หยวนหมิงเย่ไม่ได้ให้ความสนใจกับชูเซียงเหรินแม้แต่น้อย เขามองดูบรรยากาศรอบๆด้วยความสนใจ เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าหอคณิกา เนื่องจากเวลาที่ผ่านมาเขาเอาแค่ฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นที่ไหน
ไม่นานที่ชั้นสองคนก็เต็มจนไม่มีที่ให้นั่ง ทำให้ต้องไปนั่งที่ชั้นสามแทน
เวลานี้โต๊ะของข่ายเต๋อชิงกลายเป็นจุดสนใจ นอกจากนี้หยวนหมิงเย่และไป๋เหรินซีเองก็กลายเป็นจุดสนใจเช่นกัน อีกอย่างรุ่นเยาว์ผู้ชายต่างก็ให้ความสนใจกับไป๋เหรินซี เพราะพวกเขาสัมผัสได้ว่าสตรีผู้นี้งดงามมาก แต่น่าเสียดายที่นางมากับข่ายเต๋อชิงทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทาย
นอกจากนี้พวกเขาก็สนใจหยวนหมิงเย่เหมือนกัน เนื่องจากพวกเขาพบว่าหยวนหมิงเย่นั้นพูดคุยกับไป๋เหรินซีอย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังมีการจับมือถือแขนกันด้วย ทำให้พวกเขารู้สึกอิจฉาหยวนหมิงเย่อย่างมาก
จะมีก็แต่กลุ่มของชูเซียงเหรินเท่านั้นที่รู้ถึงความเป็นมาของหยวนหมิงเย่
“ บรรยากาศคึกคักจริงๆ ” ไป๋เหรินซีพึมพำออกมาพร้อมกับมองรอบๆด้วยแววตาเปร่งประกาย
หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับน้อยๆเป็นเชิงเห็นด้วย
ไม่นานอาหารต่างๆก็ถูกนำมาเสิร์ฟไว้บนโต๊ะของหยวนหมิงเย่
“ อาหารที่นี้ก็ไม่เลวเลย ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับกินอาหารบรโต๊ะไปด้วย
“ นี้กินให้น้อยๆหน่อยก็ได้ ตลอดทางข้าเห็นเจ้ากินไม่หยุดเลยนะ ” หยวนหมิงเย่กรอกตา เพราะตั้งแต่ที่ข่ายเต๋อชิงแนะนำร้านอาหารข้างทางให้กับทั้งสองฟัง ทั้งสองก็เอาแต่กินไม่หยุด
“ หึ ท่านพี่เลิกบ่นได้แล้วน่ากินแค่นี้ไม่ได้ทำให้น้ำหนักข้าเพิ่มหรอก ” ไป๋เหรินซีกรอกตาเช่นกันก่อนที่จะตักอาหารกินต่อ
“ จ้าๆ ไม่อ้วนก็ไม่อ้วน ” หยวนหมิงเย่ยกธงยอมแพ้
จากนั้นหยวนหมิงเย่ก็มองไปยังเกาะตรงสระน้ำที่อยู่ห่างออกไปประมาณเจ็ดจั้ง
เกาะตรงนั้นมีม่านสีขาวกั้นเอาไว้ทำให้มองเห็นเงาของสิ่งของที่อยู่ด้านหลังได้ลางๆ
ผ่านไปสักพักเสียงกู่เจิ้งก็ดังขึ้น
บรรยากาศทั้งหมดก็ค่อยๆเงียบสงบพร้อมกับตั้งใจฟังการบรรเลงกู่เจิ้งอย่างเพลิดเพลิน
หยวนหมิงเย่มองไปที่เกาะกลางสระพร้อมกับยิ้มขึ้นเล็กน้อย เพราะเขาสามารถบอกได้ว่าป๋ายชุนอวี้นั้นงดงามจริงๆ แม้ว่าจะมีม่านสีขาวมาบังเอาไว้ก็ตาม
นางมีความงามแบบบุผา น่าทะนุทนอม ใบหน้ารูปไข่เรียวยาว เส้นผมสีดำเข้ม รูปร่างอรชร สวมชุดสีม่วงอ่อน ทำให้นางดูมีเสน่ห์
“ ไม่เลวเลย ท่านพี่ถ้าหากข้าไปฝึกการบรรเลงกู่เจิ้งกับนางคิดว่าอย่างไร? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นด้วยความจริงจัง
“ เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ข้าจะสนับสนุนเจ้าเอง ” หยวนหมิงเย่หัวเราะออกมา
“ คิคิ ข้ารู้ว่าท่านพี่ต้องกล่าวออกมาแบบนี้ ” ไป๋เหรินซีหัวเราะ
การบรรเลงกู่เจิ้งใช้เวลานานถึงครึ่งชั่วยามเศษจึงจบลง
“ แขกทั้งหลาย ถ้าหากทุกท่านยังต้องการฟังการบรรเลงของท่านหญิงป๋ายชุนอวี้อีก ก็สามารถประมูลราคาได้เลย แล้วนางจะไปบรรเลงให้กับท่านถึงห้องส่วนตัวเลย แล้วก็อย่าลืมว่าท่านหญิงป๋ายชุนอวี้จะไม่ขายเรือนร่าง แขกทุกท่านโปรดจำเอาไว้ ” หญิงสาววัยกลางคนเดินเข้ามาบนเกาะพร้อมกับย่อตัวทักทายแขกที่อยู่อีกฝั่งด้วยความเคารพ
เมื่อได้ยินว่าสามารถนำท่านหญิงป๋ายชุนอวี้มาบรรเลงเพลงให้เป็นการส่วนตัวก็นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก ทำให้เหล่ารุ่นเยาว์หรือรุ่นใหญ่พากันเนื้อตัวตื่นเต้น
แม้ว่าจะไม่ได้ครอบครองร่างกายของป๋ายชุนอวี้แต่การได้อยู่กับนางทั้งคืนก็นับว่าเป็นการสร้างคะแนนให้กับป๋ายชุนอวี้แล้ว เพราะอย่างที่ทุกๆคนรู้กัน พอป๋ายชุนอวี้แก่ตัวไป นางก็ต้องตบแต่งเข้าเรือน ทางที่ดีพวกเขาอาจจะได้จองตัวนางตั้งแต่ตอนนี้
การประมูลก็ง่ายมาก พวกเขาจะประมูลโดยการใช้ผลึกศิลาสวรรค์ในการประมูล
ผลึกศิลาสวรรค์เป็นแร่พิเศษที่จะได้จากการขุดจากเหมืองแร่เท่านั้น แร่นี้สามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะคล้ายกับโอสถแก่นแท้หรือโอสถเบิกฟ้าได้อีกด้วย
ผลึกศิลาสวรรค์มีทั้งหมดสามระดับได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง
ซึ่งหนึ่งพันผลึกศิลาสวรรค์ขั้นต่ำเทียบเท่ากับผลึกศิลาสวรรค์ขั้นกลางหนึ่งก้อน
ผลึกศิลาสวรรค์ขั้นกลางหนึ่งพันก้อนเท่ากับผลึกศิลาสวรรค์ขั้นสูงหนึ่งก้อน
เนื่องจากอาณาจักรเพลิงราตรีเป็นอาณาจักรขนาดเล็ก ทำให้ผลักศิลาสวรรค์นั้นมีอย่างจำกัด
การประมูลเต็มไปด้วยความคึกคัก พริบตาเดียวราคาก็สูงกว่าห้าสิบผลึกศิลาสวรรค์ขั้นต่ำแล้ว
ถ้าหากหยวนหมิงเย่จำไม่ผิดผลึกศิลาสวรรค์ขั้นต่ำหนึ่งก้อนก็มีราคาเท่ากับทองคำสิบล้านเหรียญแล้ว และการที่ประมูลไปถึงห้าสิบผลึกศิลาสวรรค์ก็เท่ากับเหรียญทองห้าร้อยล้านเหรียญ
“ คนที่นี้ร่ำรวยกันจริงๆ ” ไป๋เหรินซีกรอกตา นางไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ป๋ายชุนอวี้บรรเลงเพลงในห้องส่วนตัวก็สามารถทำเงินได้มากมายขนาดนี้
“ เจ้าอิจฉาหรือ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะ
“ ข้าจะอิจฉาพวกนั้นทำไมกัน อีกอย่างท่านพี่ของข้าก็รวยกว่าคนเหล่านี้มาก ” ไป๋เหรินซีหัวเราะ
“ แล้วท่านพี่ไม่คิดที่จะประมูลนางหรือ? ” ไป๋เหรินซีหันมาถาม
“ ทำไมข้าต้องประมูลนางด้วยล่ะ ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า
ไป๋เหรินซีหัวเราะคิกคักและไม่ได้ตอบสิ่งใด
ไม่นานผู้ที่ชนะประมูลก็คือคุณชายจ้าง จ้างหู่เก่อ ตระกูลจ้างเป็นตระกูลใหญ่และยังเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดากองกำลังทั้งหมดยกเว้นราชวงศ์ฮั่ว เนื่องจากพวกเขานั้นมีเหมืองแร่ผลึกศิลาสวรรค์ในครอบครองหนึ่งเหมือง ทางราชวงศ์ฮั่วมีอยู่สองเหมือง
“ นายน้อย จ้างหู่เก่อนั้นเขาชื่นชอบป๋านชุนอวี้มานานแล้วทำให้ทุกๆคนต่างก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ” ข่ายเต๋อชิงกล่าวเสียงเรียบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังยินดีกับจ้างหู่เก่ออยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นในจุดที่ไม่ห่างจากใจกลางศาลากระเรียนขาว
“ อะไรกันประมูลเสร็จแล้วงั้นหรือ ข้ามาไม่ทันหรือเนี้ย? ” น้ำเสียงของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองดังขึ้น
ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินตรงมายังข้างสระน้ำ ทำให้ทุกๆคนเห็นตัวตนของผู้ที่กล่าวขึ้นมา
เป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกลางๆ สวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้า ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ ออร่าของเขาอยู่ในระดับสวรรค์วิบัติขั้นกลาง
ด้านหลังของชายหนุ่มมีชายชราในชุดผ้าธรรมดา รูปร่างผอมสูง ใบหน้าซูบผอม ใบหน้ามีแต่รอยเหี่ยวย่น แม้ว่าชายชราคนนี้จะดูธรรมดาแต่ออร่าของเขาอยู่ในระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง
หยวนหมิงเย่หรี่ตามองทันที แม้ว่าคนอื่นจะไม่สามารถสัมผัสถึงความแข็งแกร่งของชายชราคนนั้นได้แต่ไม่สามารถหลบซ่อนจากเขาไปได้อย่างแน่นอน
ดินแดนร้อยเกาะ มีเกาะอยู่นับร้อยเกาะ ซึ่งแต่ละเกาะก็มีขนาดใหญ่พอๆกับหนึ่งทวีป และการเดินทางข้ามเกาะมีอยู่สองวิธี
หนึ่งคืออาศัยเรือบินในการบินข้ามเกาะซึ่งระยะห่างในแต่ละเกาะนั้นก็มีระยะทางที่แตกต่างกัน เช่นทวีปหมอกสวรรค์ห่างจากทวีปศิลาบรรพกาลประมาณหนึ่งหมื่นลี้ ซึ่งทวีปศิลาบรรพกาลนั้นเป็นทวีปที่ใกล้กับทวีปหมอกสวรรค์มากที่สุด
สองคืออาศัยค่ายกลเคลื่อนย้าย ซึ่งการเคลื่อนย้ายโดยค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้จะต้องถูกสร้างโดยนักวางค่ายกลระดับลี้ลับขึ้นไป แต่ด้วยระยะห่างที่มากเกินไปทำให้ต้องใช้นักวางค่ายกลระดับลี้ลับจำนวนมากในการสร้างขึ้น
สำหรับหยวนหมิงเย่ แม้ว่าเขาจะเป็นนักวางค่ายกลระดับลี้ลับแต่เขาก็ยังขาดหินค่ายกลระดับสวรรค์ที่จะสามารถใช้มันในการสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ไม่อย่างนั้นเขาคงได้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายทั่วทวีปหมอกสวรรค์ เพื่อที่จะได้เดินทางไปมาได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หยวนหมิงเย่คิดหลังจากที่ได้หินค่ายกลระดับสวรรค์มา
‘ ดูเหมือนว่าสองคนนี้จะไม่ใช่คนของทวีปศิลาบรรพกาลสินะ น่าจะมาจากทวีปอื่นที่แข็งแกร่งมาก ’ หยวนหมิงเย่ครุ่นคิด
“ เจ้ารู้ไหมว่าชายคนนั้นเป็นใคร? ” หยวนหมิงเย่หันมาถามข่ายเต๋อชิงด้วยความสงสัย
“ ข้าเองก็ไม่รู้จักสองคนนี้เช่นกัน คาดว่าจะต้องมาจากทวีปอื่นที่ไม่ใช่ทวีปศิลาบรรพกาลอย่างแน่นอน ” ข่ายเต๋อชิงกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า
หยวนหมิงเย่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะทวีปศิลาบรรพกาลมีตัวตนระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์แค่ไม่กี่คนเท่านั้น และส่วนน้อยที่จะมีถึงขั้นกลาง แต่พวกเขาคงไม่มาทำตัวเป็นผู้ติดตามของชายหนุ่มผู้หนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่ใช่ว่าเบื้องหลังของชายหนุ่มนั้นแข็งแกร่งกว่าระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์
“ เจ้าเป็นใครกันถึงได้กล้ามาสร้างความวุ่นวายแบบนี้? ” อิ๋นจิ้งเทา รุ่นเยาว์จากตระกูลอิ๋น หนึ่งในตระกูลใหญ่ กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
คนอื่นๆก็พากันบ่นออกมาอย่างไม่พอใจเช่นกัน
“ ข้าก็แค่ติดธุระกับจักรพรรดิฮั่วหมิงอยู่จึงทำให้เดินทางมาช้า ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าคิดหรือว่าจะสามารถประมูลชนะข้าได้งั้นหรือ? ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส
ทุกๆคนที่ได้ยินก็พากันขมวดคิ้ว การที่สามารถไปพูดคุยกับจักรพรรดิฮั่วหมิงได้แสดงว่าเบื้องหลังของคนๆนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หยวนหมิงเย่มองไปที่ข่ายเต๋อชิง
“ เป็นอย่างที่ชายคนนั้นกล่าว เห็นชายคนนั้นบอกว่าเขามาจากทวีปร้อยอสูรขอรับและดูเหมือนว่าจะมาจากกองกำลังที่เรียกว่าตำหนักสวรรค์สร้างขอรับ ชายหนุ่มคนนั้นมีนามว่าหลงเสวียนเฟิงเป็นลูกหลานของผู้มีอำนาจในตำหนักสวรรค์สร้าง ส่วนชายชราคนนั้นเขาเป็นผู้ติดตามของหลงเสวียนเฟิงขอรับ ” ข่ายเต๋อชิงกล่าวออกมา
เมื่อได้ยินคำว่าทวีปร้อยอสูรและตำหนักสวรรค์สร้าง ดวงตาของหยวนหมิงเย่ก็หดลงทันที
ดินแดนร้อยเกาะมีเกาะอยู่นับร้อย แต่ดินแดนแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่ภูมิภาคได้แก่ ภูมิภาคเหนือ ภูมิภาคใต้ ภูมิภาคตะวันตก ภูมิภาคตะวันออก
ทวีปหมอกสวรรค์ ทวีปศิลาบรรพกาลก็อยู่ในภูมิภาคใต้ของดินแดนร้อยเกาะ
ส่วนทวีปร้อยอสูรคือทวีปที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคใต้ แต่ถึงอย่างนั้นภูมิภาคใต้ก็เป็นพื้นที่ที่อ่อนแอที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสามภูมิภาค
‘ หรือว่านี้จะเป็นเหตุการณ์ในนิยายที่ไม่ได้กล่าวเอาไว้ นี้คือเหตุการณ์ที่ฮั่วเม่ยเจียงเดินทางไปยังทวีปร้อยอสูรและเข้าร่วมกับตำหนักสวรรค์สร้าง ภายหลังนางจึงได้รับตำแหน่งธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักสวรรค์สร้าง ’ หยวนหมิงเย่ถึงกับประหลาดใจ
“ แต่ในเมื่อปู่ของข้าได้นางมาเป็นศิษย์แล้วเกรงว่าจะไม่สามารถเอาตัวนางไปได้!! ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมาด้วยความเย็นชา
ไป๋เหรินซีที่อยู่ข้างๆก็เห็นท่าทีของหยวนหมิงเย่ที่เปลื่ยนไปนางก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
“ เหอะ ทวีปเล็กๆอย่างพวกเจ้าไม่เคยอยู่ในสายตาของคุณชายอย่างข้าหรอก ” หลงเสวียนเฟิงกล่าวออกมาด้วยความเหยียดหยาม
“ อะไรนะ เจ้าจะบอกว่าทวีปหมอกสวรรค์ของข้าเป็นทวีปเล็กๆงั้นหรือ เจ้าว่าเจ้ามาจากที่อื่นสินะ เช่นนั้นข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าทวีปของเจ้าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน!! ” จ้างหู่เก่อกล่าวออกมาอย่างเย็นชา
หลงเสวียนเฟิงหัวเราะออกมาก่อนที่จะปล่อยออร่าของระดับสวรรค์วิบัติขั้นกลางออกมา
ทันใดนั้นทุกๆคนก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“ ระดับสวรรค์วิบัติขั้นกลาง!!! ” ทุกคนในศาลากระเรียนขาวส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างตกใจ
เพราะทุกๆคนรู้ดีว่าอาณาจักรของพวกเขาคืออาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปหมอกสวรรค์ก็คือบรรพชนฮัั่วฟงเหนียง เขาเป็นตัวตนระดับสวรรค์วิบัติขั้นปลาย แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับมีความแข็งแกร่งระดับสวรรค์วิบัติขั้นกลางแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเบื้องหลังของชายหนุ่มคนนี้จะต้องยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน
ไม่แปลกใจเลยที่ชายหนุ่มคนนี้จะบอกว่าทวีปของพวกเขาเป็นทวีปเล็กๆ
“ แกเป็นใครกัน!! ” จ้างหู่เก่อกัดฟันถามออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ ข้าเป็นใครงั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะบอกพวกเจ้าให้เอาบุญ ข้ามีนามว่าหลงเสวียนเฟิง ข้ามาจากตำหนักสวรรค์สร้างแห่งทวีปร้อยอสูร ” หลงเสวียนเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้นทุกๆคนในห้องก็มองไปที่หลงเสวียนเฟิงด้วยความหวาดกลัว ทุกคนรู้ดีว่าทวีปที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคใต้คือทวีปร้อยอสูร แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยได้ยินชื่อทวีปอื่นแต่พวกเขาต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของทวีปร้อยอสูรมาสักครั้งหนึ่ง
“ แล้วทีนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือยังล่ะว่าพวกเจ้าน่ะอ่อนแอแค่ไหน ” หลงเสวียนเฟิงยิ้มออกมาและกวาดสายตามองดูรอบๆอย่างเหยียดหยาม
“ ข้าให้หนึ่งผลึกศิลาสวรรค์ขั้นกลางแล้วกัน ” หลงเสวียนเฟิงกล่าวออกมา
ทันใดนั้นทุกๆคนก็พากันตกใจ
หนึ่งผลึกศิลาสวรรค์มีค่าเท่ากับหนึ่งพันผลึกศิลาสวรรค์ขั้นต่ำหนึ่งพันก้อน แต่ราคาที่จ้างหู่เก่อนั้นจ่ายเพียงแค่ห้าสิบผลึกศิลาสวรรค์ขั้นต่ำเท่านั้น
ทุกๆคนพากันกลืนน้ำลายทันที
แค่กล่าวครั้งเดียวก็นำศิลาผลึกสวรรค์ขั้นกลางออกมาใช้จ่ายได้เลยงั้นหรอ ช่างเป็นการกระทำที่โอ้อวดจริงๆ