ตอนที่30 เส้าจ้าน
ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจและเดินออกจากห้องสุขามาล้างมือในอ่างอย่างสบายอารมณ์
เธอไม่้าซ้ำเติมในเวลานี้
แต่จะคิดบัญชีแค้นอย่างเ็ปแสนสาหัสในภายหลัง
จากนั้นซ่งเย่เดินกลับไปหาหลิวเย่
และพบว่าเขาจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามเขาโดยตรงว่า“จ่ายแล้วหรืคะ?”
หลิวเย่ยิ้มกว้างก่อนที่จะพูดอย่างสุขใจ“ใช่ครับ สาวน้อยค่อยเลี้ยงผมวันหลังแล้วกัน”
เขาพูดตัดบทเพื่อให้เธอติดค้างตนเองและจะได้เป็ข้ออ้างให้เธอมาทานอาหารกับตนอีก
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่ไม่ได้คิดอะไรมากและพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
จากนั้นทั้งคู่เดินไปขึ้นรถยนต์ที่จอดบนชายฝั่ง
เธอเหลือบมองเห็นกู้เจ๋ออ้ายที่ยืนพิงรถยนต์ของตนและจ้องมองมาที่ซ่งเย่และหลิวเย่ด้วยสายตาล้ำลึก
ซ่งเย่ไม่ได้ให้ค่าใดๆกับกู้เจ๋ออ้ายเพราะในชีวิตก่อนชายคนนี้เป็คนเห็นแก่ตัวและพร้อมทำทุกอย่างเพื่อซ่งจูหว่าน
เมื่อหลิวเย่ขับรถพาซ่งเย่ออกจากร้านอาหารไปไกล
กู้เจ๋ออ้ายมองตามหลังรถยนต์ของหลิวเย่และพึมพำกับตัวเองเบาๆ“ฉันเลือกผิดคนหรือไม่?”
กู้เจ๋ออ้ายผิดหวังที่ซ่งจูหว่านไม่ได้เก่งกาจอย่างที่คิด
ไม่ว่าจะเป็ความผิดพลาดจนไม่ได้เป็ลูกศิษย์ของอาจารย์สอนเปียโนระดับประเทศ
หรือการพลาดจากการเป็ตัวแทนนักเรียนเพื่อเข้าร่วมสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศและโอลิมปิก
พ่อและแม่ของกู้เจ๋ออ้ายเองก็ไม่พอใจกับความล้มเหลวของว่าที่สะใภ้ในอนาคตของพวกเขาเช่นกัน
ทั้งคู่จึงอนุญาตให้กู้เจ๋ออ้ายทำตามใจตนเองได้
..........
ซ่งเย่กลับถึงวิลล่าซิงฝูเวลา20.30 น.
เธอมองเห็นเส้าม่านเอ๋อและซ่งซ่านจิงเดินสลับสวนกันไปมาที่หน้าวิลล่าอย่างกังวล
“ผมส่งแค่นี้นะครับ”หลิวเย่เห็นท่าทางของว่าที่พ่อตาที่เตรียมจัดการเขาจึงออกตัวหลบทันที
“ค่ะ”ซ่งเย่ตอบรับและก้าวเดินลงจากรถฮัมเมอร์ที่จอดหน้าประตูวิลล่า
เมื่อเธอเดินตรงไปหาพ่อและแม่ที่ยืนรออย่างใจจดจ่อกลับพบใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจของพ่อตนเอง
ส่วนเส้าม่านเอ๋อมีสีหน้ายิ้มแย้มที่มองเห็นลูกสาวตนเองกลับบ้านอย่างปลอดภัย
“เย่เอ๋อร์ไปทานข้าวกับหลิวเย่อร่อยไหมจ๊ะ?”เส้าม่านเอ๋อพอใจกับความสุภาพและความมีน้ำใจของหลิวเย่
เธอจึงเปิดกว้างถ้าหากเขาจะเข้ามาใกล้ชิดกับลูกสาวของตนเอง
ต่างจากซ่งซ่านจิงที่ส่งสายตาไม่พอใจและทำเสียงออกอาการหมั่นไส้คู่แม่ลูกเล็กน้อย
“ฮึ! ไม่ต้องไปกินข้าวกับเขาบ่อยนักก็ได้นะเย่เอ๋อร์”
“เอ๊ะ! ยังไงกันคุณอย่าลืมสิว่าเขาเป็ทั้งหุ้นส่วนของบริษัทและคอยช่วยเหลือเย่เอ๋อร์เป็อย่างดี”
เส้าม่านเอ๋อถลึงตาใส่สามีตนเองอย่างรำคาญกับท่าทีเหมือนไข่มุกงดงามบนฝ่ามือที่สามีหวงลูกสาวเกินพอดี
“โธ่ม่านเอ๋อคุณเข้าใจผมบ้างสิครับ” ซ่งซ่านจิงประท้วงภรรยาตนเองโดยตรง
ซ่งเย่เหลือบมองพ่อกับแม่พลางส่ายหัวเล็กน้อยกับความห่วงใยอันมากมายท่วมท้นจากทั้งคู่
“หนูขึ้นห้องก่อนนะคะ”เธอไม่้าเข้าไปอยู่ในวงสนทนาอันไม่จบสิ้นของพ่อกับแม่จึงพูดขอตัว
และเดินตรงขึ้นบันไดกลับห้องนอนตนเองทันที
“พรุ่งนี้หนูไปเยี่ยมคุณพ่อด้วยนะคะ”
เส้าม่านเอ๋อเดินหนีสามีตนเองอย่างรำคาญใจและบอกกับม่อฮวาที่เก็บของในห้องวาดภาพด้านหลังวิลล่า
“ดีเลยแม่ไปเมื่อคราวก่อน พ่อของลูกอาการดีขึ้นมากเลย ใบหน้าเป็สีชมพูสดใสเชียวล่ะจ้ะ”
ม่อฮวาแสดงท่าทางตื่นเต้นและบอกลูกสาวตนเองอย่างยินดี
“จริงหรือค่ะคุณแม่ขอให้คุณพ่อฟื้นตัวเร็วๆ”
เส้าม่านเอ๋อพูดอย่างยินดีและยกมือสองข้างประสานกันวางชิดหน้าอกคล้ายขอพรจากพระเ้า
..........
ทางด้านตระกูลซ่ง
เมื่อกู้เจ๋ออ้ายขับรถมาส่งซ่งจูหว่านที่หน้าวิลล่าแล้ว
เขาขับรถออกไปทันทีโดยไม่เข้าไปส่งเธอในวิลล่าเหมือนเดิม
สร้างความขุ่นเคืองใจและไม่พอใจให้กับซ่งจูหว่านเป็อย่างมาก“กู้เจ๋ออ้าย คุณทำกับฉันมากเกินไปแล้ว”
ซ่งจูหว่านกัดฟันพูดพลางกำมือตนเองแน่นด้วยความโกรธแค้น
“ซ่งเย่ ฉันจะไม่ยอมแพ้เธอเด็ดขาด!”
กู้เจ๋ออ้ายเพิ่งจะยอมรับสายจากซ่งจูหว่านเมื่อเช้านี้
และเมื่ออยู่ในห้องเรียนกู้เจ๋ออ้ายทำทีไม่ว่างและหลีกเลี่ยงการสนทนากัน
แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็นัดทานข้าวร่วมกันด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
แต่เป็การทานข้าวที่กู้เจ๋ออ้ายบอกเลิกความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ไป๋จูซีเหลือบมองเห็นลูกสาวตนเองเดินเข้าห้องโถงอย่างหดหู่เศร้าซึม
เธอเดินตรงเข้าไปโอบกอดลูกสาวและพูดปลอบใจเบาๆว่า
“หว่านเอ๋อร์เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ๋ออ้ายไม่ลงมาส่งลูกล่ะจ๊ะ?”
“ฮือๆ แม่คะ.....เขาขอเลิกกับหนูแล้วค่ะ”ซ่งจูหว่านสะอื้นไห้จนไหล่โยกด้วยความเสียใจและผิดหวัง
“ฮึ! คนไม่เห็นค่าของลูกสาวของแม่ ช่างเขาลูกสาวแม่เก่งสวยขนาดนี้ ไม่ต้องไปสนใจเขาอีก”
ไป๋จูซีกำมือแน่นและมีแววตาวาวทอประกายโเี้พลางพูดให้กำลังใจลูกสาวตนเอง
“หนูจะไม่ยอมแพ้ซ่งเย่แน่นอนค่ะแม่”
ซ่งจูหว่านพยายามกลืนเสียงสะอื้นของตนเองและพูดเบาๆคล้ายกับให้คำสัญญากับแม่และตนเอง
..........
ด้านโรงพยาบาลประชาชน
หลังจากที่ซ่งเย่ออกจากห้องวีไอพี5 ได้ครึ่งชั่วโมง
แพทย์ประจำตัวของเส้าจ้านเข้ามาตรวจสภาพร่างกายตามปกติ
เหลียงคุณตื่นตะลึงเมื่อตรวจร่างกายของเส้าจ้านแล้วพบว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ชัดเจน
นั่นคือเมื่อเขากำลังตรวจวัดความดันโลหิตพลันเหลือบมองเห็นนิ้วมือของเส้าจ้านขยับไปมาทั้งสิบนิ้วเบาๆ
นี่แสดงว่าคนป่วยฟื้นตัวแล้วใช่ไหม?!
น่าอัศจรรย์!
เหลียงคุณหยิบโทรศัพท์และกดเบอร์โทรของคณบดีแผนจีนเฟิงหยวน
และคณบดีแผนตะวันตกหลี่กงไหว
เนื่องจากคณบดีทั้งสองเคยมาตรวจสอบอาการป่วยของเส้าจ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน
เมื่อพบอาการแสดงที่บ่งบอกว่าอาการป่วยของเส้าจ้านดีขึ้นอย่างแตกต่างภายในระยะเวลาแค่วันเดียว
สร้างความประหลาดใจให้กับเขาและคณบดีทั้งสองคน
และคณบดีทั้งสองได้สั่งการให้เ้าหน้าที่เทคนิคที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและตรวจสอบความปลอดภัยของโรงพยาบาล
ค้นหาบุคคลที่อาจเป็คนเข้ามารักษาอาการป่วยของเส้าจ้าน
เพราะพวกเขาทุกคนยืนยันตรงกันว่าไม่มีใครให้การรักษาเส้าจ้านเป็พิเศษใดๆ
แต่หมอเฟิงหยวนพบร่องรอยของการฝังเข็มรักษาอาการป่วยของเส้าจ้านในตำแหน่งที่ตรงและแตกต่างจากตำรา
จนเขา้าพบกับแพทย์ลึกลับที่ให้การรักษาที่เหนือความคาดหมายนั้น
“หมอเหลียงคนป่วยเป็อย่างไรบ้างครับ?” หมอหลี่เดินเข้ามาในห้องวีไอพี 5 อย่างเร่งรีบ
ตามมาด้วยหมอเฟิงที่แทบจะวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและถามอย่างตื่นเต้นว่า“คนป่วยดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ?”
แต่ปรากฏว่าคราวนี้มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดินตามเข้ามาอีกคนผอ.จางฮวน ด้วยสีหน้าและแววตาตื่นเต้น
เหลียงคุณถอยออกห่างจากเตียงเส้าจ้านเล็กน้อยและชี้นิ้วให้ดูการเคลื่อนไหวมือของเส้าจ้าน
เมื่อ ผอ.จางฮวนหมอหลี่ และหมอเฟิงเหลือบมองเห็นนิ้วมือของเส้าจ้านที่ขยับช้าๆทั้งสิบนิ้ว
พวกเขาตาโตอ้าปากค้างตื่นตะลึงกับภาพความอัศจรรย์ของอาการป่วยเส้าจ้านที่ดีขึ้นรวดเร็วภายในไม่กี่วัน
“นี่นี่มันน่าอัศจรรย์!”
“ใครกันที่มีทักษะสูงเช่นนี้?!”
“พวกเราพยายามวิจัยหาทางรักษาแต่เวลานี้เขาดีขึ้นภายในไม่กี่วันไม่น่าเป็ไปได้”
สามคนต่างความคิดและอุทานออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“ผมเข้ามาตรวจร่างกายของคนป่วยทุกวันแต่ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือเมื่อสัปดาห์ก่อนและวันนี้ มันน่าเหลือเชื่อผมไม่คิดว่าจะเป็
ไปได้”
หมอเหลียงอธิบายให้หมอทั้งสามคนฟังด้วยสีหน้าที่ยังคงไม่เชื่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ใครกันที่มีทักษะฝังเข็มระดับตำนานแบบนี้?!”
หมอเฟิงพูดขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อเปิดเสื้อดูร่องรอยของเข็มที่จางหายไปมากแล้วแต่ยังพอตรวจสอบได้บ้าง
“หากมีทักษะสูงส่งเช่นนี้และได้มาทำงานให้กับโรงพยาบาลคงสามารถช่วยรักษาคนป่วยได้มาก”
ผอ.จางฮวนพยักหน้าและกล่าวเสริมในฐานะผู้บริหารของโรงพยาบาล
“น่าทึ่งมากที่สามารถใช้การฝังเข็มรักษาแทนการผ่าตัดที่ซับซ้อนได้”
หมอหลี่ลูบคางกล่าวอย่างกระตือรืนร้นที่พบว่าแพทย์แผนจีนได้สร้างปาฏิหาริย์ให้เขาได้พบ
“ผลตรวจสอบกล้องวงจรปิดเป็อย่างไรบ้าง?”ผอ.จางถามหมอทุกคนในห้องอย่างสงสัย
“ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเลยครับ”หมอเหลียงกล่าวอย่างผิดหวัง
“เฮ้อ!พวกเราจะตามหาแพทย์ลึกลับคนนั้นไม่ได้เลยหรือ?” ผอ.จางพูดอย่างผิดหวัง
จากนั้นหมอทั้งสี่คนสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินออกไป
เมื่อหมอทั้งสี่คนเดินออกห่างจากเตียง
เส้าจ้านยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างมีกำลังและสุขใจที่เขาจะฟื้นตัวในอีกไม่นาน
..........
รุ่งเช้าซ่งเย่และหลิวเย่ไปออกกำลังกายและฝึกทักษะต่อสู้ด้วยกัน
หลิวเย่แปลกใจทุกครั้งที่ปะทะและฝึกทักษะต่อสู้กับเธอ
เนื่องจากสาวน้อยของตนมีพละกำลังมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ฝึกด้วยกัน
จนทำให้หลิวเย่สงสัยว่าพละกำลังของสาวน้อยจะพุ่งถึงจุดสูงสุดขนาดใด?!
เมื่อฝึกด้วยกันเสร็จสิ้นแล้ว
ซ่งเย่เอ่ยปากชวนหลิวเย่ทานอาหารเช้าด้วยกันด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อยที่เธอไม่ได้เป็เ้าภาพเลี้ยงอาหารเขา
“ทานข้าวด้วยกันค่ะ”
“ขอบคุณครับ”หลิวเย่ยิ้มรับร่าอย่างมีความสุขที่เขาไม่ต้องตีหน้าเศร้าให้เธอสงสาร
จากนั้นทั้งคู่แยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว
ซ่งเย่เดินทางไปโรงเรียนโดยมีลุงโจวไปส่งพร้อมกับยายและแม่ที่จะไปโรงพยาบาลด้วย
“เย่เอ๋อร์ถ้ามีใครรังแกลูกให้รีบโทรมาบอกแม่เลยนะจ๊ะ”เส้าม่านเอ๋ออยากทำหน้าที่แม่อย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะเธอเคยทำหน้าที่เป็ผู้ปกครองไปไกล่เกลี่ยเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียนให้กับลูกชายตนเองมาก่อน
และคิดว่าซ่งเย่ที่มีนิสัยเ็าพูดน้อยอาจจะทำให้มีเพื่อนนักเรียนไม่พอใจและหาเื่เธอได้
ซ่งเย่ที่รับรู้ถึงความห่วงใยและอาทรจากแม่จึงตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า“ถ้ามีเื่หนูจะโทรหาค่ะ”
พลางคิดในใจว่า“คงโทรให้แม่มาช่วยห้ามทัพเสียมากกว่า”
ส่วนม่อฮวาที่กำลังครุ่นคิดถึงอาการป่วยที่ดีขึ้นของสามีตนเองพลางพูดขึ้นอย่างแปลกใจว่า
“หมอที่โรงพยาบาลมีคนเก่งๆที่ไม่แสดงตัวหรือเปล่าคราวก่อนไปเยี่ยมตาแก่เขาดีขึ้นมากเลย”
“ดีสิคะคุณแม่คุณพ่อจะได้หายป่วยและกลับบ้านเสียที” เส้าม่านเอ๋อแสดงความคิดเห็นเชิงบวกอย่างยินดี
“นั่นมันก็จริงหลายปีแล้วสินะ”ม่อฮวาพยักหน้าเห็นด้วยและพึมพำอย่างเศร้าใจเมื่อคิดถึงความหลังที่ผ่านมา
“ต่อไปจะไม่มีใครทำร้ายพวกเราได้แล้วค่ะ”ซ่งเย่ให้คำมั่นสัญญากับแม่และยายตนเอง
“เอี๊ยด”ลุงโจวเบรกล้อรถยนต์เมื่อมาจอดหน้าประตูโรงเรียน
“ค่อยเจอกันตอนเย็นนะจ๊ะเย่เอ๋อร์”เส้าม่านเอ๋อเดินลงมาส่งลูกสาวที่ข้างรถยนต์
“ดูแลตัวเองดีๆนะเย่เอ๋อร์”ม่อฮวาชะโงกหน้าจากในเบาะหลังรถเตือนหลานสาวด้วยความห่วงใย
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่รับคำอย่างมีความสุขที่เธอได้พบครอบครัวที่รักและห่วงใยอย่างแท้จริง
ซ่งเย่กวาดสายตามองรอบๆหน้าประตูโรงเรียนแต่เธอไม่พบเงาของซ่งจูหว่าน
จึงคิดในใจอย่างไม่แยแสว่า“น่าจะช้ำใจที่ถูกบอกเลิก”
เมื่อมาถึงหน้าห้องสามซ่งเย่รับรู้ถึงสายตาที่แสดงความจงเกลียดจงชังจากหรูเพ่ยเพ่ย
ซ่งเย่สบตากับหรูเพ่ยเพ่ยโดยตรงและขยับปากส่งพลังซาเซินตรงเข้าใส่ทันทีว่า“คอยดูต่อไป”
หรูเพ่ยเพ่ยตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเมื่อมีลมแ่เบาแต่เสียดแทงทะลุเข้าในรูหูตนเองจนรู้สึกเ็ป
“ซ่งเย่ทำอะไรกับฉัน?”หรูเพ่ยเพ่ยถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสับสน
เธอเห็นชัดเจนว่าซ่งเย่ยืนห่างจากเธอราว5 เมตรและไม่น่าจะทำร้ายตนเองได้
แต่เมื่อกี้มันคืออะไรกัน?!
ซ่งเย่ทำอะไรกับเธอ?!
ความสับสนงุนงงทำให้หรูเพ่ยเพ่ยไม่กล้าสบตากับซ่งเย่ทั้งวัน
ซ่งเย่เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตนเองอย่างสบายใจ
เพื่อนนักเรียนในห้องต่างส่งเสียงทักทายเธอและพูดคุยเื่การติววิชาคณิตศาสตร์เมื่อวานนี้อย่างมีรสชาติ
“ซ่งเย่เมื่อวานนี้เธอสอนพวกเราจำได้ แต่พอจะกลับไปทบทวนอีกครั้งที่บ้าน ฉันนึกไม่ออกน่ะ”
“เพื่อนนักเรียนซ่งเย่ เมื่อวานนี้ขอบใจมาก พวกเราเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว”
“ซ่งเย่ ขอบคุณ”
“ซ่งเย่วันนี้พวกเราจะตั้งใจเรียน”
“ซ่งเย่มีเทคนิคช่วยให้จำบทเรียนได้แม่นบ้างไหม?”
ซ่งเย่กวาดสายตามองเพื่อนๆที่พูดคุยกับตนอย่างเป็มิตร
เมื่อเจอคำถามที่กระตุ้นความสนใจของเธอ
ซ่งเย่หยุดนิ่งครู่หนึ่งและหันหน้าไปพูดกับเพื่อนนักเรียนคนนั้นโดยตรงว่า
“เทคนิคช่วยให้จำบทเรียนมีแน่นอนแต่ทนความลำบากได้ไหม?”
เพื่อนนักเรียนต่างพากันเดินเข้ามารุมล้อมที่โต๊ะซ่งเย่ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง
“จริงหรือซ่งเย่?”
“ทำอย่างไรหรือ?”
“พวกเราอดทนได้!”
“เราจะทำตามคำแนะนำของเธอ!”
“บอกพวกเรามาเลยซ่งเย่!”
เพื่อนนักเรียนยืนยันหนักแน่นกันทุกคน
ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับและตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า“หลังเลิกเรียนจะพาทำ”
เพื่อนนักเรียนในห้องมีท่าทางตื่นเต้นยินดีและพูดคุยกระซิบกันอย่างมีความสุข
หรูเพ่ยเพ่ยได้ยินพูดคุยของเพื่อนร่วมห้องมีความสุขและเป็มิตรกับซ่งเย่
เธอกำมือตัวเองแน่นและตาแดงก่ำด้วยความอาฆาตแค้นพลางพูดลอดไรฟันเสียงเข้มต่ำ“ซ่งเย่!”
ซ่งเย่ได้ยินเสียงของหรูเพ่ยเพ่ยชัดเจนเธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างไร้กังวล
เวลานี้อาจารย์ถงได้เดินเข้ามาในห้องเรียนและประกาศเสียงดังทันที
“สวัสดีนักเรียนทุกคนอาจารย์จะมาแจ้งข่าวมาเรียนเพื่อการเตรียมความพร้อมของนักเรียนทุกคนในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังนั้น
การสอบประจำเดือนจะเปลี่ยนแปลงโดยจะจัดให้มีการสอบเดือนละสองครั้งพร้อมกับส่งผลการสอบให้กับผู้ปกครองของนักเรียนทุกคน
เริ่มวันจันทร์หน้านี้ ขอให้นักเรียนทุกคนเตรียมตัวให้ดี”
อาจารย์ถงพูดรวดเดียวเสร็จแล้วกวาดสายตามองนักเรียนทั่วทั้งห้องแล้วเดินจากไปทันที
พลันเกิดความโกลาหลและมีเสียงพูดคุยดังลั่นด้วยความไม่เข้าใจและไม่พอใจจากนักเรียนทั้งห้อง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“พวกอาจารย์เป็บ้าไปหมดแล้ว”
“ฉันจะบ้าตาย อาจารย์โหดร้ายเกินไปแล้วนะ”
“ทำไมต้องเป็แบบนี้”
“ฉันไม่ไหวแล้ว”
“พวกอาจารย์โหดร้ายพวกเราไม่ยอม”
ซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจที่พวกอาจารย์มีการปรับเปลี่ยนการสอบ
ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับนักเรียนทุกคนถ้วนหน้า
แต่ทว่าไม่มีผลใดๆกับซ่งเย่
..........
ด้านอาจารย์ถงและอาจารย์ประจำชั้นคนอื่นๆที่เดินกลับห้องพัก
แต่ละคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย
“อาจารย์ถงคิดว่าวิธีนี้ได้ผลดีกับนักเรียนแน่หรือคะ?” อาจารย์จงหยูว่านซึ่งสอนวิชาชีววิทยาพูดอย่างไม่มั่นใจ
“นั่นสิพวกเราบีบบังคับนักเรียนเกินไปไหมครับ?”อาจารย์อู๋จ้วงจินแสดงความคิดเห็นเข้าข้างอาจารย์จง
“แต่ผมว่าลองดูสักเดือนก็ไม่เสียหายนะครับ”อาจารย์เล่อไน่ แสดงความคิดเห็นต่างและ้าทดลองสิ่งใหม่ๆ
“พวกเราลองดูกันสักครั้งแล้วค่อยสรุปผลอีกที”อาจารย์เฮ่อปั๋วพูดเป็กลางกับทุกฝ่าย
เนื่องจากอาจารย์ทุกคนได้ระดมความคิดร่วมกันถึงการวิเคราะห์ผลดีผลเสียที่ซ่งเย่ช่วยติวให้กับเพื่อนนักเรียน
รวมถึงทักษะของซ่งเย่ที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนได้
แต่อาจารย์ถงยืนยันหนักแน่นว่าทักษะการสอนของซ่งเย่นั้นดีเกินคาด
ทำให้อาจารย์แต่ละคน้าเข้าร่วมสังเกตการณ์การติวของซ่งเย่
“ซ่งเย่บอกกับผมว่าเธอจะสอนวิชาละหนึ่งสัปดาห์หมุนเวียนกันไปสัปดาห์นี้เธอสอนวิชาคณิตศาสตร์ ดังนั้นอาจารย์อู๋น่าจะเข้าร่วมคน
เดียวก็พอ”
อาจารย์ถงแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา