ตอนที่ 13 ดาวนำโชค (1)
โจวมู่รอดพ้นจากเหตุการณ์อันตราย มีแค่าแเล็กน้อยที่มือ กลับไปนอนพักฟื้นไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้ว อีกทั้งระยะการฟื้นตัวก็น่าใมากทีเดียว
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ ภายในหมู่บ้านก็เล่าต่อกันไปต่างๆ นานา แน่นอนว่าไม่ได้พูดถึงความโชคดีของโจวมู่ คนคนหนึ่งที่ทำความดีแต่กลับโชคร้ายถูกจับติดคุกติดตะรางเป็สิบกว่าปี มีคนเยอะแยะมากมายที่อยู่ในสถานการณ์นั้น แต่กลับมีเพียงเขาคนเดียวที่ถูกูเาถล่มทับ นั่นไม่ได้ถือว่าเป็ความโชคดีหรอก
ทั้งยังเสียพ่อแม่ั้แ่อายุยังน้อย พ่อแม่ตายก็เพราะเขา หากว่ากันตามคำพูดในชนบทแล้ว ชีวิตนี้ช่างยากลำบากเหลือเกิน ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชนะคนอื่น เอาชนะญาติ
ข่าวลือนี้เกี่ยวกับเด็กสาวคนนั้นที่โจวมู่เก็บมาเลี้ยง
ลองนึกดูว่ามันจะไปมีลูกสาวบ้านไหนที่เอาเสือเอย งูเอยมาเลี้ยงให้เชื่องกันล่ะ แล้วมีเด็กสาวอายุสี่ห้าขวบบ้านไหนจะขึ้นูเาไปโดยลำพังได้ อีกทั้งยังชี้ไปที่หินก้อนใหญ่แล้วบอกว่าพ่อของเธอนอนอยู่ใต้นั้นได้อย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าโจวมู่จะอยู่ข้างล่างนั่นจริงๆ แต่ถ้าหากปราศจากสาวน้อยคนนั้น โจวมู่ต้องไม่รอดชีวิตแน่
นอกจากนี้บ้านเก่าๆ ตรงซีโข่วเป็สถานที่ที่ไม่ค่อยดีนักตามหลักฮวงจุ้ย ทว่าสาวน้อยกลับอยู่ได้อย่างสุขสบาย ทั้งที่คนอื่นๆ ต่างพากันหวาดผวาทั้งนั้น
บอกได้เพียงแค่ว่าสาวน้อยคนนี้เป็ดาวนำโชค มีชะตาดี ดูเหมือนว่านับั้แ่ที่เธอมาถึงหมูบ้านผิงโข่ว หมู่บ้านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็ยังมีคนไม่เห็นด้วย คิดว่าไม่เห็นมีเื่อะไรแบบนั้นสักหน่อย
“ถ้ายายหนูนั่นชะตาดีจริงๆ ละก็ ทำไมูเาหินทรายลูกนั้นถึงถล่มลงมาได้ หมู่บ้านผิงโข่วไม่เคยมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว” สวีจินเฟิ่งพูดประโยคนี้อยู่บ่อยครั้ง
ผลสุดท้ายพอผ่านไปได้สองวันก็ถูกความจริงตบเข้าที่หน้า หลังจากูเาถล่ม รอยต่อชั้นถ่านหินใต้ดินก็โผล่ขึ้นมา ว่ากันว่ามีเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่โตซุกซ่อนอยู่ที่ก้นูเาหินทราย ูเาลูกนั้นทั้งลูกเป็ถ่านหินทั้งหมด...
ถ่านหินมีมูลค่ามากกว่าทรายและหินอยู่โข หากจะหาเงินก็ทำเงินได้จนอิ่มหนำสำราญกันเลยทีเดียว
ยิ่งพิสูจน์คำพูดที่ว่ายายหนูนั่นเป็ดาวนำโชคได้อีกด้วย
และคนที่ไปตามหายายหนูในวันนั้น ก็ได้เห็นภายในูเาลูกนั้นกับตาตัวเอง
ผู้เฒ่าหลี่กล่าวว่า “ตอนนั้นเธอเหมือนกับพระโพธิสัตว์อย่างไรอย่างนั้น ต้องเป็ดาวนำโชคอย่างแน่นอน ขนาดเป็คนธรรมดายังหน้าตาสะสวยเสียขนาดนั้น”
แม้แต่หลี่ฉางเกิงอดีตผู้ใหญ่บ้านที่ค่อนข้างมีอำนาจบารมีในหมู่บ้านก็พยักหน้าและกล่าวว่า “จริง ยายหนูนั่นบอกให้ฉันขุดตรงหินก้อนนั้นนั่นแหละ ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้คิดอะไรเลยขุดๆ ไป”
ดังนั้นในวันเทศกาลปล่อยผี[1] วันที่สิบห้าเดือนห้านั้น ก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น
ในวันนี้ของปีที่ผ่านๆ มา ชาวบ้านในหมู่บ้านผิงโข่วต่างไปยังท้ายหมู่บ้าน ซึ่งก็คือบริเวณบ้านเก่าซีโข่วตรงนั้นเพื่อเผากระดาษเงินกระดาษทอง หลังจากเผากระดาษเสร็จก็รีบกลับบ้านทันที
เพราะว่ากันว่าในวันนี้เป็วันที่เปิดประตูผี ญาติที่ตายไปแล้วจะเดินทางจากยมโลกกลับมาสู่โลกมนุษย์ ซึ่งซีโข่วนั้นมืดที่สุด
แต่ปีนี้ทุกคนที่ไปเผากระดาษที่ซีโข่ว ไม่ได้นำมาแค่กระดาษเท่านั้น แต่ยังนำของอร่อยติดมือมาด้วย มีทั้งเนื้อ อาหารมันๆ เค้กข้าว ขนมข้าวเหนียวทอด ล้วนทำมาอย่างประณีต หลังจากเผากระดาษเสร็จก็แบ่งของกินอร่อยๆ ส่วนหนึ่งไปที่บ้านเก่า
ได้รับรอยยิ้มแป้นของสาวน้อย พร้อมกับประโยคว่า
ขอบคุณค่ะอาสะใภ้...
ขอบคุณค่ะคุณลุง...
ขอบคุณค่ะคุณปู่...
ขอบคุณค่ะคุณย่า...
พลันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด คุ้มค่านัก ปีนี้ต้องโชคดีอย่างแน่นอน!
อีกทั้งเสือตัวนั้นก็เชื่องไม่กัดคนดังคาด งูตัวนั้นก็ไม่ฉกคนเช่นกัน
ในหมู่บ้านมีผู้เฒ่าขาหักคนหนึ่ง ทั้งยังไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรมาถึงได้เสียขาั้แ่เข่าลงไปทั้งสองข้าง ปกติแล้วขาที่หักจะผูกติดกับแผ่นยางล้อรถยนต์
ผู้เฒ่ามักพูดเสมอว่าในอดีตเขาเป็นักปราชญ์มาก่อน ทว่าคนในหมู่บ้านต่างไม่มีใครเชื่อเลยสักคน จะไปมีนักปราชญ์ที่ไหนตกอับขนาดนี้ นักปราชญ์ในละครล้วนเป็เ้าขุนมูลนายกันทั้งนั้น ขนาดบ้านจริงๆ ผู้เฒ่าก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ได้แค่อาศัยอยู่ในที่ดินวัดในหมู่บ้าน แต่พวกชาวบ้านต่างเรียกเขาอย่างติดตลกว่านักปราชญ์เฒ่า
หลังจากปราชญ์เฒ่าได้ยินชาวบ้านพูดเื่ที่โจวมู่เก็บเด็กสาวมาเลี้ยง จึงเปิดหาภาพเทพธิดาจากในหนังสือโบราณขึ้นมา เทพธิดาตัวน้อยยืนอยู่ตรงกลาง ทางซ้ายเป็เสือ ทางขวาก็เป็งูใหญ่ขดตัวอยู่...
ทุกคนในหมู่บ้านต่างพากันไปดู และมีคนไม่น้อยที่ให้ปราชญ์เฒ่าวาดภาพนั้นออกมาเพื่อเชิญมาแขวนไว้บนผนังบ้าน ชวนให้รู้สึกถึงความโชคดีขึ้นมาไม่น้อย
เชิงอรรถ
^ มีอีกชื่อคือวันสารทจีน