที่พวกมันพุ่งเข้ามาใกล้นางเลยในทันที โดยที่มีจิ้งจอกในร่างมนุษย์ยืนดูผลลัพธ์ในการฝึกเท่านั้นและที่สัตว์อสูรต่างๆกล้าโจมตีหลิงหรงทั้งๆที่มีทั้งสองอยู่เป็เพราะทั้งสองได้ลบตัวตนของตนเองไปนานแล้วนับั้แ่ก้าวเท้าออกจากถ้ำนั่นแหละ
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วยามทั้งสามก็ออกมาถึงยังชายป่าชั้นนอกแล้ว ใน่ที่ยังอยู่เขตชั้นในนั้นหลิงหรงและพวกไม่พบผู้คนเลย แม้กระทั่งเขตชั้นกลางก็มีไม่ถึงห้ากลุ่มด้วยซ้ำทว่าทั้งสามก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอันใดกับพวกกลุ่มคนเ่าั้เพียงเลี่ยงและเดินทางออกมาเรื่อยโดยที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นเลย ทว่าพอทั้งสามออกมายังเขตชั้นนอกของป่ามรณะกลับพบผู้คนจำนวนมากผิดกับสองเขตก่อนหน้านี้ที่แทบไม่มีคนเลน
“เหตุใดเขตชั้นนอกผู้คนถึงมากมายนัก?”หลิงหรงเอ่ยถามเสียงเบาด้วยความแปลกใจ
“ก็เพราะว่าผู้คนทั่วไปสามารถเข้าเขตภายนอกได้อย่างไม่มีอันตรายถึงชีวิตนะสิขอรับ ป่ามรณะนี้หากมิใช่เขตรอบนอกก็มิมีใครอยากเข้าไปหรอกนะขอรับ แต่ที่มีเข้าไปบ้างก็พวกชอบเสี่ยงโชคไม่ก็แข็งแกร่งจริงๆที่กล้าเข้าไป”เฮยเซ่อตอบคำถามให้หลิงหรงหายข้องใจ
แม้ตอนนี้หลิงหรงจะแข็งแกร่งและร่ำเรียนเื่ต่างๆในโลกใบนี้มามากมาย หากทว่าก็ยังคงเป็เพียงความรู้เท่านั้นหาใช่การประสบพบเจอจริงๆด้วยตัวเองไม่จึงทำให้นางมีเื่ที่สงสัยและข้องใจอยู่มาก และนี่คือสิ่งที่หลิงหรงจะต้องเรียนรู้ต่อไปด้วยตัวเอง
“อ่า เป็เช่นนั้น”หลิงหรงตอบรับเพียงเท่านั้นก็เดินหน้าต่อไป
แม้ทั้งสามจะเดินต่อไปไม่สนใจสิ่งใดก็ไม่ใช่กับผู้คนโดยรอบๆที่ได้พบเห็นพวกเขาทั้งสาม แต่ก็มีเพียงความสงสัยเท่านั้นหาได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกหลิงหรงไม่เพราะผู้คนที่พบเห็นคนทั้งสามเป็เพียงชาวบ้านเท่านั้น และด้วยลักษณะของทั้งสามที่แต่งกายเยี่ยงจอมยุทธ์จึงไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเท่าใดนัก
เนื่องจากในยุทธภพมีทั้งคนดีและไม่ดีและชาวบ้านแถบชายป่าก็พบเจอมาทุกรูปแบบแล้ว ซึ่งไม่จำเป็ชาวบ้านก็จะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวสักเท่าใดนักจึงทำเพียงแค่มองผ่านๆเท่านั้น แต่ทว่าหากหลีกเลี่ยงได้พวกเขาก็จะทำเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
ทั้งสามที่เดินผ่านไปอย่างไม่นึกสนใจสิ่งใดอีกก็มาหยุดที่หน้าหมู่บ้านชายป่าไม่ใกล้นัก แม้จะบอกว่าชาวบ้านธรรมดาไม่อยากยุ่งเกี่ยวแต่หากมีคนเข้ามาในเขตหมู่บ้านก็จะทำตัวปกติและต้อนรับอย่างดี เพราะนี่ก็เป็ผลจากที่ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ห่างไกลตัวเมืองพอสมควรจึงไม่อยากมีปัญหาเพราะคงไม่มีคนของทางการมาถึงที่นี่เพื่อช่วยเหลือพวกเขาได้ทันการจำต้องทำได้แต่เพียงพึ่งพาแค่ตนเองแล้วช่วยๆกันภายในหมู่บ้าน
ทั้งสามเดินเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นก็เห็นว่าเป็เพียงหมู่บ้านขนาดเล็กจริงๆ ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ไม่เกินยี่สิบหลังคาเรือนเท่านั้นแต่ถึงแม้จะเป็หมู่บ้านเล็กๆทว่ายังคงมีโรงเตี๊ยมให้เข้าพักอยู่บ้าง พอทั้งสามเห็นว่ามีโรงเตี๊ยมอยู่จึงเดินเข้าไปเพื่อพักทานอาหารแล้วจึงเดินทางต่อไปเพราะจากที่หลิงหรงดูแล้วมันไม่ค่อยมีสิ่งใดน่าสนใจอันใดเลย ทั้งสามจึงมุ่งตรงไปทางเหนือเช่นเคยและยังเป็เขตเมืองอีกด้วยแต่ทั้งว่ามันก็ใช้เวลานานกว่าสามวันเลยที่เดียวในการเดินทาง
เมื่อเข้าวันที่สามพวกของหลิงหรงก็มาหยุดอยู่ที่ทางเข้าเมืองไฮ่ของแคว้นลู่หยาง ซึ่งที่นี่มีทั้งหมด 5 แคว้นได้แก่ แคว้นลู่หยาง แคว้นจิ้งหนาน แคว้นถังเหยา แคว้นไป๋ลี่และแคว้นสุดท้ายคือแคว้นหลงซาน ซึ่งแคว้นทั้งห้าจะมีูเาล้อมลอบเป็เขตแดนรอยต่อระหว่างแคว้น แต่จะมีเพียงแค้วนเดียวเท่านั้นที่มีเขตแดนทิศใต้ติดกับทะเลนั่นก็คือแคว้นหลงซาน ส่วนอีกสี่แคว้นจะมีเพียงทะเลสาบเล็กๆบางพื้นที่เท่านั้นส่วนมากจะเป็เขตป่าและูเาเท่านั้น….
“หยุด! ขอป้ายแสดงตัวพวกท่านด้วย”เมื่อทั้งสามจะเข้าประตูเมืองก็มีทหารที่ทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขวางไว้เสียก่อนซึ่งพวกของหลิงหรงก็มิได้แปลกใจอันใดเพราะรู้ทำเนียมอยู่ก่อนหน้าแล้ว
“พวกข้าเป็เพียงจอมยุทธ์พเนจรที่ผ่านทางมาเท่านั้นมิมีป้ายแสดงตัวเข้าเมืองนี้หรอก แล้วพวกข้าต้องทำเช่นไรถึงจะเข้าไปในเมืองได้พวกข้าเพียง้าเข้าไปหาที่พักสองสามวันและหาซื้อข้าวของเสบียงอีกเล็กน้อยเพื่อเดินทางต่อเท่านั้น”เฮยเซ่อเป็คนเอ่ยตอบ
“โอ้ หากพวกท่านจะเข้าเมืองเป็การชั่วคราวก็สามารถมาทำป้ายเข้าเมืองชั่วคราวได้เพียงจ่าย 1 ตำลึงเงินต่อคน แต่ถ้าหากพวกท่านคิดว่าจะต้องกลับมาที่เมืองนี้อีกและไม่อยากทำป้ายใหม่ก็สามารถเลือกทำป้ายถาวรได้อยู่ที่ 2 ตำลึงทองต่อคนเท่านั้น เช่นนั้นก็เชิญทั้งสามเข้าไปพบเ้าหน้าที่ทำป้ายด้านซ้ายมือได้เลยเชิญ…”นายทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูเมืองเอ่ยให้คำแนะนำตามหน้าที่ของตน
ทั้งสามเองก็มิได้คิดอันใดมากจึงเดินเข้าไปทางด้านซ้ายเพื่อไปหาเ้าหน้าที่ทำป้ายเช่นที่ทหารเฝ้าประตูแนะนำ ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานทั้งสามก็เข้าเมืองได้โดยที่หลิงหรงนั้นเลือกที่จะทำป้ายแบบถาวรเพราะนางี้เีมาทำใหม่อีกครั้งหากมีโอกาสได้มาที่นี่อีกครา อย่างไรแล้วการเดินทางท่องเที่ยวของนางก็ยังคงต้องเดินทางไปในที่ต่างๆและคงมีโอกาสอาจจะได้กลับมาที่นี่บ้างก็เป็ได้จึงตัดสินใจทำๆไปให้เรียบร้อยในคราวเดียว เมื่อทั้งสามเข้ามายังในกำแพงของเมืองไฮ่ได้ก็พบเข้ากับผู้คนที่เดินขวักไขว่เต็มท้องถนนภายในเมือง
“นายหญิงจะพักที่เมืองนี้กี่วันดีขอรับ?”เฮยเซ่อกล่าวถาม
“ไม่รู้สิ คงต้องตรองดูอีกทีว่าที่นี่มีอะไรให้ข้าสนใจได้บ้าง หากมิมีสิ่งน่าสนใจเราก็ค่อยเดินทางต่อกัน”หลิงหรงทำท่าทางขุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบออกไป
“แล้วหากออกจากเมืองนี้แล้วท่านจะไปที่ใดต่อดีขอรับ”เฮยเซ่อถามต่อ
“ก็คงออกเดินทางไปเรื่อยๆให้ทั่วทั้ง 5 แคว้นละมังหรืออาจจะไม่ก็ได้ และเมื่อข้าท่องเที่ยวจนรู้สึกพอใจแล้วหรือรู้สึกพอใจที่ใดข้าคิดว่าจะหาที่สักแห่งลงหลักปักฐานเสียที่นั่นซะ ยามนี้ข้ายังไม่อยากขบคิดสิ่งใดให้มากนักหรอกนะเฮยเซ่อเพราะอย่างไรข้าก็พึ่งจะได้ออกมาจากที่นั่นข้าก็อยากที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิตอีกสักหน่อย ข้าก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะได้พบเจอกับสถานการณ์เช่นไร จะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอิสระเช่นนี้อีกนานหรือไม่อย่างไรก็ขออยู่อย่างไร้สาระเช่นนี้ไปก่อนแล้วกันนะ”หลิงหรงตอบคำถามเฮยเซ่อเสียยืดยาวพร้อมๆกับก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อหาโรงเตี๊ยมเข้าพัก
ทั้งเฮยเซ่อและไป๋เซ่อที่ได้ฟังคำตอบจากหลิงหรงพวกมันก็ไม่คิดจะขัดสิ่งใดเพราะอย่างไรเสียพวกมันเคยได้เอ่ยไปแล้วว่า เมื่อใดที่นางได้ฝึกสำเร็จและได้ออกมาโลกภายนอกแล้วจะคิดหรือจะทำสิงใดพวกมันก็จะไม่ขัดและยังยินดีที่จะทำตามที่นาง้าอีกด้วย พอได้ยินคำตอบเช่นนั้นพวกมันจึงไม่ถามสิ่งใดอีกและเดินตามหลิงหรงไปเงียบๆเท่านั้น
.
.
.
สุดท้ายแล้วเมืองไฮ่แคว้นลู่หยางก็เป็ได้เพียงเมืองทางผ่านสำหรับพวกของหลิงหรงเท่านั้น แม้จะเป็เมืองทางผ่านหลิงหรงนางก็พักอยู่นานเก็บเจ็ดวันเลยทีเดียว และไม่ใช่เพียงเมืองไฮ่แคว้นลู่หยางเท่านั้นที่เป็ได้แค่ทางผ่านแต่มันรวมถึงหัวเมืองอื่นๆของแต่ละแคว้นด้วยที่เป็ได้เพียงสถานที่ท่องเที่ยวไว้เปิดหูเปิดตาให้กับหลิงหรงเรียนรู้ก็แค่นั้น
ทั้งสามได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังเมืองต่างๆในแต่ละแคว้นแต่มันก็ยังไม่มีสถานที่ใดเลยที่ทำให้หลิงหรงตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นั่น และที่สำคัญทั้งสามได้ใช้เวลาในการเดินทางไปยังที่ต่างๆมาเป็เวลาครบหนึ่งปีเต็มได้แล้ว แต่จะว่าไปตลอดระยะหนึ่งปีที่ผ่านมาทั้งสามก็ไปได้เพียงแค่สี่แคว้นเท่านั้นได้แก่ แคว้นลู่หยาง จิ้งหนาน ถังเหยาและไป๋ลี่เท่านั้น เหลือเพียงแค่แคว้นหลงซานเท่านั้นที่ทั้งสามยังไม่ได้ไปและวันนี้ทั้งสามก็กำลังจะข้ามเขตแดนเข้าแคว้นนี้แล้วเช่นกัน
“นายหญิง นี่ก็แคว้นสุดท้ายแล้วนะขอรับที่พวกเราจะได้ท่องเที่ยวกันอย่างอิสระอย่างที่นายหญิง้า ในเมื่อทั้งสี่แคว้นที่ผ่านมาท่านยังไม่ถูกใจคงต้องฝากความหวังไว้ที่แคว้นหลงซานแห่งนี้เสียแล้วละขอรับ”เฮยเซ่อเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ เพราะตลอดที่เดินทางข้ามไปยังแคว้นต่างๆตลอดหนึ่งปีมันไม่เห็นจะมีที่ใดที่นายของมันถูกใจเลยสักที่เดียว เฮ้อ…เฮยเซ่อได้แต่แอบถอนหายใจแต่มันก็ไม่ได้จะว่าสิ่งใดเพียงคิดแต่ว่านายของมันไม่เหนื่อยบ้างหรือไรที่ต้องเดินทางค่ำไหนนอนนั่นมานานกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา….
“อือ ข้าก็ขอให้เป็เช่นนั้น และไม่ใช่ว่าข้าไม่สนใจหรือไม่ถูกใจแคว้นที่ผ่านมาเพียงแต่ว่าข้าแค่รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ก็เท่านั้น และข้าคิดว่าการที่เชื่อความรู้สึกตอนเองก็คงจะดีกว่าเพราะมันคือการเคารพในความรู้สึกของตนเอง และหากที่นี่ไม่เป็ไปตามความรู้สึกข้าก็คิดว่าจะลงหลักปักฐานที่แคว้นนี้แหละ เพราะอย่างไรแล้วแคว้นแห่งนี้ก็มีทั้งป่าเขา ทะเลสาบและทะเล อีกทั้งยังเป็แคว้นใหญ่อย่างไรมันก็ดีต่อเราที่จะหาเส้นทางหรือลู่ทางไว้ทำมาหากินของพวกเราได้ไม่ยากนัก และที่สำคัญแคว้นใหญ่ๆเช่นนี้ข้ามิเชื่อว่าทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและนั่นคือเหตุผลอีกอย่างที่ข้าตัดสินใจที่จะเลือกที่นี่แม้มันจะใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม”
“ขอรับข้าเข้าใจแล้ว”
“แล้วเ้าเล่าไป๋เซ่อไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยถามข้าบ้างรึ?”
“ข้าไม่มีสิ่งใดที่สงสัยในการตัดสินใจของท่าน ถึงต่อให้ท่านจะเที่ยวเล่นเช่นนี้อีก 10 ปีข้าก็จะคอยติดตามท่านอยู่ดี เพราะอย่างไรแล้วตลอดเส้นทางที่ผ่านมาท่านก็ได้ช่วยเหลือผู้คนทุกข์ยาก มั่นทบทวนวิชาความรู้ที่ข้าตั้งใจสอนให้และที่สำคัญถ้ามันทำให้ท่านมีความสุขท่านก็ทำไปเถิดข้าจะคอยอยู่กับท่านเอง…”ไป๋เซ่อกล่าวนิ่งๆแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจ ทั้งๆที่ปกติชอบกล่าววาจาเหน็บแนมหลิงหรงบ่อยครั้งก็ตาม แต่ทุกครั้งที่กล่าวก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและมีความสุขทุกครั้งที่ได้แกล้งนาง
“ไป๋เซ่อเ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าเช่นไร ข้าที่กล่าวถามนายหญิงหาได้สงสัยในการตัดสินใจของนางไม่ ข้าเพียงแต่เป็ห่วงนางก็เท่านั้น”เฮยเซ่อกล่าวขึ้นทันทีที่ไป๋เซ่อกล่าวจบ
“เอาน่า พวกเ้าอย่าได้ถกเถียงกันเลยข้ารู้ว่าเ้าทั้งสองต่างก็เป็ห่วงข้า ข้ามิได้คิดเป็อื่นหรอกน่านะ ป๊ะ ไปกันเถิดนี่ก็อีกหลายวันกว่าจะถึงเขตเมืองอย่างไรเราก็ต้องผ่านป่าอสูรไปก่อนถึงจะเข้าเขตเมือง แต่ก่อนเข้าเมืองอย่างไรข้าก็ขอเก็บเกี่ยวทรัพยากรก่อนก็แล้วกัน ไป….”หลิงหรงกล่าวจบทั้งสามก็พุ่งทะยานไปตามกิ่งไม้ทันที
ทั้งสามนั้นใช้วิธีเดินทางเช่นนี้มาตลอดหนึ่งปีเต็มโดยที่ไม่เคยคิดที่จะใช้พาหนะเลยเพราะหากมิเช่นนั้นมันคงจะใช้ระยะเวลานานกว่านี้เป็แน่ ด้วยที่ระดับพลังของทั้งสามนั้นสูงมากจึงไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางมากนัก และตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามันยังทำให้หลายๆอย่างในตัวของหลิงหรงเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
หลิงหรงนั้นได้พบเห็นสิ่งต่างๆมากมายในโลกนี้มากขึ้น ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่มากยิ่งขึ้น จากในตอนแรกยังคงมีความคิดเมตตาสงสารสัตว์โลกและเพื่อนมนุษย์มาตลอดก็แปรเปลี่ยนเป็ชินชาและเข้าใจสัจธรรมของโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรแล้วโลกที่จากมาและโลกที่มาอยู่ก็ยังคงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หลิงหรงนั้นคิดมาเสมอว่าโลกที่ตนนั้นจากมาช่างดูโหดร้ายสำหรับนางแต่พอได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆในโลกใบใหม่ใบนี้กลับได้พบความจริงที่ว่าโลกที่ตนได้มาเกิดใหม่นี้ช่างโหดร้ายยิ่งนัก
ที่นี่มีทั้งการกดขี่ข่มเหงคนที่อ่อนแอกว่า เข่นฆ่ากันราวกับอีกฝ่ายหาใช่มนุษย์ มีทั้งค้าทาสทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย มียศ ขั้น วันนะ และที่แน่นอนคือที่นี่เป็โลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่อย่างมีความสุขที่สุด แต่ต่อให้ไม่มีความสุดทว่าการได้กดขี่ผู้คนไว้ใต้เท้าของตนก็เป็ที่พอใจได้มากแล้ว
สิ่งต่างๆมากมายที่กล่าวมานั้นล้วนหล่อหลอมให้เกิดเป็ฟางหลิงหรงคนใหม่ที่เปรียบเป็ดั่งบุปผาที่มีหลากสีหลายกลิ่นภายในดอกเดียวหรือคนๆเดียว ยามนี้หลิงหรงนั้นไม่เหมือนคนเดินดั่งก่อนหน้ายามที่ออกมาจากมิติใหม่ๆที่เต็มไปด้วยความเมตตาเหลือคณานับ แต่ยามนี้มีแต่หลิงหรงที่เปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ต่างๆและที่สำคัญนางนั้นได้เป็คนที่โหดร้ายได้อย่างที่ไม่มีใครคาดเดาได้เลยทีเดียว
หากจะให้ยกตัวอย่างก็เช่นเมื่อครึ่งปีก่อนที่มีกองโจรปล้นชิงฉุดคร่าสตรีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เมื่อหลงหรงไปพบเจอเข้าและได้เห็นเห็นการณ์ที่โจรฆ่าเด็ก คนชราหรือแม้แต่ฉุดคร่าข่มขืนเด็ก สตรีหรือแม้แต่เด็กชายก็ไม่เว้นทำให้เส้นความอดทนของหลิงหรงหมดลงนั่นจึงเป็จุดจบของกองโจรนับร้อยที่ตายเกลื่อนไม่มีใครรอดพ้นเนื้อมือมัจจุราชเช่นหลิงหรงไปได้แม้แต่คนเดียว…
กลับมาทางที่ทั้งสามเมื่อทั้งสามมุ่งตรงเข้าไปยังป่าชั้นในของป่าอสูรเพื่อหาสิ่งของสมุนไพรติดมือเข้าเมืองไปบ้างก็ได้พบเข้ากับขบวนสินค้าระหว่างทางพอดี และดูเหมือนว่ามันจะดูย่ำแย่สุดๆไปเลยเมื่อขบวนสินค้าขบวนนี้ต้องเข้าปะทะกับสัตว์อสูรระดับ 5 ขั้นกลางถึงสามตัวพร้อมกันและดูท่าแล้วหากพวกหลิงหรงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยคงมิมีผู้ใดได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแน่…
บึม ตู้มมมมมม
อ๊ากกกกก~~~
#เราคุยไม่เก่งแต่อ่านทุกคอมเมนท์นะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ หากผิดพลาดตรงจุดไหนติชมได้นะคะ..##