ย้อนไป ณช่วงที่พวกเขากำลังเตรียมตัวอยู่ในภารกิจเผ่ายักษ์ช่วงที่สองก่อนจะออกเดินทางไปล้อมจับพิเภก
ท่ามกลางหมู่ดาวพราวพร่างเหนือผืนนภายามราตรีพวกเกออนกำลังกินดื่มอยู่อีกฝั่งในค่าย ส่วนพวกเลซาและแพนเธอร์ ก็นั่งคุยพลางจิบเครื่องดื่มอยู่อีกมุมต่างคนต่างกำลังคร่ำเครียดและกังวลว่า การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้ายามเมื่อเผชิญกับพิเภกนั้น พวกเขาจะเอาชนะมันได้หรือเปล่า
ฑิฆัมพรเองก็เช่นกัน
เธอเข้านอนแต่หัวค่ำแต่ข่มตานอนเท่าไหร่ก็ยังไม่หลับ ในที่สุดหลังจากพลิกไปมาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเจ้าตัวก็ยอมแพ้ แล้วเดินออกมานอกกระโจมเพื่อผ่อนคลายตัวเอง
ก่อนจะเจอกับวิฬาร์ที่นั่งเขี่ยกองไฟเล่นอยู่ข้างกระโจมหลังถัดไป
เมื่อเขาสังเกตเห็นเธอ ก็พยักหน้าให้เบาๆก่อนจะใช้กิ่งไม้ในมือเขี่ยนู่นนี่เล่นไปตามเรื่องเหมือนเมื่อครู่หน้าตาดูไร้ความกังวล แถมยังดูเบื่อเล็กๆ อีกต่างหาก
เธอจึงเดินมาแล้วนั่งลงที่ขอนไม้ฝั่งตรงข้ามจากนั้นจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นายไม่เครียดรึไง พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางแล้ว”
หนุ่มต่างกิลด์เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะยักไหล่ให้
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ เราไปถึง วางกับดัก ตั้งขบวนรอพิเภกมา แล้วก็จับ” เขาพูดเหมือนกำลังจะเดินออกไปจับปลาในบ่อมาทำกับข้าวมันทำเอาเธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแปลกๆ
“ตลกละ! นี่พิเภกเชียวนะ มันจะง่ายขนาดนั้นได้ยังไง”เธอเริ่มขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ที่ตกค้างมาตั้งแต่ตอนประชุม
ทว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดแต่อย่างใด เขากลับยิ้มให้แล้วเอ่ยตอบอย่างใจเย็น
“เรื่องที่เราทำได้...”
“...และเรื่องที่เราอาจจะทำได้ เราก็ทำไปหมดแล้วกังวลไปก็…”
“…ไม่แตกต่างกัน”
คำพูดเนือยๆ นั้นคล้ายแฝงไว้ด้วยปรัชญาล้ำลึกมันทำเอาเธอชะงักถ้อยคำต่อไปที่จะหลุดออกจากปากทันที ความคุกรุ่นในใจมอดดับลงเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด
“ส่วนปัญหาที่เหลือ ก็ได้แต่ทำไปดูไปแล้ว”
ประโยคนี้ให้พูดมันก็ง่าย คล้ายบอกว่าอย่าคิดมากไปเธอทำเต็มที่แล้ว ทว่าความจริงกลับเป็นเรื่องยากมาก
เขาต้องผ่านอะไรมากันแน่ ถึงยังนิ่งได้ขนาดนี้
“ที่นายพูดมันก็ถูก แต่นายไม่กังวลเลยสักนิดเลย?”
อันว่าความคิด ย่อมซุกซนประดุจวานร มันมิอาจอยู่นิ่งคนเราอาจห้ามสายน้ำไหลได้ ทว่ามิอาจห้ามความคิดได้ เธอจึงถามอย่างแปลกใจ
คราวนี้วิฬาร์เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะสบตาเธอแล้วเอ่ยถ้อยคำประโยคหนึ่งกลับมา
“เพราะผมเคยฆ่าพิเภกมาแล้วครั้งหนึ่ง”
ฑิฆัมพรทำหน้าไม่ถูกทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น
วิฬาร์เล่าว่า สมัยเบต้าเทสต์นั้น เขาเคยสู้กับคนมาแล้วนับไม่ถ้วนทว่าผู้ครองร่างอวตารแรกที่เขาฆ่าโดยการปะทะซึ่งหน้า ก็คือจินมยองเจ้าของอวตารพิเภกนั่นเอง
เธอตาวาวขึ้นมาทันทีที่รู้ความจริงนี้
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนั้นนายรู้สึกยังไง กังวลหรือเปล่า”หากเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสิบศึกร้อยสงครามเธอก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงใจเย็นได้ขนาดนี้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปถามถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแทนเผื่อว่าเธอจะเอามาปรับใช้ให้ตัวเองสงบใจลงได้
“ตื่นเต้นสิ ผมกลัวมาก” เขาตอบแล้วเงยหน้าขึ้นสูงคล้ายกำลังหวนรำลึกถึงช่วงเวลานั้น
ตอนนั้น ผู้ครองร่างอวตารทุกคนมีสถานะสูงส่งดุจเทพหากใครเจอก็ต้องครั่นคร้าม ตัวเขาเองก็เคยประมือกับผู้ครองร่างบางคนมาบ้างในขณะที่ทำงานลับๆ ให้กิลด์ ทว่าเป็นเพราะทำงานในเงามืดต่างฝ่ายต่างก็อยากเก็บออมกำลังตัวเองไว้บวกกับเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักกระชับฉับไว บ้างก็ลอบโจมตีกันกลางป่าบ้างก็รอให้เข้ามาติดกับ หากจะนับไป ก็พอบอกได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมต่อกันและกันเพราะบางทียังไม่ทันเห็นหน้า ก็ตายกลับเมืองกันแล้วเขาเองแม้เคยฆ่าผู้ครองร่างอวตารบางคนได้ แต่ก็มีบางครั้งที่เพลี่ยงพล้ำจนเกือบตายหรือเสียหายหนักแต่นับว่ายังดีที่เอาตัวรอดมาได้ไม่อย่างนั้นคงมีคนรู้ตัวจริงของเขาเพราะระบบแจ้งชื่อผู้ถูกสังหารให้แล้ว
ทว่าตอนนั้นเป็นศึกชิงเมืองครั้งใหญ่ที่เกิดเหตุการณ์ซับซ้อนหลายเรื่องติดต่อกันพวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง
ตอนนั้นอนัตนาคราชถูกโรซาเลียตีเมืองจากปีกตะวันตกอยู่บวกกับมีกลุ่มกิลด์ขนาดกลางที่ร่วมมือกัน กระจายตัวก่อความวุ่นวาย ปล้นชิงเมืองอีกสองแห่งในโซนใกล้ๆกัน พวกเจ็ดเศียรจึงวุ่นจนหัวปั่น ต้องไปดับไฟสงครามบริเวณนั้นกันจนแนวป้องกันปีกตะวันออกที่ติดกับการ์คฮอไรซอนมีกำลังอ่อนลง
ยามเมื่อพวกเขาเสียเปรียบ พวกมันก็ย่อมเข้ามาซ้ำ
ดาร์ค ฮอไรซอนยกทัพมาบุกเมืองเพื่อหวังตีชิงตามไฟกรีดแผลของอนันตนาคราชให้ลึกขึ้น
พวกเขารู้ดีว่าหากเมืองแตกก็เท่ากับเปิดประตูรอให้พวกนั้นเข้ามาชิงพื้นที่อื่นๆ ต่อและอาจเป็นต้นเหตุให้ความเชื่อมั่นต่อกิลด์ของพวกเขาสั่นคลอนสุดท้ายอาจทำให้กิลด์ล่มสลาย จึงจำเป็นต้องส่งวิฬาร์กับออโรรา สองขุนพลมือพระกาฬไปเป็นกองหนุนสำหรับการป้องกันเมือง
ทว่าเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะก่อนการตีเมืองจะเริ่มเพียงคืนเดียวออโรราก็ทรยศด้วยการหนีออกจากกิลด์ไปในยามวิกาล
ทั้งทัพปั่นป่วนมากเพราะเธอเป็นหนึ่งในขุนพลที่โด่งดังและถูกวางตัวเป็นหนึ่งในทัพหน้าของการศึกครั้งนี้ ทำให้คืนนั้นพวกเขาต้องวุ่นวายกับการปรับเปลี่ยนกองกำลังใหม่
และในวันถัดมา สงครามก็เริ่มขึ้น
โดยมีฮาลอสเป็นผู้นำทัพหลักประจันหน้ากับจินมยองที่เป็นฝ่ายบุก
ทว่าการศึกแถวประตูหน้ายังไม่ทันจะเริ่ม ศึกอีกด้านตรงหลังบ้านก็ระเบิดขึ้นแล้ว
และคราวนี้ผู้นำทัพของฝ่ายดาร์ค ฮอไรซอนคือขุนพลแสงเหนือออโรรา
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ฑิฆัมพรก็สูดหายใจเข้าอย่างระทึกเธอเคยอ่านรายงานของโรซาเลียเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้าง และรู้ด้วยว่าในตอนนั้นนับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของอนันตนาคราชขนาดไหน
ถูกทัพขนาบสามมุม หากเมืองไหนแตกแรงกดดันจะบดอัดใส่พวกเขาทั้งกิลด์ทันที แถมยังมีปัญหาเรื่องการทรยศอีกหากจะเทียบกันแล้ว การทำภารกิจต่อสู้กับพิเภกในตอนนี้ นับเป็นเรื่องเล่นๆ ไปเลย
“แล้วเป็นไงต่อ” เธอถามอย่างตื่นเต้น
วิฬาร์คล้ายนิ่งไปพักหนึ่งอย่างน่าสงสัยเธอสังเกตว่าภายใต้ดวงตาคู่นั่น เจ้าตัวเผลอแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาเลือนราง มันทำให้เธอเริ่มเอะใจว่าการตามล้างแค้นของอนันตกาลในช่วงถัดจากนั้นอาจจะมีเหตุผลอื่นที่มากกว่าเรื่องความลับถูกเปิดเผยหรือเปล่า
ทว่าวิฬาร์ไม่ได้ขยายความอะไรเขาเพียงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระชับ
ตัวเขาในตอนนั้นเมื่อเห็นว่าผู้นำทัพที่ลอบตีเมืองอีกด้านคือออโรราก็รู้ดีว่าทัพรองฝั่งนั้นต้านไม่ไหวแน่ เจ้าตัวจึงลงสนามทันที
เนื่องจากทั้งสองเคยสนิทกันมาก่อนจึงรู้จักฝีมืออีกฝ่ายดีดุจมองลายนิ้วมือตัวเอง
แม้เคยมีไมตรีต่อกันมาเนิ่นนานทว่าทั้งสองฝ่ายคล้ายพร้อมใจกันทิ้งมันไว้ด้านหลัง ก่อนจะลงมือกันอย่างไม่ไว้หน้า
ทว่าสุดท้าย ผู้ที่กำชัยไว้ได้ คือเขา
อนันตกาล
ฑิฆัมพรมองสายตาวิฬาร์อย่างจับสังเกตเธอเคยได้ยินข่าวลือมาว่าความสัมพันธ์ของเขากับออโรราค่อนข้างสนิทกัน ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาจะเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องสู้กันถึงตายกับคนสนิทของตน เธอเองก็ได้ยินมาว่าสงครามครั้งนั้นเป็นการรบที่ดุเดือดมาก ไพร่พลล้มตายดุจใบไม้ร่วง แถมเขาเองก็ตายในสงครามครั้งนั้นด้วย
แม้เรื่องราวคล้ายมาถึงจุดจบ แต่ที่จริง นี่แค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น
เพราะอีกฝั่ง ฮาลอสตายแล้ว
ทัพดาร์ค ฮอไรซอนไม่เคยขาดผู้มีฝีมือและจินมยองก็ไม่ได้มาคนเดียว ทำให้แม้ว่าทัพอนันตนาคราชจะมีขุนพลอื่นข้างกายฮาลอสแต่ก็ต้านทานไว้ไม่อยู่ ส่วนขุนพลคนอื่นๆ ก็รับมือศึกอยู่คนละด้านไม่สามารถถอนตัวมาช่วยได้
วิฬาร์จึงต้องแบกร่างที่บาดเจ็บลงสนามอีกครั้ง
ด้วยนามแห่งอนันตกาลผู้ลึกลับบวกกับลูกทัพทัณฑฆาตอีกจำนวนหนึ่งวิฬาร์ในตอนนั้นจึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างเต็มที่และเร่งเข้าโจมตีทัพจินมยองที่บาดเจ็บทันทีที่สบโอกาส
สถานการณ์ตอนนั้นหนักหนากว่าตอนนี้มากนัก เธอแทบไม่กล้าคิดเลยว่าหากเป็นเธอที่ต้องนำทัพทั้งๆ ที่รู้ว่ามีโอกาสสู้แพ้มากกว่าชนะ เธอยังจะกล้าทำมันหรือเปล่า
ทั้งกองทัพที่บาดเจ็บ
ร่างกายที่มีบาดแผลท่วมตัว
พลังที่ยังฟื้นไม่สมบูรณ์
และจิตใจที่บอบช้ำเพราะถูกหักหลังมาหมาดๆ
รวมถึงแรงกดดันจากความล้มเหลว ที่อาจจะเสียทั้งเมืองหรืออาจลุกลามไปถึงขั้นเสียกิลด์
“ตอนนั้น… นายกลัวมั้ย” เธอถามเสียงแผ่ว กลั้นใจฟังด้วยหัวใจที่เต้นรัวรอฟังคำตอบจากปากเขา
วิฬาร์เงียบไปชั่วครู่
เขาจ้องกองเพลิงนิ่งเสียจนบรรยากาศคล้ายจะจับตัวแข็งทั้งสองได้ยินเพียงเสียงฟืนแตกปะทุท่ามกลางความเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะเฉลยด้วยน้ำเสียงบางเบา
“ผมกลัวมาก”
ถ้อยคำนั้นสั้นกระชับยิ่งทว่าแทนความหมายทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
“แล้วนาย…”
…นายกล้าเดินต่อได้ยังไง
แม้คำถามนั่นจะกลืนหายไปในลำคอทว่าวิฬาร์ก็เข้าใจดีว่าเธออยากทราบเรื่องใด จึงพูดออกมาเบาๆ
“เพราะผมรู้…” เขาเว้นช่วง
“…ผมรู้อยู่เต็มอกว่างานนี้ไม่รอดแน่...”
“...เพราะกองทัพฝั่งนั้นเหลืออยู่เยอะมากแต่ที่รู้ดียิ่งกว่าคือถ้าเมืองแตก กิลด์ก็อาจจะแตกไปด้วยและผมไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นเพราะผมแน่”
“กิลด์จะย่อยยับเพราะผมแค่ขี้ขลาดไม่ได้”
น้ำเสียงหนักแน่นนั้น คล้ายแทนความหมายนับล้านทั้งความรัก ความทุ่มเท และความมุมานะที่เขามีให้กิลด์ ทั้งสองจึงนิ่งเงียบกันไปครู่ใหญ่ก่อนที่วิฬาร์จะพูดต่อ
“และนอกจากนี้…”
ภายใต้แสงวับแวมจากกองเพลิงที่โหมไหม้เธอคล้ายเห็นประกายเย็นยะเยียบที่สะท้อนกลับออกมาจากแววตาคู่นั้น
“…พวกนั้นต้องชดใช้”
น้ำเสียงดุดันดังขึ้นอย่างแข็งกร้าว และไม่รู้ทำไมแต่มันทำเอาเธอรู้สึกหนาววาบขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้
ชดใช้?
ดาร์ค ฮอไรซอนติดค้างอะไรกับวิฬาร์?
เรื่องที่ออโรราทรยศหรือ?
แต่วิฬาร์ไม่ได้รอให้เธอพิเคราะห์เหตุการณ์จนจบเขาสรุปเรื่องอย่างรวดเร็วให้ฟังเพียงหยาบๆ
ยามจนตรอกและไร้ทางถอย ว่ากันว่าแม้แต่หนูก็ยังกัดแมวตายได้
และวิฬาร์หรืออนันต์ในตอนนั้นไม่ใช่แค่หนูอย่างแน่นอน
เมื่อรู้ว่าควรทำสิ่งใด และทำไมต้องทำหัวสมองที่เคยปั่นป่วนก็เริ่มสงบลง แม้ว่าจะไม่กลับมาเต็มร้อยเหมือนช่วงปกติแต่เขาก็พยายามตั้งใจ ปอกปัญหาออกทีละชั้น ค่อยๆ วิเคราะห์ปัญหาทีละเปลาะ ดูว่าไพ่ในมือเหลืออะไรบ้างทั้งระบบป้องกันเมือง กำลังพล ไอเทม ทักษะวางความลังเลและหวาดกลัวทิ้งไว้เบื้องหลัง ฮึดสู้เป็นครั้งสุดท้าย
จากนั้นก็เททุกอย่างลงไปแบบหมดหน้าตัก
อย่างน้อยถ้าแพ้ เขาก็ได้ทำจนสุดฝีมือแล้ว
และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น
ก็คือชัยชนะที่กลายเป็น…
ประวัติศาสตร์!
ปัญหามีไว้แก้ น้ำแร่มีไว้ดื่ม
ผ่าม!