เสียงน่ารำคาญพวกนั้นผมแค่ทำเป็นลมผ่านหู ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด
ตรงกันข้ามหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับดูอึดอัดใจเล็กน้อย
เธอหันไปจ้องเพื่อนร่วมชั้นที่พูดจาแดกดันด้วยสายตาดุแล้วหันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ขอโทษนะ เจียงหนิงฉันทำให้นายเดือดร้อน”
ผมไม่คิดมากอยู่แล้วเรื่องพวกนี้จะมีอะไรที่กระทบผมได้ล่ะ
ผมหาวออกมาเพราะความง่วงพร้อมตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไร แค่เธออย่าไปที่แบบนั้นอีกก็พอ”
“อืม ฉันรู้แล้ว” หลี่เสี่ยวหมิ่นตอบรับเสียงเบา ท่าทางเหมือนกระต่ายเชื่องตัวน้อย
จากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจเธออีกเพียงเดินต่อไปข้างหน้า
ส่วนหลี่เสี่ยวหมิ่นกอดกล่องดินสอไว้แน่นก้มหน้าก้มตาพลางเดินตามผมมา
จากมุมมองของคนอื่นภาพที่เห็นคงเหมือนคู่รักที่ฝ่ายหญิงทำผิด แล้วต้องเดินตามง้ออยู่ด้านหลังฝ่ายชาย
เพื่อนร่วมชั้นชายสองสามคนที่ถูกหลี่เสี่ยวหมิ่นจ้องใส่เมื่อครู่ถึงกับยืนอึ้งไปทั้งตัว
ในสายตาพวกเขานี่มันหลี่เสี่ยวหมิ่นเลยนะ! หนึ่งในหญิงสาวที่สวยและรวยที่สุดในมหาวิทยาลัย แถมเธอไม่ได้มีแค่ความสวยแต่ยังเก่งอีกด้วย ไม่รู้ว่ามีนักศึกษาชายกี่คนที่แอบชอบเธอ
แต่ตอนนี้เธอกลับเดินตามผมเหมือนลูกแมวเชื่องๆแล้วพวกเขาจะทำใจรับได้ยังไง
เพราะเรื่องนี้เองจึงมีมือดีแอบถ่ายภาพผมกับหลี่เสี่ยวหมิ่นที่เดินด้วยกัน แล้วเอาไปโพสต์ลงในกระทู้ของมหาวิทยาลัยพร้อมพาดหัวข่าวใหญ่โตว่า ‘เทพธิดาปีสาม หลี่เสี่ยวหมิ่น เปิดตัวแฟนหนุ่ม?’
ผลคือแค่ช่วงเช้ากระทู้นั้นก็มีคนตอบกลับมากกว่าสามร้อยข้อความ ทุกคนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
ในเวลานั้นผมกับหลี่เสี่ยวหมิ่นมาถึงห้องสอบพอดี
นักศึกษาหลายคนสังเกตเห็นเราสองคนเดินมาด้วยกัน
ทันทีที่หลี่เสี่ยวหมิ่นก้าวเข้าห้องสอบก็มีเพื่อนหลายคนเข้ามาทักเธอทันที
เมื่อเทียบกับผมแล้วความต่างของความนิยมนั้นชัดเจนจนแทบไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเลย
เนื่องด้วยไม่ใช่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยความเข้มงวดของการสอบจึงไม่ได้สูงขนาดนั้น แต่ถ้าคิดจะโกงข้อสอบก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ
หลายคนในห้องต่างขมวดคิ้วเกาหัวแกรกๆ ปากก็พึมพำทบทวนเนื้อหาวิชาเภสัชวิทยาไม่หยุด
สำหรับผมแม้ว่าเมื่อคืนดื่มหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังมั่นใจเต็มเปี่ยมเพราะพื้นฐานของผมแน่นพอ
ตลอดหลายปีในมหาวิทยาลัยนอกจากความสัมพันธ์ลับๆ ที่ต้องนัดเจอเฉพาะเวลากลางคืนกับเสี่ยวอวี่แล้วชีวิตผมก็มีแต่เรียนกับทำงานพาร์ทไทม์ไปวันๆแทบไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นของตัวเองเลย
ผลการเรียนของผมแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นอันดับต้นๆ แต่ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่ทำคะแนนได้ดีเสมอนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ผมมั่นใจขนาดนี้
เวลายังไม่ทันหมดผมก็ส่งข้อสอบแล้ว
ข้อสอบยากอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากเกินไป
พอเดินออกจากห้องสอบผมหาวหวอดอย่างอดไม่ได้ รู้สึกง่วงจนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อคืนพลังที่สะสมไว้ในจุดตันเถียนถูกใช้มากเกินไป ไหนจะพักผ่อนน้อยอีกร่างกายจึงอ่อนล้าเต็มที ท้ายที่สุดผมเลยกลับไปที่หอพัก แล้วหลับยาวจนถึงค่ำ
ช่วงบ่ายไม่มีเรียนไม่มีสอบ เพื่อนหลายคนเลยนัดกันออกไปกินข้าว ไปเที่ยวสนุกกัน แต่ผมนอนยาวจวบจนช่วงค่ำจึงตื่นขึ้นมา
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนโอนเงินเข้ามา
เมื่อเปิดดูจึงพบว่าเป็นเงินจากเม่าจิ้งเขาโอนมาให้หนึ่งหมื่นห้าพันหยวน ด้านล่างของข้อความมีเพียงสามคำ [ค่าปัดเป่า]
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นส่วนแบ่งที่ผมควรได้รับจากงานเมื่อคืน
แต่เมื่อคืนเม่าจิ้งบอกว่าหนึ่งหมื่นหยวนนี่ทำไมถึงเพิ่มมาอีกห้าพันกัน
ผมส่งข้อความกลับไปถาม[ค่าจ้างเพิ่ม?]
เม่าจิ้งตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว[เพิ่มมาอีกหนึ่งหมื่นหารกันแล้วได้คนละหนึ่งหมื่นห้าพัน]
ผมมองโทรศัพท์พลางหัวเราะเบาๆ
แต่ก่อนผมทำงานพาร์ทไทม์ทั้งเดือนได้แค่สองพันหยวน ทว่า ตอนนี้แค่ทำงานใหญ่กับอาจารย์งานเดียวก็ได้เงินมาหนึ่งแสนเมื่อคืนแค่ลงมือพร้อมกับเม่าจิ้งครั้งเดียว ก็ได้มาหนึ่งหมื่นห้าพัน
งานนี้ทำเงินได้เร็วมากจริงๆแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงไม่แพ้กัน
ผมไม่ได้พูดมากความเพียงส่งอิโมนจิ ‘โอเค’ กลับไป
จากนั้นมองดูเวลาตอนนี้สองทุ่มแล้ว
ท้องร้องโครกครากเพราะความหิวเลยเดินไปโรงอาหาร หาอะไรกินรองท้องก่อน
ระหว่างทางเดินกลับหอผมแวะไปที่ตึกทดลอง แล้วสุดท้ายก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าตึกนั้น
มองตึกทดลองแล้วผมนึกถึงเสี่ยวอวี่ขึ้นมา...
ผมกับเธอแยกกันมาเกือบสองเดือนแล้วแต่ตอนนี้ เธอยังอยู่ข้างใน และตามคำบอกเล่าของผู้โดยสารบนรถบัสผีเธอถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กก่อนจะถูกพาตัวไป
เธอพบเจอกับอะไรในนั้น
อาถรรพ์ร้ายแรงที่ถูกกดทับไว้ใต้ตึกทดลองคืออะไรกันแน่
ผมยืนอยู่หน้าตึกทดลองมองมันอีกครั้งด้วยสายตาที่ไม่เหมือนผมคนเดิม
และตอนนี้เองผมเพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติของตึกนี้ได้อย่างชัดเจน
กระแสอากาศเย็นยะเยือกความรู้สึกกดดันแผ่กระจายรอบบริเวณ พลังอาฆาตอันเข้มข้นแผ่ออกมาไม่ขาดสาย แม้ผมจะยืนห่างจากตัวตึกไปตั้งยี่สิบถึงสามสิบเมตรก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจน
ผมรู้ดีว่าตึกนี้เต็มไปด้วยอันตรายอาจารย์ก็เคยเตือนผมหลายครั้งแล้ว สั่งกำชับหนักแน่นว่าหลังกลับมาเรียนห้ามเข้าไปในตึกนี้ตอนกลางคืนเด็ดขาด
ถึงจะได้รับคำเตือนมาหลายครั้งและเข้าใจถึงอันตรายภายในอยู่บ้าง แต่พอได้มายืนอยู่ตรงนี้ความรู้สึกอยากเข้าไปก็ผุดขึ้นในใจอย่างควบคุมไม่ได้
โชคดีที่ผมพกน้ำตาวัวติดตัวมาด้วยของชิ้นนี้ใช้เปิดตาทิพย์ได้
ผมหยิบมันขึ้นมาฉีดพรมลงบนเปลือกตาสัมผัสเย็นวาบและกลิ่นคาวชวนสะอิดสะเอียนแล่นขึ้นมาในทันที
ผมกะพริบตาสองสามครั้งและเมื่อลืมตาขึ้นมา…
ทัศนียภาพรอบตัวที่เคยมัวหมองแจ่มชัดในพริบตา
ตึกทดลองที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าคราวนี้ผมสามารถมองทะลุปรุโปร่ง
เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าผมกลับทำให้ผมต้องกลั้นหายใจ
ภายใต้ตาทิพย์ผมเห็นกระแสพลังอาฆาตเข้มข้นไหลทะลักออกมาจากตัวตึก กระแสพลังเหล่านั้นซึมออกมาผ่านทางหน้าต่างทุกบาน
เมื่อเงยหน้าขึ้นทั้งตึกดูราวกับกำลังเกิดไฟไหม้ มีควันสีดำลอยกรุ่นออกมาจากทุกช่องหน้าต่าง
"พลังอาฆาตหนักหน่วงขนาดนี้เลยเหรอ!"
ผมอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
ต่อให้เป็นสุสานร้างที่เต็มไปด้วยศพนับไม่ถ้วนอย่างเนินเขาสิบลี้ผมยังไม่เคยเห็นพลังอาฆาตที่หนาแน่นขนาดนี้มาก่อน
แต่ที่นี่ตึกทดลองแห่งนี้กลับปล่อยพลังอาฆาตที่เข้มข้นออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
อาถรรพ์ร้ายแรงที่ถูกกดทับไว้ใต้ตึกนี้…จะต้องชั่วร้ายเพียงใด!
ผมมองไปที่ตึกทดลองแล้วขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม
ผมสามารถมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้เล็กน้อยด้วยตาทิพย์
หลังบานกระจกมีเงาร่างสีขาวหลายตัวกำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างแผ่วเบา
ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆแต่ก่อนจะถึงประตูตึกทดลอง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาหยุดผมไว้
"นักศึกษาชายคนนั้นน่ะ อย่าเดินอีกแม้แต่ก้าวเดียวตึกทดลองตอนกลางคืนห้ามเข้าเด็ดขาด"
เสียงนั้นแหบพร่าและหนักแน่น
ผมหยุดฝีเท้าโดยสัญชาตญาณก่อนจะหันไปมองเจ้าของเสียง
เขาเป็นชายชราสวมชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย
ผมเคยเห็นเขามาก่อนเขาเป็นลุงยามประจำมหาวิทยาลัย อายุไม่น่าจะต่ำกว่าเจ็ดสิบปี
เขาหลังค่อมเล็กน้อยในมือยังถือขวดชา
เขาน่าจะทำงานที่นี่มานานมากถึงได้ยังคงอยู่จนถึงตอนนี้
"อ้อ ทราบแล้วครับลุง"
ผมไม่อยากต่อปากต่อคำอะไรมากจึงเตรียมตัวเดินออกไป
แต่ชายชรากลับพูดขึ้นมาอีกครั้ง"นักศึกษา...ไม่ทราบว่ารู้จักเด็กสาวที่ชื่อไป๋เสี่ยวอวี่หรือเปล่า"
ผมที่กำลังจะเดินจากไปพลันหยุดกึก
สีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันทีในหัวเกิดเสียง 'วึ้ง' ดังก้อง
ไป๋เสี่ยวอวี่...
ขนาดเพื่อนร่วมห้องอย่างจางเฉียงยังไม่รู้ชื่อเต็มของแฟนเก่าผมเลย
แต่ลุงยามคนนี้กลับเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างไม่ลังเลแถมยังถามตรงๆ แบบนี้
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาทันที
ผมหันกลับไปมองลุงยามคนนั้นอีกครั้ง
เขาเปิดฝาขวดชาแล้วจิบเบาๆ อย่างผ่อนคลาย
ผมรู้สึกได้ว่าคำที่เขาพูดออกมานั้นไม่ได้พูดออกมาอย่างไร้จุดหมาย
สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเปิดปากถาม "ลุง... ลุงรู้จักเสี่ยวอวี่ด้วยเหรอ"