เมื่อจูอวิ่นเหวินกลับมาถึง เขาก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นในตำหนักเฉียนชิงให้นางหลี่ว์ฟังจนหมดสิ้น
ในพริบตานั้นเอง นางหลี่ว์ถึงกับทรุดลงนั่งบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง
หลายปีมานี้ชีวิตของนางราบรื่นเกินไป ราบรื่นเสียจนนางหลงผิดคิดไปว่า จูอวิ่นเถิงยังคงเป็พระนัดดาผู้อ่อนแอไร้ความสามารถที่นางจะบีบจะคลำอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
และไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะไปเข้าเฝ้าตาเฒ่าจูด้วยซ้ำ
ทว่าในความเป็จริง จูอวิ่นเถิงไม่เพียงแต่กล้าเข้าพบจูหยวนจาง แต่ยังถึงขั้นกล้าถือกระบี่ขึ้นท้องพระโรงเพื่อขอความตาย!
จูอวิ่นเถิงคนเดิมมีแต่จะยอมก้มหน้าอดทนเงียบ ๆ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว ทำให้นางหลี่ว์ยังไม่อาจปรับตัวได้ทัน
เมื่อแผนการที่วางไว้พังทลายลงเช่นนี้ นางจะช่วยให้จูอวิ่นเหวินแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ได้อย่างไร?
ตอนนี้ในหัวของนางหลี่ว์ขาวโพลนไปหมด
นางแทบจะลืมไปแล้วว่าตนเองเป็ใคร และไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อดี
จูอวิ่นเหวินเองก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก เขาถูกจูอวิ่นเถิงตอบโต้กลับจนทำอะไรไม่ถูก
“พระชายาเพคะ” ตงฉิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแล้วรายงานว่า
“พระนางฮุ่ยเฟยเสด็จมาเพคะ”
“พระชายาอยู่ที่ไหน?!” เสียงของกัวฮุ่ยเฟยดังมาจากด้านนอก
เมื่อพระนางจะเสด็จเข้ามา คนในตำหนักบูรพาย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง
จริงอยู่ที่นางหลี่ว์คือชายารัชทายาท แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากัวฮุ่ยเฟยแล้ว เห็นได้ชัดว่าบารมียังห่างชั้นนัก
ไม่ว่าจะเป็เื่ของยศถาบรรดาศักดิ์หรือสถานะ นางหลี่ว์ก็ล้วนเป็รองกัวฮุ่ยเฟย
อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็ผู้าุโกว่าอีกด้วย
“พระนางฮุ่ยเฟย เหตุใดถึงเสด็จมาที่นี่ได้เพคะ?”
นางหลี่ว์ที่สมองว่างเปล่า ในที่สุดก็เริ่มดึงสติกลับคืนมาได้บ้าง
นางรีบออกไปต้อนรับ แต่ทันทีที่เห็นจูหลิงเยว่และเหล่าน้องสาวเดินตามหลังกัวฮุ่ยเฟยมาด้วยท่าทางหวาดกลัว นางก็รู้สึกได้ทันทีว่าการมาของกัวฮุ่ยเฟยในครั้งนี้ย่อมไม่ใช่เื่ดีสำหรับนางแน่นอน
“หลิงเยว่ ทำไมพวกเ้าถึงกลับมาพร้อมกับพระนางฮุ่ยเฟยล่ะ?”
นางหลี่ว์พยายามฝืนยิ้มแล้วกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “ก่อนหน้านี้เป็เพราะตงฉิงไปส่งต่อคำสั่งของข้าแบบผิด ๆ เดี๋ยวข้าจะลงโทษนางเอง เป็เพราะข้าปกครองพวกบ่าวไพร่ไม่ดี...”
“พอได้แล้ว!” กัวฮุ่ยเฟยเอ่ยขัดคำพูดของนาง
นางหลี่ว์คิดจะผลักให้ตงฉิงเป็แพะรับบาป ตงฉิงรีบคุกเข่าลงทันทีโดยไม่กล้าโต้แย้ง
ทว่า แผนการตื้น ๆ เช่นนี้ไม่มีผลเลยแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ต่อหน้ากัวฮุ่ยเฟย
จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้จักสำนึกผิด ท่าทางเย่อหยิ่ง จิตใจไม่เที่ยงธรรม กัวฮุ่ยเฟยไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมในตอนนั้นฝ่าาและองค์รัชทายาทถึงได้เลื่อนขั้นให้นางขึ้นเป็ชายารัชทายาท
บางทีอาจเป็เพราะสตรีผู้นี้เสแสร้งเก่งเกินไป!
“หลิงเยว่และน้อง ๆ ของนาง ต่อไปนี้ให้มาอยู่ข้างกายข้า ข้าจะดูแลพวกนางเอง ไม่ต้องลำบากชายารัชทายาทผู้สูงส่งหรอก” กัวฮุ่ยเฟยกล่าว
“เพคะ” นางหลี่ว์ก้มหน้าตอบโดยไม่กล้าขัด
“ฝ่าายังมีรับสั่งอีกว่า...”
ทันทีที่กัวฮุ่ยเฟยเอ่ยประโยคนี้ออกมา นางหลี่ว์ก็เกร็งไปทั้งตัว นางรู้ดีว่าเื่มันไม่จบลงง่าย ๆ แบบนี้แน่
นางหวาดกลัวยิ่งนัก!
ความกังวลทำให้เหงื่อเย็นผุดพรายออกมาตามไรผม
“ฝ่าามีรับสั่งให้ข้าลงทัณฑ์เ้า เพื่อให้เ้ารู้ว่าตำหนักบูรพานั้นสกุลจู ไม่ได้สกุลหลี่ว์ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะลงโทษอย่างไร เอาเป็ว่า... เด็ก ๆ เข้ามา โบยพระชายารัชทายาทสิบไม้! เมื่อโบยเสร็จแล้วให้ถือเื่ราวครั้งนี้เป็อันว่าจบลง”
กัวฮุ่ยเฟยยังคงวางตัวได้อย่างเหมาะสม
ในเมื่อจูหยวนจางไม่ได้ระบุวิธีลงทัณฑ์มาอย่างชัดเจน นางย่อมลงมือหนักเกินไปไม่ได้ แต่ก็เบาเกินไปไม่ได้เช่นกัน
การโบยสิบไม้ถือว่าสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
“ใครก็ได้ ลงมือ!” กัวฮุ่ยเฟยสั่งซ้ำ
ขันทีสองคนรีบก้าวเข้ามา ในมือถือไม้กระบองยาวไว้
นางหลี่ว์รู้ว่าการลงทัณฑ์เป็สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าโดนแค่นี้ก็นับว่ายังดีอยู่ แสดงว่าจูหยวนจางไม่ได้กะเอาให้ถึงตาย
ปกติแล้วโบยเสร็จก็ถือว่าเื่ผ่านไป และนางก็ยังคงตำแหน่งชายารัชทายาทอยู่
ดูเหมือนว่าโอกาสจะยังพอมี แม้ความประทับใจจะแย่ลงไปบ้าง แต่ไม่เป็ไร ความประทับใจมันค่อย ๆ สร้างกลับมาใหม่ได้
“อวิ่นเหวิน ออกไปข้างนอก!”
นางหลี่ว์ไม่อยากให้จูอวิ่นเหวินเห็นภาพตอนที่ตนเองถูกโบย
เมื่อจูอวิ่นเหวินออกไปแล้ว นางหลี่ว์ก็ยอมรับโทษโบยแต่โดยดี ความเจ็บแค่นี้นางยังพอทนได้!
กัวฮุ่ยเฟยไม่ได้มีความสนใจจะดูการลงทัณฑ์นางต่อ พระนางพาจูหลิงเยว่และน้อง ๆ ออกจากตำหนักบูรพาแล้วกล่าวว่า “ต่อไปนี้พวกเ้ามาอยู่กับข้า จะไม่มีใครรังแกพวกเ้าได้อีก”
จูหลิงซิ่วเอ่ยถามว่า “เสด็จย่ากัว แล้วพวกเรายังจะได้เจอพี่สามอีกหรือไม่เพคะ?”
“เด็กโง่เอ๊ย!” กัวฮุ่ยเฟยยิ้มกว้าง “ได้เจอแน่นอนสิ พวกเ้าพี่น้องช่างรักใคร่กันดีจริง ๆ ”
พวกนางสนทนากันขณะที่เดินลับสายตาไป
เหล่าขันทีเมื่อโบยเสร็จแล้วก็ต้องกลับไปรายงานกัวฮุ่ยเฟย เพราะพวกเขาไม่ใช่คนของตำหนักบูรพา
“เสด็จแม่!”
จูอวิ่นเหวินเดินกลับเข้ามาด้วยดวงตาทั้งสองข้างที่แดงก่ำ พร้อมร้องไห้ออกมา “ลูกรู้สึกเหมือนว่าลูกกำลังจะแพ้แล้ว”
“ยังไม่แพ้!”
นางหลี่ว์ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น “บอกแล้วไงว่าอย่าร้องไห้ เ้ารีบไปที่หอตำราหลวงเดี๋ยวนี้ ไปหาท่านหวงและพวกขุนนางเ่าั้เพื่อปรึกษาหารือกัน เราจะไม่แพ้ ถ้าเราจะแพ้ วันนี้ฝ่าาคงไม่ส่งกัวฮุ่ยเฟยมาลงโทษแค่นี้แน่ จำไว้ เราจะไม่มีวันแพ้!”
หากพ่ายแพ้จริง ๆ ตำแหน่งพระชายารัชทายาทของนางคงถูกปลดไปแล้ว
ตราบใดที่จูหยวนจางยังไม่มีคำสั่งชัดเจน ย่อมหมายความว่ายังไม่พ่ายแพ้
“ขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งราชสำนักต่างก็สนับสนุนพวกเรา ไม่มีวันแพ้แน่ เ้าจงไปที่หอตำราหลวงตามหาท่านหวงซะ”
“ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเหวินรู้ว่าสิ่งที่นางหลี่ว์พูดนั้นมีเหตุผล
ตอนนี้จะพึ่งนางหลี่ว์เพียงคนเดียวคงไม่พอ ต้องไปหาหวงจื่อเฉิงและคนอื่น ๆ เพื่อหารือกัน
นี่คือหนทางเดียวที่เหลืออยู่ของจูอวิ่นเหวิน
...
จูอวิ่นเถิงออกจากตำหนักเฉียนชิง และอาศัยความทรงจำอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็หาหอตำราหลวงจนเจอ
จริง ๆ แล้วมันตั้งอยู่ที่ศาลาเหวินฮว๋า ทางทิศใต้ของตำหนักชุนเหอ ภายในพื้นที่ตำหนักบูรพา แต่การเดินจากตำหนักเฉียนชิงไปยังศาลาเหวินฮว๋าก็ถือว่าค่อนข้างไกลทีเดียว
ในวังหลวงช่างกว้างขวางเหลือเกิน
หอตำราหลวงเป็สถานที่ที่องค์รัชทายาท เหล่าองค์ชาย และพระนัดดามาศึกษาเล่าเรียน อีกทั้งยังเป็หอสมุดเก็บตำราหลวงอีกด้วย
จูอวิ่นเถิงและบรรดาพระนัดดาในวัยเล่าเรียน ย่อมหนีไม่พ้นการมาเข้าชั้นเรียนทุกวัน
วันนี้ก็ต้องมาเรียนตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อวานเลยแม้แต่น้อย
“จูอวิ่นเถิง!”
เพิ่งจะมาถึง เขาก็เห็นชายหนุ่มวัยราวสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่งะโเรียกเขา
จากความทรงจำ จูอวิ่นเถิงนึกออกว่านี่คือเสด็จอาสิบสามของตนเอง ไต้อ๋องจูกุ้ย
เดิมทีจูกุ้ยคืออวี้อ๋อง แต่ในปีนี้ถูกเปลี่ยนเป็ไต้อ๋อง ทว่ายังไม่ได้เดินทางไปรับตำแหน่งที่ดินศักดินา คาดว่าปีหน้าค่อยไปรับตำแหน่งที่ต้าถง
และที่สำคัญ เขาเป็บุตรชายของกัวฮุ่ยเฟย
เมื่อครู่กัวฮุ่ยเฟยเพิ่งจะช่วยเหลือเขาไว้ จูอวิ่นเถิงจึงมีความรู้สึกดีต่อจูกุ้ยขึ้นมาทันที
เขารีบเดินเข้าไปหาแล้วเรียก “เสด็จอาสิบสาม!”
“เ้าหนู เ้ามาถึงนี่จนได้นะ!”
จูกุ้ยเดินเข้ามาเอากอดคอจูอวิ่นเถิง ดูท่าทางเป็มิตรอย่างยิ่งพลางหัวเราะร่วน
“ข้าก็นึกว่าเ้าจะโดนเสด็จพ่อจับแขวนแล้วโบยไปเสียแล้ว”
ความจริงความสัมพันธ์ของทั้งคู่เมื่อก่อนไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนี้
สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์เมื่อวาน ที่จูอวิ่นเถิงตัดสินใจฉีกหน้าฉากเดิม ๆ ทิ้งไป
นั่นทำให้อารมณ์ของบรรดาเสด็จอาที่มีต่อจูอวิ่นเถิงเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นทันควัน
ยกตัวอย่างเช่นจูกุ้ยและคนอื่น ๆ พวกเขาเดิมทีไม่มีสิทธิ์ที่จะแย่งชิงบัลลังก์อยู่แล้ว อนาคตก็แค่ไปเป็อ๋องปกครองหัวเมือง
แต่หากจูอวิ่นเหวินขึ้นครองอำนาจ พวกเขาเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายย่อมตกอยู่ในอันตราย
การที่จูอวิ่นเถิงไปพังพิธีแต่งตั้งของจูอวิ่นเหวิน จึงนับว่าเป็การช่วยยื้อชีวิตพวกเขานั่นเอง
พวกเขาทั้งหมดต่างเห็นตรงกันว่า หากจูอวิ่นเหวินได้ขึ้นเป็ใหญ่ เขาต้องหาทางจัดการพวกเขาแน่ ๆ
“เสด็จอาสิบสี่!”
จูอวิ่นเถิงเห็นอีกคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหลังจูกุ้ย
เขาคือจูหย่าง โอรสองค์ที่สิบสี่ของตาเฒ่าจู ปีนี้เพิ่งถูกแต่งตั้งเป็ซู่อ๋อง และยังไม่ได้ออกเดินทางไปครองเมืองเช่นกัน
“ข้าก็คิดเหมือนกันว่า เ้าคงมาเรียนไม่ไหวแน่ ๆ ” จูหย่างเอ่ยยิ้ม ๆ
ด้วยความที่เหตุการณ์เมื่อวานรุนแรงมาก พวกเขาจะกังวลก็เป็เื่ปกติ แต่การที่จูอวิ่นเถิงปรากฏตัวขึ้นมาในสภาพที่ปกติดี ยิ่งทำให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความหวัง
พวกเขาไม่พอใจจูอวิ่นเหวินอยู่แล้ว และตนเองก็ไม่มีโอกาสไขว่คว้าหาทางเอง เมื่อเทียบกันแล้ว ให้จูอวิ่นเถิงได้ครองตำแหน่งนั้นยังจะดีเสียกว่า
บรรดาเสด็จอาคนอื่น ๆ เมื่อเห็นจูอวิ่นเถิงมาถึง ต่างก็ทยอยเข้ามาทักทาย
แต่ก่อนพวกเขาและจูอวิ่นเถิงไม่ค่อยจะสนิทใจกันนัก แต่เริ่มั้แ่เมื่อวาน ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป เพราะจูอวิ่นเถิงกล้าที่จะฉีกหน้าทุกคนออกมาแบบตรง ๆ
“เงียบได้แล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงที่แฝงไปด้วยความเข้มงวดก็ดังขึ้นในหอตำราหลวง