ความเดิมตอนที่แล้ว
เพราะแผนการลักพาตัวคุณชายซ่งทำให้จอมยุทธไป๋ได้พบกับบุรุษผู้ปิดบังใบหน้าซึ่งเข้ามาช่วยนางไว้ ก่อนที่นางจะรู้ในภายหลังว่าเขาเป็คนเดียวกับคุณชายสวมหน้ากากในวันนั้นขณะเดียวกัน ณ ดินแดนหลังม่านบังตา เหล่าปีศาจที่ถูกจับกลับมาขังไว้ในกรงต่างมีอาการแปลกประหลาดจากที่เคยอาละวาดยามอาทิตย์อัสดงกลับยืนนิ่งเหมือนหุ่นเชิดที่มีชีวิต ส่วนสถานการณ์ที่จวนเ้าเมืองหนานจิ้งหลินซานซานบังเอิญผ่านเรือนของหลินเพ่ยหนิงจึงทำให้นางได้รู้ว่าพี่สาวต่างมารดาหายตัวไปจากเรือนนางจึงคิดใช้เื่นี้เพื่อจัดการกับหลินเพ่ยหนิง เช้าวันต่อมา เฉินเสวี่ยหยางได้รับรายงานเื่สกุลหม่าและแม่ทัพเหลียงจึงทำให้เขารู้ว่ามีผู้ปกปิดบิดเบือนประวัติของเหลียงจิ่งเสียนแม่ทัพผู้อาจหาญแห่งหนานจิ้ง และทำให้เฉินเสวี่ยหยางยิ่งมั่นใจว่าเื่นี้อาจเป็สาเหตุที่ทำให้แม่ทัพเหลียงยอมเข้าร่วมกับญาติผู้พี่เช่นชายารองในคืนนั้น เพราะเรือของเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยเดินทางถึงหนานจิ้งก่อนกำหนดจึงได้เกิดเหตุการณ์ล่มเรือเพื่อสังหารคนขึ้น ด้วยมีคนบางกลุ่มเข้าใจว่าเรือลำนั้นเป็เรือของเ้าเมืองน้อยเฉินทำให้เฉินเสวี่ยหยางต้องเร่งเข้าช่วยคนบนเรือจนตนเองได้รับาเ็เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้จอมยุทธไป๋มาช่วยเขาไว้ ก่อนที่นางจะรู้ในภายหลังว่าชายั์ตาฟ้าที่นางได้พบมาตลอดหลายวันที่ผ่านมาล้วนแต่เป็คนเดียวกัน เพียงแต่นางยังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามเขาเท่านั้น
รุ่งเช้าสององครักษ์เข้ามาดูอาการาเ็ของผู้เป็นาย โดยเฟยิได้รายงานความคืบหน้าว่าเหลียงจิ่งเสียนนัดพบใครบางคนที่โรงเตี๊ยมเฟิ่งชุนแห่งนี้เฉินเสวี่ยหยางจึงปักหลักรอเวลาที่แขกผู้มาเยือนจะเดินทางมาถึง จนกระทั่งมีคนสองคนเดินเข้ามานั่งในห้องพิเศษซึ่งอยู่ติดกันและหนึ่งในนั้นแขวนป้ายหยกห้อยเอวว่า “เหลียง”แต่เฉินเสวี่ยหยางดูออกว่าคนผู้นี้ไม่ใช่เหลียงจิ่งเสียน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เหลียงจิ่งเสียนถนัดซ้าย คนผู้นี้ถือดาบในฝักด้วยมือซ้ายแปลว่าเขาถนัดขวา อีกอย่าง หากจะนัดพบกันอย่างลับ ๆ ไยต้องแขวนป้ายหยกเพื่อบอกตัวตนป้ายนั่นเป็ของปลอม ”
เฟยฉี : “ โห.. รู้ละเอียดอย่างกับเห็นด้วยตา เอ่อ..เ้าเมืองน้อยเห็นได้ยังไงขอรับ? ”
เฟยิ : “ เ้าลืมไปแล้วหรือเ้าเมืองน้อยฝึกการได้ยินมาั้แ่เด็ก ”
เฟยฉี : “ ข้ารู้.. แต่ก่อนหน้าก็ไม่ได้ยินชัดเจนขนาดนี้งั้นที่ข้าบ่นก็ได้ยินหมดเลยนะสิ ” (ซุบซิบ)
เฟยิ : “ แหงล่ะ ”
เฟยฉี : “ หยึย.. เสียวสันหลังวาบเลยเรา(พึมพำ) ว่าแต่เ้าเมืองน้อยขอรับ แล้วสองคนนั่นเป็ใครกันหรือขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ น่าจะเป็คนของเขา เขาคงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักที่เพื่อรอดูสถานการณ์ ไม่ก็.. เข้ามาอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว ”
เฟยฉี : “ ฮะ! อยู่ในนี้แล้วงั้นก็.. ”
..เคล้ง!.. ตุบ!..ไม่ทันที่เฟยฉีจะพูดจบประโยค ภายในห้องซึ่งอยู่ติดกันได้มีเสียงถ้วยชาตกแตกตามมาด้วยเสียงคนล้มลงกระแทกพื้นเฟยฉีจึงรีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบก็พบร่างที่ไร้ิญญาของชายสองคนนั้น โดยที่ร่างคนหนึ่งนอนตายอยู่กลางห้องส่วนอีกคนฟุบไปกับโต๊ะซึ่งสาเหตุการตายคือถูกลูกดอกอาบยาพิษชนิดเดียวกับที่ปลิดชีวิตชายชุดดำในคืนก่อนเฟยฉีรีบดึงป้ายหยกปลอมออกมาจากศพและกลับมารายงานให้ผู้เป็นายได้ทราบก่อนที่เฉินเสวี่ยหยางจะได้ยินเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งเดินออกจากที่นั่นไปอย่างเร่งรีบ..ตึก ๆ ๆ!..
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย สองคนนั้นตายแล้วขอรับลูกดอกอาบยาพิษ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตาม! ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เมื่อชายปริศนาเดินออกมานอกโรงเตี๊ยม เขาก็รีบจ้ำฝีเท้าเดินหลบหลีกผู้คนและเข้าไปในตรอกด้านข้างช่างน่าแปลกที่เขาแต่งกายเป็ชาวบ้านสวมหมวกสานกับเสื้อผ้าเก่า ๆ แต่กลับสวมรองเท้าหนังหุ้มข้อของทหารผู้เจนการศึกเมื่อเดินมาได้สักระยะจนถึงเส้นทางเปลี่ยวและไร้ผู้คน เขาจึงถอดหมวกสานและเสื้อผ้าเ่าั้ออกทำให้เห็นป้ายหยกห้อยเอวสกุลเหลียงพร้อมดาบยาวคู่กาย แน่นอนว่าชายผู้นี้คือเหลียงจิ่งเสียนแต่ชั่วพริบตาที่เขาหันไปมองด้านหลังเมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็เห็นเฟยฉียืนขวางทางอยู่เขาจึงหันหลังเดินกลับไปแต่ก็พบกับเฟยิยืนดักทางพร้อมกับเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งเดินออกมายืนขวางหน้า..ตึก ๆ ๆ!.. เมื่อสมองรับรู้จากสายตาที่มองเห็นเขาก็เดาได้ทันทีว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าของเขานั้นคือใคร ..“ ั์ตาฟ้าอาภรณ์ขาวหรือว่า.. ”..
เหลียงจิ่งเสียน : “ เ้าเมืองน้อยเฉิน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ยินดีที่ได้พบ แม่ทัพเหลียง ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ เหตุใดจึงเป็ท่าน? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ประหลาดใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่แปลกใจเมื่อคนที่พบกลับเป็ข้าต้องขออภัยที่แผนล่อเหยื่อมาติดกับของท่าน ไม่เป็ดังหวัง ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ นี่ไม่ใช่เื่ของท่าน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ แน่ใจหรือ? ”
เหลียงจิ่งเสียนได้ฟังคำถามก็พลันนิ่งไปชั่วขณะเพราะเป็ประโยคที่แทงใจดำจนเขาไม่กล้าที่จะตอบ
เหลียงจิ่งเสียน : “ ได้ยินมาว่า ท่านสุขภาพอ่อนแอมาแต่เด็กดูแล้วคงเป็แค่ข่าวลือ ข้าไม่รู้ว่าท่านมาพบข้าด้วยเื่ใด แต่ข้าช่วยอะไรท่านไม่ได้หรอกองค์ชาย ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ก็ไม่แน่ว่าใครจะช่วยใคร ข้าแค่นำของมาคืนท่าน”
พูดจบเฟยฉีก็เหวี่ยงมือออกไปพร้อมกับของบางสิ่ง ..ฟิ่วหมับ!..เหลียงจิ่งเสียนเอื้อมมือไปรับมันเอาไว้ เมื่อเขาแบมือออกก็พบว่ามันคือป้ายหยกของปลอมที่เฟยฉีแอบฉกมาจากศพชายคนนั้นเขาจึงเงยหน้ามองเ้าเมืองน้อยเฉินด้วยความคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะทำเช่นนี้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าไม่ขวางทางของท่านแต่สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับนาง ย่อมหมายถึงข้าและเยียนเป่ย ”
เฉินเสวี่ยหยางพูดจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างสุขุมโดยทิ้งคำพูดประโยคหนึ่งไว้ให้กับเหลียงจิ่งเสียนแน่นอนว่าเขามาพบแม่ทัพผู้นี้เพื่อหยั่งเชิงและประกาศเจตนารมณ์ ในขณะที่แม่ทัพเหลียงมีแววตาดูสับสนเดิมทีเหลียงจิ่งเสียนวางแผนเพื่อสั่นคลอนคนบางกลุ่ม แต่ที่คาดไม่ถึงคือการมาของเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยทำให้แผนการของเขาไม่เป็ดั่งหวัง และกลายเป็ว่าเขาต้องหนักใจกับสิ่งที่ได้ซึ่งเป็ทั้งข้อเสนอและคำเตือนในเวลาเดียวกันเพราะเ้าเมืองน้อยเฉินดันมารู้เห็นแผนการจนกลายเป็เบี้ยต่อรองที่ถูกกำเอาไว้ในมือ หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางคล้อยหลังไปไม่นานเซี่ยเซิ่งิ่ ลูกน้องคนสนิทของแม่ทัพก็ปรากฏตัวขึ้น
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ท่านแม่ทัพ? ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ไม่มีอะไร ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ท่านแม่ทัพไม่น่าออกมาโดยลำพังเลยขอรับให้ข้าน้อยมาจัดการเื่นี้เองจะดีกว่า ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ หากเ้าไม่อยู่ ใครจะดูแลความปลอดภัยให้เหยาเอ๋อข้าไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ แล้วนั่นใครหรือขอรับ? ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังทีหลัง ไปเถอะ ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ขอรับ ”
ทางด้านเฉินเสวี่ยหยาง หลังจากที่เขาออกมาจากตรอกเขาก็เดินแยกไปอีกทางโดยเื้ัคือโรงเตี๊ยมเฟิ่งชุนที่กำลังวุ่นวายเพราะศพคนตายสองคนนั้นในขณะที่พวกเขากำลังเดินไปตามทางเฟยฉีก็มีเื่สงสัยจึงไม่รีรอที่จะเอ่ยถามพี่ชายซึ่งเดินตามเ้าเมืองน้อยเฉิน
เฟยฉี : “ อาิ ไยต้องคืนป้ายนั่นด้วยล่ะเก็บไว้ไม่ดีกว่าเหรอ คนคนนั้นท่าทางฝีมือดีทีเดียว ถ้าหากอยู่คนละฝ่ายขึ้นมาจริงๆ จะได้เป็หลักประกันไง ”
เฟยิ : “ นี่ก็ถือว่าเราเป็ต่ออยู่มากแล้ว เ้าเมืองน้อยคงมองออกแต่แรกว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายอีกอย่างท่านก็รู้แล้วด้วย ”
เฟยฉี : “ รู้! รู้อะไรเหรอ? ”
เฟยิ : “ นี่เ้าถือป้ายนั่นอยู่ในมือ โดยไม่รู้เลยหรือว่ามันมีจดหมายลับซ่อนอยู่”
เฟยฉี : “ ข้าได้มันมาก็ส่งมันให้กับเ้าเมืองน้อยเลยนี่ ”
เฟยิ : “ อืม.. ก็จริง ”
เฉินเสวี่ยหยางเดินมาได้สักพัก เขาก็มองเห็นต้นไม้วางเรียงรายอยู่ข้างทางเดินช่างน่าแปลกที่ยามนี้ยังมีคนนำต้นไม้มาวางขาย เฉินเสวี่ยหยางเดินดูต้นไม้อย่างเพลิดเพลินจนไปหยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีลักษณะแปลกประหลาดเนื่องจากลำต้นและใบมีหนามเรียวแหลมเล็กกว่าปลายเข็มอยู่ทั่วทุกอณู และมีเสียงชายคนหนึ่งเอ่ยทักเขาขึ้นมา
ชายปิดหน้า : “ นั่นมีพิษ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หญ้าร้อยหนาม ”
ชายปิดหน้า : “ หึ! ยากนักที่จะมีใครรู้จักพืชชนิดนี้”
ทันทีที่เฉินเสวี่ยหยางหันไปมองยังต้นเสียงพลันเห็นแววตาจากใบหน้าที่พยายามหลบซ่อนภายใต้ผืนผ้าสีทึบของชายคนนั้นเขาจึงจ้องมองด้วยความสงสัยพลางเอ่ยถาม
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่? ”
ชายปิดหน้า : “ ข้าเป็แค่ชาวบ้านธรรมดา คุณชาย ท่านจำคนผิดแล้ว”
พูดจบชายลึกลับในชุดสีน้ำตาลก็เดินออกจากร้านขายต้นไม้แล้วหายไปทันที ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางมองตามด้วยความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา โดยเฟยฉีได้แอบติดตามไปแต่ก็คลาดกับเขา
เฟยฉี : “ เฮอะ!คนที่นี่มันมีวิชาหายตัวกันหรือยังไงนะ ”
เ้าเมืองน้อยเฉินถือกระถางต้นไม้พลางเดินตามมาห่างๆ เขาไม่มีความคิดที่จะติดตามคนผู้นี้ไป เพราะรู้อยู่แล้วว่านี่คงไม่ใช่เหตุบังเอิญและต้องได้พบกับคนผู้นี้อีกในไม่ช้าเฉินเสวี่ยหยางจึงเดินกลับไปยังโรงเตี้ยมพร้อมกับเฟยิ
เฟยฉี : “ อ้าว! รอด้วยขอรับ ”
เมื่อทั้งสามเดินจากไป ชายคนนั้นก็ปรากฏตัวออกมายืนมองพวกเขาอยู่ในเงามืดซึ่งเขาก็คือหูจิง
ณสถานที่ลับภายในตลาดมืดอันเป็แหล่งซ่องสุมและกบดานของเหล่าคนพาลผู้คิดคด ..เพล้ะ!.. เสียงคนใช้มือบีบถ้วยชาจนแตกเป็เสี่ยงด้วยโทสะอันคุกรุ่น นางคือสตรีลึกลับผู้อยู่เื้ัแผนการอันชั่วร้ายภายในหนานจิ้ง สตรีผู้นี้นั่งอยู่หลังฉากกั้นด้วยแววตาคมกริบดั่งมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนพลางต่อว่าซ่งจื่อรุ่ยที่ก้มหน้างุดอยู่อีกฟากของฉากกั้น
สตรีลึกลับ : “ ล้มเหลวอย่างนั้นเหรอ ซ่งจื่อรุ่ยไย่นี้ข้าถึงได้ยินคำนี้จากเ้าบ่อยนัก ไหนจงบอกข้าหน่อยข้าควรทำยังไงกับเ้าดี? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ได้โปรดเถิดขอรับเรือลำนั้นไม่ใช่ขบวนเรือของเยียนเป่ย แต่เป็เรือสินค้าข้าเพิ่งจะทราบข่าวเมื่อครู่นี้เองว่า คนคนนั้นมาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่ก็ยังสืบไม่พบว่าเขาไปพักอยู่ที่ใด คาดว่าคงมีคนในคอยให้ความช่วยเหลือจึงปกปิดได้แเีเช่นนี้ ”
สตรีลึกลับ : “ หึ! หาไม่พบเ้าก็ไม่ต้องหาแล้ว เมื่อเขาก้าวเข้าหนานจิ้ง ทั่วทั้งเมืองมีแต่จะต้องปกป้องเขาหากเขาเกิดเป็อะไรขึ้นมา คนแซ่เฉินและทัพทหารม้าอาชาเงาได้เหยียบย่ำฝีเท้าไปทั่วทุกหัวระแหง ถึงยามนั้น ต่อให้เ้ามีกี่สิบชีวิตก็ไม่อาจต้านพวกเขาได้”
ซ่งจื่อรุ่ย : " ยังมีอีกเื่นึงคือ คนของเราเห็นคนชุดขาวเข้ามาช่วยคนพวกนั้นไว้ขอรับ น่าจะเป็จอมยุทธไป๋ที่ชาวบ้านร่ำลือกันอยู่ตอนนี้ "
สตรีลึกลับ : " จอมยุทธไป๋อย่างนั้นหรือ ดูเหมือนว่าวันก่อนเ้าก็โง่จนเกือบถูกมันเล่นงานด้วยนี่ ไปสืบดูว่าคนคนนี้เป็ใคร หาให้เจอแล้วลากตัวมันมาให้ข้า "
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ขอรับ แล้วเื่คนผู้นั้น เอาอย่างไรต่อไปดีขอรับ? ”
สตรีลึกลับ : “ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น รอจนกว่าข้าจะมีคำสั่งใหม่และรีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า ”
สิ้นคำของสตรีผู้โฉดชั่ว ซ่งจื่อรุ่ยก็ตะลีตะลานลุกเดินออกจากที่นั่นด้วยหวาดหวั่นว่าสตรีผู้นั้นจะเปลี่ยนใจมาสังหารตนขณะที่นางยังคงนั่งนิ่งแต่จิตใจรุ่มร้อนดั่งถูกไฟสุมนางเริ่มรับรู้รสชาติแห่งความวิตกกังวลจากผู้ที่มาเยือนยังหนานจิ้ง ด้วยคำทำนายที่ว่าชะตาชีวิตของนางจะจบสิ้นด้วยน้ำมือของเขาคนนี้
สตรีลึกลับ : “ เฉิน เสวี่ย หยาง ”
นางกัดฟันเรียกชื่อคนผู้นี้ด้วยความรู้สึกคับแค้นพร้อมกำถ้วยชาไว้แน่นจนเืไหลผ่านร่องนิ้ว ในขณะที่เ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยเดินถือกระถางต้นไม้ด้วยแววตาเบิกบานจนมาถึงห้องพักทำให้เฟยฉีผู้ช่างซักแอบหันมาคุยกับผู้เป็พี่ด้วยความสงสัย
เฟยฉี : “ อาิ ถ้าข้าจำไม่ผิดแรกเริ่มเดิมทีที่เ้าเมืองน้อยรู้ว่าท่านมีคู่หมั้นหมายก็ดูเหมือนไม่อยากจะเข้าพิธีไม่เอ่ยถึงหนานจิ้งเลยด้วยซ้ำ เหตุใดวันนี้ถึงได้เปลี่ยนไปล่ะ? ”
เฟยิ : “ นี่เ้าดูไม่ออกหรือว่าเ้าเมืองน้อยปกป้ององค์หญิงและหนานจิ้งั้แ่อยู่ที่เยียนเป่ยแล้ว”
เฟยฉี : “ จริงด้วย ั้แ่เื่หานฉีซงเ้าเมืองน้อยก็ไม่ได้บอกอะไรกับสกุลหานเลย ถ้าบอกละก็.. สกุลหานต้องส่งคนมาช่วยเราแน่และเราก็จะมีกองหนุนเพิ่มขึ้น แต่ที่ไม่ทำก็เพราะเกรงว่าเื่ราวจะลุกลามบานปลายและห่วงความปลอดภัยขององค์หญิง”
เฟยิ : “ ใช่ ”
เฟยฉี : “ แล้ว.. เื่ป้ายนั่นล่ะเ้าบอกว่ามันมีจดหมายลับซ่อนอยู่ ในนั้นเขียนว่าอะไรเหรอ? ”
ย้อนไปในขณะที่เกิดเหตุฆ่ากันตาย เฟยฉีนำป้ายหยกปลอมมาส่งให้กับเฉินเสวี่ยหยางก่อนที่เขาจะสะกดรอยตามเหลียงจิ่งเสียนไปเฉินเสวี่ยหยางสังเกตเห็นตัวหนังสือคำว่า “เหลียง” นูนผิดปกติ เขาจึงใช้มือกดลงไปก็พบว่าป้ายนั้นสามารถเปิดออกได้และมีจดหมายลับซ่อนอยู่โดยใจความในจดหมายระบุเพียงสั้น ๆ ว่า ..“ วัด ”..เฉินเสวี่ยหยางจึงเก็บมันไว้ที่เดิมก่อนจะส่งมันให้กับองครักษ์เ้าเมืองน้อยยังคงปะติดปะต่อเื่ราวไม่ได้จนกว่าจะได้พบกับเหลียงจิ่งเสียนอีกครั้งและหาทางให้เขาคายความลับนี้ออกมา
ณ หมู่บ้านหัวในป่าลึกหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงยังคงถูกขังอยู่ในบ้านร้างหลังเดิมโดยมีเซวียเหยายืนเฝ้าอยู่ด้านนอกในขณะที่เด็กสาวเสี่ยวม่านหรือเจิ้งหร่านอียืนมองบ้านร้างหลังนั้นจากบนต้นไม้ครู่เดียวก็มีความเคลื่อนไหวจากคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกจับตัวมา พวกเขาถูกคนของเจิ้งคุนเซียวจับมัดและนั่งรวมกันอยู่ใกล้กับบ้านร้างซึ่งคนเ่าั้คือคนสกุลหานที่เ้าเมืองน้อยเฉินสั่งให้ออกตามหาหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉง..ตึก ๆ ๆ..
เซวียเหยา : “ พี่ใหญ่ คนพวกนี้เป็ใครกัน? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ ไปพาตัวสองคนนั้นมา ”
ไม่นานเซวียเหยาก็พาหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงออกมาพบกับคนกลุ่มนี้
อู๋ฉงฉง : “ ฮะ! พวกเ้า.. ”
คนสกุลหาน : “ คุณหนูอู๋คุณชายหวงเ้าเมืองน้อยสั่งให้เรามาตามหาพวกท่านน่ะ ดีที่พวกท่านปลอดภัย ”
หวงจิ้งเอิน : “จวนหานไม่ได้สอนให้พวกเ้ารู้จักสงบคำกันบ้างเลยหรือ? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ หึ! คนของเ้าเมืองน้อยเฉินนี่เองมิน่าถึงไม่ยอมปริปากพูดอะไร ”
อู๋ฉงฉง : “ หืม.. พวกเ้า รอข้ากลับถึงเยียนเป่ยได้ก่อนเถิดหานเมิงลู่ก็หานเมิ่งลู่เถอะ ข้าจะช่วยสอนให้รู้ว่าการควบคุมคนต้องทำเช่นไร น่าโมโหนัก”
เจิ้งคุนเซียว : “ เอาตัวไปขังให้หมด เ้าสองคนก็ด้วยยิ่งเป็คนของจวนเ้าเมือง ข้ายิ่งอยากขังให้พวกเ้าแห้งตายอยู่ที่นี่ อาเหยา! เอาตัวไป ”
เซวียเหยา : “ เฮ้ย! ไปได้ละ ”
เซวียเหยาผลักร่างของหวงจิ้งเอินและพาพวกเขาไปขังไว้ที่เดิมในขณะที่คนสกุลหานถูกพาไปขังไว้อีกแห่ง การมาของพวกเขาทำให้เจิ้งคุนเซียวรู้ว่าขบวนเรือที่ผ่านลำน้ำไปนั้นคือเรือของเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยยากนักที่จะมีใครรู้เหตุผลว่าเพราะอะไรเขาจึงได้ต่อต้านเยียนเป่ยนักหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงทั้งสงสัยเจิ้งคุนเซียวและไม่พอใจในวาจาอันโง่เขลาของคนสกุลหานเพราะนั่นอาจนำภัยไปสู่เ้าเมืองน้อยเฉินผู้เป็สหาย
ในคืนนั้น มีความเคลื่อนไหวอันน่าสะพรึงในพื้นที่รกร้างเมื่อมารทมิฬแอบปล่อยพลังมืดล่องลอยไปสู่เรือนยลเหมันต์ในจวนเ้าเมืองหนานจิ้งความมืดดำอันน่าขนลุกได้พวยพุงเข้าไปในห้องนอนของหลินเพ่ยหนิงจนทำให้นางเกิดภาพหลอนขณะกำลังนอนหลับฝันนางฝันเห็นสตรีนางหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาที่หน้าเรือนพักพลางเอ่ยปากร้องเรียกชื่อนางเมื่อนางหันไปมองก็พบว่ามารดาถูกมีดปักคาอกและเดินอย่างอ่อนล้าเข้ามาหานางด้วยสภาพเือาบร่าง
เหอเพ่ยอวี้ : “ เพ่ยหนิง ”
..“ ท่านแม่ ”..องค์หญิงผู้งดงามมองดูร่างที่ชุ่มด้วยเืของผู้เป็มารดาในขณะที่น้ำตาค่อย ๆไหลอาบสองแก้ม ..กึก!.. เฉินเสวี่ยหยางเท้าแขนทรุดลงกับโต๊ะขณะที่เขากำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องณ โรงเตี๊ยมที่พัก เขาหันไปมองผ้าเช็ดหน้าที่วางอยู่ด้านข้างพลางใช้มือกุมอกซ้ายด้วยสีหน้าเ็ป..ครืน! ซ่า!.. เสียงฟ้าร้องครืนครั่นตามด้วยสายฝนที่จู่ๆ ก็ซัดสาด เป็เวลาเดียวกับที่หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงซึ่งนั่งหลับอยู่ในบ้านร้างก็พลันลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงของบางสิ่งดังมาแต่ไกล..ซ่า..คลื่น!.. เสียงฝนตกหนักทำให้กระแสน้ำพัดพาเศษซากท่อนไม้ลอยมาตามแนวชายป่าน้ำกำลังไหลมายังหมู่บ้านแห่งนี้โดยที่พวกเขายังได้ยินเสียงชาวบ้านพากันอพยพไปยังพื้นที่สูงด้วยความตื่นตระหนก
ชาวบ้าน : “ เร็ว ๆ น้ำมาแล้ว รีบวิ่งเร็วเข้า! ”
ครู่เดียวเซวียเหยาก็เข้ามาเปิดประตูเพื่อพาทั้งสองคนหนีไปยังที่ปลอดภัย
เซวียเหยา : “ พวกเ้าลุกได้แล้ว และรีบตามข้ามา ”
อู๋ฉงฉง : “ เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ”
เซวียเหยา : “ น้ำป่ากำลังไหลมาทางนี้ ”
อู๋ฉงฉง : “ ฮะ! ว่าอะไรนะ น้ำป่ารึนี่ไม่ใช่ฤดูที่จะมีฝนเสียหน่อย เหตุใดจึงเป็เช่นนี้? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ที่นี่ไม่มีแนวกั้นธารน้ำหรอกหรือเหตุใดน้ำป่าจึงไหลเข้ามาได้? ”
เซวียเหยา : “ ตามมาเถิดน่า ถามมากอยู่ได้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ไม่ทันหรอก ”
หวงจิ้งเอินหันไปเห็นชาวบ้านมากมายต่างวิ่งหนีตายไปยังพื้นที่สูงแต่ทางเดินที่ลาดชันทำให้การเดินทางล่าช้าประกอบกับฝนตกหนักทำให้เส้นทางลื่นและก้าวเดินได้ยากเขายังเห็นเด็ก ผู้หญิงและคนแก่อีกมากที่อพยพไม่ทัน
หวงจิ้งเอิน : “ เ้าพาคนมาช่วยอพยพชาวบ้านขึ้นไปก่อน ข้าจะไปทำคันกั้นน้ำ”
เซวียเหยา : “ เ้าว่าอะไรนะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ขาข้ายังมีโซ่ตรวน หนีพวกเ้าไม่ได้หรอกและข้าก็ขอคนจำนวนหนึ่งด้วย ฉงฉงเ้าไปกับเขา ”
อู๋ฉงฉง : “ ไม่! ข้าจะไปกับเ้า ”
หวงจิ้งเอิน : “ งั้นก็ได้ ให้คนพวกนั้นนำพลั่วมาด้วย ”
คุณชายหวงและคุณหนูอู๋ทิ้งความบาดหมางชั่วครู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังอพยพพวกเขาพาคนฝ่าสายฝนไปขุดคันดินเพื่อสร้างแนวกั้นน้ำและทำร่องน้ำเพื่อให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง โดยที่หลินเพ่ยหนิงยังจมอยู่กับฝันร้ายและเฉินเสวี่ยหยางยืนกุมอกซ้ายพลางเหม่อมองสายฝนผ่านบานหน้าต่างด้วยแววตาสั่นไหวหัวใจเขาเ็ปว้าวุ่นเหมือนดั่งถูกบีบรัด เขาจึงหยิบขลุ่ยสีขาวออกมาเป่าด้วยท่วงทำนองอันสงบนิ่งและนุ่มลึกทำให้สององครักษ์ต่างเงี่ยหูฟังด้วยความประหลาดใจ
เฟยฉี : “ เสียงขลุ่ยของเ้าเมืองน้อยนี่ จะว่าไป ข้าไม่ได้ยินท่านเป่ามันมานานแล้วนะ”
เฟยิ : “ ทำนองฟังดูแปลกกว่าทุกครั้ง เหมือนกำลังเศร้าและอยากปลอบประโลมใครบางคน”
เฟยฉี : “ นั่นสิ เกิดอะไรขึ้นนะ? ”
เสียงขลุ่ยพร้อมปราณพลังส่งผ่านสายลม ต้นไม้และสายฝนลอยไปเข้าโสตประสาทขององค์หญิง ทำให้หลินเพ่ยหนิงมองเห็นใบหน้าของมารดาเปลี่ยนเป็หน้าตาอันเกรี้ยวกราดของสตรีสวมชุดดำที่กำลังฉวยโอกาสฝังกงเล็บใส่ตัวนาง แต่มือที่เต็มไปด้วยเล็บอันเรียวแหลมกลับค้างด้วยปราณพลังสีขาว องค์หญิงจึงผงะออกจากสตรีผู้นั้น ขณะที่หูจิงซึ่งได้ยินเสียงขลุ่ยก็รีบปรี่เข้ามาที่ข้างหน้าต่างพลางใช้ปราณพลังผสานกับเสียงขลุ่ยอัดกระแทกใส่กลุ่มพลังมืดจนพลังย้อนกลับเข้าร่างมารร้ายเหม่ยซิ่นฮวาและนางก็ได้กระอักเืออกมา ..อ่อก!..
เหม่ยซิ่นฮวา : “ ไป๋..เสวี่ย.. ”
ติดตามตอนต่อไป