อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 10 เราจะผ่านมันไปด้วยกัน (1)

    เสียงโทรศัพท์ของภาวินดังขึ้นทำให้คนที่กำลังจ้องหน้าชายหนุ่มเขม่นหันไปมองทางโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกข้างกันกับโทรศัพท์ของรสา“ป้าแก่โทรหานายน่ะ” รสาพูดขึ้นพร้อมกับขยับแว่นมองก่อนจะทิ้งตัวไปกับโซฟาแล้วกดดูซีรีส์เกาหลีต่ออย่างไม่ใส่ใจ ภาวินมองหญิงสาวที่ทำเหมือนไม่สนใจก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วลุกขึ้นไปกดรับสายโทรศัพท์ในครัว เพราะหญิงสาวดูท่าทางจะไม่ยอมลดเสียงให้เขาคุยโทรศัพท์ได้โดยปราศจากเสียงซีรีส์เกาหลีที่เธอดูอยู่แน่“ลม น้าจินดาเองนะ น้าโทรมารบกวนลมหรือเปล่า” เสียงปลายสายดังขึ้นทันทีที่เขากดรับสาย“ผมไม่ค่อยสะดวกเท่าไร แต่น้าจินดามีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าครับ” ภาวินถามขึ้นเสียงเรียบ แต่สายตาของชายหนุ่มยังคงมองไปทางคนที่นั่งดูซีรีส์อย่างสบายใจ และไม่หันมาสนใจเขาเลยด้วยซ้ำ“พอดีน้ามาหารสาที่บ้าน แต่รสาไม่อยู่ โทรหายังไงก็ติดต่อไม่ได้เลย น้าเป็นห่วงจริง ๆ เลยลม” เสียงปลายสายดังขึ้นราวกับกำลังร้อนอกร้อนใจ เขาจะไม่แปลกใจเลยว่าถ้าคนที่หายไปอายุแค่สิบขวบ ไม่ใช่หญิงสาวอายุยี่สิบแปดอย่างนี้“รสาอาจจะไปเที่ยวหรือไปข้างนอกก็ได้ครับ แล้วทำไมน้าจินดาถึงโทรมาหาผมครับ หรือมีอะไรให้ผมช่วย” ภาวินถามขึ้นด้วยเสียงเรียบเรื่อยอย่างเป็นปกติ“น้าเป็นห่วงเลยไปดูกล้องที่บ้าน เห็นว่าเมื่อวานลมมาที่บ้าน น้าแค่เห็นว่าลมติดต่อรสาได้เป็นคนสุดท้าย เลยรีบโทรมาถามดูเท่านั้น” จินดารีบพูดขึ้นอย่างนั้น นิ้วเรียวของชายหนุ่มไล้ไปบนโต๊ะกินข้าวราวกับหาอะไรทำแก้เบื่อไปด้วย“น้าจินดามีอะไรบอกผมมาได้เลยครับ” ภาวินตอบออกไปแบบนั้น แต่เหมือนปลายสายจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ“น้าเห็นลมตามรสาออกไปทางหลังบ้าน ลมเจอรสาไหม เพราะตั้งแต่ออกไปรสาก็ไม่กลับมาเลย”“เมื่อวานท่านปกรณ์บอกผมว่าได้คุยกับรสาหลังจากที่ผมออกมาจากบ้านแล้ว น้าจินดาลองไปถามท่านดูนะครับ เผื่อว่าก่อนที่รสาจะหายไปจะบอกอะไรท่านเอาไว้บ้าง” ภาวินพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไม่ต่างกับเสียง” น้าถามอาของรสามาแล้ว แต่ท่านก็ไม่ยอมบอกอะไรน้าเลย ลมช่วยไปถามให้หน่อยได้ไหม” นิ้วของภาวินที่ไล้ไปบนโต๊ะอย่างเชื่องช้าหยุดลง เมื่อคนที่บอกพึ่งดูกล้องวงจรปิดแล้วรู้ว่าเขาอยู่ด้วยเป็นคนสุดท้ายกลับบอกว่าโทรไปถามอาของรสาที่ไม่ถูกกันแล้วก่อนที่จะโทรมาหาเขาอย่างนั้น“ผมคิดว่ารสาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วนะครับ น้าอย่ากังวลไปเลยครับ ถ้าน้าไม่สบายใจ น้าก็ลองไปแจ้งความคนหายแล้วผมจะไปเป็นพยานให้ แล้วผมจะไปคุยกับท่านให้ไปเป็นพยานให้ด้วยว่าติดต่อรสาครั้งสุดท้ายได้เมื่อไร” ภาวินตอบออกไป“ถ้าอย่างนั้นน้าคงลองติดต่อรสาดูก่อน ถ้ายังไงตอนนี้น้าคงไม่รบกวนลมแล้ว”“ครับ สวัสดีครับ” ภาวินพูดจบก็กดตัดสายก่อนจะเดินออกจากห้องครัวไปยังห้องรับแขกก่อนจะนั่งลงข้างคนที่เอาแต่ดูซีรีส์เกาหลีอย่างไม่สนใจโลก“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าน้าจินดาโทรมาทำไม” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยักไหล่ขึ้น“เธอได้ยินอย่างนั้นเหรอ รสา” รสาหันมามองคนที่ถามขึ้นก่อนจะยกมือบางตบแก้มสากเบา ๆ แล้วส่ายหน้าราวกับกำลังมองเด็กเลี้ยงแกะอยู่“ฉันชักจะกลัวนายแล้วนะ นายโกหกได้เสียงปกติมากเลยรู้ไหม” รสาพูดอย่างนั้นมือหนาก็จับมือบางมาจูบลงบนกลางฝ่ามือก่อนจะกุมไว้แน่น“ผมไม่เคยสังเกตมาก่อนนะรสา คนโกหกมักจะพูดจากวกวนพยายามหาทางเอาตัวรอด”“แต่นายไหลลื่นมากเลยนะลม ไม่เหมือนคนกำลังโกหกสักนิด น่ากลัวเกินไปแล้วจริง ๆ” รสาพูดแย้งขึ้นมาอย่างนั้น ภาวินเลยหัวเราะออกมา“ผมแค่เลี่ยงที่จะตอบเมื่ออีกฝ่ายจี้ถามก็เท่านั้น แล้วผมก็พูดออกไปจากข้อมูลที่ผมได้รับมา ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความจริงก็ตามเถอะ เวลาเราไม่อยากบอกอะไรใครก็แค่อย่าพูดอะไรให้มันกลับมามัดตัวเราได้ก็เท่านั้น แค่ถือหลักการที่ว่า อย่าเอาเรื่องพวกนั้นมาเป็นเรื่องของตัวเอง”“หมายความว่ายังไงที่นายบอกว่าหนอนชาเขียวติดต่อฉันได้เป็นคนสุดท้าย” รสาถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจก่อนที่จะมองชายหนุ่มคิ้วขมวด “นายเอาคำพูดของหนอนชาเขียวเมื่อคืนตอนที่หนอนชาเขียวโทรตามนายมาย้อนกลับพวกนั้นเหรอ”“ผมฉลาดใช่ไหมล่ะ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็มองคนตรงหน้าคิ้วขมวดขึ้น“ทำไมนายกล้าบอกให้ป้าแก่ไปแจ้งความ ถ้าแจ้งขึ้นมามันจะเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีก”“ผมรู้ว่าเดี๋ยวรสาก็กลับไปบ้านหลังนั้น แต่ผมเชื่อว่าน้าจินดาไม่กล้าไปแจ้งความหรอก เพราะถ้าแจ้งความแล้วเป็นคดีขึ้นมา ตำรวจก็ต้องไปที่บ้านแล้วเห็นไอ้กล้องกับเครื่องดักฟังบ้า ๆ นั่น ส่วนท่านตอนนี้พรรคการเมืองที่มาทาบทามก็ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าท่านจะลงเลือกตั้งหลังเกษียณแน่ ที่สำคัญพึ่งเกิดเรื่องกับรสาไป ข่าวคราวแรกอาจเรียกคะแนนสงสารและความเห็นใจให้ท่านออกไปตีหน้าเศร้าว่ารสาเป็นแพะรับบาปได้ แต่ถ้าเกิดข่าวของรสาติดกัน มันไม่เป็นผลดีหรอกนะ ตอนนี้ท่านกำลังทำคดีใหญ่ที่พึ่งถูกรื้อขึ้นมาแล้วเป็นที่จับตามองอยู่ คดีนี้น่าจะกวาดคะแนนความชื่นชมไปได้ไม่น้อยด้วยล่ะ”“หนอนชาเขียวมันจะเก็บทุกเม็ดไม่ให้เสียผลประโยชน์ตัวเองเลยใช่ไหม”“รสา ถ้าให้ผมแนะนำ รสาควรที่จะเอาเรื่องที่รสาต้องไปอยู่ในคุกโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างนั้น ถึงข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานจะโทษต่ำ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะสาวไส้พวกนั้นออกมาได้” ภาวินพูดอย่างนั้น รสาก็เอียงคอมองคนตรงหน้า“นายดูจะจริงจังมากเลยนะ ลม”“รสา ผมรู้ว่าตอนนี้เราไม่มีหลักฐานมากพอที่จะทำอะไรคนพวกนั้นได้ ต่อให้เรายื่นฟ้องไปตอนนี้ ศาลคงสั่งยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ” ภาวินพูดออกมาอย่างรู้ดีว่าถ้าเขาทำอะไรตามแต่อารมณ์ตอนนี้ ทุกอย่างมันอาจจะพังไปหมดก็ได้“นายจะทำอะไรลม ฉันเริ่มคิดตามนายไม่ทันแล้วนะ” รสาพูดออกมาอย่างนั้น ภาวินก็บีบมือบางเอาไว้“ก่อนหน้านี้ผมอาจจะใช้อารมณ์มากเกินไป อย่างที่รสาบอก คนที่ทำอะไรในที่มืดมักจะได้เปรียบเสมอ ผมมาคิดดูแล้ว มันก็ดีเหมือนกันที่คนอื่นจะไม่รู้ว่าเราเข้าใจกันแล้ว มันคงง่ายที่จะหาหลักฐานมาจัดการคนพวกนั้น” ภาวินมองเข้าไปในดวงตาสำดำขลับของหญิงสาวนิ่ง “ผมจะช่วยรสาเอง เราจะผ่านไปด้วยกัน”“นายคิดว่าเราจะจัดการคนพวกนั้นได้จริงเหรอ พวกนั้นมีทั้งพรรคพวกและอำนาจนะ”“ถึงความยุติธรรมจะหายาก แต่ผมเชื่อว่ามันมีอยู่ ไม่อย่างนั้นผมคงจะไม่มาเป็นผู้พิพากษาอย่างนี้ ผมจะไม่อ้อนวอนขอให้ใครมาช่วยเรา บางคดีที่ผมเคยทำ ต้องให้สายเข้าไปแฝงตัวยาวนานหลายปีกว่าจะสั่งลงโทษคนทำผิดได้ เราก็ค่อย ๆ หาหลักฐานไปเงียบ ๆ สัญชาตญาณผมบอกว่าไม่นานเกินรอหรอกนะรสา เมื่อก่อนผมอาจจะไม่ได้สงสัยอะไร แต่เมื่อผมเริ่มสงสัยผมจะไม่ปล่อยแม้แต่คำพูดเดียวให้หลุดรอดไปแน่”“นายคิดจะทำคดีนอกศาลหรือยังไงกัน” รสาพูดขึ้นอย่างยิ้ม ๆ แต่ภาวินก็ส่ายหน้าเป็นคำตอบ“ผมไม่ได้ทำคดีนอกศาล แต่ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในฐานะของเจ้าทุกข์ร่วมที่ถูกเอาเปรียบมานานต่างหาก รสาไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”“ถึงยังไงนายกำลังเอาเรื่องของฉันเป็นเรื่องของตัวเองนะลม นายแน่ใจแล้วเหรอที่จะทำแบบนี้” รสาถามขึ้น มือหนาก็วางลงบนศีรษะเล็กก่อนที่จะโยกเบา ๆ“รสาไม่คิดว่าตลอดมาผมโดนเอาเปรียบจากคนที่ไม่แม้แต่จะทำอะไรให้ผมจากใจอย่างนั้นเหรอ” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ไล้นิ้วเรียวที่สัมผัสแก้มใสอย่างแผ่วเบา “ถึงแม้ก่อนหน้านี้หนอนชาเขียวจะสั่งให้ผมทำอะไร แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าผิด ผมก็ไม่ยอมทำทั้งนั้น ถ้าเป็นรสามันไม่เหมือนกัน ถ้ามีอะไรที่ผมจะช่วยได้ ผมจะทำทั้งนั้น เพราะผมเชื่อว่ารสาจะไม่มีทางให้ผมทำสิ่งที่ผิดต่อตัวเอง แต่รสาก็ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากให้ผมช่วยอะไรสักครั้ง มีแต่ผมที่เสนอหน้าไปช่วยเองทุกครั้ง”“อยู่ ๆ ก็น้อยใจขึ้นมาหรือยังไง” รสาพูดขึ้นเมื่อเห็นคนตรงหน้านิ่งไป“ผมแค่อยากให้รสาเต็มใจที่จะพึ่งพาผมบ้าง” รสาได้ยินอย่างนั้น หัวใจเธอเริ่มรู้สึกว่าน้ำแข็งที่เกาะกินใจมาอย่างยาวนานก็เริ่มหลอมละลายลง“ฉันเคยร้องขอให้คนช่วยจนเหนื่อยนะลม แต่ตอนนั้นกลับไม่มีแม้แต่ใครจะยื่นมือมาช่วย ฉันแค่กลัวว่าวันหนึ่งฉันร้องขอให้ใครช่วย มันจะเป็นแบบเดิมอีก ฉันไม่อยากอยู่กับความหวังที่ฉันไม่เห็นหรอกนะลม นายรู้ไหมว่าว่าความสิ้นหวังยิ่งกว่าไร้ความหวังคืออะไร” รสาถามอย่างนั้นก่อนจะจับมือหน้าที่ไล้แก้มตัวเองอยู่แนบแก้มของตัวเองรับสัมผัสที่อบอุ่นจากฝ่ามือหนา “ความหวังที่พังทลายลงซ้ำ ๆ ยังไงล่ะ ลม”“รสา...”“ความจริงนายไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็ได้ แค่นายใช้ชีวิตให้ดีมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับฉัน” รสาพูดแทรกขึ้นก่อนที่ภาวินจะพูดอะไรขึ้นมา“ตอนนี้ผมขอแค่ให้รสาเชื่อใจผมก็พอ เชื่อว่าผมจะทำให้รสามีความสุขได้” ภาวินบอกอย่างนั้นก่อนจะหันไปหยิบโทรศัพท์ของหญิงสาวที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าขึ้นมาแล้วส่งให้“เรามาเริ่มกันเถอะ” ภาวินบอกอย่างนั้น รสาก็รับโทรศัพท์มาอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็เปิดฝาพับเคสให้เปิดออกก็เห็นว่ามีสายโทรเข้าหลายร้อยสาย  -------------------------------------สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ใน เพจ เมื่อรัก หรือทวิตเตอร์ เมื่อรัก กันได้นะคะกดติดตามหรือกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในการลงนิยายของรักกันได้นะคะ…เมื่อรัก…