ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 123 กลับมหาวิทยาลัย การสอบเล็กๆ

    เสียงน่ารำคาญพวกนั้นผมแค่ทำเป็นลมผ่านหู ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

            ตรงกันข้ามหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับดูอึดอัดใจเล็กน้อย

            เธอหันไปจ้องเพื่อนร่วมชั้นที่พูดจาแดกดันด้วยสายตาดุแล้วหันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ขอโทษนะ เจียงหนิงฉันทำให้นายเดือดร้อน”

            ผมไม่คิดมากอยู่แล้วเรื่องพวกนี้จะมีอะไรที่กระทบผมได้ล่ะ

            ผมหาวออกมาเพราะความง่วงพร้อมตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไร แค่เธออย่าไปที่แบบนั้นอีกก็พอ”

            “อืม ฉันรู้แล้ว” หลี่เสี่ยวหมิ่นตอบรับเสียงเบา ท่าทางเหมือนกระต่ายเชื่องตัวน้อย

            จากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจเธออีกเพียงเดินต่อไปข้างหน้า

            ส่วนหลี่เสี่ยวหมิ่นกอดกล่องดินสอไว้แน่นก้มหน้าก้มตาพลางเดินตามผมมา

            จากมุมมองของคนอื่นภาพที่เห็นคงเหมือนคู่รักที่ฝ่ายหญิงทำผิด แล้วต้องเดินตามง้ออยู่ด้านหลังฝ่ายชาย

            เพื่อนร่วมชั้นชายสองสามคนที่ถูกหลี่เสี่ยวหมิ่นจ้องใส่เมื่อครู่ถึงกับยืนอึ้งไปทั้งตัว

            ในสายตาพวกเขานี่มันหลี่เสี่ยวหมิ่นเลยนะ! หนึ่งในหญิงสาวที่สวยและรวยที่สุดในมหาวิทยาลัย แถมเธอไม่ได้มีแค่ความสวยแต่ยังเก่งอีกด้วย ไม่รู้ว่ามีนักศึกษาชายกี่คนที่แอบชอบเธอ

            แต่ตอนนี้เธอกลับเดินตามผมเหมือนลูกแมวเชื่องๆแล้วพวกเขาจะทำใจรับได้ยังไง

            เพราะเรื่องนี้เองจึงมีมือดีแอบถ่ายภาพผมกับหลี่เสี่ยวหมิ่นที่เดินด้วยกัน แล้วเอาไปโพสต์ลงในกระทู้ของมหาวิทยาลัยพร้อมพาดหัวข่าวใหญ่โตว่า ‘เทพธิดาปีสาม หลี่เสี่ยวหมิ่น เปิดตัวแฟนหนุ่ม?’

            ผลคือแค่ช่วงเช้ากระทู้นั้นก็มีคนตอบกลับมากกว่าสามร้อยข้อความ ทุกคนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา

            ในเวลานั้นผมกับหลี่เสี่ยวหมิ่นมาถึงห้องสอบพอดี

            นักศึกษาหลายคนสังเกตเห็นเราสองคนเดินมาด้วยกัน

            ทันทีที่หลี่เสี่ยวหมิ่นก้าวเข้าห้องสอบก็มีเพื่อนหลายคนเข้ามาทักเธอทันที

            เมื่อเทียบกับผมแล้วความต่างของความนิยมนั้นชัดเจนจนแทบไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเลย

             

    เนื่องด้วยไม่ใช่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยความเข้มงวดของการสอบจึงไม่ได้สูงขนาดนั้น แต่ถ้าคิดจะโกงข้อสอบก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ

            หลายคนในห้องต่างขมวดคิ้วเกาหัวแกรกๆ ปากก็พึมพำทบทวนเนื้อหาวิชาเภสัชวิทยาไม่หยุด

            สำหรับผมแม้ว่าเมื่อคืนดื่มหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ก็ยังมั่นใจเต็มเปี่ยมเพราะพื้นฐานของผมแน่นพอ

            ตลอดหลายปีในมหาวิทยาลัยนอกจากความสัมพันธ์ลับๆ ที่ต้องนัดเจอเฉพาะเวลากลางคืนกับเสี่ยวอวี่แล้วชีวิตผมก็มีแต่เรียนกับทำงานพาร์ทไทม์ไปวันๆแทบไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นของตัวเองเลย

            ผลการเรียนของผมแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นอันดับต้นๆ แต่ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่ทำคะแนนได้ดีเสมอนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ผมมั่นใจขนาดนี้

            เวลายังไม่ทันหมดผมก็ส่งข้อสอบแล้ว

            ข้อสอบยากอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากเกินไป

            พอเดินออกจากห้องสอบผมหาวหวอดอย่างอดไม่ได้ รู้สึกง่วงจนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อคืนพลังที่สะสมไว้ในจุดตันเถียนถูกใช้มากเกินไป ไหนจะพักผ่อนน้อยอีกร่างกายจึงอ่อนล้าเต็มที ท้ายที่สุดผมเลยกลับไปที่หอพัก แล้วหลับยาวจนถึงค่ำ

            ช่วงบ่ายไม่มีเรียนไม่มีสอบ เพื่อนหลายคนเลยนัดกันออกไปกินข้าว ไปเที่ยวสนุกกัน แต่ผมนอนยาวจวบจนช่วงค่ำจึงตื่นขึ้นมา

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนโอนเงินเข้ามา

            เมื่อเปิดดูจึงพบว่าเป็นเงินจากเม่าจิ้งเขาโอนมาให้หนึ่งหมื่นห้าพันหยวน ด้านล่างของข้อความมีเพียงสามคำ [ค่าปัดเป่า]

            ดูเหมือนว่านี่จะเป็นส่วนแบ่งที่ผมควรได้รับจากงานเมื่อคืน

            แต่เมื่อคืนเม่าจิ้งบอกว่าหนึ่งหมื่นหยวนนี่ทำไมถึงเพิ่มมาอีกห้าพันกัน

            ผมส่งข้อความกลับไปถาม[ค่าจ้างเพิ่ม?]

            เม่าจิ้งตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว[เพิ่มมาอีกหนึ่งหมื่นหารกันแล้วได้คนละหนึ่งหมื่นห้าพัน]

            ผมมองโทรศัพท์พลางหัวเราะเบาๆ

            แต่ก่อนผมทำงานพาร์ทไทม์ทั้งเดือนได้แค่สองพันหยวน ทว่า ตอนนี้แค่ทำงานใหญ่กับอาจารย์งานเดียวก็ได้เงินมาหนึ่งแสนเมื่อคืนแค่ลงมือพร้อมกับเม่าจิ้งครั้งเดียว ก็ได้มาหนึ่งหมื่นห้าพัน

            งานนี้ทำเงินได้เร็วมากจริงๆแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงไม่แพ้กัน

            ผมไม่ได้พูดมากความเพียงส่งอิโมนจิ ‘โอเค’ กลับไป

            จากนั้นมองดูเวลาตอนนี้สองทุ่มแล้ว

            ท้องร้องโครกครากเพราะความหิวเลยเดินไปโรงอาหาร หาอะไรกินรองท้องก่อน

            ระหว่างทางเดินกลับหอผมแวะไปที่ตึกทดลอง แล้วสุดท้ายก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าตึกนั้น

            มองตึกทดลองแล้วผมนึกถึงเสี่ยวอวี่ขึ้นมา...

            ผมกับเธอแยกกันมาเกือบสองเดือนแล้วแต่ตอนนี้ เธอยังอยู่ข้างใน และตามคำบอกเล่าของผู้โดยสารบนรถบัสผีเธอถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กก่อนจะถูกพาตัวไป

            เธอพบเจอกับอะไรในนั้น

            อาถรรพ์ร้ายแรงที่ถูกกดทับไว้ใต้ตึกทดลองคืออะไรกันแน่

            ผมยืนอยู่หน้าตึกทดลองมองมันอีกครั้งด้วยสายตาที่ไม่เหมือนผมคนเดิม

            และตอนนี้เองผมเพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติของตึกนี้ได้อย่างชัดเจน

            กระแสอากาศเย็นยะเยือกความรู้สึกกดดันแผ่กระจายรอบบริเวณ พลังอาฆาตอันเข้มข้นแผ่ออกมาไม่ขาดสาย แม้ผมจะยืนห่างจากตัวตึกไปตั้งยี่สิบถึงสามสิบเมตรก็ยังรู้สึกได้อย่างชัดเจน

            ผมรู้ดีว่าตึกนี้เต็มไปด้วยอันตรายอาจารย์ก็เคยเตือนผมหลายครั้งแล้ว สั่งกำชับหนักแน่นว่าหลังกลับมาเรียนห้ามเข้าไปในตึกนี้ตอนกลางคืนเด็ดขาด

            ถึงจะได้รับคำเตือนมาหลายครั้งและเข้าใจถึงอันตรายภายในอยู่บ้าง แต่พอได้มายืนอยู่ตรงนี้ความรู้สึกอยากเข้าไปก็ผุดขึ้นในใจอย่างควบคุมไม่ได้

            โชคดีที่ผมพกน้ำตาวัวติดตัวมาด้วยของชิ้นนี้ใช้เปิดตาทิพย์ได้

            ผมหยิบมันขึ้นมาฉีดพรมลงบนเปลือกตาสัมผัสเย็นวาบและกลิ่นคาวชวนสะอิดสะเอียนแล่นขึ้นมาในทันที

            ผมกะพริบตาสองสามครั้งและเมื่อลืมตาขึ้นมา…

            ทัศนียภาพรอบตัวที่เคยมัวหมองแจ่มชัดในพริบตา

            ตึกทดลองที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าคราวนี้ผมสามารถมองทะลุปรุโปร่ง

            เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าผมกลับทำให้ผมต้องกลั้นหายใจ

            ภายใต้ตาทิพย์ผมเห็นกระแสพลังอาฆาตเข้มข้นไหลทะลักออกมาจากตัวตึก กระแสพลังเหล่านั้นซึมออกมาผ่านทางหน้าต่างทุกบาน

            เมื่อเงยหน้าขึ้นทั้งตึกดูราวกับกำลังเกิดไฟไหม้ มีควันสีดำลอยกรุ่นออกมาจากทุกช่องหน้าต่าง

            "พลังอาฆาตหนักหน่วงขนาดนี้เลยเหรอ!"

            ผมอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

            ต่อให้เป็นสุสานร้างที่เต็มไปด้วยศพนับไม่ถ้วนอย่างเนินเขาสิบลี้ผมยังไม่เคยเห็นพลังอาฆาตที่หนาแน่นขนาดนี้มาก่อน

            แต่ที่นี่ตึกทดลองแห่งนี้กลับปล่อยพลังอาฆาตที่เข้มข้นออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน

            อาถรรพ์ร้ายแรงที่ถูกกดทับไว้ใต้ตึกนี้…จะต้องชั่วร้ายเพียงใด!

            ผมมองไปที่ตึกทดลองแล้วขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม

            ผมสามารถมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้เล็กน้อยด้วยตาทิพย์

            หลังบานกระจกมีเงาร่างสีขาวหลายตัวกำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่างแผ่วเบา

            ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆแต่ก่อนจะถึงประตูตึกทดลอง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาหยุดผมไว้

            "นักศึกษาชายคนนั้นน่ะ อย่าเดินอีกแม้แต่ก้าวเดียวตึกทดลองตอนกลางคืนห้ามเข้าเด็ดขาด"

            เสียงนั้นแหบพร่าและหนักแน่น

            ผมหยุดฝีเท้าโดยสัญชาตญาณก่อนจะหันไปมองเจ้าของเสียง

            เขาเป็นชายชราสวมชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย

            ผมเคยเห็นเขามาก่อนเขาเป็นลุงยามประจำมหาวิทยาลัย อายุไม่น่าจะต่ำกว่าเจ็ดสิบปี

            เขาหลังค่อมเล็กน้อยในมือยังถือขวดชา

            เขาน่าจะทำงานที่นี่มานานมากถึงได้ยังคงอยู่จนถึงตอนนี้

            "อ้อ ทราบแล้วครับลุง"

            ผมไม่อยากต่อปากต่อคำอะไรมากจึงเตรียมตัวเดินออกไป

            แต่ชายชรากลับพูดขึ้นมาอีกครั้ง"นักศึกษา...ไม่ทราบว่ารู้จักเด็กสาวที่ชื่อไป๋เสี่ยวอวี่หรือเปล่า"

            ผมที่กำลังจะเดินจากไปพลันหยุดกึก

            สีหน้าของผมเปลี่ยนไปทันทีในหัวเกิดเสียง 'วึ้ง' ดังก้อง

            ไป๋เสี่ยวอวี่...

            ขนาดเพื่อนร่วมห้องอย่างจางเฉียงยังไม่รู้ชื่อเต็มของแฟนเก่าผมเลย

            แต่ลุงยามคนนี้กลับเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างไม่ลังเลแถมยังถามตรงๆ แบบนี้

            หัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาทันที

            ผมหันกลับไปมองลุงยามคนนั้นอีกครั้ง

            เขาเปิดฝาขวดชาแล้วจิบเบาๆ อย่างผ่อนคลาย

            ผมรู้สึกได้ว่าคำที่เขาพูดออกมานั้นไม่ได้พูดออกมาอย่างไร้จุดหมาย

            สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเปิดปากถาม "ลุง... ลุงรู้จักเสี่ยวอวี่ด้วยเหรอ"


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน