เหล่าศิษย์รับใช้ต่างเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังลานของศิษย์รับใช้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสิทธิ์เข้าสอบ เพราะที่หน้าทางเข้าลานทดสอบนั้น มีศิษย์สายนอกหลายคนยืนตรวจรายชื่ออยู่อย่างเข้มงวด
ผู้เข้าสอบทุกคนจำเป็ต้องนำโอสถที่ตนเองหลอมมาส่งเพื่อตรวจสอบเป็ด่านแรก หากผู้ใดไม่สามารถแสดงโอสถที่หลอมด้วยตนเองได้ ผู้นั้นจะหมดสิทธิ์เข้าสอบทันที
ไม่นานนัก เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากแถวด้านหน้า "ข้าเป็ผู้หลอมจริง! เหตุใดจึงไม่ให้ข้าเข้าสอบ!"
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งหน้าซีดเผือด พยายามอธิบายด้วยสีหน้าร้อนรน แต่ศิษย์สายนอกกลับส่ายหน้า ก่อนยื่นขวดหยกคืนให้
"โอสถเม็ดนี้มีร่องรอยพลังิญญาของผู้อื่น เ้ายังกล้านำมาสวมรอยอีกหรือ"
ชายผู้นั้นตัวสั่น พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"ตัดสิทธิ์เข้าสอบ" เพียงสี่คำสั้น ๆ ก็ทำให้ทั่วทั้งแถวตกอยู่ในความเงียบงัน ชายคนนั้นถูกพาตัวออกไปทันที ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยทักท้วงแม้แต่น้อย
อาเหมียวกลืนน้ำลาย ก่อนกระซิบกับเหวินซานด้วยสีหน้าตื่น ๆ "น้องเหวิน... ดูเหมือนสำนักจะตรวจร่องรอยพลังิญญาที่หลงเหลืออยู่ในโอสถด้วย หากซื้อของคนอื่นมาคงปิดบังไม่ได้แน่"
อาเหมียวกลืนน้ำลายลงคออย่างประหม่า ก่อนจะหยิบขวดหยกใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเขาเปิดฝาออกภายในมีโอสถรวบรวมิญญาขั้นต้นวางอยู่หนึ่งเม็ด แม้จะหลอมสำเร็จแต่ผิวของเม็ดยานั้นกลับไม่เรียบเนียน แล้วยังมีรอยไหม้สีดำติดอยู่บริเวณขอบเม็ดเล็กน้อย
ศิษย์สายนอกรับโอสถไปพิจารณา เขาพลิกดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า "แม้คุณภาพจะด้อยไปหน่อย แต่ถือว่าหลอมสำเร็จ ผ่าน" กล่าวจบเขาก็ส่งป้ายไม้สลักคำว่า "ผู้เข้าสอบ" ให้อาเหมียว
อาเหมียวรับป้ายมาด้วยความโล่งอกก่อนจะรีบหันมายิ้มให้เหวินซาน "เกือบคิดว่าจะไม่ผ่านเสียแล้ว" เหวินซานยิ้มบาง ๆ
อาเหมียวเกาหัวด้วยความเขินอาย "ถึงจะดำไปหน่อย... แต่กินได้ก็พอแล้ว" คำพูดของเขาทำให้ศิษย์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลายคนหัวเราะออกมา บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก่อนการสอบจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ขณะที่เหวินซานกำลังรอตรวจโอสถอยู่นั้น เสียงซุบซิบดังขึ้นจากแถวด้านหน้า ทำให้ผู้คนต่างชะโงกหน้ามองด้วยความสนใจ
"คนนั้นมาแล้ว..."
"นั่นไง... เซียวอวิ๋น..."
ท่ามกลางกระแสการพูดคุยที่อื้ออึง ชายหนุ่มในชุดศิษย์รับใช้ที่สะอาดเรียบร้อย ก็เดินแหวกผ่านฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง สีหน้าของเขาราบเรียบไร้ร่องรอยของความตื่นเต้นหรือกังวล ศิษย์รอบข้างที่ขวางทางอยู่กลับถอยกรูดเปิดทางให้เขาอย่างเป็ธรรมชาติ
"ได้ยินข่าวมาว่าการทดสอบครั้งล่าสุด เขาสามารถหลอมโอสถรวบรวมิญญาได้คุณภาพระดับสูงสุดเชียว!" ศิษย์คนหนึ่งกระซิบกับสหายข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
"จริงรึ" สหายของเขาถามกลับด้วยความประหลาดใจ
"จริงสิ! ผู้าุโยังเคยกล่าวชมเชยด้วยตนเองเลย งานนี้ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ปีนี้ตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบคงหนีไม่พ้นมือเขาแน่นอน"
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องด้วยความนับถือและยำเกรง เซียวอวิ๋นเดินผ่านกลุ่มคนไปอย่างแ่เบา สายตาของเขาไม่ได้หยุดแวะมองใครเป็พิเศษ
แต่ในจังหวะที่เขาเดินผ่านเหวินซานไป ชายหนุ่มก็เหลือบมองเหวินซานด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะมุ่งหน้าไปสู่จุดตรวจโอสถ
เหวินซานมองตามแผ่นหลังของเซียวอวิ๋นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บสายตากลับมา
ไม่นานนักก็ถึงตาของเหวินซาน เขาหยิบขวดหยกออกมาจากอกเสื้อด้วยท่าทางสงบนิ่ง ภายในบรรจุโอสถรวบรวมิญญาเพียงเม็ดเดียว ศิษย์สายนอกรับขวดหยกไปแล้วเปิดฝาออกช้า ๆ
ทันทีที่ฝาขวดเปิดออก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของโอสถก็ลอยฟุ้งออกมา ชายหนุ่มผู้ตรวจชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเทโอสถลงบนฝ่ามือ เม็ดยาสีเขียวอ่อนนั้นกลมมนและมีผิวเรียบเนียนกว่าโอสถของศิษย์รับใช้ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังมีตำหนิอยู่บ้างเล็กน้อยแต่ก็นับว่าค่อนข้างสมบูรณ์
ศิษย์สายนอกมองเหวินซานอีกครั้งด้วยความสนใจก่อนถามขึ้นว่า "เ้าหลอมเองหรือ" เหวินซานประสานมือตอบ "ขอรับ" อีกฝ่ายพยักหน้าเบา ๆ ก่อนใช้พลังิญญาตรวจสอบโอสถครู่หนึ่ง แล้วจึงส่งคืนให้พร้อมกับยื่นป้ายผู้เข้าสอบอีกอัน "ผ่าน"
แม้จะเป็เพียงคำสั้น ๆ แต่ศิษย์สายนอกผู้นั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองเหวินซานอีกครั้ง เพราะสำหรับศิษย์รับใช้แล้ว โอสถระดับนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย เหวินซานรับป้ายมาพร้อมโค้งคำนับเล็กน้อย "ขอบคุณขอรับ" ก่อนจะเดินเข้าไปยังลานสอบอย่างเงียบเชียบ โดยไม่รู้เลยว่าบนแท่น้านั้น ผู้าุโหวงได้เห็นโอสถเม็ดนั้นั้แ่ตอนที่เปิดฝาขวดแล้ว ชายชราลูบเคราพลางพยักหน้าก่อนจะพึมพำเบา ๆ ว่า "เด็กคนนี้... ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นอีกแล้ว..."
ผู้เข้าสอบกว่าร้อยคนยืนเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบอยู่กลางลานหินกว้าง เบื้องหน้าของพวกเขาคือแท่นหินสูงที่เหล่าผู้าุโนั่งเรียงรายกันอยู่
นอกจากผู้าุโหวงแล้ว ยังมีผู้าุโจากหอโอสถอีกหลายคนร่วมเป็กรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วย ศิษย์ผู้ช่วยทยอยเดินแจกป้ายไม้ให้แก่ผู้เข้าสอบทุกคน โดยบนป้ายนั้นสลักหมายเลขสำหรับใช้ระบุตัวตน เพื่อให้การตรวจข้อสอบเป็ไปอย่างยุติธรรมที่สุด ไม่ตัดสินจากชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
เมื่อทุกคนได้รับป้ายประจำตัวเรียบร้อยแล้ว ผู้าุโหวงจึงก้าวออกมาข้างหน้า สายตาของเขาไล่ผ่านผู้เข้าสอบทั่วทั้งลานอย่างสงบนิ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "การสอบครั้งนี้... แบ่งออกเป็สามด่าน ผู้ที่มีคะแนนรวมผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงจะได้รับการเลื่อนระดับเป็ศิษย์สายนอก" ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้เข้าสอบหลายคนต่างกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ผู้าุโหวงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกังวาน "การสอบแต่ละด่านจะตัดสินจากความสามารถที่แท้จริง ห้ามช่วยเหลือกัน และหากผู้ใดทุจริต... จะถูกตัดสิทธิ์ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น" ทั่วทั้งลานพลันเงียบสงัดลงในพริบตา ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย ผู้าุโหวงโบกมือเป็สัญญาณว่าด่านแรกได้เริ่มต้นแล้ว
สิ้นเสียงของผู้าุโหวง ศิษย์ผู้ช่วยหลายสิบคนก็ทยอยเดินออกมาจากมุมลาน แต่ละคนถือถาดไม้ใบใหญ่ในมือ
ภายในถาดเ่าั้บรรจุสมุนไพรนับร้อยต้นที่ดูคล้ายคลึงกันจนยากจะแยกออก ไม่นานนักถาดสมุนไพรทั้งหมดก็ถูกนำไปวางลงตรงหน้าของผู้เข้าสอบทุกคน นี่คือด่านทดสอบพื้นฐานของนักปรุงยา การจำแนกสมุนไพร
ผู้าุโหวงกวาดสายตามองทั่วทั้งลานก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ด่านแรกแยกสมุนไพร ภายในถาดของพวกเ้ามีสมุนไพรทั้งหมดห้าสิบต้น ผู้เข้าสอบต้องแยกประเภทสมุนไพรให้ถูกต้อง พร้อมเขียนชื่อและสรรพคุณพื้นฐาน เวลาหนึ่งชั่วยาม" เมื่อสิ้นเสียงทั่วทั้งลานก็เงียบกริบ หลายคนสูดหายใจลึกก่อนจะรีบลงมือทำทันที
เหวินซานไม่ได้รีบร้อน เขาหลับตาลงเพื่อทำสมาธิ จากนั้นจึงหยิบสมุนไพรต้นแรกขึ้นมา ดวงตากวาดมองั้แ่ปลายใบ เส้นกลางใบ ก้าน ไปจนถึงราก ก่อนจะใช้นิ้วขยี้ใบเบา ๆ แล้วสูดกลิ่น
จากนั้นเด็กหนุ่มจึงวางสมุนไพรลงในกองแรก ต้นที่สอง ต้นที่สาม... ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็ไปอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง
เหวินซานเหลือบมองไปยังอีกฟากของลานสอบ ภาพของเซียวอวิ๋นปรากฎแก่สายตา ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังขยับมือด้วยจังหวะที่แม่นยำและรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาแยกสมุนไพรแต่ละชนิดออกจากกันด้วยท่าทีที่เฉยเมย ราวกับว่าโจทย์ที่วางอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่เขาเคยผ่านมือมานับครั้งไม่ถ้วน ศิษย์รับใช้ที่อยู่ใกล้เคียงหลายคนลอบมองการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของเขา
เหวินซานมองดูอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะดึงสายตากลับมาสู่ภารกิจของตนโดยไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำ เขาก้มหน้าลงสู่กองสมุนไพรในมือของตนเองอีกครั้ง สองมือที่ผ่านการคัดแยกสมุนไพรมานับไม่ถ้วนในทุก ๆ วันเริ่มทำงานอย่างเป็จังหวะที่มั่นคงและละเอียดอ่อน
"เร็วไม่ได้หมายความว่าถูกต้อง"
เหวินซานก้มหน้าคัดแยกต่อไป ปลายนิ้วตรวจดูทุกอย่าง เขาไม่ข้ามแม้แต่จุดเดียว
อีกด้านหนึ่งอาเหมียวกำลังแยกสมุนไพรอย่างวุ่นวาย "ต้นนี้... หรือจะกองนี้... เอ๊ะ... ไม่ใช่..." เขาเกาหัวจนผมยุ่งเหยิง เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงมาตามหน้าผาก ผู้เข้าสอบหลายคนเองก็ไม่ต่างกัน บางคนเริ่มสลับกองไปมาด้วยความลังเล บางคนขมวดคิ้วแน่นด้วยความสับสน และบางคนถึงกับถอนหายใจออกมาไม่หยุด
เวลาผ่านไปจนครบครึ่งชั่วยาม เหวินซานเพิ่งแยกได้เพียงครึ่งถาด แต่สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง เพราะเขาไม่ได้้าแค่ความ "เร็ว" แต่เขา้าความ "ถูกต้อง"
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหวินซานเพิ่งจัดแยกสมุนไพรเสร็จทั้งหมด เขากวาดตามองกองสมุนไพรตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย
สมุนไพรต้นหนึ่งถูกวางไว้ผิดกอง เหวินซานจึงหยิบมันขึ้นมาตรวจดูซ้ำ ไล่ั้แ่เส้นใบ ก้าน ไปจนถึงราก ก่อนจะย้ายมันไปอีกกอง
"เกือบพลาดแล้ว" เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนรีบหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด
ขณะนั้นเอง ศิษย์ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ด้านหน้าลานก็เอ่ยเตือนด้วยเสียงกังวาน "เหลือเวลาอีกสิบลมหายใจ"
ผู้เข้าสอบหลายคนถึงกับหน้าซีด บางคนรีบเร่งเขียนคำตอบจนหมึกกระเด็นเปรอะกระดาษ ขณะที่บางคนยังคงก้มหน้าคัดแยกสมุนไพรด้วยสีหน้าร้อนรน
เหวินซานสูดลมหายใจลึก บังคับให้จิตใจสงบนิ่ง ก่อนเร่งปลายพู่กันให้เร็วขึ้น ทันทีที่เขาเขียนบรรทัดสุดท้ายเสร็จ เสียงระฆังก็ดังขึ้นก้องทั่วลาน
กัง..
เหวินซานวางพู่กันลงพอดี
ระหว่างนั้นผู้าุโหวงเดินตรวจผู้เข้าสอบทีละคน เมื่อเดินมาถึงด้านหลังของเหวินซานเขาก็หยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย
สายตาของเขาเหลือบเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ได้แยกสมุนไพรตามสายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังจัดเรียงตามคุณสมบัติของตัวยา สมุนไพรฤทธิ์เย็นถูกแยกไว้อยู่กองเดียวกัน สมุนไพรฤทธิ์ร้อนอยู่อีกกอง แม้จะเป็สมุนไพรคนละชนิดกันแต่กลับถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบ
ผู้าุโหวงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา เขาเดินผ่านไปช้า ๆ
หลังจากด่านแรกผ่านไป ผู้เข้าสอบจำนวนทั้งหมดก็ยังคงยืนอยู่ในลานสอบ ผู้าุโกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า "ด่านที่สอง ไม่ใช่การหลอมโอสถ แต่เป็การตรวจโอสถ" กล่าวจบศิษย์ผู้ช่วยก็นำถาดหยกออกมาวางบนโต๊ะของผู้เข้าสอบทุกคน
ภายในถาดมีโอสถสิบเม็ดเรียงเป็แถว ซึ่งสี รูปร่าง และกลิ่นของพวกมันแทบจะไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ผู้าุโหวงกล่าวต่อว่า "โอสถรวบรวมิญญาทั้งสิบเม็ดนี้มีทั้งโอสถที่สมบูรณ์ โอสถที่หลอมผิดพลาด และโอสถที่เสื่อมคุณภาพ พวกเ้าต้องแยกให้ถูกต้องพร้อมอธิบายเหตุผล ห้ามชิม ห้ามบด ใช้ได้แค่สายตา กลิ่น และประสบการณ์ของพวกเ้าเท่านั้น"
ผู้เข้าสอบหลายคนก็เริ่มขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ บางคนหยิบโอสถขึ้นมาจ้องมองทีละเม็ดอย่างละเอียด บางคนดมซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสีหน้าเริ่มแสดงความวิตกกังวลออกมา
อีกด้านหนึ่งเหวินซานหยิบโอสถเม็ดแรกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้รีบเร่งเขียนคำตอบ แต่ค่อย ๆ พิจารณาผิวของเม็ดยา ความมันวาว รอยแตกร้าว รวมถึงกลิ่นอ่อน ๆ ที่โชยออกมาจากโอสถแต่ละเม็ดอย่างใจเย็น
โอสถเม็ดที่หนึ่ง เขาสรุปได้ว่าสมบูรณ์ เม็ดที่สอง เขาพบว่าเพลิงแรงเกินไปเล็กน้อยทำให้ตัวยาแห้งกว่าปกติ ส่งผลให้ฤทธิ์ยาลดลงไปประมาณหนึ่งส่วน เม็ดต่อไป แม้รูปร่างจะสวยงาม แต่กลิ่นกลับจางผิดปกติซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันถูกเก็บไว้นานเกินไปจนพลังยาสูญเสียไปหมดแล้ว
เหวินซานเขียนข้อสังเกตลงบนกระดาษอย่างเป็ระเบียบ ทุกบรรทัดที่เขาเขียนนั้นสั้นแต่ชัดเจนและตรงประเด็น ในขณะเดียวกันอาเหมียวกลับเริ่มเวียนศีรษะ "กลิ่นเหมือนกันไปหมด... จะแยกอย่างไร..." เขาพึมพำพลางเกาหัวไม่หยุดจนศิษย์ที่อยู่ข้าง ๆ แอบหัวเราะเบา ๆ ให้กับท่าทางของเขา
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ผู้เข้าสอบหลายคนเริ่มวางพู่กันด้วยท่าทีที่ไม่มั่นใจ มีเพียงเหวินซานที่ยังคงตรวจโอสถเม็ดสุดท้าย เด็กหนุ่มกลับไม่ได้เขียนคำตอบในทันที
เขาหมุนเม็ดยาไปมาอยู่หลายครั้ง สี กลิ่น และรูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างจากโอสถรวบรวมิญญาเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว 'หรือข้าจะคิดมากเกินไป...'
เขาหลับตาลง สูดกลิ่นอีกครั้ง ก่อนเปลี่ยนมุมถือให้แสงตกกระทบผิวเม็ดยา ทันใดนั้น ประกายสีแดงจาง ๆ ใต้ผิวโอสถก็สะท้อนผ่านสายตาเพียงชั่วพริบตา
เหวินซานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบโอสถอีกเม็ดขึ้นมาเปรียบเทียบ หลังตรวจสอบซ้ำหลายรอบ เขาจึงจุ่มพู่กันลงในหมึก แล้วเขียนคำตอบบรรทัดสุดท้ายลงอย่างมั่นใจ
“โอสถเม็ดที่สิบไม่ใช่โอสถรวบรวมิญญา แต่เป็โอสถรวมโลหิตซึ่งถูกเคลือบสีและกลิ่นให้ใกล้เคียงกัน”
เมื่อผู้าุโหวงเดินผ่านด้านหลังของเหวินซาน สายตาของเขาหยุดอยู่ที่คำตอบนั้น มุมปากของชายชราพลันกระตุกขึ้นเล็กน้อยเพราะโอสถเม็ดสุดท้ายคือข้อหลอกที่เขาจงใจใส่เข้ามาเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าสอบเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้
หลังจากสิ้นสุดด่านที่สอง ผู้าุโหวงจึงลุกขึ้นอีกครั้งและประกาศว่า "ด่านสุดท้าย... ทดสอบการควบคุมเพลิง" ศิษย์ผู้ช่วยหลายคนก็ทยอยยกเตาหลอมเปล่าออกมาวางเบื้องหน้าผู้เข้าสอบทุกคน โดยไม่มีสมุนไพรและไม่มีโอสถ มีแค่เตาหลอมเท่านั้น ผู้เข้าสอบหลายคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย
ผู้าุโหวงจึงกล่าวต่อว่า "นักปรุงยาหากควบคุมเพลิงไม่ได้ ต่อให้มีตำรับยาชั้นยอดก็ไม่มีวันหลอมโอสถชั้นสูงได้ ด่านนี้พวกเ้ามีหน้าที่เพียงควบคุมเปลวเพลิงแบ่งเป็สามระดับ คือ เพลิงอ่อน เพลิงกลาง และเพลิงแรง อย่างละหนึ่งเค่อ ห้ามดับ ห้ามแกว่ง เริ่มได้"
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้เข้าสอบต่างเริ่มโคจรพลังและเปลวไฟหลากสีก็ปรากฎขึ้นใต้เตาหลอมของแต่ละคน บางคนเร่งพลังแรงเกินไปจนเปลวเพลิงพุ่งสูงทำให้ตัวเตาสั่นไหวอย่างรุนแรง บางคนกลับควบคุมพลังได้อ่อนเกินไปจนไฟแทบจะดับลงอยู่หลายครั้งทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยเสียงถอนหายใจด้วยความเครียด
เหวินซานหลับตาลงช้า ๆ เขานึกย้อนไปถึงคืนแล้วคืนเล่าที่เขานั่งอยู่หน้าเตาหลอมที่ห้องพัก คอยฝึกฝนควบคุมเปลวเพลิงจนสมุนไพรไหม้คามือไปนับสิบครั้ง เขาไม่รีบร้อนเพียงปล่อยพลังิญญาออกมาอย่างแ่เบา
เปลวไฟสีส้มอ่อนก็ลุกโชนขึ้นอย่างนุ่มนวล ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป ราวกับเปลวเทียนที่นิ่งสงบไร้แม้แต่แรงลม เมื่อครบหนึ่งเค่อเขาก็เพิ่มกำลังไฟขึ้นทีละน้อยจนเปลี่ยนเป็เพลิงระดับกลางได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีอาการสะดุดเลยแม้แต่น้อย
ผู้าุโหลายคนบนแท่นสูงต่างพยักหน้าให้กันด้วยความพึงพอใจ เพราะการเปลี่ยนระดับเปลวเพลิงนั้นยากยิ่งกว่าการรักษาเปลวไฟให้คงที่เสียอีก เนื่องจากต้องอาศัยการควบคุมพลังิญญาที่ละเอียดอ่อน จนกระทั่งถึง่สุดท้าย เเหวินซานเร่งพลังิญญาขึ้นทีละน้อย เปลวเพลิงค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้นเตาหลอมเริ่มแดงเรื่อด้วยความร้อน แต่ตัวเปลวไฟกลับยังคงนิ่งสนิทและไม่มีการสั่นไหวให้เห็นแม้แต่น้อย
เมื่อครบเวลา ผู้าุโหวงจึงกล่าวขึ้นว่า "หยุด" เปลวไฟทั่วทั้งลานก็ดับลงพร้อมกัน กรรมการหลายคนเดินลงมาตรวจเตาหลอมทีละใบ บางใบมีรอยไหม้จนผิดปกติ บางใบร้อนเกินไปจนโลหะเปลี่ยนสี และบางใบกลับเย็นเกินกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็
เมื่อมาถึงเตาหลอมของเหวินซาน ผู้าุโหวงใช้มือแตะที่ตัวเตาเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ
เตาหลอมมีอุณหภูมิที่สม่ำเสมอตลอดทั้งใบ แสดงให้เห็นว่าเ้าของเตาสามารถควบคุมเปลวเพลิงได้อย่างละเอียดและแม่นยำ เขาไม่ได้กล่าวชมออกมาตรง ๆ เพียงแต่เขียนคะแนนลงบนแผ่นหยกแล้วเดินจากไป
การทดสอบทั้งสามด่านสิ้นสุดลงเมื่อยามบ่ายคล้อย เหล่าศิษย์ผู้เข้าสอบต่างนั่งรออยู่ภายในลานอย่างเงียบงัน บางคนหลับตาเพื่อปรับลมหายใจให้เป็ปกติ บางคนเดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวาย ขณะที่บางคนเอาแต่มองไปยังแท่นสูงของเหล่าผู้าุโอย่างลุ้นระทึก
เหวินซานกับอาเหมียวเองก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หลังจบการสอบศิษย์ผู้ช่วยได้จัดให้ผู้เข้าสอบนั่งแยกตามหมายเลขที่จับสลากไว้ ทำให้ทั้งสองอยู่ห่างกันคนละมุมของลาน แม้จะพยายามมองหาอีกฝ่ายหลายครั้ง แต่ผู้คนที่นั่งเรียงรายอยู่ก็หนาแน่นจนมองไม่เห็นตัว
'อาเหมียวจะผ่านหรือไม่' เหวินซานอดคิดไม่ได้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาเห็นอีกฝ่ายพยายามฝึกหลอมโอสถ แม้จะล้มเหลวอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยคิดยอมแพ้ ในอีกฟากหนึ่งของลาน อาเหมียวเองก็นั่งกอดเข่าอยู่เงียบ ๆ ดวงตาคอยมองหาเหวินซานไม่ต่างกัน 'น้องเหวินคงผ่านแน่... แต่ข้าล่ะ...' เขากำชายเสื้อแน่นจนข้อมือซีดขาวด้วยความกังวล
ไม่นานนัก ผู้าุโหวงก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบลงในทันที "ผลการสอบเสร็จสิ้นแล้ว" ศิษย์ผู้ช่วยถือม้วนรายชื่อเดินขึ้นมาบนแท่นหิน ก่อนจะคลี่ออกช้า ๆ แล้วประกาศว่า "ผู้ที่สอบผ่านมีทั้งหมดยี่สิบสามคน" ทันทีที่ตัวเลขดังขึ้น ทั่วทั้งลานก็เกิดเสียงฮือฮาดังระงม จากผู้เข้าสอบกว่าร้อยชีวิต กลับผ่านเพียงยี่สิบสามคนเท่านั้น
ผู้าุโหวงพยักหน้าให้ศิษย์ผู้ช่วย รายชื่อจึงเริ่มถูกประกาศทีละคน
"อันดับสิบเก้า... อาเหมียว" ทันทีที่ได้ยินชื่อตนเอง อาเหมียวถึงกับเบิกตากว้าง เขานิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง ก่อนจะเผลอกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ
"ผ่าน... ข้าผ่านจริง ๆ!" ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็ศิษย์สายนอกได้ แต่วันนี้... เขาทำสำเร็จแล้ว อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับค่อย ๆ จางลง เพราะรายชื่อยังคงถูกประกาศต่อไปเรื่อย ๆ แต่ยังคงไร้วี่แววของชื่อเหวินซาน 'หรือว่าน้องเหวินจะสอบตก?' หัวใจของอาเหมียวเริ่มเต้นรัวด้วยความร้อนรน
ขณะเดียวกัน เหวินซานเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินชื่ออาเหมียว แม้ทั้งสองจะมองไม่เห็นกัน แต่เพียงแค่รู้ว่าเพื่อนผ่านการสอบ เขาก็รู้สึกยินดีจากก้นบึ้งของหัวใจ
รายชื่อยังคงถูกประกาศต่อไป และชื่อของเขาเอง กลับยังไม่ถูกเอ่ยถึงแม้แต่ครั้งเดียว ทั่วทั้งลานเริ่มกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังศิษย์ผู้ช่วยที่กำลังอ่านรายชื่อห้าคนสุดท้ายด้วยความใจจดใจจ่อ