“หลายครั้งแล้วนะนังแพรว แกมีปัญหาอะไรกับฉันก็พูดมาตรง ๆ เลยดีกว่า” สาวตาคมมองไปยังเพื่อนนางรำที่อยู่ตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง
“ใครจะกล้าไปมีปัญหากับนางรำคนโปรดของแม่ครูกันล่ะจ๊ะ” แพรวทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งยังยืนขวางทางไม่ให้น้ำฟ้าขึ้นบนเรือน
“เฮ้อ…” น้ำฟ้าถอนหายใจและหมุนตัวกลับลงมาด้านล่าง ทั้ง ๆ ที่ใจหนึ่งก็โกรธแทบบ้า แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากจะมีปากเสียงให้แม่ครูต้องปวดหัวเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ จึงตัดสินใจเดินหนีเสียดีกว่า
ในขณะที่ขาข้างหนึ่งของน้ำฟ้ากำลังก้าวเดินลงบันได ความคิดชั่ววูบของแพรวก็บังเกิดขึ้น…ถ้าทำให้นังน้ำฟ้าขาแพลงนิดหน่อยฉันคงได้เป็นตัวเอกสักที ชอบแกล้งขาแพลงต่อหน้าผู้ชายดีนัก ให้มันเจ็บจริง ๆ สักทีคงจะดี…แพรวแสยะยิ้มมองไปยังน้ำฟ้าด้วยสายชั่วร้ายก่อนจะใช้เท้ายันหลังน้ำฟ้า
“อย่า…” ทีปกรตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจ รีบออกมาจากพุ่มไม้พร้อมทั้งวิ่งขึ้นบันไดเพื่อหวังว่าจะรับน้ำฟ้าได้ทัน แต่หญิงสาวกลับพุ่งทะลุร่างของทีปกรออกไปต่อหน้าต่อตา กลิ้งลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว น้ำฟ้านอนงอตัวจับไปยังท้องของตนพร้อมทั้งร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงฉานจากอวัยวะด้านล่างค่อย ๆ ไหลซึมออกมานองเต็มพื้น
แพรวถึงกับอ้าปากค้างตกใจในการกระทำของตัวเอง เพราะไม่คิดว่าแค่บันไดไม่กี่ขั้นจะทำให้น้ำฟ้าเลือดออกได้ขนาดนี้ เจ้าตัวลนลานเดินไปมา ก่อนจะวิ่งไปรอบบ้านเพื่อหาให้คนมาช่วย
“น้ำฟ้า น้ำฟ้า” ทีปกรตะโกนเรียกหญิงสาวพร้อมทั้งใช้มือคว้าร่างบางที่นอนอยู่บนพื้น แม้จะพยายามสักเท่าไรก็จับไม่ได้สักที จึงได้แต่นั่งด้านข้างมองหญิงสาวด้วยความเวทนา
“ใครก็ได้ช่วยด้วย…” น้ำฟ้าพูดออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบาเป็นประโยคสุดท้ายด้วยใบหน้าซีดเผือด และแววตาที่แสนจะอ่อนแรง ก่อนจะหมดสติลงในที่สุด
ทีปกรทำได้แค่เพียงทนมองสาวตาคมตรงหน้านอนจมกองเลือด โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกแย่ถาโถมเข้ามาภายในจิตใจของทีปกร
แต่ทันใดนั้นเองทีปกรต้องผละตัวออกด้วยความตกใจ เมื่อน้ำฟ้าลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมเผยแววตาแห่งความเจ็บแค้นมองไปยังทีปกร ตาคมเข้มที่เคยมีเสน่ห์เย้ายวนบัดนี้กลับดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
“เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าใครเป็นคนทำ ฝากไปบอกมันด้วยว่าถ้ามันไม่มาขอโทษ น้ำฟ้าจะพามันไปอยู่ด้วย” น้ำฟ้าแสยะยิ้มให้กับทีปกร ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะค่อย ๆ เลือนรางหายไป
วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 08.46 น.
‘กริ๊ง… กริ๊ง… กริ้ง’ เสียงโทรศัพท์ของเกียกกายดังขึ้นเป็นเหตุทำให้เพื่อนรักทั้งสองต้องตื่น เกียกกายควานหาต้นเสียงอย่างทุลักทุเลพร้อมทั้งรับสายนั้นด้วยความงัวเงีย
"ครับ ๆ ขอบคุณครับน้องแพรว" เมื่อเกียกกายพูดถึงชื่อนี้ ทำให้คนที่นอนฟังอยู่ข้าง ๆ นึกถึงเหตุการณ์ในความฝันเมื่อคืนขึ้นมาได้ ทั้งการนอนจมกองเลือดของน้ำฟ้าและประโยคสุดท้ายก่อนจะตื่นยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของทีปกร
เกียกกายวางสายจากแพรวพร้อมทั้งหลับตาลงเพื่อหวังจะนอนต่ออีกสักหน่อย แต่มือของเพื่อนรักกลับสะกิดไปยังแขนพร้อมทั้งทำเสียงเข้ม
“ไอ้กาย”
“ว่าไง”
“เมื่อคืนฉันฝันถึงน้ำฟ้าด้วยแหละ” เกียกกายยันตัวขึ้นจากที่นอน อาการง่วงเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อความอยากรู้อยากเห็นเข้ามาแทนที่ ทีปกรเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดระหว่างน้ำฟ้ากับแพรวให้เพื่อนรักฟัง
“คืนนี้เราคงต้องไปเตือนแพรวแล้วแหละ” เกียกกายพยักหน้าตอบรับ พร้อมทั้งซึมไปชั่วขณะเมื่อได้รับรู้เรื่องของน้ำฟ้า
‘ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…’ เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาพร้อมเสียงหวานหู ขัดจังหวะการสนทนาของเพื่อนรักทั้งสอง
“กายตื่นรึยัง”
“ตื่นแล้วครับพี่” เกียกกายพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนโดยอัตโนมัติ เพราะเสียงหวานจากด้านนอกทำให้ลืมความสงสารน้ำฟ้าไปชั่วขณะ ทั้งยังดี๊ด๊ารีบลุกออกจากที่นอนทันทีเพื่อไปเปิดประตูต้อนรับ
“ลงไปกินข้าวเร็ว จะได้กินยา” ธาริณีขยี้ไปยังศีรษะของเกียกกาย แววตาสื่อออกมาแสดงถึงความรักอย่างเต็มเปี่ยม
“จะลงไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” เกียกกายพูดพร้อมหอมแก้มธาริณีฟอดใหญ่โดยไม่เกรงใจคนที่อยู่ในห้องแม้แต่น้อย เหมือนโลกใบนี้มีแค่เราสองคนอีกครั้ง
“เฮ้อ…” ทีปกรถอนใจ พร้อมทั้งมองเกียกกายด้วยความงุนงงกับอารมณ์สองขั้วของเพื่อนรักที่สามารถปรับไปได้อย่างรวดเร็วจากหน้ามือเป็นหลังมือ