ตอนที่ 136 กระดูกที่ชอบนักชอบหนา ท่านหลงเถิงย่อมเห็นคุณค่าในตัวเจ้าเป็นแน่
พรึ่บ!
แสงโลหิตสาดกระเซ็นทั่วทุกทิศ คมกระบี่สีดำสายหนึ่งฉีกทลายทุกสิ่ง ปราบองค์หญิงเจ็ดให้แหลกสลายจนสิ้นซาก!
แม้กู้เซียนเอ๋อร์จะเป็นฝ่ายเสียท่าเมื่อเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกออยู่ร่ำไป ทว่าด้วยคำสอนจากบรรดาอาจารย์ที่บ่มเพาะนางมา นางจึงเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดอย่างถึงที่สุดในยามลงมือสังหาร
ยามนี้แล้ว มีเหตุอันใดต้องลังเลไว้ไมตรีอีกเล่า
วังสมุทรนั้นกระทำกับนางถึงเพียงนี้ องค์หญิงเจ็ดก็ไล่ล่าสังหารนางมาเนิ่นนาน เช่นนั้นแล้วจะไว้ชีวิตนางไว้ได้อย่างไร
ในเวลามินาน ร่างขององค์หญิงเจ็ดก็ดับสิ้น กลายสภาพเป็นมัจฉาสมุทรสีทองขนาดมหึมา บนร่างนั้นมีแสงแห่งเทพแผ่ซ่านไหวระริก ประดับด้วยลวดลายขาวดำอันแปลกประหลาด ราวกับว่ามีสายโลหิตของพญามัจฉาไหลเวียนอยู่
“ดีนะที่มิใช่ร่างมนุษย์ มิอย่างนั้นข้าคงมิกล้าลงมือแน่”
กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยเสียงเรียบ ใบหน้าไร้อารมณ์ พลางเงื้อกระบี่ใหญ่สีดำของตนขึ้น กรีดเนื้อชำแหละปลาตัวมหึมานั้นโดยมิลังเล คล่องแคล่วจนดูประหนึ่งคุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับนางแล้ว ร่างที่แท้จริงขององค์หญิงเจ็ดนั้นหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากวัตถุดิบชั้นเลิศที่นำมาใช้เป็นอาหารและทรัพยากร
กู้ฉางเกอยืนมองนางด้วยท่าทีสนอกสนใจ ทว่าก็หาได้ขัดจังหวะไม่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้กู้เซียนเอ๋อร์จะมีอาจารย์ผู้ทรงพลังมากมาย อีกทั้งมีภูมิหลังอันไร้เทียมทาน ทว่าสินทรัพย์ของนางกลับมิอาจเทียบเท่ากับอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ได้
ดังนั้น สิ่งแรกที่นางกระทำก็คือการคว้าหยิบแหวนมิติขององค์หญิงเจ็ดมากำไว้แน่น ราวกับกลัวว่ากู้ฉางเกอจะลงมือแย่งชิงไป
“ดูเจ้าเข้าสิ เจ้าหนูยาจก พี่ชักจะทนมองมิไหวแล้ว” กู้ฉางเกอส่ายหน้า แววตาฉายความเวทนาเยาะเย้ย ราวกับกำลังเวทนากับความยากแค้นของนาง
ตามปกติแล้ว หากเรื่องราวเป็นไปตามวิถีแห่งโชคชะตา ยามนี้เขาคงควักสมบัติดีๆ สักชิ้นออกมาโยนให้นางด้วยท่าทางเอื้อเฟื้อเป็นแน่
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิมีแม้สักเสี้ยวความคิดที่จะทำเช่นนั้น ซ้ำยังจงใจกล่าวเสียดแทงใจนางอีก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้เซียนเอ๋อร์พลันปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ดวงตาเย็นชาฉายความหยิ่งทะนง มือขาวผ่องเคลื่อนไหวอยู่ในซากปลานั้น ก่อนจะหยิบคว้าบางสิ่งออกมา
มันคือกระดูกวิญญาณสีทองสลับดำเปล่งประกายวาววับ นางโยนมันไปยังเบื้องหน้ากู้ฉางเกอ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความท้าทาย
“เอ้า นี่มันกระดูกที่เจ้าชอบนักชอบหนานี่...”
กู้ฉางเกอหรี่ตามองนาง ในขณะที่กู้เซียนเอ๋อร์ประจันหน้าสบตาเขาอย่างมิเกรงกลัว ใบหน้าฉายแววเจ้าเล่ห์เย้ยหยัน ราวกับจะยั่วโทสะเขาให้ได้
และแน่นอน สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว หากนางนั้นอยากจะหาเรื่อง เขาย่อมเลือกที่จะสนองให้อย่างเต็มที่
เช่นเดียวกับครั้งก่อน มือใหญ่สีทองประดุจขุนเขาห้าลูกพุ่งเข้ากดทับลงมา เสียงฝ่ามือกระแทกดังสนั่น
ปัง!
กระดูกเซียนของกู้เซียนเอ๋อร์ที่กำลังฟื้นพลังพลันสงบลงทันใด ราวกับไฟแห่งทิฐิถูกกดข่มจนสิ้นฤทธิ์
“กู้ฉางเกอ... สักวันข้าจะทวงคืนทุกสิ่งอย่างแน่นอน...”
กู้เซียนเอ๋อร์กัดฟันกรอด ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและเดือดดาล
ทว่าขณะนั้น กู้ฉางเกอกลับมิแม้แต่จะสนใจนางอีกต่อไป เขาหันหลังนำพาบรรดาผู้ติดตามจากไป และทิ้งให้นางถูกฝ่ามือทองขนาดมหึมากดทับอยู่อย่างนั้น ความคั่งแค้นทำให้นางแทบจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนแทบแตกหัก
แม้นางจะรู้ดีว่าการถูกกดข่มเช่นนี้เป็นผลมาจากการที่นางยั่วโทสะเขาก่อน ทว่าการถูกจัดการเช่นนี้ต่อหน้าที่สาธารณะก็ยังน่าอับอายจนยากจะทานทน
ยามที่หลุดพ้นจากการกดทับ กู้เซียนเอ๋อร์พลันเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่กู้ฉางเกอจากไป ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความโกรธแค้นพรั่งพรูขึ้นมา สาปแช่งเขาในใจอย่างมิหยุดหย่อน ขอให้เขาสำลักน้ำตาย หรือไม่ขณะฝึกบำเพ็ญ ก็ขอให้เกิดพลังตีย้อนกลับจนธาตุไฟเข้าแทรก
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่อยู่โดยรอบต่างก็มิกล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย ได้แต่ยืนมองอยู่ไกลๆ ด้วยความหวาดกลัวและตกตะลึงที่ยังมิคลาย
“ถ้าหากมิใช่เพราะหาบ่อส้วมมิพบ...”
กลางเวหาไกลออกไป เสียงของกู้ฉางเกอดังขึ้นอย่างเสียดาย แววตายังฉายความผิดหวังอยู่เล็กน้อย
เขาหมายความดังเช่นที่เอ่ยจริงๆ ว่าอยากจะจับกู้เซียนเอ๋อร์โยนลงส้วมแล้วปิดผนึกนางไว้สักหลายปีเสียให้เข็ดหลาบ
หากน้องสาวมิใช่เป้าหมายที่เอาไว้กลั่นแกล้ง แล้วจะมีนางไว้เพื่อสิ่งใดกันเล่า
สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว นางซึ่งเป็นผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตนั้น ควรปล่อยให้ได้เติบโตตามวาสนาของตนเสียจะดีกว่า เขาเองก็ขี้เกียจจะไปขัดขวางอันใด
หลังจากนั้น กู้ฉางเกอก็ตรวจสอบหน้าจอคุณสมบัติของตนอย่างสบายอารมณ์ ครั้งนี้เขาได้กำไรมาอีก 5,000 แต้ม ถือว่าเป็นก้อนโตมิน้อยเลยทีเดียว
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นปลาย (ขั้นบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง: ระดับเทวะสวรรค์ ขั้นสูงสุด)
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 90 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…
ค่าชะตาสวรรค์: 20,000
ค่าวาสนา: 3,500 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 ยันต์ทำลายพันธนาการ *1 ยันต์เร้นอำพราง *1 การ์ดปล้นวาสนา *3
"นานแล้วที่มิได้เพิ่มพลัง ข้าชักจะรู้สึกว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรในยามนี้ต่ำเกินไปเสียแล้วสิ..."
กู้ฉางเกอกวาดสายตามองความก้าวหน้าในคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ โดยมิคิดจะเสียเวลาขบคิดหรือบำเพ็ญเพียรให้มากความ ดังนั้นในครั้งนี้ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เขาจึงตัดสินใจเพิ่มพลังขึ้นไปอีกขั้นในคราเดียว
พลังบำเพ็ญเพียรของเขาทะยานขึ้นสู่เทวะมายาขั้นต้นในทันที!
สำหรับเขาในตอนนี้ ระดับนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ก้าวเข้าสู่ขั้นที่เก้า ในห้วงจิตสำนึกของกู้ฉางเกอพลันปรากฏวิชาเร้นลับและมรรคาเทพมากมายที่ซ่อนอยู่ในขั้นนี้
ด้วยพรสวรรค์เหนือสิ้นพันธนาที่เกื้อหนุน ทำให้พลังของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น
"ต่อจากนี้ เย่หลิง เจ้าผู้เป็นแพะรับบาปของข้า คงมอบความประหลาดใจให้ข้าได้บ้างแล้วกระมัง..."
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของกู้ฉางเกอพลันปรากฏแววประหลาดเล็กน้อย
เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่อิ่นเหมยทิ้งไว้ให้เป็นการนำทาง เขาจึงติดตามร่องรอยนั้นไป
…
มินานนัก ข่าวการพ่ายแพ้และสิ้นชีพขององค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรโดยน้ำมือของกู้ฉางเกอ ก็แพร่สะพัดไปทั่วราวกับพายุโหมกระหน่ำ ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงทั่วทั้งแผ่นดินเซียนโบราณ ประหนึ่งแผ่นดินสะท้านสะเทือนถึงแก่นลึก
เหล่าคนรุ่นเยาว์ที่ได้ยินข่าวล้วนตะลึงลาน ดวงตาเบิกกว้างราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ หลายคนถึงกับรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งร่าง อีกทั้งยังรู้สึกคล้ายกับว่ากะโหลกศีรษะถูกแหวกออก วิญญาณสั่นสะท้านจนแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง
เมื่อเรื่องราวเบื้องหลังถูกเปิดเผย เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรต่างตกอยู่ในความเงียบงันและสั่นสะท้านถึงขีดสุด
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากน้องชายขององค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรหมายปองหญิงสาวในอาภรณ์เขียวผู้หนึ่ง คิดกระทำการอันมิชอบ ทว่าสุดท้ายกลับถูกสังหารเข้าแทน
องค์หญิงเจ็ดจึงโกรธแค้นหมายล้างแค้นให้กับน้องชาย นางจึงส่งเหล่าผู้คนจากเผ่าห้วงสมุทรและอัจฉริยะรุ่นเยาว์นับมิถ้วนไปตามล่าหญิงสาวผู้นั้น
ทว่าผู้ใดเล่าจะรู้ว่า หญิงสาวในอาภรณ์เขียวผู้นั้นเกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกอ ผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
การตามล่านี้ดำเนินไปหลายวัน จนท้ายที่สุดวังสมุทรก็ได้วางค่ายกลใหญ่ของเผ่าห้วงสมุทรปิดกั้นฟ้าดินเสียสิ้น บีบคั้นหญิงสาวในอาภรณ์เขียวจนไร้สิ้นหนทางหลบหนี
ทุกคนต่างคิดว่ามันคงเป็นเพียงการเข่นฆ่าธรรมดาที่มิมีทางพลิกผันได้ ทว่าในห้วงเวลานั้นเอง กู้ฉางเกอก็ปรากฏตัวขึ้น
ด้วยพลังที่แข็งแกร่งราวกับสายลมพายุ เขากวาดล้างอัจฉริยะรุ่นเยาว์นับมิถ้วนจนสิ้นซาก แม้แต่องค์หญิงเจ็ดผู้หยั่งรู้มรรคาเทพและครอบครองวิชาอันทรงอำนาจ ยังกลับพ่ายแพ้ในชั่วพริบตา จิตมรรคาของนางถึงกับพังทลาย
สุดท้าย องค์หญิงเจ็ดได้สิ้นชีพ ณ ที่แห่งนั้น เผ่าห้วงสมุทรและผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรของวังสมุทรล้วนถูกสังหารจนสิ้น ซากศพกระจัดกระจาย โลหิตเจิ่งนองไปไกลนับพันลี้
ในการศึกครั้งนี้ พลังที่กู้ฉางเกอเผยให้เห็น ทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินสั่นสะท้าน
"ผู้ต้องห้ามแห่งยุค!"
เมื่อคำนี้แพร่กระจายออกไป ก็ราวกับเป็นประหนึ่งอุกกาบาตพุ่งชนห้วงมหาสมุทร ก่อให้เกิดคลื่นลมบ้าคลั่งสะท้านสะเทือนสวรรค์และปฐพี
แม้แต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มั่นใจในความไร้เทียมทานของตน ก็ยังมิอาจห้ามตนมิให้สูดลมหายใจลึกได้ ต่างก็เผยสีหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน
กู้ฉางเกอแสดงพลังออกมาเพียงระดับจอมราชันขั้นปลาย ทว่ากลับสามารถสยบองค์หญิงเจ็ดผู้มีพลังถึงระดับจอมราชันขั้นสูงสุดได้อย่างง่ายดาย
ผลลัพธ์นี้ก่อให้เกิดกระแสความหวาดหวั่นไปทั่วทุกสารทิศ ผู้คนล้วนคาดเดาว่าระดับพลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกอนั้นย่อมมิใช่เพียงแค่ระดับจอมราชันขั้นปลายอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุด มิมีผู้ใดที่เคยได้เห็นไพ่ตายที่แท้จริงของเขา
องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร ผู้เป็นหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของคนรุ่นเยาว์ พลังฝึกบำเพ็ญเพียรของนางนั้นสูงถึงระดับจอมราชันขั้นสูงสุด ในหมู่คนรุ่นเยาว์ จะมีสักกี่คนที่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
ทว่านางกลับมิอาจต้านทานกู้ฉางเกอได้แม้เพียงชั่วขณะเดียว
ในศึกครั้งนั้น กู้ฉางเกอยังเผยให้เห็นถึงวิชากระบี่ที่เกรี้ยวกราดรุนแรง คลื่นกระบี่เพียงสายเดียวกลับสามารถปลิดชีพอัจฉริยะรุ่นเยาว์ได้หลายคนในชั่วพริบตา
เรื่องราวนี้ทำให้เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายทั่วแผ่นดินเซียนโบราณขนลุกเกรียว ทั้งหวาดเกรงอยู่ลึกๆ ในใจ
พวกเขาต่างเอ่ยถามตนเองว่า หากต้องเผชิญหน้ากับวิธีการอันน่าหวาดหวั่นเช่นนี้ เกรงว่าคงมิอาจต้านทานได้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
ในความเงียบงันนั้น เงาของกู้ฉางเกอเปรียบประดุจขุนเขามหึมาที่ตั้งตระหง่านเหนือศีรษะของพวกเขา กลายเป็นแรงกดทับที่หนักหน่วงจนยากจะหายใจ…
“ผู้ต้องห้ามแห่งยุค... พลังของศิษย์มรรคากู้ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ข้าเองก็พลอยทำให้เขาเสื่อมเสียไปด้วยเสียเปล่า ที่เขาได้รับการขนานนามว่าแข็งแกร่งทัดเทียมกับข้า”
ภายนอกถ้ำโบราณแห่งหนึ่งที่มีหมอกเซียนเอ่อล้นพวยพุ่ง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนสงบนิ่ง รอบกายถูกรายล้อมไปด้วยสัตว์วิเศษทั้งสี่และวงแหวนเทพเรืองรอง เขาส่ายศีรษะพลางยิ้มเจื่อน ใบหน้าฉายแววสั่นสะท้าน
เขาผู้นั้นคือเย่หลางเทียน
ในช่วงเวลามินานมานี้ เขาเพิ่งจะทะลวงพลังขึ้นสู่ระดับจอมราชันขั้นกลางได้เท่านั้น ทว่าหากต้องประจันหน้ากับองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร เขาก็ยังมิอาจมั่นใจว่าจะเอาชนะนางได้
ทว่ากู้ฉางเกอกลับสามารถสังหารนางได้อย่างง่ายดาย
ความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนี้ มิมีความจำเป็นจะต้องเอ่ยคำอธิบายใดอีก
“ในหมู่คนรุ่นเยาว์ เว้นเสียแต่บุตรแห่งจักรพรรดิที่แท้จริง หรือพวกอัจฉริยะแห่งยุคบรรพกาลที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ตั้งแต่ครั้งอดีต เกรงว่าคงมิมีผู้ใดที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของศิษย์มรรคากู้ได้อีกแล้ว”
เย่หลางเทียนถอนหายใจยาว มิใช่ว่าจิตมรรคาของเขาหวั่นไหวหรือหวาดกลัวต่อกู้ฉางเกอ ทว่าเขาตระหนักดีว่า ความต่างนี้มิอาจถมช่องว่างได้ด้วยเพียงพรสวรรค์หรือการบำเพ็ญเพียร
การยอมรับความจริงและเข้าใจถึงขีดจำกัดของตนเอง หาใช่เรื่องที่น่าอับอายไม่
เหตุการณ์ทำนองนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในหลายสถานที่ของแผ่นดินเซียนโบราณ เสียงสะท้านของข่าวนี้ก็ดังก้องไปทั่ว
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ที่เดินทางมาถึงแผ่นดินเซียนโบราณนั้นมีจำนวนมหาศาล แค่เพียงบรรดาสำนักและนิกายจากดินแดนอนันต์สวรรค์ ก็มีจำนวนนับอนันต์แล้ว ยิ่งมิต้องพูดถึงผู้คนจากดินแดนอื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา
ทว่าข่าวการที่กู้ฉางเกอสังหารองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรกลับสร้างความตื่นตระหนกได้มากยิ่งกว่าการปรากฏตัวของศาสตราวิเศษเสียอีก
…
ในขณะเดียวกัน
บริเวณทางทิศตะวันออกของแผ่นดินเซียนโบราณ การต่อสู้สุดสะท้านฟ้าดินได้อุบัติขึ้น
ภูเขาน้อยใหญ่และทะเลสาบนับมิถ้วนได้ถูกทำลายจนกลายเป็นผุยผง แรงสั่นสะเทือนแผ่กระจายไปไกลนับพันลี้
ผู้ประมือทั้งสองคือสตรี
ฝ่ายหนึ่งสวมอาภรณ์กว้างพลิ้วไหว ผมยาวสีดำสนิทสยายปลิว ดวงหน้างดงามราวกับภาพวาด มือหยกขาวไร้ตำหนิสะบัดผ่านห้วงเวหา แสงสว่างเรืองรองสาดประกายรุนแรง ประหนึ่งมหาพลังแห่งสวรรค์อุบัติขึ้นกลางฟ้าดิน
ประกายแสงเงินอันเจิดจ้าผุดขึ้นจากปลายนิ้วของนาง แปรเปลี่ยนเป็นเส้นเถาวัลย์สีเงินที่หยั่งรากลึกลงไปในความว่างเปล่า ใบเถาแปรเปลี่ยนหมุนคว้าง แสงแหลมคมพร่างพรายราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
นั่นคือวิชาศาสตราเทพของเยวี่ยหมิงคง ซึ่งแข็งแกร่งถึงขนาดที่สามารถเทียบเคียงได้กับวิชาแห่งจักรพรรดิได้อย่างมิเกินเลย
ทว่าในเวลานี้ กลับมีผู้ต้านทานมันได้
แม้สีหน้าของนางจะสงบนิ่งเยือกเย็น ดวงตาลึกซึ้งราวกับห้วงมหาสมุทร ทว่าลึกลงไปภายในใจ กลับซ่อนความกังวลเอาไว้เล็กน้อย
วิชาในมือของนางนั้นยิ่งใหญ่ราวกับเทพสวรรค์ ทว่ากลับมิอาจสยบศัตรูเบื้องหน้าได้โดยง่าย
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่อยู่โดยรอบต่างตกตะลึงพรึงเพริด ราวกับได้เห็นจักรพรรดินีไร้เทียมทานผู้หนึ่งเหยียบย่างลงมาจากเบื้องฟ้า มือหยกแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งจักรวาล ประหนึ่งราชินีที่พร้อมจะครอบครองทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า
คู่ต่อสู้ของนาง คือสตรีผู้สูงสง่าพร้อมกับเขามังกรที่ผุดขึ้นจากหน้าผาก ดวงหน้างดงามทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดัน บนกายสวมเพียงอาภรณ์อันเรียบง่าย ทว่ากลับแผ่พลังอันเกรี้ยวกราดและหยิ่งผยอง
เลือดลมภายในร่างของนางไหลเวียนรุนแรงราวกับมหาสมุทรเดือดพล่าน จนกล่าวได้ว่า มังกรแท้ในวัยเยาว์ได้อุบัติขึ้นอีกครั้ง
เพียงการสะบัดแขนแค่ครั้งเดียว ห้วงอากาศก็ถึงกับปริแตก ส่งเสียงดังสนั่นประหนึ่งฉีกเปิดห้วงอากาศจนกลายเป็นโพรงมืด
พลังอันมหาศาลเช่นนี้ทำให้เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่อยู่รอบข้างตัวสั่นสะท้าน หวาดกลัวว่าหากเข้าใกล้แม้เพียงนิด ก็คงมิแคล้วจะต้องถูกบดขยี้จนกลายเป็นหมอกโลหิต
ณ เวลานี้ เยวี่ยหมิงคงอาบไล้ไปด้วยแสงสีเงินสุกสว่าง ราวกับนางกลายเป็นจุดศูนย์กลางของฟ้าดิน ทุกอณูของพื้นที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของนาง เพียงโบกสะบัดมือ ก็คล้ายกับสามารถยกฟ้าถล่มปฐพี ก่อให้เกิดเสียงกัมปนาทสะท้อนก้องไปทั่ว
แม้นางจะครอบครองพลังอันไร้ขอบเขต ทว่านางเองก็มิอาจปะทะกับพลังของศัตรูเบื้องหน้าได้โดยตรง
ในห้วงเวลานี้ นางจึงต้องอาศัยเพียงวิชาลึกล้ำเข้าต่อกรกับอีกฝ่าย
"ผู้สืบทอดแห่งจักรพรรดิอย่างเยวี่ยหมิงคงนั้นทรงพลังยิ่งนัก! ปกติแล้วนางมิเคยเผยเขี้ยวเล็บให้ผู้ใดได้พบเห็น ทว่าในยามนี้ พลังของนางกลับน่าตกตะลึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!"
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่อยู่โดยรอบต่างสะท้านสะเทือนในใจ
ท่วงท่าของเยวี่ยหมิงคงในยามนี้ ราวกับเป็นราชินีผู้ยืนหยัดอยู่เหนือฟ้าดิน เพียงหนึ่งความคิด นางก็สามารถแผ่รัศมีบงการทุกสรรพสิ่ง มิมีผู้ใดจะกล้าทัดเทียม
"นี่คือวิชาและมรรคาเทพของผู้สืบทอดแห่งจักรพรรดิ! กู้ฉางเกอผู้เป็นประมุขน้อยแห่งตระกูลกู้นั้นแข็งแกร่งเพียงใดนั้นก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ทว่ามิคาดคิดเลยว่า คู่หมั้นของเขาก็ทรงพลังได้ถึงเพียงนี้!"
"ทว่าคู่ต่อสู้ของนางคือผู้ใดกัน เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนใด รูปลักษณ์ช่างแปลกตานัก มิคุ้นหน้าค่าตาเลยสักนิด คงมิใช่คนจากโลกภายนอกแน่ และที่น่าตกใจก็คือ ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของนางได้ทะลวงถึงขั้นเทวะมายาได้แล้ว นี่ช่างน่าเหลือเชื่อ!"
เสียงถกเถียงจากผู้ชมรอบข้างดังขึ้นมิหยุด ต่างคนต่างใจสั่นระรัว มิใช่เพราะขลาดกลัว ทว่าเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นเกินจะบรรยาย
เยวี่ยหมิงคงนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ทว่ากลับมิอาจเอาชนะสตรีผู้มีเขามังกรเบื้องหน้านางได้
ทันใดนั้น บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเบิกตากว้าง ราวกับนึกถึงสิ่งใดขึ้นมาได้ ก่อนจะอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นสะท้าน
"รูปโฉมเยี่ยงนี้...หรือว่านางจะเป็นคนจากตระกูลเซียนโบราณกัน"
"ตระกูลเซียนโบราณมิใช่ว่าสูญสิ้นไปแล้วหรือ ต่อให้แผ่นดินเซียนโบราณจะกว้างใหญ่เพียงใด ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุคเซียนโบราณมิใช่หรือ หรือว่าที่นี่ ยังมีคนของตระกูลเซียนโบราณหลงเหลืออยู่"
ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้เหล่าผู้คนรอบข้างสะดุ้งเฮือก ความเหลือเชื่อปรากฏอยู่ในแววตาของพวกเขา
ตระกูลเซียนโบราณ เพียงได้ยินชื่อก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่และลึกลับ เพราะพวกเขาคือสายเลือดที่สืบทอดมาจากยุคเซียนโบราณอันรุ่งเรือง นับจากอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน พวกเขาคือเผ่าพันธุ์ที่แผ่รัศมีอำนาจอันเกรียงไกร
หากบนแผ่นดินเซียนโบราณนี้มีตระกูลเซียนโบราณอยู่จริง เช่นนั้นเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ก็ย่อมเป็นได้เพียงแค่ผู้ติดตาม หรือไม่ก็...ทาสรับใช้เท่านั้น
ตระกูลเซียนโบราณนั้นลึกลับมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แท้จริงแล้วเผ่าพันธุ์มากมายในยุคปัจจุบันล้วนมีสายเลือดของพวกเขาสืบทอดอยู่
และหากบนแผ่นดินเซียนโบราณแห่งนี้ยังมีตระกูลเซียนโบราณหลงเหลืออยู่จริง เหล่าคนรุ่นเยาว์แห่งเผ่าพันธุ์เหล่านั้นย่อมเหนือกว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากโลกภายนอกอย่างแน่นอน
สตรีผู้มีเขามังกรตรงหน้านี้ก็คือตัวอย่างอันชัดเจน
แม้มองเพียงผิวเผิน นางก็มีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ทว่าพลังบำเพ็ญกลับบรรลุถึงขอบเขตเทวะมายา และอาจเหนือกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากโลกภายนอกเสียด้วยซ้ำ
เสียงรอบข้างเหล่านี้ย่อมมิอาจเล็ดลอดไปจากหูของเยวี่ยหมิงคง แม้สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยดั่งเดิม ทว่าภายในใจกลับกระจ่างชัดยิ่ง
ในฐานะผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ นางย่อมรู้ดีว่าบนแผ่นดินเซียนโบราณแห่งนี้มีตระกูลเซียนโบราณซ่อนเร้นอยู่จริง
และสตรีผู้มีเขามังกรตรงหน้านี้ คือหนึ่งในอัจฉริยะของตระกูลเซียนโบราณ
มิเช่นนั้น นางก็คงมิประมือจนยืดเยื้อการต่อสู้ได้ถึงเวลานี้
เยวี่ยหมิงคงเองก็มิคาดคิดว่าจะได้เผชิญหน้ากับตระกูลเซียนโบราณในที่แห่งนี้
อีกฝ่ายมีสายเลือดแห่งมังกรอันแท้จริงไหลเวียนอยู่ในร่าง พลังแห่งกายเนื้อแข็งแกร่งจนยากจะหาผู้ใดทัดเทียม อีกทั้งบรรพบุรุษของพวกเขา มหามังกรต้นกำเนิด ยังเป็นที่ร่ำลือกันว่ามีพลังบำเพ็ญเพียรเหนือกว่าระดับเซียนแท้เสียอีก
ในฐานะอัจฉริยะผู้เป็นเลิศของชนรุ่นหลังแห่งตระกูลมังกร พลังของสตรีมังกรผู้นี้ย่อมมิอาจดูแคลนได้
หากเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ เกรงว่าคงมิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้ด้วยซ้ำ หรือไม่ก็อาจถูกบดขยี้อย่างไร้หนทางสู้
ยิ่งไปกว่านั้น เยวี่ยหมิงคงยังรับรู้มาว่า ในแผ่นดินเซียนโบราณแห่งนี้ยังมีบุรุษผู้หนึ่งที่มีพรสวรรค์เลิศล้ำเหนือฟ้าดินซึ่งมีนามว่าหลงเถิง เขาเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีวาสนาแห่งมังกรแท้
พลังของเขาแข็งแกร่งไร้ผู้เทียมทาน ทว่านิสัยกลับหยิ่งทะนง หาญกล้าถึงขนาดประกาศตนว่าเป็นผู้แข็งแกร่งในอันดับสองของใต้หล้า และมิมีผู้ใดคู่ควรจะยืนเป็นอันดับที่หนึ่งนำหน้าเขา
ในชาติภพที่แล้ว หลังจากหลงเถิงออกจากแผ่นดินเซียนโบราณ เขาก็มุ่งหน้าสู่โลกภายนอก ท้าประลองกับเหล่าผู้ทรงอำนาจทั่วทุกสารทิศ มิรู้จักคำว่าพ่ายแพ้ ทว่ามินานนักเขาก็หายสาบสูญไป
ในมุมมองของเยวี่ยหมิงคงในยามนี้ เหตุที่หลงเถิงหายสาบสูญไปนั้น เก้าในสิบส่วนก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกอ
"หากมิใช่เพราะมีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรมากมายอยู่รอบข้าง ทำให้ข้ามิอาจใช้วิชาบางอย่างได้แล้วนั้น นางจะฉุดรั้งข้าไว้ได้นานถึงเพียงนี้หรือ..."
เยวี่ยหมิงคงขมวดคิ้ว ว้าวุ่นในใจอยู่เล็กน้อย ด้วยเพราะนางยังมิล่วงรู้ถึงข่าวสารจากทางฝั่งของกู้เซียนเอ๋อร์ จึงอดมิได้ที่จะเป็นกังวลขึ้นมา
ขณะนั้นเอง สตรีมังกรเบื้องหน้านางพลันเอ่ยปากขึ้น โดยใช้ภาษาของโลกภายนอกอย่างชัดเจน
"ผู้มาเยือนจากต่างแดน เจ้าช่างแข็งแกร่งนัก หากเราอยู่ในขอบเขตพลังเดียวกัน ข้าก็คงมิอาจเอาชนะเจ้าได้"
"ข้าจะให้โอกาสเจ้า สยบยอมต่อผู้สืบทอดแห่งเผ่ามังกรของข้า ท่านหลงเถิงย่อมเห็นคุณค่าในสตรีเช่นเจ้าเป็นแน่"
...